UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
Not a member yet
    8763 research outputs found

    ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ ประเภทคอนโดมิเนียม ที่มีความสูงไม่เกิน 8 ชั้นในกรุงเทพมหานคร ช่วงโควิด

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2565.การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมที่มีความสูงไม่เกิน 8 ชั้นในกรุงเทพมหานคร ช่วงโควิด ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะทางประชากรศาสตร์ของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ระดับการศึกษาปริญญาตรีมีรายได้ระหว่าง 10,001 – 20,000 บาท ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน โดยมีการพักอาศัยแบบคนเดียว มีลักษณะที่อยู่อาศัยแบบบ้านเดี่ยว และจำนวนผู้พักอาศัย 1 คน ความคิดเห็นที่มีต่อความต้องการที่อยู่อาศัยมากที่สุดในเรื่องราคาจะอยู่ที่ 1 – 1.5 ล้านบาท ลักษณะของห้องที่ต้องการแบบ 1 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ที่ต้องการ 26 – 35 ตารางเมตร ซึ่งกลุ่มตัวอย่างมีความต้องการผ่อนประมาณ 10,001 – 20,000 บาท และมีปัจจัยที่ใช้พิจารณาเลือกซื้อเพราะต้องการแยกครอบครัว โดยปัจจัยในการเลือกซื้อ 5 อันดับแรก ได้แก่ ทำเลที่ตั้ง ราคา ใกล้ที่ทำงาน ที่จอดรถ และพื้นที่ใช้สอย ตามลำดับ ส่วนในด้านของสิ่งอำนวยความสะดวกที่ต้องการ 5 อันดับแรก ได้แก่ ที่จอดรถ ระบบรักษาความปลอดภัยห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ และร้านสะดวกซื้อ ตามลำดับ ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมเลือกซื้อคอนโดมีเนียม จำแนกตามผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการตลาดในภาพรวมอยู่ในระดับที่เห็นด้วยมากที่สุด ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า เพศ และลักษณะที่อยู่อาศัยมีผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อคอนโดมีเนียมที่แตกต่างกันแตกต่างกัน ส่วนอายุ ระดับการศึกษา รายได้ อาชีพ การพักอาศัย และจำนวนผู้พักอาศัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อคอนโดมีเนียมในเขตกรุงเทพมหานครไม่แตกต่างกั

    ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกติดตั้งโซล่ารูฟบนหลังคาบ้านของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2565.การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อพฤติการเลือกติดตั้งโซล่ารูฟบนหลังคาของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร โดยนำแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภค ประชากรศาสตร์ มาเป็นแนวทางในการสร้างกรอบแนวคิดการวิจัยในครั้งนี้ โดยการทำการศึกษากลุ่มประชากรที่เป็นผู่้บริโภค จำนวน 400 คน ด้วยวิธีการแจกแบบสอบถามในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อถือได้เท่ากับ 0.98 และมีการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด และ ทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุคูณ( Mutiple Regression Analysis ) ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล คือ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ย มีผลต่อการตัดสินใจเลือกติดตั้งโซล่ารูฟบนหลังคา ของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ปัจจัยการสนับสนุนของภาครัฐ ได้แก่ ด้านการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ ได้แก่ การสนับสนุนให้มีการรับซื้อไฟฟ้าในส่วนที่นอกเหนือจากการใช้งาน และด้านนโยบายสนับสนุนของภาครัฐ ได้แก่ แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก AEDP มีผลต่อการตัดสินใจเลือกติดตั้งโซล่ารูฟบนหลังคาของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.0

    ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกจำหน่ายอาหารบนแอพพลิเคชั่นสั่งอาหารออนไลน์ของผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารในเขตกรุงเทพมหานคร และนนทบุรี

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2565.การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกจำหน่ายอาหารบนแอพพลิเคชั่นสั่งอาหารออนไลน์ของผู้ประกอบการ โดยมุ่งศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ได้แก่ อายุ เพศ ระดับการศึกษา ประเภทธุรกิจ และ ปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านบุคลากร ด้านกายภาพ และด้านกระบวนการ ปัจจัยด้านการให้บริการ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกจำหน่ายอาหารบนแอพพลิเคชั่นสั่งอาหารออนไลน์ของผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารในเขตกรุงเทพมหานคร และนนทบุรี เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารที่สนใจใช้บริการแอพพลิเคชั่นสั่งอาหารออนไลน์ บริษัทแอพพลิเคชั่นสั่งอาหารออนไลน์ ในการนำข้อมูลไปพัฒนาแอพพลิเคชั่น และผู้ที่ต้องการศึกษาเรื่องแอพพลิเคชั่นสั่งอาหารออนไลน์การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 323 คน ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ โดยวิเคราะห์ด้วยการแจกแจงความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) สำหรับข้อมูลทั่วไปด้านประชากรศาสตร์ของผู้ตอบแบบสอบถาม และวิเคราะห์โดยการหาค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: S.D.) สำหรับปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด และวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression) เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกจำหน่ายอาหารบนแอพพลิเคชั่นสั่งอาหารออนไลน์ของผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารในเขตกรุงเทพมหานคร และนนทบุรี โดยผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามใช้บริการแอพพลิเคชั่น Line Man มากที่สุด โดยขายอาหารประเภทอาหารจานเดียว/ตามสั่ง มีจำนวนรายการอาหาร 10-14 รายการ ขายผ่านแอพพลิเคชั่นสั่งอาหารออนไลน์ 1-2 ปี โดยร้านส่วนใหญ่ไม่ได้มีการใช้ระบบ POS ร้านค้าส่วนใหญ่มีการทำโปรโมชั่นส่วนลดเพิ่มเติม และยังเคยใช้บริการโฆษณาบนแอพพลิเคชั่นสั่งอาหารออนไลน์ โดยความถี่ในการใช้บริการโฆษณาต่อเดือน คือ 10-20 วัน ราคาค่าโฆษณาเฉลี่ยต่อครั้งอยู่ที่ 101-250 บาท และเฉลี่ยต่อเดือนคือ 6,001-9,000 บา

    ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกจำหน่ายอาหารบนแอพพลิเคชั่นสั่งอาหารออนไลน์ของผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารในเขตกรุงเทพมหานคร และนนทบุรี

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2565.การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกจำหน่ายอาหารบนแอพพลิเคชั่นสั่งอาหารออนไลน์ของผู้ประกอบการ โดยมุ่งศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ได้แก่ อายุ เพศ ระดับการศึกษา ประเภทธุรกิจ และ ปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านบุคลากร ด้านกายภาพ และด้านกระบวนการ ปัจจัยด้านการให้บริการ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกจำหน่ายอาหารบนแอพพลิเคชั่นสั่งอาหารออนไลน์ของผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารในเขตกรุงเทพมหานคร และนนทบุรี เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารที่สนใจใช้บริการแอพพลิเคชั่นสั่งอาหารออนไลน์ บริษัทแอพพลิเคชั่นสั่งอาหารออนไลน์ ในการนำข้อมูลไปพัฒนาแอพพลิเคชั่น และผู้ที่ต้องการศึกษาเรื่องแอพพลิเคชั่นสั่งอาหารออนไลน์การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 323 คน ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ โดยวิเคราะห์ด้วยการแจกแจงความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) สำหรับข้อมูลทั่วไปด้านประชากรศาสตร์ของผู้ตอบแบบสอบถาม และวิเคราะห์โดยการหาค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: S.D.) สำหรับปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด และวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression) เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกจำหน่ายอาหารบนแอพพลิเคชั่นสั่งอาหารออนไลน์ของผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารในเขตกรุงเทพมหานคร และนนทบุรี โดยผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามใช้บริการแอพพลิเคชั่น Line Man มากที่สุด โดยขายอาหารประเภทอาหารจานเดียว/ตามสั่ง มีจำนวนรายการอาหาร 10-14 รายการ ขายผ่านแอพพลิเคชั่นสั่งอาหารออนไลน์ 1-2 ปี โดยร้านส่วนใหญ่ไม่ได้มีการใช้ระบบ POS ร้านค้าส่วนใหญ่มีการทำโปรโมชั่นส่วนลดเพิ่มเติม และยังเคยใช้บริการโฆษณาบนแอพพลิเคชั่นสั่งอาหารออนไลน์ โดยความถี่ในการใช้บริการโฆษณาต่อเดือน คือ 10-20 วัน ราคาค่าโฆษณาเฉลี่ยต่อครั้งอยู่ที่ 101-250 บาท และเฉลี่ยต่อเดือนคือ 6,001-9,000 บา

    Factors affecting to retirement planning of employee in Nakhon-Ratchasima Province

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2565.ปัจจุบันสังคมไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญคือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ในขณะที่ประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานมีแนวโน้มที่ลดลง เนื่องจากอัตราการเกิดของประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง และในอนาคต 20 ปีข้างหน้า สัดส่วนของประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปในประเทศไทยจะสูงถึงร้อยละ 30 ของประชากรทั้งหมด ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุ (Ageing Society) อย่างมีนัยสำคัญและรวดเร็ว นำมาสู่ปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ สังคม การที่ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรดังกล่าว ทำให้อัตราส่วนของวัยแรงงานต่อผู้สูงอายุลดลงอย่างต่อเนื่อง จากในปี 2556 มีวัยแรงงาน 4 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน ลดลงเหลือวัยแรงงาน 3 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คนในปี 2564 แล้วคาดดว่าจะมีแนวโน้มลดลงเป็นวัยแรงงาน 1.8 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน ในปี 2583 การเตรียมตัวเพื่อการเกษียณอายุของบุคคลคงไม่อาจพึ่งพาได้แต่สวัสดิการจากภาครัฐ ดังนั้นแต่ละบุคคลควรเป็นผู้กำหนดและวางแผนสำหรับการเกษียณอายุด้วยตนเอง ทั้งการวางแผนด้านการเงินและสุขภาพ การวางแผนสำหรับการเกษียณอายุจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อทำให้การดำเนินชีวิตยังคงเป็นไปอย่างปกติสุขการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงระดับความรู้ความเข้าใจด้านการเงิน (Financial literacy) เพื่อศึกษาถึงระดับของการเตรียมความพร้อมเพื่อวัยเกษียณ และเพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่ทำให้คนตัดสินใจเริ่มต้นวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณอายุของคนวัยทำงานในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 401 คน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแตกต่างโดยใช้สถิติแบบ F-Test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้สถิติค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 การศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการวางแผนการเงินโดยภาพรวม แต่ในด้านของการคำนวณดอกเบี้ยทบต้นและประโยชน์ทางภาษีต่างๆ ยังมีความเข้าใจในระดับน้อย สำหรับการศึกษาระดับการเตรียมความพร้อมเพื่อวัยเกษียณพบว่า โดยภาพรวมผู้ตอบแบบสอบถามมีระดับการเตรียมความพร้อมเพื่อวัยเกษียณอยู่ที่ระดับปานกลาง และเมื่อแยกตามปัจจัยลักษณะส่วนบุคคลพบว่า ปัจจัยด้านเพศ อายุ และสถานภาพมีระดับการเตรียมความพร้อมเพื่อวัยเกษียณไม่แต่กต่างกัน แต่ปัจจัยด้านการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีการศึกษาระดับปริญญาเอก มีระดับการเตรียมความพร้อมเพื่อวัยเกษียณมากที่สุด สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจวางแผนการเพื่อการเกษียณมากที่สุดคือ ความน่าเชื่อถือของสถานบันการเงิน ผู้ที่ให้คำปรึกษาด้านการเงินและรวมถึงระดับความรู้ความเข้าใจด้านการเงินส่วนบุคคลของผู้ที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านการเงิน โดยมีคะแนนอยู่ที่ระดับ 4.44 คือ สำคัญมากที่สุด ปัจจัยรองลงมาที่มีผลต่อการตัดสินใจวางแผนการเงินคือ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจส่วนบุคคล ในคำถามประกอบด้วย รายได้ ค่าใช้จ่าย ภาระหนี้สิน และจำนวนคนที่อยู่ในอุปการะ จะมีผลต่อระดับการตัดสินใจวางแผนการเงินที่คะแนน 4.34 คือระดับ มากที่สุด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05Currently, Thai society is facing a major demographic change into an aging society. While the population of children and working age tend to decrease. Because the birth rate of the population is steadily decreasing and in the next 20 years, the proportion of the population aged 60 and over in Thailand will reach 30% of total population. Causing Thailand to enter an aging society significantly and rapidly leading to economic, health and social problems in Thailand. There is an increasing proportion of the elderly such changes in the population structure ss a result, the ratio of the working age to the elderly has continuously decreased. In 2013, there were 4 working age people per 1 elderly person, down to 3 working-aged people per 1 elderly person in 2021, and it is expected to decrease to 1.8 working-age people per 1 elderly person in 2021. In 2040 a person's preparation for retirement may not depend on government welfare. Therefore, each person should be able to determine and plan for their own retirement. Both financial and health planning for retirement is essential to make life continue to be normal.The purpose of this study was to study the level of financial literacy to study the level of readiness for retirement. And to study the factors that make people decide to start financial planning for retirement. of working-aged people in Nakhon Ratchasima Province, amounting to 401 people by using a questionnaire to collect data Statistics used in data analysis were frequency distribution, percentage, mean, standard deviation. The differences were analyzed using F-Test and one-way analysis of variance (One-Way ANOVA). Correlation was analyzed using Pearson's correlation coefficient at the statistical significance level of 0.05. The study found most of the respondents understand overall financial planning. But in terms of compound interest calculation and various tax benefits still had quite a few moderate understandings for the study of readiness for retirement, it was found that Overall, respondents had a medium level of preparation for retirement. And when separated by individual factors, it was found that gender, age and marital status factors had no difference in readiness for retirement. But the educational factor found that people with doctoral studies have the highest level of readiness for retirement as for the factors affecting financial planning decisions for retirement, it was found that. The factors that have the greatest influence on retirement planning decisions are credibility of financial institutions, financial adviser and includes the level of financial knowledge of the financial adviser. With a score of 4.44 being the most important, the second factor that affects the financial planning decision is personal economic factors. Questions include income, expenses, liabilities, and the number of dependents. Will affect the level of financial planning decisions at the score of 4.34, the highest level, with statistical significance at the 0.05 leve

    การศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) กรณีศึกษา ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2565.การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) กรณีศึกษา ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย โดยการสร้างสมการถดถอยเชิงซ้อน (Multiple Regression) มาประมาณค่าสัมประสิทธิของตัวแปรอิสระที่มีต่อตัวแปรตาม ด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Squares: OLS) เพื่อคำนวณค่าทางสถิติ และหาความสัมพันธ์ของตัวแปร การศึกษานี้ใช้ข้อมูลรายไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2552 ถึง ไตรมาสที่ 4 ปี พ.ศ. 2564 รวม 52 ไตรมาส ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) กรณีศึกษาธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย ปี 2552-2564 รายไตรมาส ได้แก่ เงินให้สินเชื่อมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 ดัชนีราคาผู้บริโภค มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 ส่วนตัวแปรอื่นๆ ได้แก่ อัตราการว่างงาน ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจไม่มีความสัมพันธ์กับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) และพบว่า R-Squared มีค่าเท่ากับ 0.897722 หมายถึง ตัวแปรอิสระสามารถอธิบายตัวแปรตามหรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPLs) ได้ร้อยละ 89.

    ความพึงพอใจในการใช้นวัตกรรมการออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการการก่อสร้าง กรณีศึกษาบริษัทก่อสร้างในกรุงเทพมหานคร

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2565งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจความพึงพอใจในการใช้นวัตกรรมการออกแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการการก่อสร้าง บริษัทก่อสร้างในกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษา 2) วัดระดับ และ 3) เปรียบเทียบความพึงพอใจของการใช้นวัตกรรมการออกแบบ เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณใช้แนวคิดความพึงพอใจ และทฤษฎีผลิตภาพแรงงานทางเศรษฐศาสตร์ เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถามออนไลน์จากตัวแทนบริษัทก่อสร้างที่จดทะเบียน ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 410 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วย 1) สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 2) สถิติเชิงอ้างอิง ได้แก่ การแจกแจงแบบที (Independent sample t-test) ความแปรปรวนทางเดียว (F-test or one-way Anova) การแจกแจงไคสแควร์ (Chi-Square) และ การทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีกราฟของ เชฟเฟ่ (Scheffe) ด้วยโปรแกรม SPSS ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์กรส่วนใหญ่มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ บุคลากรมีการศึกษาระดับปริญญาตรี เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ มีประสบการณ์การทำงาน 11-15 ปี ในองค์กรประเภทบริษัทจำกัด มีบุคลากร >100 คน เชี่ยวชาญงานอาคารสูง องค์การเอกชนคือลูกค้าหลัก ใช้ (Computer-aided design : CAD) ในการออกแบบ ได้รับผลเชิงบวกจากการใช้เทคโนโลยีในการออกแบบ 2) ความพึงพอใจในการใช้นวัตกรรมในการออกแบบก่อสร้าง ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ได้แก่ การบริหารระยะเวลา การจัดการต้นทุน การจัดการของเสีย การเพิ่มกำไรสุทธิ ยกเว้นการบริหารแรงงาน มีความพึงพอใจระดับปานกลาง 3) การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ และไม่นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ส่งผลต่อความพึงพอใจไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านการจัดการต้นทุนที่แตกต่างกัน โดยบริษัทที่นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มีความพึงพอใจมากกว่าบริษัทที่ไม่นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ประสบการณ์ในการบริหารจัดการโครงการต่างกัน มีความพึงพอใจแตกต่างกัน บริษัทก่อสร้าง ที่ได้รับผลบวกจากการใช้นวัตกรรม มีความพึงพอใจแตกต่างกัน ยกเว้นด้านการบริหารแรงงานที่ไม่แตกต่างกัน จำนวนบุคลากรต่างกัน มีความพึงพอใจแตกต่างกัน ยกเว้น ด้านการเพิ่มกำไรสุทธิ และด้านการบริหารระยะเวลาที่ไม่แตกต่างกั

    ปัจจัยที่มีผลต่อมูลค่าการส่งออกรถยนต์นั่งและรถกระบะของประเทศไทยไปยังประเทศออสเตรเลีย

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2565.การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะของประเทศไทยไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นอนุกรมเวลา รายไตรมาส ช่วงตั้งแต่ไตรมาส 1 พ.ศ. 2555 จนถึงไตรมาส 4 พ.ศ. 2564 ทั้งหมด 10 ปี เป็นรายไตรมาสทั้งหมด 40 ไตรมาสและนำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องมือทางเศรษฐมิติแบบสมการถดถอยพหุคูณ (Multiple Linear Regressions) ด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Squares : OLS) โดยศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถกระบะของประเทศไทยไปยังประเทศออสเตรเลีย มีตัวแปรอิสระได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมแท้จริงของประเทศออสเตรเลีย อัตราเงินเฟ้อของประเทศออสเตรเลีย อัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศออสเตรเลีย จำนวนประชากรของประเทศออสเตรเลีย ปริมาณการผลิตรถยนต์นั่งและรถกระบะของประเทศไทย ค่าตอบแทนการจ้างงานของประเทศออสเตรเลีย ราคาน้ำมันดิบWTI และตัวแปรหุ่นสถานการณ์ Covid-19 ผลจากการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อมูลค่าการส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถกระบะของประเทศไทยไปยังประเทศออสเตรเลีย ทำให้ทราบว่า ปริมาณการผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะของประเทศไทย มีผลต่อมูลค่าการส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะของประเทศไทยไปยังประเทศออสเตรเลียในทิศทางเดียวกัน ผลิตภัณฑ์มวลรวมแท้จริงของประเทศออสเตรเลียและ อัตราเงินเฟ้อของประเทศออสเตรเลียมีผลเฉพาะต่อมูลค่าการส่งออกรถกระบะในทิศทางเดียวกันขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศออสเตรเลีย และราคาน้ำมันดิบ WTI มีผลเฉพาะต่อมูลค่า การส่งออกรถกระบะในทิศทางตรงกันข้า

    Does book-tax difference hinder levels of corporate tax revenue? cross countries analysis

    No full text
    The first objective of this paper is to investigate the relationship between book-tax differences (BTDs) and corporate tax revenues (CTRs) in top five ASEAN countries, namely Indonesia, Malaysia, Philippines, Singapore, and Thailand. The second purpose is to examine the moderating effect of the adoption of International Financial Reporting Standards (IFRS) earnings management on the link between BTDs and CTRs. Using the data of 6,638 firm-year observations during the period 2005 – 2018 and analyzing through fixed effects panel regression in STATA using OLS method, the results show that positive BTDs are positively associated with CTRs. This result can be explained that firms with book income exceeds taxable income is most suspicious and may attract closer scrutiny by a revenue department and more likely to be adjusted selected transactions to increase taxable income which eventually in turn increases the level of CTRs. Further examining with moderated hierarchical model, the results also indicate that the effect of BTDs on CTRs depending on the adoption of IFRS and the level of upward earnings management measured by the performance matched discretionary accrual approaches

    การนำหลักเศรษฐศาสตร์มาคิดคำนวณค่าเสียหายในคดีละเมิดทางแพ่ง

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2565.การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี การนำหลักเศรษฐศาสตร์มาคิดค่าเสียหายในคดีละเมิดทางแพ่ง เพื่อศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีนำหลักนิติเศรษฐศาสตร์มาคิดคำนวณค่าเสียหายในคดีละเมิดทางแพ่งและเพื่อศึกษากำหนดแนวทางในการนำหลักเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์ใช้การคิดคำนวณค่าเสียหายในคดีละเมิดทางแพ่ง เพื่อเป็นใช้เป็นหลักเกณฑ์ในศาลยุติธรรมในประเทศไทยผลการศึกษาพบว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทยยังบัญญัติไม่ครอบคลุมถึงค่าเสียหายทางจิตใจ เหมือนกฎหมายแพ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษโดยหลักเกณฑ์ในการคิดค่าเสียหายในคดีละเมิดทางแพ่ง คำพิพากษาศาลฎีกาไทยไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์และแผนตารางในการคำนวณที่แน่นอน เพราะเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในตามความเป็นจริงประกอบกับกฎหมายไทยเป็นระบบกล่าวหา เป็นหน้าที่นำสืบพยานหลักฐานของโจทก์ โดยในคดีละเมิดศาลไทยได้พิจารณาถึงหลักเกณฑ์ระดับความเสียหาย แต่ในขณะเดียวกันในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ พิจารณาโดยลูกขุน เกณฑ์ในการกำหนดค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนลักษณะเชิงลงโทษ โดยกำหนดเกณฑ์ค่าเสียหายล่วงหน้าและค่าเสียหายตามความเป็นจริงการนำหลักเศรษฐศาสตร์มาคิดคำนวณค่าเสียหายมีข้อจำกัดทั้งที่เป็นค่าเสียหายที่เป็นตัวเงินและค่าเสียหายที่ไม่เป็นตัวเงิน มีข้อจำกัดเกี่ยวกับกฎหมายและการขาดหลักหรือวิธีการคำนวณที่เหมาะสม ส่งผลให้วิธีการคำนวณค่าเสียหายที่ศาลใช้ไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายได้รับการชดเชยอย่างครบถ้วนและเป็นธรรมและไม่สามารถจูงใจให้เกิดการใช้ความระมัดระวังในระดับที่เหมาะสมได้ งานวิจัยฉบับนี้ มีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยลักษณะละเมิด โดยกำหนดค่าเสียหายที่ไม่เป็นตัวเงิน ให้ครอบคลุมถึงความเสียหายทางจิตใจ 2) ให้กำหนดตารางคำนวณค่าเสียหายที่ไม่เป็นตัวเงินไว้ท้ายตารางประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อสร้างหลักเกณฑ์การคิดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าเป็นค่าเสียหายเชิงลงโทษ 3) แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยลักษณะละเมิด กำหนดให้อำนาจศาลแก้ไขคำพิพากษาในส่วนค่าเสียหายเกินสองปีให้ศาลมีอำนาจไต่สวนและแก้ไขเพิ่มเติมค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายได้การขยายระยะเวลาในการสงวนสิทธิแก้ไขคำพิพากษาของศาลออกไป เป็นเวลามากกว่าสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 444 วรรคสอง โดยระยะเวลาในการสงวนสิทธิที่เหมาะสมควรเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเพียงพอ จนกระทั่งอาการของโรคที่มีระยะฟักตัวนานปรากฏขึ้น 4) การคำนวณค่าเสียหายที่เหมาะสม อาจมีความซับซ้อนมากขึ้น ผู้พิพากษาและทนายของคู่ความอาจไม่สามารถคำนวณได้อย่างเหมาะสม เห็นควร สนับสนุนให้ศาลร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการร่วมกันกำหนดค่าเสียหาย ควรให้มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชาต่างๆ มาทำหน้าที่เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะในกรณีที่การคำนวณค่าเสียหายมีความซับซ้อนมาก 5) การกำหนดค่าเสียหายที่เป็นตัวเงิน เห็นควรสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในหลัก/ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวกับการกำหนดค่าเสียหาย เช่น ทฤษฎีว่าด้วยค่าเสียหายที่เหมาะสมและการใช้ค่าเสียโอกาสและมูลค่าส่วนตัวในการกำหนดค่าเสียหาย ทั้งนี้ เพื่อให้นักกฎหมายมีมุมมองที่แตกต่างออกไปและสามารถนำหลักเศรษฐศาสตร์ไปปรับประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการกำหนดค่าเสียหายที่เหมาะสมได้ 6) การกำหนดค่าเสียหายในอนาคต เนื่องจากในบางครั้งศาลอาจจะยังไม่มีวิธีการที่เหมาะสมเพียงพอในการคำนวณค่าเสียหายในอนาคต หรือแม้บางครั้ง อาจมีการใช้วิธีการที่เหมาะสม แต่วิธีการเหล่านั้น ไม่ใช่วิธีที่เป็นบรรทัดฐานในการกำหนดค่าเสียหายในอนาคตเห็นควร พัฒนาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการกำหนดค่าเสียหายในอนาคต โดยการจัดทำคู่มือในการคำนวณค่าเสียหายซึ่งระบุสูตรคำนวณ วิธีการ และขั้นตอนในการคำนวณ หากมีการนำตารางช่วยคำนวณมาใช้ในการกำหนดค่าเสียหายจริง เปิดช่องให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายที่แตกต่างจากมูลค่าที่คำนวณจากตารางได

    0

    full texts

    8,763

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇