UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
Not a member yet
8763 research outputs found
Sort by
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพทางการตลาดของลูกหนี้ค้างชำระ กรณีศึกษา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพทางการตลาดของลูกหนี้ค้างชำระ กรณีศึกษา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากปัจจุบันมีแนวโน้มลูกหนี้ค้างชำระเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อธนาคารในระยะสั้นและระยะยาว วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อหาสาเหตุของปัญหาลูกหนี้ค้างชำระที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น กรณีศึกษา ธ.ก.ส. สาขาบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการใช้บริการด้านสินเชื่อของลูกค้าเงินกู้ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพทางการตลาดของลูกหนี้ค้างชำระเพื่อลดและป้องกันการเกิดหนี้ค้างชำระ กลุ่มตัวอย่างคือ ลูกค้าเงินกู้ธนาคารประเภทสินเชื่อเกษตรกร ธ.ก.ส. สาขาบางสะพานน้อย ที่มีหนี้ค้างชำระ จำนวน 213 ราย และทำการสัมภาษณ์ลูกค้าที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด จำนวน 10 ราย รวมถึงสัมภาษณ์พนักงานที่เกี่ยวข้องทางด้านสินเชื่อโดยตรง จำนวน 3 รายคือ ผู้ช่วยผู้จัดการสาขา หัวหน้าหน่วยอำเภอ และพนักงานพัฒนาธุรกิจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาสาเหตุของปัญหาลูกหนี้ค้างชำระที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น พบว่าสาเหตุที่ส่งผลต่อการค้างชำระหนี้ มาจากปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยภายนอก และปัจจัยจากภายในธนาคาร โดยปัจจัยส่วนบุคคล ที่ส่งผลต่อการค้างชำระหนี้มากที่สุด คือ รายได้ลดลง ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการค้างชำระหนี้มากที่สุด คือ สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ปัจจัยภายในธนาคารที่ส่งผลต่อการค้างชำระมากที่สุด คือ จำนวนการส่งชำระต่องวดสูงเกินไป และจากผลการสัมภาษณ์ลูกค้าและพนักงานทำให้ได้ข้อมูลว่า ปัจจุบันต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ส่งผลให้รายได้ลดลงและสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันส่งผลต่อการประกอบอาชีพและรายได้ของลูกค้า พนักงานกำหนดงวดชำระไม่สอดคล้องกับรายได้ของลูกค้า ด้านปัจจัยส่วนประสมการตลาดที่ส่งผลต่อการใช้บริการสินเชื่อของลูกค้าผู้กู้ ธ.ก.ส. สาขาบางสะพานน้อย พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการใช้บริการสินเชื่อมากที่สุดคือ ลูกค้าให้ความสำคัญกับปัจจัยด้าน พนักงานบริการ รองลงมาคือ ด้านกระบวนการบริการ ด้านองค์ประกอบทางกายภาพ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านการส่งเสริมการตลาด และด้านราคา ตามลำดับ แนวทางแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพทางการตลาดของลูกหนี้ค้างชำระ ธ.ก.ส. สาขาบางสะพานน้อย เลือกใช้ 2 แนวทางเลือก คือแนวทางเลือก กลยุทธ์เชิงรุก เพิ่มความถี่ในการติดตามหนี้ มีการติดตามหนี้อย่างต่อเนื่อง มีการวางแผนการดำเนินงาน กำหนดเป้าหมายของทีมงาน หัวหน้างานมอบหมายให้พนักงานแต่ละคนรับผิดชอบ มีการประเมินผลการปฏิบัติงาน และควรมีการสร้างแรงจูงใจเพื่อกระตุ้นให้ผลการปฏิบัติงานดีขึ้น และแนวทางเลือกกลยุทธ์เชิงแก้ไข มีการจัดอบรมให้ความรู้พนักงาน ด้านกระบวนการให้สินเชื่อ การวิเคราะห์สินเชื่อ และการบริหารจัดการหนี้ ทั้งนี้เพื่อให้พนักงานมีศักยภาพในการปฏิบัติงานสูงขึ้น เกิดความรู้ความเข้าใจและความชำนาญเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สินเชื่อของธนาคาร สามารถวิเคราะห์สินเชื่อได้อย่างมีคุณภาพเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง กำหนดงวดชำระได้ตรงกับที่มาของรายได้ลูกค้าเพิ่มประสิทธิภาพในการชำระหนี้ของลูกค้า และเมื่อลูกค้ามีปัญหาในการชำระหนี้ พนักงานสามารถเลือกใช้เครื่องมือในการบริหารจัดการหนี้ได้ถูกต้องตรงจุด เพื่อลดและป้องกันการเกิดหนี้ค้างชำร
การแก้ไขปัญหาอัตราการกู้สินเชื่อระบบอิสลามลดลง กรณีศึกษาธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขายะหา.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อค้นหาสาเหตุที่ยอดคงเหลือสินเชื่อระบบอิสลาม ธ.ก.ส. สาขายะหา ลดลง โดยการศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยในรูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน และดำเนินการวิจัย ด้วยวิธีแบบผสมผสาน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ลูกค้าเงินกู้ ธ.ก.ส. สาขายะหา โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2564 ธ.ก.ส. สาขายะหา มีลูกค้าเงินกู้จำนวน 7,873 คน ผู้วิจัยจึงได้กำหนดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน ซึ่งได้มาจากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างจากสมการของ Taro Yamane (1967) โดยเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่ออธิบายข้อมูลเบื้องต้นและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและทดสอบค่าทีเทส กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ ผู้เคยใช้บริการสินเชื่อระบบแอสลาม จำนวน 6 คน และผู้บริหาร พนักงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจ่ายสินเชื่ออิสลาม จำนวน 4 คน โดยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์เนื้อหาข้อมูล จากนั้นใช้แผนผังก้างปลาหาสาเหตุของปัญหา และหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยใช้เครื่องมือการวิเคราะห์องค์กรทั้งปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอก และใช้ทาวส์เมตริก ทำการการวิเคราะห์เนื้อหา โดยการกำหนดหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกข้อมูล การวางเค้าโครงการ วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้สอดคล้องกับปัญหา ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 92.75 ส่วนใหญ่ เป็นเพศชาย ร้อยละ 66.00 มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ร้อยละ 43.25 สถานภาพสมรส ร้อยละ 91.25 ส่วน ใหญ่ จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 73.50 ส่วนใหญ่ มีอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 80.25 ส่วนใหญ่มีรายได้ 10,001–15,000 บาทต่อเดือน ร้อยละ 71.75 2) พฤติกรรมผู้ใช้บริการ กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่ไม่เคยใช้บริการสินเชื่อระบบอิสลามร้อยละ 75.25 และไม่ทราบว่า ธ.ก.ส. มีสินเชื่อระบบอิสลามให้บริการ ร้อยละ 74.50 มีความถี่ที่ใช้ในการบริการด้านสินเชื่อกับธนาคาร ปีละ 1 ครั้ง 83.75 3) สาเหตุและปัญหาเกิดจากปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ด้านความต้องการผู้บริโภค ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ยังไม่ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภค ด้านพฤติกรรม ลูกค้ายังขาดการรับรู้ในตัวผลิตภัณฑ์และบริการ ด้านพนักงานยังขาดความรู้ความเข้าใจในวิธีปฏิบัติอย่างถ่องแท้ 4) พัฒนาผลิตภัณฑ์ ภายใต้หลักเกณฑ์ของระบบการเงินอิสลาม เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค พร้อมการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์และบริกา
แนวทางการแก้ไขประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานฝ่ายขายของบริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด สาขาโฮจิมินห์.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.จากปัญหาพนักงานขายบริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด สาขาโฮจิมินห์ มีประสิทธิภาพการทำงานที่แตกต่างกัน ทางผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาถึงแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานขาย โดยการศึกษาค้นคว้าวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานขายผลิตภัณฑ์ทิฟฟี่ ของบริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด สาขาโฮจิมินห์ และเพื่อหาแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานขาย โดยปัญหา มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้าน ความมุ่งมั่นในการทำงานของพนักงาน ความผูกพันต่อองค์กร และ การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า และนำข้อมูลที่ได้จากการวิจัยมาวิเคราะห์เสนอแนะแนวทางการ แก้ไขและพัฒนาปรับปรุงการทำงานของพนักงานบริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด สาขา โฮจิมินห์ การศึกษาค้นคว้าวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณโดยดำเนินการศึกษาเก็บ ข้อมูลเชิงคุณภาพจากกลุ่มตัวอย่างโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก สัมภาษณ์ด้วยคำถามแบบปลายเปิด กับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่ม พนักงานขาย หัวหน้าพนักงานขาย ผู้จัดการเขต ของบริษัท และ ตัวแทนลูกค้าร้านยาบริษัท และเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างโดยการใช้แบบสอบถาม กับกลุ่มลูกค้าร้านยา จากนั้นผู้วิจัยได้นำข้อมูลเชิงคุณภาพและปริมาณที่ได้มาประมวลผลวิเคราะห์ ร่วมกับทฤษฎีที่เกี่ยวข้องที่ได้ศึกษาค้นคว้า เพื่อสรุปข้อมูลในรูปแบบของเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า ปัญหาหลักเรื่องพนักงานขายมีประสิทธิภาพการทำงานที่แตกต่างกันนั้นมาจากสามสาเหตุหลัก คือการที่พนักงานมีความแตกต่างกันในด้าน ความมุ่งมั่นในการทำงานของพนักงาน ความผูกพันต่อองค์กร และ การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า ผู้วิจัยได้ใช้ทฤษฎี Business Process Reengineering ของ Hammer and Champy มาใช้เป็นแนวทางเลือก โดยผู้วิจัยเสนอให้เลือกใช้ แนวทางที่ 3 เป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงานขายบริษัท ไทยนครพัฒนา โดยมีการปรับนโยบายการทำงานขององค์กรเพื่อสร้างเสริมประสิทธิภาพของพนักงาน ปรับปรุงระบบการทำงาน และปลูกฝังค่านิยม ทัศนคติที่ดีในการทำงาน เนื่องจากบริษัทต้องการพัฒนาพนักงานขาย ให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาแนวคิด ทัศนคติ ทักษะ วิธีการทำงานของพนักงานขายให้เป็นไปตามนโยบายบริษัท ย่อมเป็นการพัฒนาพนักงานขายให้มีประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น และทางบริษัทมีการปรับปรุงโครงสร้างการทำงานขององค์กรในส่วนการสนับสนุนพนักงานขายเพื่อให้พนักงานขายสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบริษัทได้ ซึ่งมีส่วนช่วยให้ พนักงานขายทุกคนมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อองค์กรให้เกิดความยั่งยื
แนวทางการเพิ่มจํานวนลูกค้าธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่ใช้บริการโมบายแอปพลิเคชัน GHB ALL
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาสาเหตุที่ทําให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ มีส่วนแบ่งการตลาดของผู้ใช้บริการโมบายแอปพลิเคชัน GHB ALL ในอัตราที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับจํานวนผู้ใช้บริการโมบายแอปพลิเคชันทางการเงินทั้งหมดในประเทศไทย และนําเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อเพิ่มผู้ใช้บริการโมบายแอปพลิเคชัน GHB ALL โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ กลุ่มลูกค้าธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่ใช้บริการโมบายแอปพลิเคชัน GHB ALL ในจังหวัดขอนแก่น ใช้วิธีการศึกษาแบบผสม ด้วยการเก็บแบบสอบถาม จํานวน 400 ราย และการสัมภาษณ์เชิงลึก จํานวน 8 ราย โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ผลการศึกษา พบสาเหตุของปัญหา คือ ด้านผลิตภัณฑ์โมบายแอปพลิเคชัน GHB ALL มีรูปแบบการทําธุรกรรมที่ไม่หลากหลายและครอบคลุมเพียงพอ การใช้งานยังมีความซับซ้อน เมื่อเข้าสู่แอปพลิเคชันแล้วต้องใช้ความพยายามที่จะเข้าใจสัญลักษณ์ต่าง ๆ จึงจะใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว รูปแบบภายในของแอปพลิเคชัน GHB ALL ดูไม่ทันสมัย ประกอบกับคนเจนวายส่วนใหญ่มีความภักดีต่อตราสินค้าค่อนข้างสูง ไม่สามารถเปลี่ยนมาใช้แอปพลิเคชันของธนาคารอื่นได้ทันทีหากไม่มีเหตุจําเป็นให้ต้องเปลี่ยนแปลง เมื่อวิเคราะห์แล้วพบแนวทางในการแก้ไขป้ญหา คือ การปรับปรุงผลิตภัณฑ์และพัฒนาแอปพลิเคชัน GHB ALL เพิ่มฟังก์ชันการใช้งานที่ลูกค้า ธอส. คาดหวัง ให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ ส่งผลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการโมบายแอปพลิเคชัน GHB ALL สามารถขยายลูกค้าเป้าหมายไปยังกลุ่มอื่น ๆ ได้ นอกเหนือจากลูกค้าสินเชื่อบ้านของธนาคาร และตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ให้ธนาคารเติบโตได้อย่างมั่นคงในยุคดิจิทั
การศึกษาแรงจูงใจ ทัศนคติด้านภาพลักษณ์องค์กรและส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อกรมธรรม์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ธ.ก.ส ทวีรัก99 กรณีศึกษาสํานักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดร้อยเอ็ด.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาแรงจูงใจ ทัศนคติด้านภาพลักษณ์องค์กรและส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อกรมธรรม์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ธ.ก.ส. ทวีรัก99 กรณีศึกษาสํานักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดร้อยเอ็ด มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาถึงแรงจูงใจของลูกค้าที่มีผลต่อการใช้บริการผลิตภัณฑ์เงิน ฝากสงเคราะห์ชีวิต ธ.ก.ส. ทวีรัก99 2) เพื่อศึกษาทัศนติด้านภาพลักษณ์ขององค์กรของลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ธ.ก.ส. ทวีรัก99 3) ทัศนคติด้านส่วนประสมทางการตลาดของลูกค้าต่อการใช้ผลิตภัณฑ์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ธ.ก.ส. ทวีรัก99 เพื่อนําไปวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด พัฒนาช่องทางในการส่งเสริมการขายให้กับสํานักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดร้อยเอ็ด ให้มีการซื้อผลิตภัณฑ์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ธ.ก.ส. ทวีรัก99 เพิ่มมากขึ้น โดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างลูกค้าผู้ถือผลิตภัณฑ์ จํานวน 400 คน จาก 5 สาขา ในสํานักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดร้อยเอ็ด ผลการศึกษาพบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 41-50 ปี ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรส การศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ประกอบอาชีพเกษตรกร ในครอบครัวมีจํานวนสมาชิกเพียง 2-3 คน มีรายได้ต่อเดือนน้อยกว่า 15,000 บาท พฤติกรรมการซื้อเงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ธ.ก.ส.ทวีรัก99 ส่วนมากซื้อวงเงินคุ้มครอง 100,000 บาท โดยจะซื้อเพื่อเป็นเงินทุนหลังการเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ ซึ่งส่วนใหญ่ทราบข้อมูลผลิตภัณฑ์จากแหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าว โดยผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ได้แก่ ครอบครัว เช่น พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ส่วนมากจะซื้อผ่านนายหน้าประกัน/เคาเตอร์ธนาคาร 1) แรงจูงใจมีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ธ.ก.ส. ทวีรัก99 ณ ระดับความเชื่อมั่นที่ 95% 2) ทัศนคติของลูกค้าที่มีต่อภาพลักษณ์องค์กร ในด้านความน่าเชื่อถือ ด้านความสัมพันธ์ และด้านการบริหาร มีผลต่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ณ ระดับความเชื่อมั่นที่ 95% 3) ทัศนคติด้านส่วนประสมทางการตลาดในด้านผลิตภัณฑ์ ด้านหลักฐานกายภาพบริการ ด้านราคา และด้านกระบวนการ มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ธ.ก.ส.ทวีรัก99 ณ ระดับความเชื่อมั่น 95% นั้นหลากหลายด้านซึ่งลําดับตามที่ลูกค้าให้ความสําคัญต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ธ.ก.ส. ทวีรัก99 ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านหลักฐานกายภาพบริการ ด้านราคาและด้านกระบวนการตามลําดั
กลยุทธ์การเพิ่มจํานวนผู้รับบริการสินเชื่อภายใต้นโยบาย “การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID –19” ของธนาคารออมสิน ในจังหวัดศรีสะเกษ.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษากลยุทธ์การเพิ่มจำนวนผู้รับบริการสินเชื่อภายใต้นโยบาย “การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID – 19” ของธนาคารออมสินในจังหวัดศรีสะเกษ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาของการขอใช้บริการและหาแนวทางเพิ่มจำนวนผู้รับบริการสินเชื่อภายใต้นโยบาย “การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID - 19” ธนาคารออมสิน กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ประกอบการนิติบุคคลในจังหวัด ศรีสะเกษ ที่เข้ามาใช้บริการธนาคารออมสินในพื้นที่บริการ 9 สาขาและกลุ่มลูกค้านิติบุคคลในจังหวัดศรีสะเกษ จำนวนรวม 389 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยใช้เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามผ่าน Google Form มีจำนวนแบบสอบถามที่สมบูรณ์จำนวน 352 ชุด และกลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ พนักงานศูนย์สินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs 12 ศรีสะเกษ จำนวน 5 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผู้วิจัยได้นำทฤษฎีแผนผังก้างปลา ทฤษฎีด้านประชากรศาสตร์ ทฤษฎีเกี่ยวกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ทฤษฎีการวิเคราะห์ SWOT และทฤษฎีการวิเคราะห์ TOWS Matrix ตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาใช้เป็นแนวทางในการศึกษาประกอบการวิจัยในครั้งนี้ด้วย ผลการศึกษา พบว่าผู้ตอบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 41 – 50 ปี ประกอบธุรกิจ ค้าปลีก/ค้าส่ง และมียอดขายระหว่าง 300,000 บาท แต่น้อยกว่า 500,000 บาทต่อเดือน ผู้ตอบแบบสอบถามที่รู้จักผลิตภัณฑ์ ส่วนใหญ่รู้จักผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์มากที่สุด และส่วนใหญ่ไม่ได้ยื่นขอใช้บริการผลิตภัณฑ์เนื่องจากไม่ทราบเงื่อนไขผลิตภัณฑ์ ว่าธุรกิจของตนเข้าเงื่อนไขการยื่นขอสินเชื่อหรือไม่ ในส่วนของระดับการมีอิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดต่อการตัดสินใจใช้บริการผลิตภัณฑ์แปลผลตาม Likert's scale ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับความสำคัญได้แก่ 1) ราคา 2) องค์ประกอบทางกายภาพ 3) บุคลากร 4) ช่องทางการจัดจำหน่าย 5) ผลิตภัณฑ์ 6) การส่งเสริมการตลาด และ 7) การบริการ ตามลำดับ จากการสัมภาษณ์พนักงานเกี่ยวกับข้อคิดเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ พบว่า 1) ด้านผลิตภัณฑ์ ผู้ประกอบการยังไม่รู้จักผลิตภัณฑ์ค่อนข้างเยอะ 2) ด้านราคา ผลิตภัณฑ์คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ ช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้กับลูกค้าได้ 3) ด้านช่องทางการบริการ พบว่า สถานการณ์ COVID –19 เป็นอุปสรรคต่อการให้บริการลูกค้า 4) ด้านส่งเสริมการตลาด มีกิจกรรมส่งเสริมการตลาดค่อนข้างน้อย 5) ด้านการบริการ ยังขาดการเชิญชวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการ 6) ด้านบุคลากร พนักงานในสาขายังรู้จักรายละเอียดเงื่อนไขผลิตภัณฑ์สินเชื่อนโยบาย ฯ ค่อนข้างน้อย 7) ด้านองค์ประกอบทางกายภาพ ยังขาดเครื่องมือที่ทันสมัยในการให้บริการลูกค้า ความคิดเห็นของพนักงานเกี่ยวกับปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการให้บริการ พบว่าปัจจุบันมีคู่แข่งขันเข้ามาใหม่มากราย มีการแข่งขันกันสูง การเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีที่มากขึ้น ส่งผลให้คู่แข่งขันพัฒนาระบบอำนวยความสะดวกในการให้บริการลูกค้า และข้อเสนอแนะแนวทางในการเพิ่มจำนวนผู้รับบริการสินเชื่อนโยบายฯ ในระดับต่าง ๆ ดังนี้ 1) ระดับองค์กร ควรมีการผ่อนปรนเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อ มีกลยุทธ์โฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น พัฒนาเครื่องมือที่ทันสมัยรองรับการให้บริการลูกค้ามากขึ้น 2) ระดับธุรกิจหรือทีมงาน ควรมีการจัดประชุม ให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ใหม่ธนาคารและหาแนวทางหาลูกค้าเข้ามาใช้บริการ จัดทำเอกสารประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจง่าย มีรายละเอียดเงื่อนไขผลิตภัณฑ์ครบถ้วน 3) ระดับปฏิบัติการ (พนักงาน) พนักงานควรมีบริการหลังการใช้บริการ กระตือรือร้นที่จะให้บริการและเชิญชวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการและหากลยุทธ์การเพิ่มจำนวนผู้รับบริการสินเชื่อภายใต้นโยบาย “การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID – 19” ของธนาคารออมสินในจังหวัดศรีสะเกษ ออกมาเป็น 4 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 กลยุทธ์เชิงรุก - จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ แนวทางที่ 2 กลยุทธ์เชิงแก้ไข - จัดหลักสูตรอบรมออนไลน์ผ่านสื่อการเรียนรู้ E-learning ของธนาคารให้กับพนักงานเมื่อมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ แนวทางที่ 3 กลยุทธ์เชิงรับ - ทำการตลาดเชิงรุกเชิญชวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการ และแนวทางที่ 4 กลยุทธ์เชิงป้องกัน - ทีมงานศูนย์สินเชื่อ ฯ จัดตารางลงพื้นที่ตามสาขาต่าง ๆ ให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์กับพนักงานสาขาให้สามารถบริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดคือ แนวทางที่ 3 กลยุทธ์เชิงรับ - ทำการตลาดเชิงรุกเชิญชวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการ และแนวทางที่ 4 กลยุทธ์เชิงป้องกัน – ทีมงานศูนย์สินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs 12 ศรีสะเกษ จัดตารางลงพื้นที่ตามสาขาต่าง
การศึกษาแนวทางการเพิ่มยอดขายแบบประกันควบการลงทุน (Unit Linked) ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร กรณีศึกษา บมจ. ไทยประกันชีวิต.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดสำหรับธุรกิจบริการ (7Ps) และปัจจัยคุณค่าของตราสินค้าที่มีผลต่อความตั้งใจซื้อแบบประกันควบการลงทุน (Unit Linked) ของประชากรวัยทำงานในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประชากร คือ ประชากรวัยทำงานในเขต พื้นที่กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษามาประชากรวัยทำงานในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม จำนวน 400 ราย โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอ้างอิง ได้แก่ การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการศึกษา ด้านข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 29 - 39 ปี สถานภาพ โสด การศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเป็นพนักงานเอกชน มีรายได้ต่อเดือน 15,000 – 30,000 บาท กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เคยทำกรมธรรม์ประกันชีวิต คิดเป็นร้อยละ 74.25 และรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันชีวิตจากเพื่อน/ญาติ โดยรู้จักกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์และแบบตลอดชีพมากที่สุด ผลการศึกษาและวิเคราะห์สมมติฐานพบว่า ปัจจัยด้านความภักดีต่อตราสินค้า ปัจจัยด้านการรู้จักตราสินค้า ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์และปัจจัยด้านลักษณะทางกายภาพ มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อแบบประกันควบการลงทุนของประชากรวัยทำงานในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.0
การลดความสูญเสียจากการคิดค่ารักษาทางกายภาพบําบัดคลาดเคลื่อน กรณีศึกษาศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุและปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความ คลาดเคลื่อนในการคิดค่ารักษาทางกายภาพบำบัดและหาแนวทางแก้ไขเพื่อลดความคลาดเคลื่อนในเชิงระบบของศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผลมาจากข้อร้องเรียนในเรื่อง ความคลาดเคลื่อนในการคิดค่ารักษาทางกายภาพบำบัดจากผู้ป่วย ส่งผลให้เกิดการสูญเสียรายได้หรือ มีผลกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของโรงพยาบาล การศึกษานี้ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูล จากพนักงานศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยใช้แบบสอบถาม จำนวน 37 คน และการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 10 คน และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ โดยใช้สถิติแบบร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. ด้านปัจจัยการทำงานของบุคลากรโดยรวม มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก แบ่งออกเป็น 4 ปัจจัยคือ ความรู้ความเข้าใจในการทำงานอยู่ในระดับมากที่สุด ความสัมพันธ์กับบุคคลในที่ทำงานอยู่ในระดับมาก สภาพแวดล้อมในการทำงานอยู่ในระดับมาก ขวัญและกำลังใจในการทำงานอยู่ในระดับมาก 2. ด้านวิธีปฏิบัติงาน โดยรวมระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 3. ด้านวัสดุและอุปกรณ์โดยรวมระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 4. ด้านคอมพิวเตอร์และโปรแกรมโดยรวมระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และจากการสัมภาษณ์เชิงลึกพนักงานส่วนใหญ่ เห็นว่าความคลาดเคลื่อนจากการคิดค่ารักษาทางกายภาพบำบัดจะพบในขั้นตอนการบันทึกค่ารักษา ลงในระบบคอมพิวเตอร์ โดยการแก้ไขควรเน้นการทวนสอบการทำงานเพื่อลดข้อผิดพลาด และเมื่อเกิดความคลาดเคลื่อน ควรกล่าวคำขอโทษต่อผู้รับบริการ โดยแจ้งหัวหน้ารวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อร่วมกันพิจารณาหาสาเหตุและแนวทางการแก้ไข ซึ่งผู้ทำการศึกษาได้เสนอแนวทางแก้ไข 3 ทางเลือก คือ 1. การใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศ ในการคิดค่ารักษา 2. การปรับปรุงกระบวนการและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการคิดค่ารักษาตามหลัก 4M และ 3. การสร้างแรงจูงใจและบทลงโทษในการทำงาน โดยใช้แบบประเมินกลยุทธ์ของ Richard Rumelt เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับองค์กรนี้ คือ แนวทางที่ 2 การปรับปรุงกระบวนการและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการคิดค่ารักษาทางกายภาพบำบัดตามหลัก 4M ในด้านปัจจัยการทำงานของบุคลากร, วิธีปฏิบัติงาน, วัสดุและอุปกรณ์ และคอมพิวเตอร์และโปรแกรม เนื่องจากต้นทุนในการจัดการตามแนวทางนี้ค่อนข้างต่ำ สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เวลามาก และพนักงานในหน่วยงานสามารถปรับตัวต่อแนวทางนี้ได้ง่า
การศึกษาแนวทางการลดอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของ ธ.ก.ส. สาขาสามง่าม.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สาเหตุที่เกษตรกรลูกค้าไม่สามารถส่งชำระต้นเงินและดอกเบี้ยได้ตามกำหนด และเพื่อศึกษาแนวทางเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ของเกษตรกรลูกค้า กรณีศึกษา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสามง่าม จังหวัด พิจิตร จากการสอบถามเกษตรกรลูกค้า จำนวน 286 คน และพนักงาน ธ.ก.ส. จำนวน 10 คน โดยใช้แบบสอบถาม พบว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. มากที่สุด คือ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ได้แก่ สภาพเศรษฐกิจซบเซา สินค้าอุปโภค บริโภคราคาสูงขึ้น ราคา ผลผลิตตกต่ำ และเกิดภัยธรรมชาติ ปัจจัยด้านตัวผู้กู้ ได้แก่ รายได้ลดลง มีภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนสูงขึ้น มีหนี้สินนอกระบบหรือมีหนี้สินมากกว่า 1 แห่ง ข้อเสนอแนะของเกษตรกรลูกค้า และพนักงาน ธ.ก.ส. 3 ลำดับแรก ได้แก่ 1) จัดทำประกันภัยพืชผล 2) จัดหาปัจจัยการผลิตในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด เพื่อลดต้นทุนในการผลิต และ 3) ประกันราคาผลผลิต สำหรับแนวทางเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ของเกษตรกรลูกค้า มีทั้งหมด 2 แนวทาง คือ 1) ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยขยายระยะเวลาชำระหนี้ และกำหนดงวดชำระใหม่ให้สอดคล้องกับกระแสเงินสดและแหล่งที่มาของรายได้ และ 2) รับทายาทเกษตรกรเข้ามาเป็นลูกค้าเพื่อทดแทนลูกค้าเดิมที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยวิธีการรับใช้หนี้หรือเปลี่ยนตัวลูกหนี้This independent study it aims to analyze why customer cannot submit principal and interest payments in due course and study ways to increase the ability to pay their debts. A case study of the Bank for Agriculture and Agricultural Cooperatives, Sam Ngam Branch, Phichit Province. A questionnaire was used as a study 286 of customers who have NPLs and 10 of BAAC officers. The result of the study shown that the factors influencing NPLs the most is environmental factors: sluggish economic conditions, higher consumer goods, depressed productivity prices and natural disasters. Debtor factors: low income, high expense and have debt more than 1 bank. Suggestions from questionnaire responders are 1) Providing crop insurance 2) Providing inputs at cheaper prices in the market to reduce production costs and 3) Insure productivity prices. The guideline to increase farmers' ability to pay off debt. There are two approaches: 1) Improving the debt structure by extending the repayment period and rescheming the period in accordance with the borrower's cash flow and source of income and 2) Accepting farmer heirs as borrower customers to replace existing borrower customers over 60 years of age by means of debt service or replacement of debtors
การศึกษาแนวทางการเพิ่มยอดสินเชื่อไทรทอง ของธนาคารออมสิน.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาแนวทางการเพิ่มยอดสินเชื่อไทรทองของธนาคารออมสิน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษา สาเหตุของปัญหาของยอดสินเชื่อไทรทองของธนาคารออมสินที่ลดลง 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้บริการสินเชื่อไทรทองของธนาคารออมสิน 3) เพื่อศึกษาส่วนประสมการตลาดบริการที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้บริการสินเชื่อไทรทองของธนาคารออมสิน 4) เพื่อหาแนวทางการพัฒนาในการเพิ่มยอดสินเชื่อไทรทอง ของธนาคารออมสิน โดยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน และใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ใช้บริการสินเชื่อไทรทอง จํานวน 10 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้แผนผังก้างปลาหาสาเหตุของปัญหา และนํามาวิเคราะห์ข้อมูล โดยการตีความเพื่อเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหา ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อไทรทองเพื่อการอุปโภคบริโภค จากการแนะนําจากพนักงานธนาคาร โดยมีการเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของสินเชื่อไทรทองกับผลิตภัณฑ์สินเชื่อประเภทอื่น ๆ ก่อนการตัดสินใจ ซึ่งส่วนใหญ่ ตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อไทรทองด้วยตนเอง และจะแนะนําบุคคลอื่นให้มาใช้บริการสินเชื่อไทรทองเช่นกัน สําหรับส่วนประสมทางการตลาดในภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยในทุกด้าน ด้านที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการสินเชื่อไทรทองอันดับแรกคือ ด้านพนักงานธนาคาร รองลงมาคือ ด้านลักษณะทางกายภาพ ด้านช่องทางการจัดจําหน่าย ด้านราคา ด้านกระบวนการให้บริการ และ ด้านผลิตภัณฑ์ ตามลําดับ แนวทางในการเพิ่มยอดสินเช่ือไทรทองของธนาคารออมสิน จํานวน 2 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 การสร้างความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับสินเชื่อไทรทอง โดยเพิ่มช่องทางการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสินเชื่อไทรทองให้แก่พนักงานธนาคารออมสิน และแนวทางที่ 2 การเพิ่มช่องทางการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยการจ้างบริษัทมาพัฒนาระบบช่องทางการให้บริการอิเล็กทรอนิกส