Rajamangala University of Technology

Rajamangala University of Technology Thanyaburi: Intellectual Repository @ RMUTT / มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
Not a member yet
    277 research outputs found

    การพัฒนากระบวนการผลิตสุราน้ำตาลสดสำหรับเกษตรกรสวนมะพร้าว

    No full text

    The Development of Rajamanagala University of Technology Budgeting Approach by the way of Strategies Performance Based Budgeting (SPBB)

    No full text
    การวิจัยเรื่อง การพัฒนากระบวนการบริหารจัดการระบบงบประมาณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีโดยงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ชาติ(SPBB) ซึ่งเป็นที่มาจากการ ได้พบปัญหาในระบบงบประมาณได้แก่ การนำงบประมาณไปใช้ไม่ตรงตามผลสัมฤทธิ์กับงาน ความยุติธรรม การจัดสรรงบประมาณขาดการตรวจสอบและการประเมินแผนงานอย่างต่อเนื่อง ฯลฯ แต่ยังไม่ได้รับการแก้ปัญหาเท่าที่ควร ในการวิจัยนี้ดำเนินไปเพื่อหาปัญหาและแนวทางในการแก้ไขกลุ่มตัวอย่าง คือผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากร และผู้เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน ใน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จำนวน 3 หน่วยงาน ในขั้นพัฒนาและศึกษาผลของกระบวนการต่างๆ ได้นำแนวทางความพร้อมตามมาตรฐานการจัดการทางการเงินทั้ง 7 ด้าน โดยการวิจัยเชิงสำรวจ และการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ตามวิธีการวิจัยที่ผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ทางการบริหารจัดการระบบวบประมาณ โดยระบบวบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ชาติ การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะคือ ระยะที่1 การศึกษาสภาพการณ์ ระยะที่ 2 คือการพัฒนากระบวนการ ระยะที่ 3 คือการทดสอบประสิทธิภาพ ผลการวิจัยพบว่า ด้านการบริหารจัดการคุณภาพ ได้แก่ ระบบการบริหารจัดการคุณภาพประสิทธิภาพของบบประมาณในหน่วยงานตามแนวมาตรฐานทางการเงินทั้ง 7 ด้านคือด้านการวางแผนวบประมาณ ด้านการคำนวณต้นทุนผลผลิต ด้านการจัดการระบบจัดซื้อจัดจ้างมีความ ด้านการบริหารทางการเงินและควบคุมงบประมาณ ด้านการบริหารทรัพย์สิน ด้านการรายงานทางการเงินและผลการดำเนินงาน ด้านการควบลคุมและรวจสอบภายใน ทั้งหมดนี้อยู่ในรับความเหมาะสมปานกลาง ด้านการพัฒนาบุคลากร พบว่ามีการเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากรด้านวิชาการและการให้บริการ รวมถึงการส่งเสริมบุคลากรให้ทำงานอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด ด้านการสื่อสารภายใน พบว่าวิธีการสื่อสารในองค์การขึ้นอยู่ระดับความสำคัญของข้อมูลดังนั้นจึงต้องมีการพัฒนาการวิธีสื่อสารให้ตรงกับข้อมูลที่มีความแตกต่างกันด้านการประเมินผลการดำเนินงาน พบว่าจะต้องมีการเชื่อมโยงกับการตั้งเป้าหมายโดยมีจุดหมายที่มีเหตุผลสามารถชี้แจงได้ ด้านระบบฐานข้อมูล พบว่าได้พัฒนาให้ครบถ้วนทั้งด้านการใช้ไปและการคงเหลือของเงิน การควบคุมฐานข้อมูลที่เป็นความลับเพื่อไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลStudy of “The Development of Rajamanagala University of Technology Budgeting Approach by the way of Strategies Performance Based Budgeting (SPBB)” comprised the data from target groups; administrators, teachers, officers and staffs of 3 organizations of Rajamangka University of Technology Thanyabury. Literature review was based on Seven Standard of Finance Management ( 7 Hurdles), Survey research and Participatory action research, which aimed to combine both quantity and quality research of National Strategy Budgeting Management. The study was divided into 3 steps: step 1 Study on conditions, step 2 Process development and step 3 Effectiveness test. It is found that quality and effectiveness management of the organization based on seven standard of finance management can be concluded on appropriate as follows. Budget plan, Output Costing, Finance management/Fund Control, Budgeting control, Procurement management, Asset management, Financial and Performance Reporting, Internal Audit and Control are medium appropriate. Officer Development can increare the effective of office personnel in terms of academic and services. The proper methodologies that should be employed to develop officer are competency development, communication between each processof work. In order to evaluate budgeting result, there should be the connection between targets which are base on rational. The information needs to be fully developed for both utilization and balance perspective . Moreover, the data control should be proper managed in order to avoid data or information leak

    Development of polymer blends for hard-type sport shoes bases industry

    Get PDF
    งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเบื้องต้นตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ในการเตรียมพลาสติกผสมระหว่างไนลอน – 6 และพลาสติกชนิดอื่น หรือ อิลาสโตเมอร์ เพื่อนำมาใช้ทดแทนพลาสติกเพื่อการขึ้นรูปพื้นรองเท้ากีฬาที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ พบว่าการเตียมพลาสติกผสมระหว่างไนลอน 6 และ ยางธรรมชาติโดยใช้อัตราส่วนในการผสมไนลอน – 6 ต่อ ยางธรรมชาติเป็นดังนี้ 95:5%, 90:10%, 80:20% ทำการผสมโดยใช้เครื่องอัดรีดสกรูเดี่ยวและไปทำการตัดเม็ดพลาสติกผสม นำไปทดสอบค่าดัชนีการไหลและทำการฉีดขึ้นรูปเป็นรูปพื้นรองเท้าเพื่อการทดสอบการยืดหยุ่นจากการหักงอ และขึ้นรูปเป็นชิ้นงานทดสอบเพื่อการทดสอบค่าการทนทานแข็งที่ผิว การทดสอบด้านทานต่อการหักงอ ทดสอบการทนแรงกระแทก และทดสอบค่าการทนแรงดึง แล้วนำผลที่ได้มาเปรียบเทียบกับไนลอน 6 ที่ไม่ได้ผสมยางธรรมชาติ จากการวิเคราะห์ผลการทดสอบพบว่า ที่การทดสอบค่าความแข็งที่ผิวสูตร 95:5% ให้ค่าความแข็งที่ผิวมากที่สุดแต่ก็ยังต่ำกว่าไนลอน 6 ที่ไม่ได้ผสมยาง ส่วนที่ให้ค่าต่ำที่สุดคือ สูตร 80:20% และจากการทดสอบการบิดงอพบว่าสูตร 80:20% ให้ค่าการบิดงอสูงสุดที่สุด ส่วนค่าการทดแรงกระแทกสูตร 80:20% ให้ค่าสูงที่สุด การทดสอบการทนแรงดึงสูตร 95:5% ให้ค่าสูงที่สุด แต่ก็ยังต่ำกว่าไนลอน 6 ที่ไม่ได้ผสมยาง จากผลการทกสอบแสดงให้เห็นว่าเมื่อยิ่งเพิ่มปริมาณยางมากขึ้นก็จะทให้ได้สมบัติความต้านทานต่อการหักงอ และการทนแรงกระแทกซึ่งเหมาะสมต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในงานพื้นรองเท้ากีฬา ซึ่งผลงานวิจัยนี้เหมาะสมต่อการนำไปพัฒนาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม การผลิตพื้นรองเท้ากีฬาพื้นแข็งต่อไป This research aims to study the preparation and development of materials for golf and baseball-shoes bases production using nylon 6 as matrix materials. Blending of nylon 6 and screw extruder followed by cutting into pellettes and subjected to melt flow index analysis and fabricated into shoes-base shape and impacted test samples by injection molding. Surface hardness analysis as well as flexibility tests, impact strength tests and tensile tests were conducted to compare with the nylon 6 samples. It was found that the blending ratio of nylon 6:NR at ratio of 95:5 gave the best results of tensile strength and shore hardness tests, while the ratio of 80:20 gave the best results of impact and flexibility. Increase in rubber contents resulted in higher flexibility but the materials compatibility decreased. The polymer blends are suitable for sport shoes bases utilization

    Formulation Development of Artificaial Rattan Extrusion Compound form Polypropylene

    No full text
    งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาสูตรคอมเปานด์สำหรับงานอัดรีดหวายเทียม โพลิโพรพีลีนที่ใช้ในการศึกษาคือ EL-Pro P401S มีความหนาแน่น 0.91 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ค่าดัชนีการไหล 2.4 กรัม ต่อ 10 นาที ผงไม้ที่ใช้คือ Arbocel RC มีอนุภาค 50-70 เมช (200-300um) ทำการผสมสูตคอมเปานด์โดยใช้โพลิโพรพีลีนที่ 50% 60% และ 70% โดยน้ำหนัก ผสมกับผงไม้ในปริมาณ 50% 40% และ 30% โดยน้ำหนัก ตามลำดับ และสารประสาน (Exxelor PO 1020) กับสารหล่อลื่น (struktol TPW 113) ในปริมาณที่เท่ากัน คือ 2.5 phr เริ่มต้นโดยการอบผงไม้ที่อุณหภูมิ 80 ºC เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นทำการผสมส่วนประกอบต่างๆด้วยเครื่องบดสองลูกกลิ้งตามสัดส่วนของแต่ละสูต นำตัวอย่างที่ได้ไปบดด้วยเครื่องบดแบบหยาบ จะได้เม็ดคอมเปานด์ของแต่ละสูตร นำมาทดสอบหาความหนาแน่นและค่าดัชนีการไหล สุดท้ายนำไปผลิตด้วยวิธีการอัดรีดพลาสติกพบว่าการเพิ่มปริมาณผงไม้ที่ผสมกับโพลิโพรพีลีนมีผลต่อคอมเปานด์คือ ทำให้ความหนาแน่นเพิ่มขึ้น ความหนีดเพิ่มขึ้น ค่าดัชนีการไหลลดลง และผลิตภัณฑ์หวายเทียมที่ได้จากการอัดรีดจะมีอัตราการบวมตัวลดลงด้ว

    การใช้ประโยชน์จากสารสกัดจากข่าในการป้องกันกำจัดโรคพืช

    No full text
    การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพเบื้องต้นของสารสกัดจากข่าในการยับยั้งการเจริญของเชื้อราและเชื้อแบคที่เรียสาเหคุโรคพืชสำคัญบางชนิดและเพื่อประเมินประสิทธิภาพของสารสกัดจากข่าในการลดการเกิดโรคที่เกิดจากเชื้อราและเชื้อแบคทีบางชนิดบนพืช วิธีดำเนินการวิจัย การเตรียมสารสกัดจากข่าโดยใช้ข่าแห้ง 200 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร แช่ไว้ 24 ชั่วโมง และกรองเอาน้ำที่มีสารสกัดจากข่ามาใช้ทดสอบ ระยะเวลาที่ทำการวิจัยและสถานที่ ตั้งแต่ เดือนตุลาคม 2547 ถึงเดือนกันยายน 2549 รวมระยะเวลา 2 ปี ณ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตปทุมธานี วิทยาเขตอยุธยาหันตรา วิทยาเขตพิษณุโลก วิทยาเขตสุรินทร์ และวิทยาเขตกาฬสินธุ์ ในการศึกษาผลของสารน้ำมันหอมระเหยจากข่าเพื่อควบคุมโรค Canker ของมะกรูดพบว่าสารน้ำมันหอมระเหยจากข่าทุกระดับความเข้มข้นที่ทดสอบไม่สามารถควบคุมโรค canker ได้ โดยพบว่าทุกระดับความเข้มข้นเป็นโรค 100% ดังนั้น สารน้ำมันหอมระเหยจากข่าจึงไม่เหมาะต่อการนำมาใช้เพื่อควบคุมโรค canker ในการศึกษาผลของสารน้ำมันหอมระเหยจากข่าเพื่อควบคุมโรคเน่าและผักกาดขาวปลี พบว่าสารน้ำมันหอมระเหยจากข่าที่ระดับความเข้มข้นสูงสุดที่ใช้ในการทดลองคือ 5,000 ppm. มีแนวโน้มให้ผลดีที่สุด คือมีเปอร์เซนต์การเกิดโรคเพียง 13.67 % อย่างไรก็ตามไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติกับการใช้สารน้ำมันหอมระเหยจากข่า ที่ระดับความเข้มข้นอื่นๆ และการไม่ใช้สารน้ำมันหอมระเหย ดังนั้น หากใช้สารน้ำมันหอมระเหยจากข่าที่ระดับความเข้มข้นสูงกว่า 5,000 ppm. อาจให้ผลดีในการควบคุมโรคเน่าเล

    การผลิตเชื้อเพลิงเจลล์แอลกอฮอร์ล์จากข้างฟ่างหวาน

    No full text
    โครงการวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาออกแบบการหมักแอลกอฮอล์จากข้าวฟ่างหวานที่ให้ความหวานแทนอ้อย ออกแบบชุดอเนกประสงค์ในการกลั่นแอลกอฮอล์ เป็นทางเลือกในการผลิตเชื้อเพลิงเจลล์แอลกอฮอล์โดยอาศัยความร้อนเหลือทิ้งจากเครื่องปรับอากาศ นอกจากนี้ได้ออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมและเป็นความต้องการของผู้บริโภค เครื่องกลั่นแอลกอฮอล์ที่ใช้อาศัยแหล่งพลังงานจากเตาแก๊ส มีชุดควบคุมอุณหภูมิสามารถกลั่นได้ถึง 20 ลิตร/12 ชั่วโมงในหนึ่งวันที่ 60 ดีกรี และนำมาใช้ผลิตเชื้อเพลิงเจลล์แอลกอฮอล์โดยใช้หม้อความร้อนที่อาศัยความร้อนเหลือทิ้งจากเครื่องปรับอากาศ จากการทดลองสามารถทราบช่วงการกลั่นที่ให้ปริมาณความเข้มข้นสูงและมีค่าใกล้เคียงกัน ซึ่งอยู่ระหว่าง 95-97 ℃ ซี่งปริมาณความเข็มข้นที่ออกมาอยู่ช่วง 60-95% และผลที่ออกมาที่ช่วงอุณหภูมิอื่น ๆ ที่ได้ปริมาณความเข้มข้นไม่ถึงช่วงที่กล่าวมา อาจเป็นเพราะสาเหตุมาจากที่อุณหภูมิต่ำอัตราการไหลของไอแอลกอฮอล์น้อยลง และที่อุณหภูมิสูงเกินไปจนถึงจุดเดือดของน้ำ อัตราการไหลจะมากขึ้น แต่ก็มีไอน้ำก็จะปนมาด้วย แล้วเกิดการควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำผสมกับแอลกอฮอล์ ทำให้ปริมาณความเข้มข้นลดน้อยลงได้เช่นเดียวกั

    Development of Nuclear Physics Laboratory as a Prototype System for Studying Fundamental Physics

    No full text
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบระบบวัดรังสีสำหรับใช้ในการศึกษาวิชาปฏิบัติการฟิสิกส์พื้นฐาน ในการจัดระบบวัดรังสีแบบนับรวมและแบบนับแยกเฉพาะพลังงานประกอบด้วยโมดูลวงจรแหล่งจ่ายไฟฟ้าศักดาต่ำ วงจรแหล่งจ่ายไบอัสศักดาสูง วงจรขยายสัญญาพัลส์ วงจรวิเคราะห์แบบช่องเดี่ยว (SCA) วงจรนับรังสี วงจรตั้งเวลาและวงจรตัดสัญญาณ/เรตมิเตอร์ ระบบวัดรังสีแบบโมดูลที่พัฒนาขึ้นออกแบบและสร้างโดยเลือกวัสดุพร้อมอุปกรณ์ที่หาได้ในประเทศเป็นหลักเพื่อความสะดวกในการบำรุงรักษา ผลการทดลองจัดระบบวัดรังสีแบบนับรวมพบว่าสามารถนับรังสีที่อัตรานับสูงสุด 4.5x10(superscript6) cps แสดงค่านับวัดสูงสุดที่ 10(superscript6)-1 ครั้ง งเวลานับรังสีได้ตั้งแต่ 1 วินาที – 99 นาที และสามารถแสดงค่าเฉลี่ยของการนับรังสีด้วยเรตมิเตอร์ได้ในย่าน 100 - 10(superscript5) cpa ในขณะที่ระบบแยกนับเฉพาะพลังงานนั้นผลทดสอบความเป็นเชิงเส้นของสเกล LLD และ ∆E ของอุปกรณ์วิเคราะห์แบบช่องเดี่ยวพบว่าให้ค่า R(superscript2) = 0.999 และ 0.999 ตามลำดับ และจากการทดลองวิเคราะห์สเปกตรัมพลังงานด้วยหัววัดรังสี NaI (Tl ) พบว่าให้ผลเป้นที่พอใจสำหรับการใช้งานด้านการเรียนการสอนและงานวิจัยพื้นฐา

    30

    full texts

    277

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Rajamangala University of Technology Thanyaburi: Intellectual Repository @ RMUTT / มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇