UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
Not a member yet
    8763 research outputs found

    Marketing communication strategies to enhance competitiveness after the effect of covid-19 crisis through the perspectives of high-ranking executives in modern trade business

    No full text
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การสื่อสารการตลาดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจากผลกระทบวิกฤต COVID-19 ผ่านมุมมองผู้บริหารระดับสูงของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) เป็นแนวทางในการศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (in-depth interview) และการค้นคว้าหลักฐานจากเอกสารต่าง ๆ (documentary research) สำหรับการนำเสนอผลวิจัยจะเรียงลำดับตามกลยุทธ์การสื่อสารการตลาด ทั้ง 5ขั้นตอน ประกอบด้วย การทบทวนแผนการตลาด การกำหนดวัตถุประสงค์การสื่อสารการตลาด การกำหนดเครื่องมือสื่อสารการตลาด การกำหนดงบประมาณและระยะเวลา และการประเมินผล ผลวิจัย พบว่า ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่มีการทบทวนแผนการตลาด (review of the marketing plan) ด้วยมุมมองที่ต่างไปจากเดิมเพื่อให้สอดรับกับวิกฤติ COVID-19 ที่อยู่บนความไม่แน่นอน ยากต่อการคาดเดา และไม่รู้จุดสิ้นสุดของปัญหา เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์ (situation analysis) โดยใช้ “SWOT Analysis” พบว่า จุดแข็งหรือความได้เปรียบ (strengths) ของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ประกอบด้วย 1) วิสัยทัศน์และความสามารถของผู้นำที่กล้าปรับตัวอย่างรวดเร็ว 2) การมีความพร้อมด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และฐานข้อมูลลูกค้าเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ 3) จำนวนสาขาที่ครอบคลุมและความแข็งแกร่งของสาขา 4) การพัฒนาช่องทางเชื่อมต่อโลกออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันในรูปแบบ Omni-Channel 5) ความเชี่ยวชาญและความสามารถของบุคลากร สำหรับจุดอ่อน (weaknesses) ประกอบด้วย 1) สาขาจำนวนมากกลายเป็นภาระของธุรกิจ 2) ทักษะของพนักงานไม่เอื้อต่อการปรับตัวอย่างกะทันหัน 3) ระบบบริหารจัดการร้านค้าปลีกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ 4) ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ผ่านโอกาส (opportunities) ต่อไปนี้ 1) ประชาชนส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตและทำงานที่บ้านอย่างต่อเนื่อง 2) ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเร่งให้เกิดการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเอาชนะข้อจำกัด 3) กระแสสังคมสร้างความนิยมให้กับผลิตภัณฑ์ 4) การจับมือเป็นพันธมิตรและการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น ส่วนอุปสรรค (threats) ต่อการดำเนินงาน ประกอบด้วย 1) ความไม่แน่นอน คาดการณ์ไม่ได้ เกิดขึ้นแบบฉับพลันของสถานการณ์ COVID-19 2) ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างระมัดระวังและกำลังซื้อลดลง 3) คู่แข่งเพิ่มสูงขึ้น 4) มาตรการกระตุ้นและพื้นฟูเศรษฐกิจของภาครัฐ 5) การบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทั้งนี้การทบทวนแผนการตลาดยังครอบคลุมถึงการกำหนดวัตถุประสงค์การตลาดที่ชัดเจน (specific marketing objectives) โดยพบว่าวิกฤต COVID-19 ทำให้ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่กำหนดวัตถุประสงค์การตลาดมุ่งเน้นเรื่องยอดขาย (sales) และกำไร (profit) เป็นหลัก ส่วนการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (target market) หรือ “ลูกค้าที่ใช่” (core customer) จะวิเคราะห์ผ่าน “STP Process” ครอบคลุมถึงการกำหนดกลยุทธ์การตลาด marketing strategy) ที่พยายามใช้ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการตลาด เพี่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ขั้นตอนที่สอง การกำหนดวัตถุประสงค์การสื่อสารการตลาด (determining objective) พบว่า มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การตลาดที่มุ่งเรื่องยอดขายและกำไรเป็นสำคัญ เริ่มต้นจากเพื่อสร้างการรับรู้(awareness) และสิ้นสุดตรงเพื่อทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อ (action) ส่วนการกำหนดเครื่องมือสื่อสารการตลาด (marketing communication tools) ในขั้นตอนที่สามนั้น ทำให้ทราบว่าแผนสื่อสารการตลาดที่เคยวางไว้ล่วงหน้าถูกรื้อใหม่ทั้งหมด โดยมีการปรับแผนให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เรียกสั้น ๆ ว่า “Covid Plan” และธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ ( IMC) ที่ผสมผสานเครื่องมือแต่ละประเภทเข้าด้วยกัน ในขั้นตอนถัดมา การกำหนดงบประมาณและระยะเวลา (determining budgets and timing) พบว่า ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่กำหนดงบประมาณด้านการสื่อสารการตลาดไว้ 2 รูปแบบ คือ งบประมาณจากบนลงล่าง (top-down approach) และงบประมาณจากล่างสู่บน (bottom-up approach) ขึ้นอยู่กับโครงสร้าง นโยบาย และวัฒนธรรมการทำงานของแต่ละองค์กร ตลอดจน ปรับระยะเวลาการดำเนินงานของทุกแผนให้สั้นลงเพื่อให้ง่ายต่อการติดตามและประเมินผล สำหรับการประเมินผล (evaluation) ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย พบว่า ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่จะประเมินความสำเร็จของแผนสื่อสารการตลาดในภาพรวม (overall evaluation) โดยพิจารณาจากยอดขายและกำไรเป็นหลัก ส่วนการประเมินผลแต่ละเครื่องมือสื่อสารการตลาด (task evaluation) พบว่า เครื่องมือแต่ละประเภทมีเกณฑ์ในการประเมินผลแตกต่างกัน ส่วนใหญ่จะครอบคลุม 3 เรื่อง คือ การรับรู้(awareness) ความผูกผัน (engagement) และยอดขาย (sales) สำหรับปัจจัยแห่งความสำเร็จที่ซ่อนอยู่ภายใต้กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจากผลกระทบวิกฤต COVID-19 ประกอบด้วย 1. วิสัยทัศน์ของผู้นำ 2. ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่มีความพร้อมด้านเงินทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม บุคลากร และฐานข้อมูลลูกค้า 3. การดำเนินกลยุทธ์การตลาดที่ยึดหลักแนวคิด “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” (customer centric) 4. การนำข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า (customer insight) มาใช้ประโยชน์ในการบริหารความสัมพันธ์ เพื่อมอบประสบการณ์เชิงบวกแบบไร้รอยต่อ (seamless experience) 5. การใช้เครื่องมือการประชาสัมพันธ์ผ่านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) หรือการสร้างสรรค์คุณค่าร่วม (CSV) ควบคู่กับเครื่องมือการส่งเสริมการขาย 6. การสร้างสรรค์เนื้อหาสารหรือคอนเทนต์ที่เล่นกับอารมณ์และความรู้สึกของลูกค้า (emotional marketing) จากวิกฤต COVID-19 7. กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดที่กระชับ สามารถปรับตามสถานการณ์หรือพฤติกรรมผู้บริโภคในขณะนั้นได้ทันทีThis research is aimed to study marketing communication strategies to enhance competitiveness after the effect of covid-19 crisis through the perspectives of high-ranking executives in modern trade business by using qualitative research methodology to guide the study, gather the data through in-depth interview and conduct documentary research for presentation. The research results will be ordered by 5 steps of marketing communication strategies, consisting of the review of the marketing plan, determining objectives of marketing communication, identifying marketing communication tools, determining budgets and timing and evaluation. From the research, it was founded that modern retail trade had a review of the marketing plan from different perspectives in order to align with covid-19 crisis which is based on uncertain, difficult to predict and endless problems. When analyzing situation by using SWOT analysis, it was founded that strengths or competitive advantages of modern trade consist of 1) Vision and capability of leaders with courage to adjust quickly 2) Readiness of technology, innovation and customer data base to drive business 3) Wide coverage numbers and strength of branches 4) Development of interfacing channels between off-line and on-line in forms of omni-channel and 5) Expertise and capability of employees For weaknesses, they include 1) A lot numbers of branches may become burden of business 2) Skills of employees have not yet support immediate adaptation 3) Retail store management has not been developed completely 4) Modern trade involves a lot of stakeholders. However, the effect of COVID-19 crisis helped enhance competitiveness of modern trade through following opportunities 1) Most people will spend their life and work from home continuously 2) The advancement of technology catalyze on-line platform development to overcome constraints 3) Societal trend builds popularity on products 4) The hand-shake alliance and cooperation of business increases. For threats of the operation, they are 1) Uncertainty and unpredictability of COVID-19 situation happened immediately 2) Consumers spent carefully and had decreasing purchasing power 3) Numbers of competitors increased 4) Measures of stimulating and recovering economy of public sector 5) The enforcement of the Personal Data Protection Act, B.E.2562 or PDPA. Hence, the review of marketing plan covers specific marketing objectives where COVID-19 crisis causes modern trade to identify marketing objectives focusing mainly on sales and profit. To identify target market or core customers, the analysis through STP Process covers identifying marketing strategies which attempt to use product, price, place and marketing promotion to create competitive advantages. From the second step; determining objectives of marketing communication, it was founded that the alignment of marketing objectives focusing mainly on sales and profit started from building awareness and ending at taking the purchasing action. The identifying of marketing communication tools of step three helped us know that the laid-out marketing communication plan in advance was revamped completely by adjusting it to be more flexible and align with stipulated situation. And, it was called Covid Plan. Moreover, modern trade business foresaw the importance of Integrated Marketing Communication: IMC which combined different types of tools in order to enhance competitiveness from the effect of COVID-19. In the following step of determining budgets and timing, it was founded that modern trade business identified 2 types of marketing communication, i.e. topdown and bottom-up approaches in budgeting. The identified types depended on structure, policies and culture of each organization trying to shorten operation plan and make it easy to follow-up and evaluate. For the evaluation part, which is the last step, it was founded that modern trade business would evaluate success of the overall marketing communication (overall evaluation) by considering mainly sales and profit. For the evaluation of each marketing communication tool (task evaluation), it was founded that each tool had different evaluation criteria which mostly cover 3 areas; Awareness, Engagement and Sales. The key success factors behind the marketing communication strategies in order to increase the competitiveness after the impact of COVID-19 pandemic comprise of 1. Vision of the leaders 2. The Modern trade business with readiness in terms of investment, technology, innovation, human resources and customer database 3. Implementation of Marketing strategies based on “customer centric” concept 4. The use of customer insight for customer relationship management to deliver a seamless experience to customers 5. The use of public relations tools through Corporate Social Responsibility : CSR or Creating Shared Value : CSV together with any type of sales promotion tools 6. The creation of message or content that touches on emotion and feelings of customers (emotional marketing) from the COVID-19 pandemic crisis 7. Marketing communication strategies that are concise and adaptable to customers’ behaviors or situations at the moment immediately

    การศึกษาพฤติกรรมการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของคนไทยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2565.การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) ศึกษาพฤติกรรมการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ (2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยใช้สมการถดถอยพหุคูณแบบเส้นตรง โดยใช้วิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Multiple Linear regression) และสถิติเชิงพรรณนา เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ ซึ่งข้อมูลที่ใช้ในการศึกษามาจากการสำรวจข้อมูลปฐมภูมิด้วยแบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างของการศึกษา ได้แก่ ประชาชนคนไทยที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 446 ตัวอย่างผลการศึกษาพบว่า ประชากรที่ทำแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 26 - 42 ปีสถานภาพโสด สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ รายรับเฉลี่ยต่อเดือนน้อยกว่า 20,000 บาท และรายจ่ายต่อเดือนอยู่ระหว่าง 10,001 - 20,000 บาทวัตถุประสงค์ในการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลำดับแรก คือ ความประหยัด ราคาถูก มีโปรโมชั่น ลำดับสอง คือ ความสะดวก ประหยัดเวลา และลำดับที่สาม คือ กักตุน สำรองอาหารยามฉุกเฉิน ความถี่ในการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อเดือน น้อยกว่า 3 ครั้ง บริโภคครั้งละ 1 ซอง/ถ้วย โดยนิยมบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แบบซอง ขนาดปกติ (ซองละ 7 บาท) ตรามาม่า รสต้มยำกุ้ง มักบริโภคช่วงเวลา 15.00 - 20.00 น. ด้วยวิธีเติมน้ำร้อนหรือต้ม ใส่เครื่องปรุง และใส่เนื้อสัตว์ ไข่ อื่นๆ เพิ่มเติม ส่วนใหญ่ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นชิ้นที่ร้านค้าสะดวกซื้อ ค่าใช้จ่ายในการซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อครั้งน้อยกว่า 50 บาท ให้ความสำคัญปัจจัยด้านช่องทางการจัดจำหน่ายมากที่สุด ส่วนใหญ่ทราบว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นสินค้าควบคุม และเห็นด้วยกับการควบคุมราคาจำหน่ายปลีกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปผลิตในประเทศ อีกทั้งให้ความเห็นว่าควรควบคุมราคาจำหน่ายปลีกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนำเข้า หากมีการปรับราคาจำหน่ายปลีกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนำเข้าเพิ่มขึ้นจะบริโภคลดลง และการปรับราคาจำหน่ายปลีกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปผลิตในประเทศจากซองละ 6 บาท เป็น 7 บาท จะทำให้บริโภคเท่าเดิม ด้วยเหตุผลว่าปกติไม่ค่อยบริโภคอยู่แล้ว ปกติบริโภคเท่าเดิมเป็นประจำ และราคาปรับเพิ่มขึ้นไม่มากการวิเคราะห์ด้วยสมการถดถอยพหุคูณแบบเส้นตรง โดยใช้วิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Multiple Linear Regression) พบว่า ณ ระดับนัยสำคัญที่ 0.05 สถานภาพสมรสมีโอกาสบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อเดือนน้อยกว่าสถานภาพโสด คนที่สำเร็จการศึกษาระดับ ม.3, ม.6/ปวช., ปวส./อนุปริญญา, ปริญญาตรีหรือเทียบเท่า มีโอกาสบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อเดือนมากกว่าคนที่สำเร็จการศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรี อาชีพข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ และพนักงานเอกชน มีโอกาสบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อเดือนน้อยกว่าคนว่างงาน เงินออมและวัตถุประสงค์ในการเลือกบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลำดับแรก (ความประหยัด ราคาถูก มีโปรโมชั่น) มีความสัมพันธ์ตรงกันข้ามกับปริมาณการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อเดือน ค่าใช้จ่ายในการซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อครั้งมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับปริมาณการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อเดือ

    Chao Pho Muen Ram : Thai sanctity to the belief of Chinese god

    No full text
    การวิจัยนี้มุ่งศึกษาประวัติความเป็นมา ความหลากหลายทางประติมานวิทยา และกระบวนการทำให้เจ้าพ่อหมื่นราม จากเทพารักษ์ไทยกลายเป็นเทพเจ้าจีน เจ้าพ่อหมื่นราม ตำแหน่งยศ “หมื่นราม” สังกัด “กองกระบือ” ซึ่งขึ้นตรงต่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติในสมัยรัชกาลที่ 4 หลังเสียชีวิตชาวบ้านในพื้นที่บ้านนาเริ่ง อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ยกย่องให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เปรียบเสมือนเทพารักษ์ไทยที่มีหน้าที่ดูแลรักษาท้องถิ่น ต่อมาเมื่อผู้ศรัทธาชาวจีนแต้จิ๋วที่มีความเคารพนับถือเจ้าพ่อเขาตกและเจ้าพ่อหมื่นรามได้มาอาศัยอยู่ที่จังหวัดตรัง ได้นำความเชื่อนี้มาเผยแพร่ จนกลุ่มผู้ศรัทธาชาวจีนในจังหวัดตรังได้ร่วมใจกันสร้างศาลเจ้าพ่อหมื่นราม และมีการเรียกเจ้าพ่อหมื่นรามเป็นภาษาจีนแต้จิ๋วว่า “ซำฮวกซือ”(三法师)จากการศึกษาพบว่า “ซำฮวกซือ” เป็นชื่อเทพเจ้าที่ชาวจีนจังหวัดตรังให้การเคารพกราบไหว้บูชา ซึ่งความเชื่อเกี่ยวกับ “ซำฮวกซือ” นี้ปรากฏเป็นความเชื่อของชาวจีนทั้งในพื้นที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฏร์ธานี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา และอำเภอเมือง จังหวัดตรัง ซึ่งความเชื่อดังกล่าวมีที่มาจากตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับการร่วมสาบานเป็นพี่น้องจากเจ้าพ่อ 3 องค์ คือ ตั่วฮวกซือ(大法师)หรือเจ้าพ่อเขาใหญ่ หยี่ฮวกซือ(二法师)หรือเจ้าพ่อเขาตก และซำฮวกซือ หรือเจ้าพ่อหมื่นราม อันมีมูลเหตุการเชื่อมโยงมาจากประวัติต้นกำเนิดของเทพเจ้าซำซัวก๊กอ๊วง(三山国王)ในพื้นที่อำเภอเจียซี(揭西)มณฑลกวางตุ้ง(广东)ประเทศจีน ทำให้เจ้าพ่อหมื่นรามได้รับการเคารพบูชาแบบไทยผสมจีนจากกลุ่มผู้ศรัทธาชาวจีนในสังคมไทยตราบจนทุกวันนี้This research aims to study the background, iconographic diversity and the process how Chao Pho Meun Ram became to Chinese God from Thai God. Actually, this ‘Muen Ram’ title was in Buffalo Division, and this division was supervised by Somdet Chao Phraya Borom Maha Pichai Yad in the reign of King Rama IV. After Chao Pho Meun Ram passed away, local people at Ban Naroeng, Nong Khae District in Saraburi Province willingly praised him as Thai God with the belief that he can protect people in this area. Later, there was a Chaozhou believer who respected Chao Pho Khao Tok and Chao Pho Meun Ram. He moved to Trang Province, and started spreading the belief about Chao Pho Khao Tok and Chao Pho Meun Ram to people in that area. Finally, Chinese believers who lived there decided to build Chao Pho Meun Ram Shrine together and called Chao Pho Meun Ram in Chaozhou Chinese as “Sam Huab Si”(三法师). Regarding to the study, it was found that “Sam Huab Si” is a name of Chinese God who Chinese people in Trang Province pay respect to, and its belief harmoniously is a part of Chinese people’s belief in the following areas: Phra Phutthabat District in Saraburi Province, Mueang Surat Thani District in Surat Thani Province, Hat Yai District in Songkhla Province, Mueang Yala District in Yala Province and Mueang Trang District in Trang Province. In addition, it is believed that the origin of this “Sam Huab Si” belief is from the legend about blood brothers swearing of three Gods who are Dua Huab Si(大法师)or called Chaopho Khao Yai, Yee Huab Si(二法师)or Chaopho Khao Tok and Sam Huab Si(三法师)or Chao Pho Meun Ram. It is also related to the origin of Sam Sua Kok Uang(三山国王)or the Kings of Three Mountains in Jiexi County, Guangdong Province, China. This is why many Chinese believers in Thai society worshipped Chao Pho Meun Ram as Thai God integrated with Chinese belief until todayรายงานการวิจัยนี้ได้รับทุนส่งเสริมการวิจัยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พ.ศ. 256

    The Effects of utilitarian value, hedonic value, and social value on user’s trust and engagement in audio-based social platforms

    No full text
    Dissertation (D.B.A. (Business Administration)) -- University of the Thai Chamber of Commerce, 2022.The new normal or a new way of life, as a result of the COVID-19 outbreak, gave rise to a new form of social media: audio-based social platforms (ABSPs), known as Clubhouse, Twitter space, and Facebook live audio room. These platforms, on which audio-based communication is featured, became popular in a short span of time. The objectives of this research are to understand audio-based social platform users’ behavior in Thailand. In addition, this research utilizes the quantitative research approach to investigate the effects of utilitarian value, hedonic value, and social value on user’s trust, which in turn influencing user engagement in audio-based social platforms. The study, in which Functional attitude theory (FAT), Uses and gratifications theory (UGT), Social influence Theory (SIT), Commitment-trust theory are referred to, is conducted on Utilitarian value (UV), Hedonic value (HV), Social value (SV) and trust – that affect user engagement (E). Also, this research aims to study the perception of values and provide insights into the theories relevant to the perceived values that affect user engagement, and that will benefit social platform developers and users of audio-based social platforms in Thailand. The data was collected through questionnaires from a sample of 388 participants who were male, female and LGBTQI+ with aged 25-34 (95% confidence interval) from various occupations, have used audio-based social platforms. This research study employed the Structural equation modeling (SEM) to analyze the relationships between the variables and test the hypotheses. The findings of this research indicated that the perceived Hedonic value and Social value positively affected ABSP’s user engagement, while the Utilitarian value positively influenced User's Trust in Speakers and the Hedonic value positively affected User’s Trust in Platforms. Moreover, User's Trust in Speakers had a positive effects on User Engagement and User's Trust in Platforms. The results from hypothesis testing showed that User's Trust in Speakers was an intervening variable of the correlation between Utilitarian value and User engagement

    Developing innovative of marketing communication models for the strong brand of Thai vegetable fruit canned and processed on the international trade

    No full text
    ดุษฎีนิพนธ์ (นศ.ด. (นิเทศศาสตร์การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2565.การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาโมเดลนวัตกรรมการสื่อสารการตลาดเพื่อความแข็งแกร่งของแบรนด์สินค้าผัก ผลไม้กระป๋องและแปรรูปของไทยบนเวทีการค้าระหว่างประเทศ” ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมวิธี ด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1. เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมธุรกิจและสภาพการสื่อสารการตลาดแบรนด์ผัก ผลไม้กระป๋องและแปรรูปของไทย 2. เพื่อศึกษาความแข็งแกร่งของแบรนด์ผัก ผลไม้กระป๋องและแปรรูป และ 3. เพื่อพัฒนาโมเดลนวัตกรรมการสื่อสารการตลาดเพื่อความแข็งแกร่งของแบรนด์สินค้าผัก ผลไม้กระป๋องและแปรรูปของไทยบนเวทีการค้าระหว่างประเทศ กลุ่มที่ศึกษา คือ แบรนด์สินค้าผัก ผลไม้กระป๋องของไทยที่ส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ 1) ผู้ส่งออกที่ได้รับรางวัลผู้ส่งออกและผู้เชี่ยวชาญธุรกิจส่งออก จำนวน 7 คน ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างในการสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่ม 2) ผู้บริโภคในประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น จำนวน 632 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม และ 3) นักวิชาการด้านการสื่อสารการตลาดและนักวิชาชีพด้านการสื่อสารการตลาด จำนวน 9 คน เพื่อให้ข้อคิดเห็นในการพัฒนาโมเดลการสื่อสารการตลาดเพื่อความแข็งแกร่งของแบรนด์สินค้าผัก ผลไม้กระป๋องและแปรรูปของไทยผลการวิจัย พบว่า 1) ผู้ส่งออกไทยมีพันธิมิตรที่ดีกับผู้จำหน่ายในต่างประเทศและช่วยสื่อสารแบรนด์ ผู้บริโภคมั่นใจต่อแบรนด์จากสัญลักษณ์มาตรฐานการผลิตและข้อความ Made in Thailand ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้การสื่อสารแบรนด์ได้หลายช่องทางและเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น 2) โดยภาพรวมและทั้ง 4 องค์ประกอบ คือ ความภักดี การตระหนักรู้ การรับรู้คุณภาพ และสิ่งเชื่อมโยงกับแบรนด์สินค้าผัก ผลไม้กระป๋องและแปรรูปของประเทศไทยมีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับมาก ซึ่งสูงกว่าแบรนด์สินค้าจากประเทศฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย 3) นวัตกรรมการสื่อสารการตลาดเพื่อความแข็งแกร่งของแบรนด์สินค้าผัก ผลไม้กระป๋องของไทย ประกอบด้วย การวิเคราะห์บริบทตลาดต่างประเทศ กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ และเส้นทางการสื่อสารการตลาดมุ่งสู่ความภักดีต่อแบรนด์จากอิทธิพลร่วมกันระหว่างการตระหนักรู้ ความภักดี และสิ่งเชื่อมโยงกับแบรนด์ภายใต้การสร้างประสบการณ์ให้เกิดขึ้นแก่ผู้บริโภคThis study entitled “Developing Innovative of Marketing CommunicationModels for the Strong Brand of Thai Vegetable Fruit Canned and Processed on the International Trade” is mix-method research and has three primary objectives: (1) To study the business environment and marketing communication environment (2) To study a strong brand level (3) To developing innovative of marketing communicationmodels for the strong brand .The study group is a Thai vegetable fruit canned exported to the United States, Australia and Japan. The key informants were: 1) The awardwinning exporters, and export business experts, using a semi-structured interview form to conduct an in-depth interview and focus group. 2) 632 consumers in the United States, Australia and Japan of the survey by the questionnaire, and 3) 9 marketing communication academicians and marketing communication professionals to give opinions on the innovative of marketing communication models for the strong brand. The results found that 1) Thai exporters have a good relationship with overseas distributors and help brand communicate. Consumers are confident in brand from a symbol, standards and the Made in Thailand wording. The advancement of digital technology allows brand communication in many channels and can reach more consumers. 2) Overall and brand loyalty, brand awareness, brand perceived quality and brand associationare very strong level which is higher than Philippines, Indonesia. 3) The model of Marketing communication innovations for the strong brand consists of an analysis of the context of foreign markets. integrated marketing communication strategy, marketing communications journey towards brand loyalty from the synergistic influences of brand awareness, brand perceived quality and brand association which under the creation of experiences for consumer

    ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาศักยภาพของตัวแทนประกันชีวิต ในบริษัท เอไอเอ จำกัด (ประเทศไทย)

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2565.การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยส่วนบุคคล และการพัฒนาศักยภาพของตัวแทนประกันชีวิต 2) ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาศักยภาพของตัวแทนประกันชีวิต 3) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาศักยภาพของตัวแทนประกันชีวิต และ 4) เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของตัวแทนประกันชีวิตในบริษัท เอไอเอ จำกัด (ประเทศไทย) เป็นรูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมจากตัวแทนประกันชีวิต 400 ราย วิเคราะห์หาค่าสถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test, One-way ANOVA และ Chi-square ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 30-40 ปี สถานภาพโสด ระดับการศึกษาปริญญาตรี ประสบการณ์การทำงานด้านประกันชีวิตต่ำกว่า 3 ปี รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,000-30,000 บาท ความคิดเห็นการพัฒนาศักยภาพของตัวแทนประกันชีวิตภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุดคือ ด้านการตลาด รองลงมา ด้านการฝึกอบรมความรู้ ด้านความผูกพันและภักดีต่อองค์กร ส่วนอยู่ในระดับมากคือ ด้านการทำงานเป็นทีม 2) ปัจจัยส่วนบุคคลตัวแปรเพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงานด้านประกันชีวิต รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่มีผลต่อการพัฒนาศักยภาพของตัวแทนประกันชีวิต 3) ปัจจัยส่วนบุคคลกลุ่มตัวแปรอายุมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาศักยภาพของตัวแทนประกันชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนกลุ่มตัวแปรอื่นๆ ไม่มีความสัมพันธ์ 4) แนวทางในการพัฒนาศักยภาพของตัวแทนประกันชีวิตเพิ่มทักษะความรู้นอกเหนือเรื่องการขายประกัน รองลงมา ทดสอบและประเมินตัวแทนประกันยกระดับวิชาชีพ ที่ปรึกษาด้านการเงินและการลงทุนแบบครบวงจร นำความรู้งานวิจัยที่ทันสมัยจากต่างประเทศมาพัฒนาให้ส่งเสริมการตลาดเน้นสื่อโฆษณา และใช้เทคนิคการขายให้เหมาะสมกับยุคสมัยใหม

    Confronting the crisis : the evaluation of business risks and performance of companies in Thailand during 1997-2021

    No full text
    Dissertation (D.B.A.) -- University of the Thai Chamber of Commerce, 2022

    Generation Z's expressions of dissatisfaction in the Thailand context

    No full text
    Dissertation (D.B.A.) -- University of the Thai Chamber of Commerce, 2022

    การศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2565.การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยโดยใช้สมการถดถอยเชิงซ้อน (Multiple Regression) มาประมาณค่าสัมประสิทธิ์ของตัวแปรอิสระที่มีต่อตัวแปรตาม ด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Squares : OLS) เพื่อคำนวณค่าทางสถิติ หาความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ และทดสอบปัญหาสหสัมพันธ์ของตัวคลาดเคลื่อนที่มีผลการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยโดยทำการสร้างแบบจำลองเพื่อใช้ในการศึกษา 1 Model การศึกษานี้ใช้ข้อมูลแบบรายไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2554 ถึง ไตรมาสที่ 4 ปี พ.ศ. 2564 รวมระยะเวลา 44 ไตรมาสผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ปี 2554 – 2564 รายไตรมาส ได้แก่ มูลค่าการส่งออก พื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้าง ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจ มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 และ 0.05 ตามลำดับ อัตราค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยในภาคอุตสาหกรรม อัตราดอกเบี้ย มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.1 ตามลำดับ ส่วนตัวแปรอื่นๆ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ อัตราแลกแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ไม่มีความสัมพันธ์กับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยและพบว่า R-Squared มีค่าเท่ากับ 0.533929 หมายถึง ตัวแปรอิสระสามารถอธิบายตัวแปรตามหรือ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ร้อยละ 53.

    การตัดสินใจลงทุนในหุ้นสามัญ ของพนักงานเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2565.การศึกษาในครั้งนี้ วัตถุประสงค์ของงานวิจัย 1) เพื่อให้ทราบถึงปัจจัยส่วนบุคคลที่ตัดสินใจลงทุนในหุ้นสามัญ 2) เพื่อต้องการทราบ พฤติกรรมการลงทุนที่ตัดสินใจลงทุนในหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 3) เพื่อศึกษาปัจจัยต่างๆ ของนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้ทำการวิจัยได้เก็บแบบสอบถามทั้งหมด 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ ทดสอบหาความแตกต่างค่าที (t-test) สถิติทดสอบหาค่าความแตกต่างค่าเอฟ (F-test) หรือการทดสอบทางเดียว (One-way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจะทำการทดสอบด้วยการเปรียบเทียบรายคู่ ด้วยวิธี LSD และทดสอบสถิติหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยวิธี วิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย และช่วงอายุที่เข้ามาลงทุนนั้น เป็นช่วงอายุ 21-39 ปี มีสถานภาพสมรส มีระดับการศึกษาปริญญาตรี และมีรายได้ 20001-40000 บาท ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการลงทุนผู้ตอบสอบถามพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีประสบการณ์การลงทุน 4-5 ปี ยังมีการถือครองหลักทรัพย์อยู่ ผู้ตอบแบบสอบถามมีความประสงค์ที่จะยุติการถือครอง มากที่สุด มีประเภทการลงทุนในตราสารการเงินคือ เงินฝาก / กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น มากที่สุด มีสัดส่วนการถือครอง มากที่สุด คือ 11 – 30 % มีรูปแบบการลงทุน คือ เน้นกำไรจากสินทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้น มากที่สุด และมีความถี่ในการลงทุนในหุ้นสามัญ คือ ซื้อ หรือ ขายทุกเดือน มากที่สุด ผลวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการตัดสินใจลงทุนในหุ้นสามัญ ของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า มีความคิดเห็นจะตัดสินใจลงทุนมากที่สุดในหุ้นสามัญ มากที่สุด ผลการวิเคราะห์ระดับความเห็นข้อมูลการตัดสินใจลงทุนในหุ้นสามัญ ของพนักงานเอกชน เขตกรุงเทพมหานคร พบว่า ด้านผลตอบแทน กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยความคิดเห็น ในเรื่อง ผลตอบแทนคุ้มค่าเมื่อเทียบกับระยะเวลาลงทุนมากที่สุด ผลประกอบการของราคาหุ้น เห็นด้วยมากที่สุด ด้านความเสี่ยงจาการลงทุน กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นน้อยที่สุด และให้ความสำคัญในเรื่อง ความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ส่งผลกระทบต่อการลงทุน รองลงมาคือ ความเสี่ยงเกิดจากอัตราเงินเฟ้อส่งผลกระทบต่อการลงทุน ด้านความรู้ความเข้าใจยังให้ความสำคัญอยู่ในระดับน้อยที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุดอันดับแรก เรื่องความรู้ในการลงทุนหุ้นและกองทุนตราสารหนี้ รองลงมาคือ ความเข้าใจว่าการลงทุนเป็นเรื่องของความสมัครใจในการลงทุน ด้านเศรษฐกิจและการเมือง กลุ่มตัวอย่างให้ความความสำคัญในเรื่อง นโยบายเศรษกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนมาก รองลงมา คือ การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยมีผลกระทบต่อการต่อการตัดสินใจลงทุน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.0

    0

    full texts

    8,763

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇