Rajamangala University of Technology
Rajamangala University of Technology Thanyaburi: Intellectual Repository @ RMUTT / มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีNot a member yet
277 research outputs found
Sort by
คุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของอาจารย์ผู้สอนวิชาห้องสมุดในสังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
การวิจัยเรื่อง “คุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของอาจารย์ผู้สอนวิชาห้องสมุดในสังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของอาจารย์ผู้สอนวิชาห้องสมุดในสังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารงานห้องสมุด รวมทั้งศึกษาแนวโน้มคุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของอาจารย์ผู้สอนวิชาห้องสมุดในสังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ในด้านบุคลิกภาพ ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านความรู้ ความสามารถ ด้านความเป็นผู้นำ ด้านคุณธรรม จริยธรรมและด้านทัศนคติต่ออาชีพ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจจากจำนวนประชากรทั้งสิ้น 112 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลดดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS/Windows (Statistical Package for the Social Sciences / for windows)
ผลการวิเคราะห์ศึกษา พบว่า
1. คุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของอาจารย์ผู้สอนวิชาห้องสมุดในสังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ด้านบุคลิกภาพ ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านความรู้ ความสามารถ ด้านความเป็นผู้นำ ด้านคุณธรรม จริยธรรมและด้านทัศนคติต่ออาชีพ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน
2. ผลการวิเคราะหืเปรียบเทียบคุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของอาจารย์ผู้สอนวิชาห้องสมุดในสังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล จำแนก ตามเพศ อายุ และระดับการศึกษาพบว่า
2.1 กลุ่มตัวอย่างที่มีเพศต่างกัน มีความคิดเห็นในด้านบุคลิกภาพ ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านความรู้ความสามารถ ด้านความป็นผู้นำ ด้านคุณธรรม จริยธรรมและด้านทัศนคติต่ออาชีพไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2.2 กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุต่างกันมีความคิดเห็นในด้านบุคลิกภาพ ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านความรู้ความสามารถ ด้านความเป็นผู้นำ ด้านคุณธรรม จริยธรรมและทัศนคติต่ออาชีพไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2.3 กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีความคิดเห็นในด้านบุคลิกภาพ ด้านความรู้ความสามารถ ด้านผู้นำ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่แตกต่างกันในด้านมนุษยสัมพันธ์และด้านทัศนคติต่ออาชีพThe Research aimed to study the factors effecting the library management, as well as the administrators’ desirable characteristics in the viewpoint of the library instructors at Rajmangala University of Technology Thanyaburi in the aspects of personality, human relations, capability, leadership, virtue, ethics, and their attitudes towards their career. The population consisted of 112 people. The data obtained from the questionnaires were analyzed by using SPSS/Windows (Statistical Package for the Social Sciences/Windows).
The results were as follows :
1. The respondents’ viewpoints towards the administrators’ desirable characteristics concerning personality, human relations, capability, leadership, virtue, ethics, and their attitudes towards their career were exceptionally high.
2. The viewpoints from different groups of respondents were as follows :
2.1 Different gender’ viewpoints concerning personality, human relations, capability, leadership, virtue, ethics, and their attitudes towards their career were not statistically significantly different at 0.05
2.2 The viewpoints of people from different age groups concerning personality, human relations, capability, leadership, virtue, ethics, and their attitudes towards their career were not statistically significantly different at 0.05.
2.3 The viewpoints of people with different educational backgrounds concerning personality, capability, leadership, virtue, and ethics were not statistically significantly different at 0.05, but not in the aspects of human relation and their attitude towards their career
ทักษะกระบวนการสอน วิชานาฏศิลป์ไทยและดุริยางค์ไทยสอดคล้องตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
การวิจัยเรื่องทักษะกระบวนการสอนวิชานาฏศิลป์ไทยและดุริยางค์ไทยสอดคล้องตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อกำหนดแนวการสอนวิชานาฏศิลป์ไทยและดุริยางค์ไทยสอดคล้องตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทำสื่อ CD-ROM ไปเผยแพร่ยังโรงเรียนในกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 125 โรงเรียน ขอบเขตของการวิจัยคือครูผู้สอนวิชานาฏศิลป์ไทยและดุริยางค์ไทยในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีอายุราชการไม่ต่ำกว่า 5 ปี ใน 4 ภาค คือ จังหวัดสตูล ตาก นครราชสีมา และนครนายก รวม 125 โรงเรียน วิธีการดำเนินการวิจัยจัดทำเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรกรวบรวมข้อมูลความต้องการสื่อวิชานาฏศิลป์ไทยและดุริยางค์ไทยตามความต้องการของคณาจารย์ แล้วนำข้อมูลมาผลิตสื่อ CD-ROM จำนวน 200 ชุด ระยะที่ 2 ทำสื่อ CD-ROM และคู่มือการใช้ไปแจกให้ครูในกลุ่มเป้าหมายทดลองใช้และประเมินคุณภาพสื่อ
ผลการวิจัยได้พบว่าคณาจารย์ได้ระดมสมองความต้องการใช้สื่อวิชานาฏศิลป์ไทยและดุริยางค์ไทย มาทั้ง 4 ช่วงชั้นและตอบรับการใช้ CD-ROM พร้อมคู่มือประกอบการใช้สื่อในระดับดีมากทั้งโดยรวมและรายข้
การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาบ้านทุ่งหลวง อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย
การวิจัย มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและสร้างรูปแบบผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา บ้านทุ่งหลวง อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย ประเภทไม่เคลือบ และเพื่อส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ให้กับชุมชน ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างรูปแบบของผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาพื้นบ้าน บ้านทุ่งหลวง ก่อให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชน โดยกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการผลิต 10 คน และผู้สนใจสินค้า 100 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า
1. ความต้องการด้านการออกแบบรูปแบบผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา บ้านทุ่งหลวง อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย ของผู้ผลิตและผู้สนใจผลิตภัณฑ์ ส่วนใหญ่พอใจลักษณะรูปทรงและรูปแบบผลิตภัณฑ์ โดยให้ความสนใจผลิตภัณฑ์กระถาง และยังเห็นว่าผลิตภัณฑ์ยังคงความเป็นเอกลักษณ์เครื่องปั้นดินเผา บ้านทุ่งหลวง ด้วยมีการผสมผสานเทคนิคการตกแต่งผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่นโดยเฉพาะ
2. ผู้ผลิตและผู้สนใจผลิตภัณฑ์มีความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา บ้านทุ่งหลวง อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย โดยให้ความสนใจผลิตภัณฑ์กระถาง ในระดับมากที่สุด ที่เหลือมีความพึงพอใจในระดับมากได้แก่ โอ่งหรือภาชนะใส่น้ำ อ่างบัว โคมไฟและแจกันThe objectives of this research were to design the Pottery Product in Ban Thung Luang Ampher Kheremas in Sukhothai Province. Unglazed type and promote Extra Income for the Community to build a Strong in Ban Thung Luang. There were 10 populations consisted of 1 producer and 100 consumers. Questionnaires were used to collect data by frequency, Percent, mean and standard deviation.
The results were as follow
1. The need toward design the Pottery product in Ban Thung Luang of produder
and consumers were the overall dominant should be in model Product. The product styles were flowerpot and consisted likely their methods of Pottery Product in Ban Thung Luang. In addition to decorate of technique.
2. The satisfaction toward design the Pottery Product in Ban Thung Luand
Ampher Kheremas in Sukhothai. Attention to flowerpot at highest level whereas tray, jars or pots, earthen basin for lotus water, lamp and vase at high level
- Increasing of Chitosan Properties with Cellulose for Dehydration Process from Alcohol Solution
งานวิจัยนี้ศึกษาการเพิ่มคุณสมบัติของ ไคโตซานด้วยเซลลูโลสเพื่อใช้ในการดึงน้ำจากสารละลายแอลกอฮอร์ พบว่าฟิล์มไคโตซาน-เซลลูโลส และฟิล์มไคโตซาน-เยื่อกระดาษฟิล์ม ซึ่งเตรียมได้จากการใช้สารละลายไคโตซาน 5% (w/v) ในสารละลายกรดอะซิติกเข้มข้น 2% (v/v) ผสมกับ 1 กรัม ผงเซลลูโลส และ 1 กรัมเยื่อกระดาศ สามารถเพิ่มการบวมน้ำเป็น 3 และ 2 เท่าของฟิล์มไคโตซาน ตามลำดับ พบการบวมสารละลายเอทานอล และการดูดซับน้ำใน 99.9% สารละลายเอทานอลของฟิล์มไคโตซานเยื่อกระดาศเท่านั้น ซึ่งมีค่าเป็น 2 และ 3 เท่าของฟิล์ม ไคโตซาน สำหรับการบวมน้ำ การบวมสารละลายเอทานอล และการดูดซับน้ำในสารละลายเอทานอลของฟิล์มประกอบไคโตซานเซลลูโลส และฟิล์มผสมระหว่างสารละลายไคโตซานกับสารละลายเซลลูโลสมีค่าน้อยกว่าฟิล์มไคโตซาน เปรียบเทียบระหว่างฟิล์มพอลิไวนิลแอลกอฮอล์ (พีวีเอ) กับฟิล์มพีวีเอผสมไคโตซาน พบว่าการบวมน้ำของฟิล์มพีวีเอผสมไคโตซานที่ได้มีค่ามากกว่าฟิล์มพีวีเอ อย่างไรก็ตาม ไม่พบการบวมสารละลายเอทานอลและการดูดซับน้ำในสารละลายเอทานอลของฟิล์มนี้This study is increasing of chitosan properties with cellulose for dehydration process from alcohol solution. It was found that the film of chitosan-cellulose and chitosan-pulp which were prepared from using 5% (w/v) chitosan solution in 2% (v/v) acetic solution, mixed with 1 g of cellulose powder and 1 g of pulp, which were 3 and 2 times water swelling of chitosan film respectively. It was found ethanol solution swelling and water adsorption in 99.9% (v/v) ethanol solution of chitosan-pulp film which were 2 and 3 times of chitosan film respectively. For water swelling, ethanol swelling and water adsorption in ethanol solutions of a composite film ; chitosan-cellulose and a mixture film between chitosan solution and cellulose solution were less than chitosan film. The comparison polyvinyl alcohol (PVA) film with a mixed film PVA-chitosan was found that water swelling obtained from a mixed film PVA-chitosan much more than PVA film. However it could not found ethanol solution swelling and water adsorption of this film
Developing on Home Economics Image in Thai Society
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ สำรวจภาพคหกรรมศาสตร์ที่เกิดจากความนึกคิด และความรู้สึกของคน
ในสังคมไทย วิเคราะห์จุดแข็ง จุดทีควรพัฒนาของวิชาชีพคหกรรมศาสตร์ และสังเคราะห์แนวทางการพัฒนา
ภาพลักษณ์คหกรรมศาสตร์ในสังคมไทย การวิจัยใช้วิธีการวิจัยแบบผสานวิธีระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ และคุณภาพ
โดยระยะที่ 1 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ นิสิต นักศึกษา และอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัย จำนวน 200 คน
และ 60 คน ตามลำดับ ระยะที่ 2 วิจัยเชิงสำรวจโดยใช้แบบสอบถาม นิสิต นักศึกษามหาวิทยาลัย จำนวน 2000 คน
อาจารย์ระดับมหาวิทยาลัย จำนวน 600 คน และนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1400 คน การ
วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติพื้นฐาน เพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ สถิติเชิงอนุมานเพื่อ
เปรียบเทียบความคิดเห็นโดยใช้ F-test และ t-test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของคนทั่วไปในสังคมที่มีต่อวิชาชีพคหกรรมศาสตร์ โดยรวม เป็นภาพ
ทางบวกโดยมีค่าระดับคะแนนเฉลี่ยอยู่ในนระดับมาก ( ค่าเฉลี่ย = 2.64, S.D.=.234) ภาพลักษณ์คหกรรมศาสตร์ในความ
คิดเห็นของนักเรียน มีค่าระดับคะแนนเฉลี่ยอยู่ในนระดับมาก ( ค่าเฉลี่ย = 2.63, S.D.=.212) ความคิดเห็นของนิสิต นักศึกษา
มีค่าระดับคะแนนเฉลี่ยอยู่ในนระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 2.64, S.D.=.234) และ ความคิดเห็นของอาจารย์มีค่าระดับคะแนน
เฉลี่ อยู่ในนระดับมาก (ค่าเฉลี่ย= 2.68, S.D.=.278) ผลการทดสอบความแตกต่างภาพรวมความคิดเห็นภาพลักษณ์ทีมีต่อ
วิชาชีพ คหกรรมศาสตร์ระหว่างกลุ่ม พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทีระดับ .05 โดยกลุ่มอาจารย์
มีความคิดเห็นต่อภาพลักษณ์วิชาชีพคหกรรมศาสตร์สูงกว่ากลุ่มนิสิต นักศึกษาและกลุ่มนักเรียน ผลการทดสอบความ
แตกต่างตามการรู้จักวิชาชีพคหกรรมศาสตร์ พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ร ะดับ .05 โดย กลุ่ม
ทีรู้จักวิชาชีพคหกรรมศาสตร์มาก มีความคิดเห็นต่อภาพลักษณ์วิชาชีพคหกรรมศาสตร์สูงกว่ากลุ่มทีรู้จักวิชาชีพคหกรรมศาสตร์น้อย รองลงมาคือกลุ่มที่รู้จักคหกรรมศาสตร์มากทีสุด และกลุ่มที่รู้ ู้จักคหกรรมศาสตร์น้อยที่สุดและผลการ
ทดสอบความแตกต่างระหว่างเพศ พบว่า เพศชายและหญิงมีความคิดเห็นต่อภาพลักษณ์วิชาชีพคหกรรมศาสตร์
ภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ร ะดับ .05 โดยเพศหญิงมีระดับค่าเฉลี่ยความคิดเห็นต่อสูงกว่าเพศ
ชาย จุดแข็งของวิชา ชีพคหกรรมศาสตร์ คือเป็นสาขาที่ช่วยอนุรักษ์และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมไทย แสดง
เอกลักษณ์ของชาติ และภูมิปญั ญา เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ พัฒนาคุณภาพชีวิตของคน ชุมชน
สังคม และประเทศชาติ ใช้ในการดำรงชีวิต เป็นสาขาที่สร้างสรรค์ สร้างและผลิตสิ่งอุปโภค บริโภคที่ดีมีคุณภาพ
บูรณาการความรู้ทั้ง) ทางวิทยาศาสตร์และสังคม และประกอบอาชีพได้หลากหลาย จุดที่ควรพัฒนาภาพลักษณ์ใน
การทำอาหาร งานฝีมือ งานประดิษฐ์ เย็บปกั ถักร้อย งานแม่บ้านแม่เรือน และตัดเย็บเสื้อผ้า แต่ละสถาบันการศึกษา
มีความแตกต่างกันในจุดเริ่มต้นสาขาคหกรรมศาสตร์ในระดับอุดมศึกษา ด้านหลักสูตร วิชาพื้นฐานไม่เพียงพอ การ
พัฒนาบุคลากร การพัฒนาตนเองสู่โลกกว้างของครูและการประชาสัมพันธ์ผลงานสู่สังคมของครูแนวทางการพัฒนาภาพลักษณ์คหกรรมศาสตร์ในสังคมไทยควร การรับผู้เข้าศึกษาที่มีพื้นฐานวิชาการเพียงพอ มีความสมดุลระหว่างผู้หญิง และผู้ชาย พัฒนาหลักสูตร พัฒนาระบบการเรียนการสอน บุคลากร ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ การเปลี่ยนชื่อ และการประชาสัมพันธ์The purposes of this study were to explore home economic image in concept to Thai
society, then analyze strength, weakness and synthesis trend to adjust its image. Mixed
methodology between quantitative and qualitative methods were used for collecting data 200
students and 60 lecturers were interviewed in the phase 1. Data were analyzed content analysis. In
the phase 2, 2000 university students, 600 university lecturers and 1400 secondary school students
were investigated by the questionnaires. Data were analyze by descriptive statistics (percentage,
Mean , S.D.) and inferential statistics (t-test, F-test)
Findings showed that home economic image in concept of Thai society, people had
positive image at more level (Mean = 2.64, S.D. = .234). It’s similar to secondary school students
(Mean = 2.63, S.D. = .212) university student (Mean = 2.64, S.D. = .213) university lecturers (Mean = 2.68,
S.D. =.278) After testing concept to home economic between subject group it found different
significance at .05 level. University lecturers has high concept in home economic image than
university and secondary school students. In the part at knowing of home economic career, it found
different significance at .05 too. The more knowing group in home economic had positive concept in
home economic than the most, the less and the least knowing groups. After testing by sex, it found
that male and female had different image in home economic at .05 level of significance. The female
had high mean score than male.
Home economic was integrated career between science and social science, it had strength
point in conservation of Thai culture, showing identity and local wisdom of human being, application
in life and improving human quality in community, social and nation. Moreover it was department to
produce consumed thing and could application in many careers. The weakness point in its image
was doing of food, embroidery, house work, dressmaking. In each educational institutes had
difference toward curriculum, and beginning of studying. Basic subject wasn’t sufficient and there
were limitation in public relation.
Trend to approve home economic image was consideration in sufficient academic basic,
balance between male and female, curriculum development, studying system, personnel and
upgrade in career standard, changing home of home economic and public relation
The practice of the five buddhist precepts of the students of Rajamangala University of Technology Thanyaburi
The experiment of recording the infrared light from the artificial light sources, the daylight type
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบันทึกแสงอินฟาเรดจากแหล่งกำเนิดแสงไฟประดิษฐ์แบบเดย์ไลท์ด้วยฟิล์มอินฟาเรดขาวดำ และหน่วยรับภาพในกล้องดิจิตอล โดยทดลองถ่ายภาพกับแหล่งกำเนิดแสง ได้แก่ หลอดไฟทังสเตน หลอดไฟทังสเตนฮาโลเจน หลอดไฟเมทอลเฮไลด์ หลอดไฟฟลูออเรสเซนท์ และหลอดไฟแฟลช กำหนดตัวแปร คือ รูปแบบการจุดสว่าง อุณหภูมิสีของแหล่ง การดูดกลืนแสงของวัตถุ และระยะเวลาในการบันทึกแสง
ผลการศึกษาพบว่า หลอดไฟทังสเตน หลอดไฟทังสเตนฮาโลเจน หลอดไฟเมทอลเฮไลต์ มาสามารถใช้เป็นแหล่งกำเนิดแสงอินฟาเรดได้ เมื่อบันทึกภาพโดยใช้ฟิล์มอินฟาเรดและหน่วยรับภาพดิจิตอลแบบมี hot mirror filter และไม่มี hot mirror filter โดยแสดงจำนวนระดับโทนสี และโทนสีของพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาพที่แตกต่างกัน หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ให้แสงอินฟาเรดไม่เพียงพอต่อการถ่ายภาพอินฟาเรด ถึงแม้ว่าจะเกิดผลอินฟาเรดบ้างในภาพถ่ายที่บันทึกด้วยหน่วยรับภาพดิจิตอลแบบไม่มี hot mirror filter หลอดไฟแฟลชสามารถใช้เป็นแหล่งกำเนิดแสงอินฟาเรดได้ เมื่อบันทึกภาพโดยใช้ฟิล์มอินฟาเรดและหน่วยรับภาพแบบมี hot mirror filter โดยแสดงจำนวนระบโทนสี และโทนสีของพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาพที่แตกต่างกัน แต่ไม่สามารถใช้งานร่วมกับกล้องดิจิตอลที่มีหน่วยรับภาพแบบไม่มี hot mirror filter ได้ ส่วนอุณหภูมิสีของแหล่งกำเนิดแสง มีผลต่อการเกิดผลอินฟาเรดน้อย โดยการปรับอุณหภูมิสีของแสงจากแสงทังสเตนให้เป็นแสงเดย์ไลท์ ทำให้โทนสีของภาพเข้มข้นขึ้นเล็กน้อย สำหรับการดูดกลืนแสงของวัตถุ และระยะเวลาในการบันทึกแสง แทบจะไม่มีผลต่อการเกิดผลอินฟาเรด ส่วนวัสดุไวแสงที่ไวต่อแสงอินฟาเรดมากที่สุด คือ หน่วยรับภาพดิจิตอลแบบไม่มี hot mirror filterThis research aimed to study the recording of the infrared light with the artificial light, daylight type, by using the black and white infrared film and the image sensors. The experiment was to take the pictures with a tungsten lamp, a tungsten halogen lamp, a metal halide lamp, a fluorescent lamp, and a flash lamp, The active variables were the light sources, the colour temperature light sources, the light absorption of the subject, and the exposure time.
The result found that the tungsten lamp, the tungsten halogen lamp, the metal halide lamp could be used as the infrared light source for the black and white film, the image senor with the hot mirror filter, and the image sensor without the hot mirror filter. The pictures which were shot from these light sources illustrated a little difference of tones. The fluorescent lamp could not give the infrared light enough for taking the infrared picture although there was a little infrared effect in the picture recording with the image sensor without the hot mirror filter. The flash lamp could be used as the infrared light source only for black and white film and the image sensor with the hot mirror filter because it did not synchronize with the digital camera which have no a hot mirror filter. The picture recording on the black and white film and the image sencor with the hot mirror filter illustrated a difference of tones. Next, the colour temperature of light little affected the recording of the infrared light, adjusting the colour temperature of the light souece from tungsten to daylight made the tones of infrared picture darker. In addition, the light absorption of the subject, and the exposure time almost did not affect the recording of the infrared light. Moreover, the image sensor without the hot mirror filter was the hightest sensitive material for recording the infrared light
Design and Construct of Two-Wheel Mobile Robot
โครงการวิจัยนี้เป็นการศึกษาการออกแบบและทดลองสร้างหุ่นยนต์สมดุลสองล้อ โดยใช้ไมโครคอนโทเลอร์เป็นอุปกรณ์ประมวลผลในการควบคุม และใช้ Accelerometer พร้อมกับ Gyroscope มาช่วยในการวัดค่ามุมเอียงของหุ่นยนต์สมดุลสองล้อ ส่วนตัวควบคุมนั้นได้ใช้ตัวควบคุมแบบพีไอดี (PID controller) มาคำนวณหาสัญญาณในการควบคุม (Control signal) ให้หุ่นยนต์สมดุลสองล้อสามารถตั้งตรงอยู่ได้
จากผลการทดลอง จะเห็นได้ว่าการทรงตัวของหุ่นยนต์สมดุลสองล้อขึ้นอยู่กับการปรับค่า K1 หรือ ค่า K[subscript p] และ K2 หรือค่า K[subscript D] ให้มีค่าที่เหมาะสม ก็จะทำให้หุ่นยนต์สามารถทรงตัวได้ ดังนั้นค่า K1 และ K2 จึงมีความสำคัญมากในการทดลอง โดยจากากรทดลองจะเห็นว่าหุ่นยนต์สมดุลสองล้อนั้นมีความสามารถทรงตัวได้ประมาณ 5-10 วินาที แม้หุ่นยนต์สมดุลสองล้อจะสามารถทรงตัวได้ในช่วงเวลาสั้นๆแต่ก็เป็นการเริ่มต้นที่สำคัญที่จะพัฒนาหุ่นยนต์สมดุลสองล้อต่อไปได้ เนื่องจากคณะผู้วิจัยได้รู้ปัญหาตลอดการทดลองต่างๆที่ผ่านมาคณะผู้วิจัยคิดว่าในอีกไม่ช้าจะสามารถทำหุ่นยนต์สมดุลสองล้อที่สามารถทรงตัวได้ทั้งยังเป็นการพัฒนายานพาหนะสองล้อที่สามารถเคลื่อนที่ได้ไปสู่อนาคตอันใกล้นี้This research was to study design and experiment two-wheel balancing robot by Micro controller as the control processing device and using Accelerometer and Gyroscope to help measure the tilt angle of two-wheel balancing robot. For controlling part, PID (PID controller) was used to calculate the control signal in order to make two-wheel balancing robot able to stand
From the experiment result, it was appeared that the equilibrium of two-wheel robot was based on adjusting the value of K1 or K[subscript p], and K2 or K[subscript D] to appropriate values. Therefore, K1 and K2 values are very important in the experiment. From the test it could be seen that the two-wheel robot was able to stand approximately 5-10 seconds even though two-wheel balancing robot was stable in the short span of time. This was the important point to start developing the two-wheel balancing robot.
From knowing those problems all through the test, the researchers thought that it would be soon be able to construct the robot on two wheels and also to develop the two-wheel vehicle movable in the near future
The use of organic fertilizer for vegetable plants grown under hydroponics condition
จากการทดลองการศึกษาการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีในการปลูกพืชระบบไฮโดรโปนิกส์น้ำตื้นโดยทำการปลูก ผักคะน้าใบ ผักกวางตุ้ง ผักคื่นฉ่าย ผักกาดหอมเรดโอ๊ดในสารละลายธาตุอาหาร 5 สูตร ดังนี้ สูตรที่ 1 สูตรสารอาหารมาตรฐานอนินทรีย์ (control) 100 เปอร์เซ็นต์ สูตรที่ 2 สารอาหารมาตรฐานอนินทรีย์ 75 เปอร์เซ็นต์+สารอินทรีย์ 25 เปอร์เซ็นต์ สูตรที่ 3 สูตรสารอาหารมาตรฐานอนินทรีย์ 50 เปอร์เซ็นต์+สารอินทรีย์ 50 เปอร์เซ็นต์ สูตรที่ 4 สูตรสารอาหารมาตรฐานอนินทรีย์ 25 เปอร์เซ็นต์+สารอินทรีย์ 75 เปอร์เซ้นต์ สูตรที่ 5 สูตรสารอินทรีย์100 เปอร์เซ็นต์ ผลการทดลองพบว่าผักคะน้าใบ ผักกวางตุ้งดอก ผักคื่นฉ่าย ผักกาดหอมเรดโอ๊ค ให้ผลผลิตสูงที่สุดในเรื่องของน้ำหนักสด ความสูงต้น ความกว้างทรงพุ่ม จำนวนใบ ความยาวราก น้ำหนักรากแห้ง เมื่อใช้กับสารละลายธาตุอาหาร สูตรที่ 2 สารอาหารมาตรฐาน อนินทรีย์ 75 เปอร์เซ็นต์+สารอินทรีย์ 25 เปอร์เซ็นต์ และรองลงมาคือการใช้สารละลายสูตรที่ 3 สูตรสารอาหารมาตรฐานอนินทรีย์ 50 เปอร์เซ็นต์ + สาน อินทรีย์ 50 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ส่วนการใช้สารละลายธาตุอาหารสูตรที่ 5 สูตรสารอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ ให้ผลผลิตต่ำที่สุ