Rajamangala University of Technology

Rajamangala University of Technology Thanyaburi: Intellectual Repository @ RMUTT / มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
Not a member yet
    277 research outputs found

    Microwave oven design and construction for rubber industry

    Get PDF
    งานวิจัยนี้ทำการออกแบบและจัดสร้างเตาไมโครเวฟเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยางให้มีกำลังในการทำงานสุงสุด 800 วัตต์ โดยควบคุมการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ มีระบบที่สามารถวัดอุณหภูมิของชิ้นงานที่เพิ่มขึ้นเมื่อได้รับคลื่นไมโครเวฟ ดดยใช้ thermo couple type K ในการวัดอุณหภูมิ และบันทึกข้อมูลด้วย Data logger โดยเตาที่ออกแบบและจัดสร้างสามารถระเหยน้ำออกจากน้ำยางได้เร็วกว่าเตาให้ความร้อนปกติที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียสถึง 60 เท่าสภาวิจัยแห่งชาต

    Study on Optimum Concentraation of Nutrient Solution for Anubias (Anubias nana) Production in Hydroponics System

    No full text
    การศึกษาระดับความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหารที่เหมาะสมในการปลูกอนูเบียส (Anubias nana) โดยวิธีการปลูกแบบไร้ดิน (hydroponics) โดยศึกษาที่ระดับความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหาร 1,2และ3 mS/cm พบว่าที่ระดับความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหาร 2 mS/cm มีผลทำให้อนูเบียสเจริญเติบโตดีที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) เมื่อเริ่มปลูกน้ำหนักเฉลี่ยเริ่มต้น 0.05±0.17 กรัม จำนวนในเฉลี่ยเริ่มต้น 4.28 ±0.49 ใบ ความกว้างใบเฉลี่ยเริ่มต้น 1.06±0.18 เซนติเมตร/ต้น และความยาวใบเฉลี่ยเฉลี่ยเริ่มต้น 1.55±0.28 เมื่อปลูกเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าอนูเบียสมีการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นโดยมีน้ำหนักเฉลี่ยสุดท้าย 4.43±0.28 กรัม/ต้น จำนวน ใบเฉลี่ยสุดท้าย 8.03±1.34 ใบ/ต้น ความกว้างใบเฉลี่ยสุดท้าย3.47±0.29 เซนติเมตร/ต้น และความยาวใบเฉลี่ยสุดท้าย 5.21±0.28 เซนติเมตร/ต้น สภาพแวดล้อมในระหว่างการปลูกมีค่าความเป็นกรด – ด่าง ระหว่าง 5.5 – 6.5 ความเข้มของแสงระหว่าง 1,700-1,900 ลักซ์ ความชื้นสัมพัทธ์ระหว่าง 60-80 เปอร์เซ็นต์ และอุณหภูมิระหว่าง 28-31 องศาเซลเซียส ทุกความเข้มข้นของการวิจัยมีอัตรารอด 100 เปอร์เซ็นต์The study on optimum concentration of nutrient solution for Anubias (Anubias nana) production in hydroponics system. The hydroponics system by using nutrient solution concentration at 1,2 and 3 mS/cm. After 12 weeks, it was found that the best concentration of nutrient solution was 2 mS/cm which were significantly (P<0.05). The weight, width, height and the number of leave were 4.43±0.28 grams, 3.47±0.29 cm., 5.21±0.28 cm., and 8.03±1.34 leaves respectively. The temperature in hydroponics system was 28-31 °c, light intensity was 1,700-1,900 luk, the relative humidity was 60-80% and pH of solution was 5.5 – 6.5. The plantlets survival rate was 100

    An Automatic Process Control with Power Electronics

    No full text
    งานวิจัยนี้นำเสนอการควบคุมกระบวนการแบบอัตโนมัติด้วยอิเล็กทรอนิกส์กำลัง (An Automatic Process Control with Power Electronics) เพื่อแสดงถึงการควบคุมความเร็วมอเตอร์ไฟตรงด้วยตัวควบคุมอัตโนมัติแบบดิจิตอลใช้อัลกอริทึมแบบ PID โดยที่ระบบจะประกอบไปด้วยตัวควบคุมอัตโนมัติแบบดิจิตอล, วงจรเรียงกระแสหนึ่งเฟสแบบดาว, ชุดมอเตอร์ไฟตรงและโหลด และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การสั่งงานควบคุมและอ่านค่าจากตัวควบคุมอัตโนมัติแบบดิจิตอลจะกระทำผ่านคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเขียนขึ้นด้วยภาษา LabVIEW โดยการใช้การสื่อสารแบบอนุกรม Rs-232 ผ่าน Modbus protocol ที่ความเร็ว 9,600 bps หรือ 38,400 bps โปรแกรมที่เขียนขึ้นนี้สามารถควบคุมความเร็ว, ค่า Gain (P), Reset (I) และ Rate (D) ได้ และค่าที่อ่านได้จะประกอบไปด้วยความเร็วคำสั่งฐ ความเร็วจริง, Gain, Reset, Rate, และ Output control โดยความเร็วคำสั่งและความเร็วจริงจะถูกนำมาพล็อตเพื่อการสังเกตในโดเมนของเวลา แรงดันด้านออกของตัวควบคุมอัตโนมัติแบบดิจิตอลจะถูกส่งไปควบคุมการทำงานของวงจรเรียงกระแสหนึ่งเฟสแบบดาวที่มีมอเตอร์ไฟตรงเป็นโหลด และมอเตอร์ไฟตรงนี้ก็มีโหลดทางกลที่เป็นเครื่องกำเนิดไฟตรงเพื่อใช้ในการทดสอบการทำงานที่มีโหลดภาวะที่มีโหลด มอเตอร์ไฟตรงนี้จะมี Tachogenerator เพื่อป้อนกลับสัญญาณความเร็วไปยังตัวควบคุมแบบอัตโนมัติแบบดิจิตตอล ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าค่ะ Gain และ Reset ที่ได้จากการปรับแต่งอัตโนมัติ (Auto tune) ที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 1 และ 0.17 ตามลำดับ โดยจะใช้เวลาในการคุมค่าความเร็ว เมื่อมีการสั่งให้ความเร็วเปลี่ยนจาก 0 ไปยัง 2,500 เท่ากับ 462 mS และ เมื่อมีการสั่งให้ความเร็วเปลี่ยนจาก 2,500 ไปยัง 0 ใช้เวลาเท่ากับ 406 mS เมื่อเทียบกับการใช้ค่า Gain = 0.5, reset = 0.17 จะได้เวลาเท่ากับ 706 mS และ 406 mS ตามลำดับAn Automatic Process Control with Power Electronics is proposed. The systems are consisting of Digital PID controller, sing-phase star rectifier, dc motor with load, and computer program. Controlling data acquiring are available by computer program using Modbus protocol over the serial communication RS-232 at 9,600 bps or 38,400 bps. This program is written in LabVIEW language, The command speed, the actual speed, gain (P), reset (I), and rate (D) are readable parameters, and only the command speed and actual speed are plotted to show in time domain. The single-phase star rectifier is controlled by the output voltage of the digital PID controller, and the dc motor is also fed by this single-phase star rectifier. There’s another dc generator, it is coupled with the dc motor to be the load. The tacho generator is attached into the dc motor and its output is feedback speed that connected into the digital PID controller. The experimental results are shown that the optimum gain and reset are approximate 1.00 and 0.17 respectively; these values are derived from “auto tune” procedure. From those gain and reset values, the settled times are 462 mS and 406 mS with speed stepping from 0 to 2,500 and 2,500 to 0 respectively, With lower gain i.e. 0.5 and reset = 0.17, the settled times are 706 mS and 406 mS respectivel

    Study and design of sewing machine for handicap users

    No full text
    โดยทั่วไปโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปจะไม่ค่อยจ้างคนพิการทำงาน เนื่องจากขาดสภาพคล่องในการทำงานและไม่มีอุปกรณ์ หรือเครื่องจักรที่เอื้ออำนวยต่อคนพิการที่จะสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก ซึ่งคนพิการส่วนใหญ่ ที่พบจะเป็นคนพิการทางด้านขา เช่น โปลิโอ ขาลีบ ขาขาด คณะผู้วิจัยจึงเกิดแนวความคิดและสร้างอุปกรณ์ ช่วยสำหรับจักรเย็บผ้าเข็มเดี่ยวอุตสาหกรรมสำหรับคนพิการขึ้น เพื่อให้มีความเหมาะสมตามลักษณะความพิการและทำให้คนพิการสามารถทำงานได้สะดวกมากขึ้น มีรายได้หาเลี้ยงชีพได้เหมือนคนปกติทั่วไป โดยลักษณะของจักรเย็บผ้าเข็มเดี่ยวอุตสาหกรรมสำหรับคนพิการที่จัดทำข้นนั้นจะมีกลไกทำงานอยู่ 2 รูปแบบด้วยกัน คือ การใช้มือ และการใช้ท่อนขาในการออกแรงเย็บเพื่อที่จะให้จักรเย็บผ้าทำงานได้ จากการทดลองการปฏิบัติงานและทดลองใช้จักรเย็บผ้าเข็มเดี่ยวอุตสาหกรรมสำหรับคนพิการภายในแผนกเย็บเสื้อศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการพระประแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ผลปรากฎว่าอุปกรณ์ทั้ง 2 รูปแบบ คือชุดการใช้ท่อนขาและใช้มือในการออกแรงเย็บตรงตามวัตถุประสงค์ทุกประการ คือสามารถใช้เย็บผ้าได้จริงและหยุดการเดินของเข็มได้ทันทีเมื่อต้องการหยุดจักรโดยไม่ต้องออกแรงมากในการกดคันบังคับทั้งใช้ท่อนขาและมือในการช่วยเย็บ และมีที่วางเท้าที่เหมาะสมกับคนพิการขาขาด สำหรับประโยชน์ที่ได้รับจากการออกแบบและสร้างจักรเย็บผ้าเข็มเดี่ยวอุตสาหกรรมสำหรับคนพิการนี้ จะทำให้คนพิการไม่คิดว่าตนเองไร้ความสามารถและสังคมยังเปิดโอกาสให้กับพวกเขาเหล่านั้น นอกจากนี้ยังทำให้คนพิการสามารถที่สร้างอาชีพให้กับตนเอง มีงานทำและมีรายได้ ไม่คิดว่าตนเองเป็นภาระต่อสังคม จากแบบสอบถามความสามารถในการใช้จักรเย็บผ้าอุตสาหกรรมสำหรับคนพิการ ที่ประเมินจากเพศชายจำนวน 10 คน เพศหญิง 5 รวมจำนวน 15 ชุด พบว่า - ในด้านการใช้จักรเย็บผ้า อยู่ในระดับ 5 พึงพอใจอย่างยิ่ง/มากที่สุด 53.33 % ระดับ 4 พึงพอใจมาก/มาก 40.00 % และระดับ 3 พึงพอใจ/ปานกลาง 6.67 % - ความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติงานอยู่ในระดับ 5 พึงพอใจอย่างยิ่ง/มากที่สุด 50.67 % ระดับ 4 พึงพอใจมาก/มาก 41.33 % และระดับ 3 พึงพอใจ/ปานกลาง 8.00

    Development of reduced fat a relish of preserved minced Pork (Mou Yaw) supplemented Herbs Green Curry

    No full text
    การศึกษาวิจัยหาสารทดแทนไขมันในผลิตภัณฑ์หมูยอพบว่าการใช้โปรตีนสกัดไขมัน(Isolate Whey Proteins) ร้อยละ 10 ผสมกับมันหมูแข็งในการผลิตอิมัลขันเหมาะสมที่สุด จากนั้นศึกษาการเสริมสมุนไพร 9 รสชาติในผลิตภัณฑ์หมูยอลดไขมันพบว่าควรมีเครื่องแกงผสมในหมูยอลดไขมันร้อยละ 7 เสริมสมุนไพรใบโหระพาร้อยละ 1.5 ใบมะกรูดหั่นฝอยร้อยละ 0.2 และพริกชี้ฟ้าร้อยละ 1.5 โดยผลิตภัณฑ์หมูยอลดไขมันเสริมสมุนไพรแกงเขียวหวานมีคุณภาพดังนี้ ค่า a[subscript w] = 0.878 ค่าความแข็ง (Hardness) 0.878 นิวตัน ค่าความสามารถยึดเกาะ (Cohesiveness) 0.113 ค่าความเป็นสปริง (Springiness) 1.547 มิลลิเมตรค่าความยืดหยุ่น (Gumminess)0.099 นิวตัน ค่าความคงทนเมื่อถูกเคี้ยว (Chewiness) 0.154 จูล และค่าการเกาะติดของอาหาร(Adhesiveness) 0.739 จูล ตามลำดับ ความชื้น โปรตีน ไขมัน ร้อยละ 72.300 16.710 และ 6.540 ตามลำดับ มีจำนวนจุลินทรีย์ทั้งหมด น้อยกว่า 300 โคโลนีต่อกรัมและมีจำนวนยีสต์และราน้อยกว่า 10 โคโลนีต่อกรัม จากการประเมินความชอบของผู้บริโภคจำนวน 100 คน ในคุณลักษณะด้านลักษณะปรากฎสี รสชาติ กลิ่น รสแกงเขียวหวาน เนื้อสัมผัสความแน่นเนื้อ และความชอบรวม พบว่า ผู้บริโภคให้ค่าคะแนนความขอบระดับชอบ ผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์หากมีวางจำหน่าย เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ลดไขมันเสริมสมุนไพรสมุนไพรซึ่งตรงกับความต้องการในการบริโภคเพื่อสุขภา

    การพัฒนากล้าเชื้อสำเร็จเพื่อการผลิต ผลิตภัณฑ์อาหารหมักจากข้าว

    No full text
    การคัดเลือกรา และยีสต์ที่มีคุรสมบัติเหมาะสมเพื่อใช้เป็นกล้าเชื้อ พบว่า Amylomyces rouxii RS101 เหมาะสมจะนำมาผลิตเป็นต้นเชื้อมากที่สุด สามารถย่อยข้าวได้ปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด สูงกว่า 40 องศาบริกซ์ และให้กลิ่นหอมของการหมักข้าว สารอาหารในการเพาะเลี้ยงรา เปรียบเทียบระหว่างแป้งที่เติมสมุนไพร เมื่อใช้ข้าวเหนียวเป็นสารตัวกลางสำหรับทำผงเชื้อราเจริญมากที่สุดในแป้งที่เติมสมุนไพร เมื่อใช้ข้าวเหนียวเป็นสารตัวกลางสำหรับทำผงเชื้อแห้งพบว่าเจริญได้ดี มีปริมาณ 2.88 x 10[superscript7] CFU/g ซึ่งมากกว่าแป้ง ผสมปลายข้าว 1 เปอร์เซ็นต์ ที่มีปริมาณ 2.88 x 10[superscript7] CFU/g การทดสอบประสิทธิภาพในการหมักของกล้าเชื้อสำเร็จโดยใช้ยีสต์ Saccharomyces cerevisiae RS 301 และ EDB493 ผสมในกล้าเชื้อราสำเร็จ พบว่ายีสต์ S.cerevisiae RS301 ที่ปริมาณ 25 % แต่ปริมาณดังกล่าวเป็นปริมาณที่สูง ทำให้ต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้น ดังนั้นในการผลิตกล้าเชื้อผงจึงไม่ควรเติมราและยีสต์ลงไปพร้อมกัน กล่าวคือการทำเชื้อสำเร็จ ยีสต์และราควรแยกส่วนกัน นั่นคือการหมักด้วยราก่อนและเติมกล้าเชื้อยีสต์ในภายหลังจะให้ผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่

    Honey Cream Technology Development for Some Kinds of Honey

    No full text
    การดำเนินโครงการ การพัฒนาการเทคโนโลยีการทำน้ำผึ้งครีมจากน้ำผึ้ง จากดอกไม้บางชนิด แบ่งขั้นตอนการทำงาน เป็น 3 ขั้นตอนคือ 1. ศึกษาสมบัติน้ำผึ้งและน้ำผึ้งครีมจากน้ำผึ้งจากดอกไม้ 3 ชนิด คือ น้ำผึ้งลำไยลิ้นจี่ และ สายเสือ ผลการศึกษาพบว่า 1.1 ลักษณะทั่วไปของน้ำผึ้ง น้ำผึ้งลำไย มีความหวาน 79.3°Brix มีความชื้น 19.21 เปอร์เซ็นต์ น้ำผึ้งลิ้นจี่ มีความหวาน 74.4°Brix มีความชื้น 21 เปอร์เซ็นต์ น้ำผึ้งสาบเสือ มีความหวาน 76.5°Brix มีความชื้น 20 เปอร์เซ็นต์ 1.2 น้ำผึ้งปกติและน้ำผึ้งครีมมีองค์ประกอบใกล้เคียงกัน 1.3 น้ำผึ้งที่มีความชื้น 18 เปอร์เซ็นต์ สามารถนำมาผลิตน้ำผึ้งครีมที่มีคุณภาพที่ดี 2. น้ำผึ้งที่มีความชื้นตั้งแต่ 18 เปอร์เซ็นต์ ที่นำมาผลิตเป็นน้ำผึ้งครีมที่มีคุณภาพที่ดีและ 15 องศาเซลเซียส และนำมาเก็บที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ผลการตรวจสภาพครีมของน้ำผึ้งครีมแต่ละชนิดพบว่า น้ำผึ้งครีมลำไย สามารถเก็บในอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ได้ 2 – 3 วัน น้ำผึ้งครีมลิ้นจี่สามารถเก็บในอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ได้ 6 – 12 วัน น้ำผึ้งครีมสาบเสือ สามารถเก็บในอุณหภูมิ 30 องศาเซลเชียส ได้ 6 – 9 วัน 3. การศึกษาพฤติกรรมการยอมรับน้ำผึ้งครีมจากดอกลำไย เป็นการวิจัยเชิงสำรวจผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ อำเภอธัญบุรี อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัด พระนครศรีอยุธยา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โดยใช้แบบสอบถามแบบ Rating Scale ใช้สถิติ Chi - square ในการวิเคราะห์ข้อมูลกับประชากรตัวอย่าง 300 คน ผลการศึกษาพบว่าผู้บริโภคให้การยอมรับปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปของน้ำผึ้งครีมจากน้ำผึ้งปกติในระดับมากในทุกปัจจัยและไม่พบความแตกต่างของการยอมรับน้ำผึ้งครีม ของผู้บริโภคที่มีลักษณะด้านเพศ อายุ รายได้ อาชีพ ระดับการศึกษาที่แตกต่างกันThe research was undertaken to develop technique of honey Cream production from some kinds of honey. The research work was divided into 3 parts as follow :-1 1. Study the general properties of honey and honey cream from 3 kindes of honey : longan honey, Litchi honey and Sab Sua honey the result clearly found that 1.1 Sweetness of longan honey was 79.3°Brix, moisture content was 19.2% . Sweetness of Litchi honey was 74.5°Brix, moisture content was 20%. And Sweetness of Sab sua honey was 76.5°Brix, moisture content was 20% 1.2 The components of fresh honey and honey cream were similar. 1.3 The original moisture content of honey at 18% gave the best quality of honey cream. 2. Honey cream was adjust original moisture content at 18% and then stored in 4 and 15°C for 3, 5, 7, 9, 12 and 15 day respectively. After that, honey cream was kept at room temperature (30°C) and tested stability every 3 days. The results showed that storing 3 kinds of honey cream at 4 and 15°C would preserved honey cream for 2 – 12 day. 3. Consumer survey was conducted to investigate Consumer’s acceptance. One set of questionnaires was use to collect data from random sampling of consumers in Amphoe Thanyaburi, Amphoe Lam Luk Ka. Pathum thani Province, Khot Don Muang Bangkok. Amphoe Phra Nakhon Si Ayutthaya. Phra Nakhon Si Ayutthaya Province . Amphoe Muang Nakhon Nayok Province. The sample size was 300 consumers. Study the sample by using rating scale and the dnty were analyzed by Using chi – square. Consumer acceptability test indicated that they accepted every factors which changed the honey cream from normal honey and there were or significance different in acceptance between sex, age. Income, occupation and education

    Honey Cream Technology Development for some kinds of Honey

    No full text
    การดำเนินโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตน้ำผึ้งครีมจากน้ำผึ้งจากดอกไม้บางชนิดแบ่งขั้นตอนการดำเนินงานเป็น 4 ขั้นตอน คือ 1. ศึกษาสมบัติของน้ำผึ้งและน้ำผึ้งครีมจากน้ำผึ้งดอกทานตะวัน 2. การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตน้ำผึ้งจากดอกไม้ต่างๆ 3. การศึกษาพฤติกรรมการยอมรับน้ำผึ้งครีม 4. การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตน้ำผึ้งครีมแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง โดยมีรายละเอียดของแต่ละขั้นตอน คือการศึกษาสมบัติของน้ำผึ้ง และน้ำผึ้งครีมจากน้ำผึ้งทานตะวัน ผลการศึกษาพบว่า น้ำผึ้งทานตะวัน มีความหวาน 78.7° Brix มีความชื้น 19.5 เปอร์เซ็นต์ และเริ่มตกผลึกถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเก็บที่อุณหภูมิห้องนาน 1 เดือน น้ำผึ้งที่มีความชื้นตั้งต้น 18 เปอร์เซ็นต์ สามารถนำมาผลิตน้ำผึ้งครีมที่มีคุณภาพดีที่สุด โดยน้ำผึ้งปกติและน้ำผึ้งครีมมีองค์ประกอบใกล้เคียงกันมาก การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตน้ำผึ้งครีม เพื่อให้สามารถเก็บรักษาสภาพเนื้อครีมของน้ำผึ้ง ในอุณหภูมิห้องให้ได้นานขึ้น โดยการนำน้ำผึ้งครีมที่มีความชื้นตั้งต้นที่ 17, 18 และ 19 เปอร์เซ็นต์ มาเก็บที่อุณหภูมิ 4℃ และ 15℃ นาน 3,5,7,9,12 และ 15 วัน ก่อนนำมาเก็บที่อุณหภูมิห้อง (30 ∓2℃) ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงทุก 3 วัน เปรียบเทียบกับน้ำผึ้งครีมที่เก็บในอุณหภูมิห้องทันทีภายหลังการผลิตผลการทดสอบพบว่า น้ำผึ้งครีมที่ผลิตจากน้ำผึ้งทานตะวัน ที่มีความชื้นตั้งแต่ 18 เปอร์เซ็นต์ที่มีคุณภาพดีที่สุดนั้น สามารถคงสภาพครีมในอุณหภูมิห้องได้ 3 วัน แต่หากเก็บน้ำผึ้งครีมที่ 15℃นานอย่างน้อย 3 วัน จะสามารถเก็บในอุณหภูมิห้องโดยคงสภาพครีมไว้ได้นานถึง 12 วัน น้ำผึ้งครีมที่ผลิตจากน้ำผึ้งลำใย ที่มีความชื้นตั้งต้นที่ 18 เปอร์เซ็นต์ มีคุณภาพดีที่สุด แต่จะเก็บในอุณหภูมิ 30℃ได้เพียง 2-3วัน น้ำผึ้งครีมที่ผลิตจากน้ำผึ้งดอกงา ที่มีความชื้นตั้งต้นที่ 18 เปอร์เซ็นต์ ดดยหากเก็บน้ำผึ้งครีมไว้ที่ 4℃ นาน8 วัน สามารถรักษาสภาพครีมได้นาน 30 วัน ที่อุณหภูมิ 30℃ น้ำผึ้งครีมที่ผลิตจากน้ำผึ้งดอกสาบเสือ ที่มีความชื้นตั้งต้น 18 เปอร์เซ็นต์ มีคุณภาพดีที่สุด และหารเก็บไว้ที่อุณหภูมิ 4℃ได้นาน 12 วัน สามารถเก็บที่อุณหภูมิ30℃ ได้นาน 9 วัน น้ำผึ้งครีมที่ผลิตจากน้ำผึ้งดอกลิ้นจี่ ที่มีความชื้นตั้งแต่ 18 เปอร์เซ็นต์ มีคุณภาพดีที่สุด และหากเก็บไว้ที่อุณหภูมิ 30℃ ได้นาน 15 วัน การศึกษาพฤติกรรมการยอมรับน้ำผึ้งครีมจากดอกทานตะวัน ซึ่งเป็นการวินิจฉัยเชิงสำรวจผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ อ.ธัญบุรี อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา อ. เมือง จ.นครนายก โดยใช้แบบสอบถามแบบ Rating scale ใช้สถิติ chi-square ในการวิเคราะห์ข้อมูลกับประชากรตัวอย่าง 300 คน เป็นชาย 144 คน เป็นหญิง 156 คน โดยผลการศึกษาพบว่าผู้บริโภคให้การยอมรับปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปของน้ำผึ้งครีม จากน้ำผึ้งปกติในระดับมากทุกปัจจัย การศึกษาพฤติกรรมการยอมรับน้ำผึ้งครีมจากดอกลำไย ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงสำรวจผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ อ.ธัญบุรี อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร อ.พระนครศรีอยุธยา อ.เมือง จ. นครนายก โดยใช้แบบสอบถามแบบ Rating scale ใช้สถิติ chi – square ในการวิเคราะห์ข้อมูลกับประชากรตัวอย่าง 300 คน เป็นชาย 144 คน เป็นหญิง 156 คน โดยผลการศึกษาพบว่าผู้บริโภคให้การยอมรับปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปของน้ำผึ้งครีม จากน้ำผึ้งปกติในระดับมากในทุกปัจจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตน้ำผึ้งครีมนั้น คณะผู้วิจัยได้จัดอบรมในรูปแบบสัมมนา เชิงปฏิบัติการ โดยให้ความรู้ทางทฤษฎี และมีการปฏิบัติในการผลิตน้ำผึ้งครีมให้แก่ผู้นำเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง จำนวน 30 คน ผลการสำรวจความพึงพอใจ ต่อวิทยากรดำเนินการฝึกอบรม ประโยชน์ของหัวข้อการฝึกอบรมในด้านต่างๆในระดับดีมากที่สุด และดีมา

    Project of Package Design for Mao Wine Sakhon Nakhon Agricultural Research and Training Centre, Rajamangala University of Technology Isan.

    No full text
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1.)เพื่อศึกษาความต้องการของรูปแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานในการออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับการจัดจำหน่ายของสถาบันวิจัยและฝึกอบรมการ เกษตรสกลนคร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน 2.)เพื่อพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการจัดหน่ายในด้านโครงสร้างและด้านกราฟิกของไวน์เม่า ของสถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรสกลนคร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน 3.)เพื่อประเมินความพึงพอใจของกลุ่มผู้ผลิต กลุ่มผู้บริโภค กลุ่มผู้จำหน่าย และกลุ่มนักออกแบบ ที่มีต่อรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นใหม่ กลุ่มตัวอย่างประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ กลุ่มผู้บริโภค จำนวน 80 คน กลุ่มผู้จัดหน่าย จำนวน 40 คน กลุ่มผู้ผลิตจำนวน 10 คน กลุ่มนักออกแบบ จำนวน 10 รวมจำนวน 140 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูล ค่าร้อยล่ะ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยมีค่าความเชื่อมั่น 0.96กลุ่มผู้ผลิตมีความต้องการใช้ชื่อมาโอ (MA-O) เป็นเครื่องหมายการค้า การพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการจัดจำหน่ายในด้านโครงสร้าง พบว่า วัสดุที่เหมาะสมในการทำบรรจุภัณฑ์ ได้แก่ กระดาษมากที่สุด ด้านกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์ไวน์เม่า พบว่า ควรมีเอกลักษณ์ของท้องถิ่นมากที่สุด ได้แก่ รูปผลมะเม่า เทือกเขาภูพานเหรียญรางวัล ลายผ้าไทย ความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับการออกแบบและพัฒนา พบว่า กลุ่มผู้ผลิตกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มผู้จำหน่ายและกลุ่มนักออกแบบ มีความพึงพอใจต่อรูปแบบบรรจุภัณฑ์ จำนวน 4 แบบ ดังนี้ด้านรูปแบบฉลากไวน์เม่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ได้แก่ รูปแบบที่ 4 (ค่าเฉลี่ย = 3.88) รูปแบบที่ 3 (ค่าเฉลี่ย = 3.69) รูปแบบที่ 2 (ค่าเฉลี่ย = 3.64) รูปแบบที่ 1(ค่าเฉลี่ย = 3.55) ตามลำดับ ด้านโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ไวน์ จำนวน 3 แบบ พบว่ามีความถึงพอใจอยู่ในระดับมากได้แก่ กล่องบรรจุ 2 ขวด (ค่าเฉลี่ย = 4.09) ถุงบรรจุ 1 ขวด (ค่าเฉลี่ย = 3.91) กล่องมาตรฐานบรรจุ 1 ขวด (ค่าเฉลี่ย = 3.83) ตามลำดับ ด้านรูปแบบกราฟิกบรรจุภัณฑ์ไวน์เม่า พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากประเภทกล่องบรรจุ 2 ขวด รูปแบบที่ 4 (ค่าเฉลี่ย = 4.07) รูปแบบที่ 3 (ค่าเฉลี่ย = 3.87) รูปแบบที่ 1 (ค่าเฉลี่ย = 3.83) รูปแบบที่ 2 (ค่าเฉลี่ย = 3.81) ตามลำดับ ประเภทถุงบรรจุ 1 ขวด มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ได้แก่ รูปแบบที่ 4 (ค่าเฉลี่ย = 4.03) รูปแบบที่ 3 (ค่าเฉลี่ย = 3.82) รูปแบบที่ 2 (ค่าเฉลี่ย = 3.76) รูปแบบที่ 1 (ค่าเฉลี่ย = 3.75) ตามลำดับ ประเภทกล่องบรรจุ 1 ขวดมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ได้แก่ รูปแบบที่ 4 (ค่าเฉลี่ย = 3.91) รูปแบบที่ 3 (ค่าเฉลี่ย = 3.62) รูปแบบที่ 1 (ค่าเฉลี่ย = 3.60) รูปแบบที่ 2 (ค่าเฉลี่ย = 3.58) ตามลำดับ สรุปความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบบรรจุภัณฑ์ไวน์เม่า ที่เหมาะสมที่จะนำไปผลิตเพื่อการจำหน่าย พบว่า รูปแบบชุดที่ 4 มีความพึงพอใจมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 57.9This research project had constructed by The Research and Training Centre for Agricultural, Sakonnakorn province, Rajamangala University of Technology Isan. The aims of this project are to research into the development of Moa Wines’ packages for the basic and simple packages used in retail purposes, to research into the structures and graphic designs of packages for Moa Wine products and to estimate the impact that new packaging designs had on the manufacturers, the consumers, the retailers and the product designers of Moa Wine products. The 140 participants of this research contain 80 consumers, 40 retailers, 10 manufacturers and 10 product designers. The research had constructed by interviews and questionnaires then analyzed by percentiles value (%), mean value and standard division value which has reliability value of 0.96. The results concluded by this research project are firstly the manufacturers requested to use the name “Ma-O” as a trademark for this new development of packages, secondly the development of packages for retail purposes found that the best material use to create packages is paper (voted 45.38 %) and the label of Moa Wine products will present as much as possible of its origin (voted 95.38 %) and will have symbols of MaMoa fruits, Phuphan mountain, winning medals and traditional local textile and thirdly the preference of the manufacture group, consumer group. Retailer group and designer group to four new package designs. For Moa Wine’s label the participants’ preference are in mean value order the design No.4 (mean = 3.88), No.3 (mean = 3.69), No.2 (mean = 3.64) and No.1 (mean = 3.55). For the structure of packaging designs, overall the participants preferred estimated by mean value from box set of two bottles (mean = 4.09), carry bag for one bottle (mean = 3.91) and standard box for one bottle (mean = 3.83). For the graphic designs on the packages overall the participants preferred the box set of two bottle, the preference in mean value by order from design No.4 (mean = 4.07), No.3 (mean = 3.87), No.1 (mean = 3.83) and No.2 (mean = 3.81). The carry bag for one bottle, the preference in mean value by order from design No.4 (mean = 4.03), No.3 (mean = 3.82), No.2 (mean = 3.76) and No.1 (mean = 3.75). The standard box for one bottle, the preference in mean value by order from design No.4 (mean = 3.91), No.3 (mean = 3.62), No.1 (mean = 3.60) and No.2 (mean = 3.58) Therefore the result of this research project had concluded that the best suitable Moa Wine’s packages design for manufacture to retail is the set design No.4 at preference of 57 %

    30

    full texts

    277

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Rajamangala University of Technology Thanyaburi: Intellectual Repository @ RMUTT / มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇