UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
Not a member yet
    8763 research outputs found

    การเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานด้วยการพัฒนาขั้นตอนการดําเนินงานและการจัด Layout กรณีศึกษาแผนก Operation บริษัท FLS1993 (Thailand) Co., Ltd.

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การจัดการโลจิสติกส์)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้ พบปัญหาจากการศึกษาขั้นตอนการดำเนินงาน พบว่า แต่ละฝ่ายต้องมีการติดต่อสื่อสารกันภายใน เพื่อให้งานแต่ละชิ้นเสร็จสิ้นไปด้วยดีแต่การวาง Layout ของแผนก ทำให้ฝ่ายที่มีการติดต่อสื่อสารมากอยู่ไกลกัน ทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างแผนก การส่งเอกสารต้องใช้ระยะทางและเวลามากขึ้น และยังพบว่า ขั้นตอนการดำเนินงานบางส่วนมีการซ้ำซ้อนกันของแต่ละฝ่าย กล่าวคือ งานที่ควรเป็นของฝ่ายที่ 1 แต่ฝ่ายที่ 2 กลับมาทำงานนี้ด้วย ทำให้เกิดการซ้ำซ้อนในการทำงาน จากปัญหาที่กล่าวมา ถือเป็นการเพิ่มภาระงานให้กับพนักงานโดยไม่จำเป็น ทำให้พนักงานต้องทำงานหนักขึ้น และเป็นการใช้เวลาในการทำงานมากเกินไป โดยการศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อหาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทำงานโดยการลดระยะเวลาในการทำงาน และขั้นตอนของการปฏิบัติงาน และเพื่อศึกษาปรับปรุงและพัฒนาขั้นตอนการทำงานและการจัดวาง Layout ภายในสำนักงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในด้านระยะเวลาการปฏิบัติงานของพนักงาน จากการศึกษาความรู้เรื่องทฤษฎี Load-distance Technique, ทฤษฎี ECRS, Lean Office และการจัดวาง Layout สำนักงาน เข้ามาใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น หลังจากที่ได้ปรับปรุงกระบวนการทำงานและปรับปรุง Layout ของสำนักงานใหม่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อขั้นตอนการนำเข้า ดังต่อไปนี้ ขั้นตอนการทำงานของ CS ลดลงจาก 5 ขั้นตอน เหลือ 2 ขั้นตอน เวลาในการทำงานรวมลดลง 1 ชั่วโมง จากการปรับปรุงกระบวนการทำงาน คิดเป็น 19.34% เวลาในการติดต่อสื่อสารลดลง 15 นาที คิดเป็น 42.85% ระยะทางที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารและส่งเอกสาร ลดลง 20 เมตร คิดเป็น 33.89% เส้นทางการติดต่อสื่อสารและการส่งต่อเอกสารเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้การทำงานไหลลื่นมากขึ้น หลังจากปรับปรุงกระบวนการทำงานและการจัด Layout ใหม่ช่วยให้เวลาและระยะทางในการทำงานลดลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในด้านระยะเวลาในการทำงาน และขั้นตอนของการปฏิบัติงานเพิ่มขึ้น ตามวัตถุประสงค์ของการศึกษา นอกจากนี้การปรับปรุงที่เกิดขึ้นยังช่วยให้เส้นทางการติดต่อสื่อสารและการส่งต่อเอกสารเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้การทำงานไหลลื่นเป็นขั้นตอนมากขึ้

    การศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ต่อปัจจัยด้านความตั้งใจขอสินเชื่อ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ออมสินช่วยเหลือ SMEs ในภาคการท่องเที่ยว กรณีศึกษาธนาคารออมสิน สํานักสินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs 9 จังหวัดเชียงราย.

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดของสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำ ออมสินช่วยเหลือ SMEs ในภาคการท่องเที่ยว (2) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านความต้องการขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ออมสินช่วยเหลือ SMEs ในภาคการท่องเที่ยว และ (3) เพื่อประเมินน้ำหนักความสัมพันธ์ของ ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดต่อปัจจัยด้านความต้องการขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ออมสินช่วยเหลือ SMEs ในภาคการท่องเที่ยว เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บแบบสอบถามกับลูกค้าและบุคคลที่สนใจขอสินเชื่อของสำนักสินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs 9 ในจังหวัดเชียงราย จำนวน 385 ราย มีสถิติ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistic) โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้น แบบพหุ (Multiple Linear Regression) ผลการศึกษา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่ศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 50.40 อายุ 21 – 30 ปี ร้อยละ 44.80 มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี ร้อยละ 85.70 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001 – 40,000 บาท ร้อยละ 35.50 โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความต้องการต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ ภาพรวมในระดับมากที่สุด โดยมีความต้องการด้านบุคลากร เป็นลำดับที่ 1 รองลงมาคือ ลักษณะทางกายภาพ กระบวนการบริการ การส่งเสริมการตลาด ช่องทางการจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ และ ราคา มีความต้องการในระดับมากถึงมากที่สุด และมีความตั้งใจขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำออมสินช่วยเหลือ SMEs ในภาคการท่องเที่ยว ในภาพรวมในระดับมากที่สุด ส่วนผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัย ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านส่งเสริมการตลาด ด้านสถานที่ ด้านบุคลากร ด้านกระบวนการบริการ และด้านลักษณะทางกายภาพส่งผลต่อความตั้งใจขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำออมสินช่วยเหลือ SMEs ในภาคการท่องเที่ยว ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 คำสำคั

    แนวทางการแก้ปัญหาการยกเลิกบัตรและการค้างค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็ม กรณีศึกษา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาลาดกระบัง.

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาการยกเลิกบัตรและการค้างค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็ม กรณีศึกษา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาลาดกระบัง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการใช้บริการผลิตภัณฑ์บัตรอิเล็กทรอนิกส์ 2) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของ ธ.ก.ส. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ กลุ่มลูกค้าบุคคลธรรมดาที่มีบัญชีเงินฝากและบัญชีเงินกู้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาลาดกระบัง จำนวน 388 ราย กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้จัดการสาขา ผู้ช่วยผู้จัดการสาขา และหัวหน้าการเงินประจำสาขา จำนวน 3 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แบบสอบถามและบทสัมภาษณ์ผู้บริหาร สถิตที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. ด้านประชากรศาสตร์ ร้อยละ 54.90 ของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นเพศหญิง อายุตัวเฉลี่ย 20 -30 ปี อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน รายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 30,001 – 60,000 บาท เป็นกลุ่มลูกค้าประเภทเงินฝาก ร้อยละ 52.58 และมีการใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ของธนาคารถึง ร้อยละ 57.22 ส่วนกลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้ใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร ร้อยละ 42.78 สาเหตุส่วนใหญ่เนื่องมาจากมีการใช้บริการบัตรของธนาคารอื่นอยู่แล้ว 2. ด้านพฤติกรรมการใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ใช้บริการบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตประเภทบัตรธรรมดามากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 53.75 ความถี่ในการใช้บริการอยู่ที่นาน ๆ ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 48.45 ประเภทของธุรกรรมที่ใช้บริการ คือการถอนเงินสด และสอบถามยอดเงินคงเหลือ ผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 77.10 มีการสมัครใช้บริการ A-Mobile ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะไม่ใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์แล้วในอนาคต ถึงร้อยละ 61.95 เนื่องจากไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้บริการบัตรเล็กทรอนิกส์แล้ว 3. การศึกษาความพึงพอใจต่อส่วนประสมทางการตลาดการบริการภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.57 แต่เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าปัญหาที่ควรนำมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความพึงพอใจที่ลูกค้าได้รับจากการบริการเพิ่มมากขึ้น คือ ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายและด้านกระบวนการ โดยผู้ศึกษาได้สร้างแนวทางการแก้ไขไว้ 2 แนวทาง คือ 1) การนำเสนอแผนการขายที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มยอดใช้บริการผลิตภัณฑ์ของธนาคาร และเพิ่มจำนวนรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคาร 2) เจาะกลุ่มลูกค้าบริเวณใกล้เคียงสาขา เพื่อสร้างโอกาสใน การเพิ่มฐานลูกค้า และสร้างแรงจูงใจในการใช้บริการ ผลที่คาดว่าจะได้รับคือ ผู้ใช้บริการจะได้รับความพึงพอใจมากขึ้น และการเพิ่มขึ้นของปริมาณลูกค้าผู้ใช้บริการทั้งด้านการเงินและสินเชื่

    การศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาสินเชื่อธุรกิจ ของสำนักสินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs 15 ธนาคารออมสิน ที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายของธนาคาร.

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุ และแนวทางการแก้ไขปัญหาสินเชื่อธุรกิจ ของสำนักสินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs 15 ธนาคารออมสิน ที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายของธนาคาร โดยใช้แบบสอบถามในการรวบรวมข้อมูลจากประชากรทั้งหมดซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านสินเชื่อธุรกิจของสำนักสินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs 15 และใช้โปรแกรมสำเร็จรูป (SPSS) ในการวิเคราะห์ข้อมูลค่าสถิติพื้นฐาน ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ t-test, One Way ANOVA โดยใช้แผนผังก้างปลาเพื่อหาสาเหตุของปัญหา จากนั้นวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์กรโดยใช้ SWOT Analysis และนำผลที่ได้มากำหนดกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาโดยใช้ TOWS Matrix ผลการศึกษา พบว่าสาเหตุของปัญหาสินเชื่อธุรกิจที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายของธนาคาร สามารถแบ่งออกเป็น 5 สาเหตุหลัก ได้แก่ ปัญหาด้านพนักงาน ปัญหาด้านกระบวนการทำงาน ปัญหาด้านเครื่องมือ ปัญหาด้านนโยบาย ปัญหาด้านผลิตภัณฑ์ โดยเสนอแนวทางในการแก้ไขด้านนโยบาย คือ ธนาคารควรกำหนดให้มีนโยบาย ระเบียบ คำสั่ง ที่ชัดเจน เป็นลายลักษณ์อักษร เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติ และยังทำให้พนักงานมีแนวทางในการปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ธนาคารควรสร้างแรงจูงใจในการเข้ามาใช้บริการของกลุ่มลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ จากการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด เพื่อสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า และเพิ่มยอดอนุมัติและทำสัญญาสินเชื่อธุรกิจให้กับธนาคา

    การศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาการปล่อยสินเชื่อ โครงการบ้านล้านหลังที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ในจังหวัดเชียงใหม่.

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้ เป็นการศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาการปล่อยสินเชื่อโครงการบ้านล้านหลังที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายของธนาคารอาคารสงเคราะห์ในจังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาส่วนประสมการตลาดที่มีผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจเลือกใช้สินเชื่อโครงการบ้านล้านหลังของธนาคารอาคารสงเคราะห์ 2) เพื่อศึกษาสาเหตุที่ทำให้การจัดการสินเชื่อโครงการบ้านล้านหลังของธนาคารอาคารสงเคราะห์ไม่บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขและนำเสนอกลยุทธ์ทางเลือกการเพิ่มยอดสินเชื่อโครงการบ้านล้านหลังของธนาคารอาคารสงเคราะห์ให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ใช้บริการธนาคารอาคารสงเคราะห์ จำนวน 400 คน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้จัดการสาขาทั้ง 5 สาขาในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถามผ่านระบบ Online โดยใช้ Google From และแบบสัมภาษณ์ผู้จัดการสาขา ในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้ง 5 สาขา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามของกลุ่มตัวอย่าง 400 ราย ส่วนมากเป็นเพศหญิงมีอายุ 31 – 40 ปี จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี มีสถานภาพโสด มีอาชีพรับจ้าง/ พนักงานเอกชน และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,001 – 20,000 บาท โดยผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการสินเชื่อโครงการบ้านล้านหลังของธนาคารอาคารสงเคราะห์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และมีความคิดเห็นต่อปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาการปล่อยสินเชื่อโครงการบ้านล้านหลังที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายของธนาคารอาคารสงเคราะห์ในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่าสาเหตุในการเกิดมี 3 สาเหตุหลัก และ 10 สาเหตุรอง ได้แก่ 1) ปัจจัยภายนอก สาเหตุรองคือ เศรษฐกิจ รัฐบาล และการแพร่ระบาดของโควิด-19 2) ปัจจัยภายใน สาเหตุรองคือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ วงเงินกู้ จำนวนเงินที่ต้องชำระ และระยะเวลาผ่อนชำระ 3) ปัจจัยส่วนบุคคล สาเหตุรองคือ มีรายได้ลดลง ภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และใช้เงินกู้ผิดวัตถุประสงค์ จากการประเมินทางเลือกทั้ง 3 แนวทางสำหรับการแก้ปัญหา นำไปสู่การสรุปทางเลือกที่มีความเหมาะสมในการนำไปใช้แก้ไขปัญหามากที่สุด ได้แก่ แนวทางที่ 1 ซึ่งเป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่มุ่งเน้นหาลูกค้าเพื่อเพิ่มยอดสินเชื่อโครงการบ้านล้านหลังให้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยกำหนดให้แต่ละสาขาเจาะกลุ่มลูกค้าตามแหล่งชุมชนในทำเลที่ตั้งใกล้เคียงกับสาขา และสร้างการรับรู้ผ่านสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ตลอดจนให้คำปรึกษา/แนะนำการเตรียมเอกสารยื่นกู้ และแนะนำทางเลือกอื่น ๆ แก่ลูกค้าที่ไม่เข้าเงื่อนไ

    แนวทางการเพิ่มปริมาณสินเชื่อสีเขียว (Green Credit) ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในจังหวัดชลบุรี.

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการสินเชื่อและปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการให้สินเชื่อภาคการเกษตร เพื่อเสนอแนวทางเพิ่มปริมาณลูกค้า ที่มาใช้บริการขอสินเชื่อสีเขียว (Green Credit) ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จังหวัดชลบุรี โดยใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 388 ตัวอย่าง การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป และข้อมูลการใช้บริการสินเชื่อ นำไปวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา โดยนำข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามมาแปลงเป็นค่าร้อยละ และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบของตารางแจกแจงความถี่ วิเคราะห์ข้อมูลของระดับความสำคัญต่อปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการพิจารณาเลือกใช้บริการสินเชื่อ ซึ่งลักษณะแบบสอบถามจะเป็นการประมาณค่า 5 ระดับ (Likert Scale) วิเคราะห์ทางสถิติเพื่อหา ค่าเฉลี่ย (x̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 5 ตัวอย่าง ผล การศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชายร้อยละ 71.13 มีอายุระหว่าง 51-60 ปี ร้อยละ 36.08 สถานภาพสมรส ร้อยละ 71.13 จบการศึกษาระดับต่ำกว่ามัธยมศึกษา ร้อยละ 42.53 มีประสบการณ์ในการประกอบอาชีพเกษตรกร 10 ปีขึ้นไป ร้อยละ 39.43 รายได้ต่อเดือน 10,001 - 20,000 บาท ร้อยละ 34.02 ด้านพฤติกรรมการใช้บริการสินเชื่อ ใช้บริการสินเชื่อของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ร้อยละ 100 วงเงินสินเชื่อรวมอยู่ที่ 200,000 – 500,000 บาท ร้อยละ 36.60 เป็นประเภทวงเงินกู้ระยะสั้น ร้อยละ 79.90 โดยวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนกิจการภาค การเกษตร ร้อยละ 88.14 และหลักประกันที่ใช้ค้ำประกัน คืออสังหาริมทรัพย์ ร้อยละ 71.13 ส่วนผลการศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อสีเขียว ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พบว่า ปัจจัยที่กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ปัจจัยด้านบุคลากร มีค่าเฉลี่ยที่ระดับ 4.44 จากการสัมภาษณ์พบว่า ปัญหาที่สำคัญจากปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด คือ ปัจจัยด้านกระบวนการบริการและปัจจัยด้านบุคลากร และได้เสนอแนวทางการเพิ่มปริมาณสินเชื่อสีเขียว โดยการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีทักษะความรู้ความสามารถในการปฏิบัติด้านสินเชื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน มีการให้คุณภาพการบริการที่ดี จะส่งผลให้ธนาคารมีความสามารถในการแข่งขันมากยิ่งขึ้นThis survey studied about customer loan’s behavior and their factors of Marketing Mix which influenced to grant credit line of agricultural sector. This research aims to increase the number of customers for Green credit with Bank for Agriculture and Agricultural Cooperatives, Chonburi.The author distributed questionnaires to 388 samples by using “Descriptive Statistic”to analyze the general information and database of credit line utilization.The database was classified by type into percentage and present those results in frequency table.The analysis related to significant level of factors which linked to decision making for credit line utilization. Furthermore, the questionnaire consists with 5 levels of score or “Likert Scale”, analyze statics to find X mean, S.D. by using the in-depth interview from 5 samples. The result shows the most of sample is male as 71.13 percent.There is the age between of 51 and 60 years old as 36.08 percent,71.13 percent of sample has marital status, 42.53 percent is under high school level, 39.43 percent has more than 10 years of experience in agricultural sector, 34.92 percent of sample has income between 10,001 to 20,000 baht. For their behavior of credit line utilization, they utilized the loan with Agriculture and Agricultural Cooperatives Bank as 100 percent for total credit line.36.60 percent is the credit utilization between 200,000 - 500,000 baht, and 79.90 percent as a short-term loan. 88.14 percent loan intend to turnover expense for agricultural sector.71.13 percent is used for real estate for guarantee.The findings indicated that Marketing Mix of decision making of credit was the expertise of bank officer as the score 4.44.The other finding was the most significant problem from Marketing Mix in many issues for example, service process, and factor of bank officer ability.Moreover, this research provide the direction to increase the credit line loan by improving the credit knowledge and related skill following bank standard in order to increase the bank competitiveness by excellent service level from bank office

    การวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณ กลุ่มประชากรที่มีอายุระหว่าง 25 -50 ปี ในพื้นที่อําเภอเปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น.

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้ เป็นการศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณให้ใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างไม่ลำบากหรือเตรียมความพร้อมเมื่อมีเหตุที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น และเพื่อศึกษาการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อวัยเกษียณ ของกลุ่มประชากรที่มีอายุ 25 – 50 ปี ในพื้นที่อำเภอเปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ช่วงวัยทำงาน ที่มีอายุระหว่าง 25 – 50 ปี เป็นแรงงานคืนถิ่นจำนวนมาก เพื่อมาทำการเกษตรมากขึ้น อัตราการว่างงานในจังหวัดขอนแก่น ในปี 2562 คิดเป็นร้อยละ 1.19 ซึ่งเพิ่มจากปี 2561 คิดเป็นร้อยละ 0.52 และอัตราการจ้างงานในภาคเกษตร จังหวัดขอนแก่น ในปี 2562 คิดเป็นร้อยละ 56.58 เพิ่มขึ้นจากปี 2561 คิดเป็นร้อยละ 0.91 (สำนักงานสถิติจังหวัดขอนแก่น 2562) ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณ สร้างแหล่งรายได้ให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตหลังเกษียณอายุ หรือเตรียมความพร้อมเมื่อมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น นอกจากการออมเงินในรูปแบบของเงินฝากธนาคารแล้ว ยังมีการลงทุนทางการเงินให้เลือกอีกมากมาย เช่น การลงทุนในกองทุนรวม กองทุนประกันสังคม กองทุนเงินออมแห่งชาติ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นสามัญ ประกันชีวิต เป็นต้น ที่ตรงกับความต้องการและจำนวนเงินที่สามารถออมได้ จากศึกษาใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน โดยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานในการทดสอบสมมติฐานใช้การทดสอบไควสแควร์ พบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 36 – 40 ปี มีสถานภาพโสด มีการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพเกษตรกร รายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 15,001 – 30,000 บาท สามารถออมหรือลงทุนได้ 3,001 – 5,000 บาท ทุกเดือน ในระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ต้องการผลตอบแทนต่ำกว่า 5% ศึกษาข้อมูลการวางแผนทางการเงินด้วยตนเอง โดยมีข้อจำกัด คือ ไม่มีความสนใจ ส่วนใหญ่เลือกการวางแผนทางการเงินที่คุ้มครองเงินต้น เช่น เงินฝากธนาคาร สลากออมทรัพย์ เพื่อทำธุรกิจส่วนตัว เพื่อใช้ยามฉุกเฉิน/ค่ารักษาพยาบาล โดยข้อมูลส่วนตัว ได้แก่ เพศ สถานภาพ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณ และส่งผลต่อการให้ความสำคัญต่อคุณลักษณะเฉพาะส่วนบุคคลแตกต่างกัน โดยให้ความสำคัญต่อโปรโมชั่น คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ การนำเสนอและความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการ ในระดับมีอิทธิพลน้อ

    แนวทางการแก้ไขปัญหาสินเชื่อธุรกิจวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท ของธนาคารออมสิน สาขาโคกอุดม ที่มีแนวโน้มลดลง.

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.งานวิจัยนี้เกิดจากการให้บริการสินเชื่อธุรกิจของธนาคารออมสิน สาขาโคกอุดม ที่มีผลต่อการดำเนินงานสินเชื่อธุรกิจวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาทที่มีแนวโน้มลดลง ส่งผลกระทบต่อสินเชื่อรวมสุทธิ ทำให้ผลการประเมิน (KPIs) ของธนาคารไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด ผู้ศึกษาต้องการหาสาเหตุของปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยใช้แบบสอบถามลูกค้า 20 ตัวอย่าง การสัมภาษณ์เชิงลึกจากพนักงาน และผู้บริหารระดับสูง จำนวน 3 ตัวอย่าง โดยการออกแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย จากการศึกษาพบว่าสาเหตุที่สินเชื่อธุรกิจมีแนวโน้มลดลง ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจซบเซา การบริหารจัดการของรัฐบาลกับโรคระบาด COVID-19 ทำให้ความสามารถในการทำกำไร สภาพคล่อง และผลประกอบการธุรกิจของลูกค้าลดลง นอกจากนี้ยังพบปัญหาในการให้บริการสินเชื่อธุรกิจของธนาคาร ดังนี้ 1.ลูกค้าไม่มีความเข้าใจในการกำหนดวัตถุประสงค์ของการขอกู้ 2.สถาบันการเงินขาดความยืดหยุ่นในเกณฑ์ที่ใช้พิจารณา 3.ลูกค้าเผชิญกับปัญหาบางประการ เช่น กิจการถูกปิด การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของภาครัฐ และหาแนวทางการแก้ไขออกมาเป็น 2 ทางเลือก คือ 1.การส่งเสริมให้พนักงานมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานสินเชื่อ 2.การปรับเปลี่ยนกระบวนการด้านสินเชื่อ และตัดสินใจใช้ทั้ง 2 ทางเลือก เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในส่วนของพนักงานและกระบวนการสินเชื่

    แนวทางการเพิ่มจํานวนลูกค้าธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่ใช้บริการโมบายแอปพลิเคชัน GHB ALL.

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาสาเหตุที่ทําให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ มีส่วนแบ่งการตลาดของผู้ใช้บริการโมบายแอปพลิเคชัน GHB ALL ในอัตราที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับจํานวนผู้ใช้บริการโมบายแอปพลิเคชันทางการเงินทั้งหมดในประเทศไทย และนําเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อเพิ่มผู้ใช้บริการโมบายแอปพลิเคชัน GHB ALL โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ กลุ่มลูกค้าธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่ใช้บริการโมบายแอปพลิเคชัน GHB ALL ในจังหวัดขอนแก่น ใช้วิธีการศึกษาแบบผสม ด้วยการเก็บแบบสอบถาม จํานวน 400 ราย และการสัมภาษณ์เชิงลึก จํานวน 8 ราย โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ผลการศึกษา พบสาเหตุของปัญหา คือ ด้านผลิตภัณฑ์โมบายแอปพลิเคชัน GHB ALL มีรูปแบบการทําธุรกรรมที่ไม่หลากหลายและครอบคลุมเพียงพอ การใช้งานยังมีความซับซ้อน เมื่อเข้าสู่แอปพลิเคชันแล้วต้องใช้ความพยายามที่จะเข้าใจสัญลักษณ์ต่าง ๆ จึงจะใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว รูปแบบภายในของแอปพลิเคชัน GHB ALL ดูไม่ทันสมัย ประกอบกับคนเจนวายส่วนใหญ่มีความภักดีต่อตราสินค้าค่อนข้างสูง ไม่สามารถเปลี่ยนมาใช้แอปพลิเคชันของธนาคารอื่นได้ทันทีหากไม่มีเหตุจําเป็นให้ต้องเปลี่ยนแปลง เมื่อวิเคราะห์แล้วพบแนวทางในการแก้ไขป้ญหา คือ การปรับปรุงผลิตภัณฑ์และพัฒนาแอปพลิเคชัน GHB ALL เพิ่มฟังก์ชันการใช้งานที่ลูกค้า ธอส. คาดหวัง ให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ ส่งผลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการโมบายแอปพลิเคชัน GHB ALL สามารถขยายลูกค้าเป้าหมายไปยังกลุ่มอื่น ๆ ได้ นอกเหนือจากลูกค้าสินเชื่อบ้านของธนาคาร และตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ให้ธนาคารเติบโตได้อย่างมั่นคงในยุคดิจิทั

    ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปัญหาหนี้ค้างชำระของธนาคารอาคารสงเคราะห์ กรณีศึกษางานบริหารหนี้เขตเชียงใหม่.

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระในครั้งนี้ ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปัญหาหนี้ค้างชำระของธนาคารอาคารสงเคราะห์ งานบริหารหนี้เขตเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์ 1. ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหนี้ค้างชำระของธนาคารอาคารสงเคราะห์ งานบริหารหนี้เขตเชียงใหม่ 2. ศึกษาแนวทางแก้ไขและ ควบคุมหนี้ค้างชำระเพื่อไม่ให้เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ งานบริหารหนี้เขตเชียงใหม่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณร่วมกับเชิงคุณภาพ สำหรับวิจัยเชิงปริมาณ รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติแจกแจงความถี่ ร้อยละและส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน พบว่า เนื้อหาจากการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหนี้ค้างชำระของธนาคารอาคารสงเคราะห์ งานบริหารหนี้เขตเชียงใหม่ มากที่สุดคือ ปัจจัยภายนอก (̅ =4.10 SD= 0.654) สาเหตุจากสภาวะเศรษฐกิจไม่ดี และการได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค covid-19 แนวทางแก้ไขและควบคุมหนี้ค้างชำระเพื่อไม่ให้เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คือการเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือจากธนาคาร เพื่อให้ลูกหนี้สามารถกลับมาชำระให้เป็นปกติ และแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ผู้ศึกษาได้เลือก คือ การเพิ่มมาตรการในการประนอมหนี้ เพื่อให้เหมาะสมกับศักยภาพในการชำระหนี้ของลูกหนี

    0

    full texts

    8,763

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇