Rajamangala University of Technology

Rajamangala University of Technology Thanyaburi: Intellectual Repository @ RMUTT / มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
Not a member yet
    277 research outputs found

    Some Affective Factors upon the Hericium erinaceus Wine

    No full text
    จุดประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อศึกษาปัจจัยบางชนิดที่มีผลต่อการทำไวน์เห็ดหัวลิงให้ใสโดยแปรปริมาณของแข็งละลายน้ำได้ทั้งหมด (TSS) 2 ระดับ คือ 18 และ 20°Brix ค่าความเป็นกรด-ด่าง 2 ระดับ คือ 3.2 และ 3.4 จากผลการศึกษาพบว่าระดับปริมาณของแข็งละลายน้ำได้ทั้งหมด 18°Brix ให้ค่าเปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์สูงกว่าที่ระดับปริมาณของแข็งละลายน้ำได้ทั้งหมด 20°Brix โดยไม่ขึ้นกับค่าความเป็นกรด-ด่าง ส่วนพารามิเตอร์อื่นไม่แตกต่างกันมากยกเว้นที่ระดับปริมาณของแข็งละลายน้ำได้ทั้งหมด 20°Brix ค่าความเป็นกรด-ด่าง 3.4 เกิดการลดลง ปริมาณของแข็งละลายน้ำได้ทั้งหมดต่ำกว่าสภาวะอื่นๆ จากนั้นศึกษาความเข้มข้นของกรดแทนนิกที่เติมลงไป 3 ระดับ คือ 500 1,000 และ 2,000 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยเปรียบเทียบกับการใช้เบนโตไนต์ความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ ผลการทดลองพบว่า ระดับปริมาณของแข็งละลายน้ำได้ทั้งหมด 18°Brix และค่าความเป็นกรด-ด่างที่ 3.4 เป็นสภาวะที่เหมาะสมในการทำไวน์เห็ดหัวลิงให้ใส โดยกรดแทนนิกความเข้มข้น 2,000 มิลลิกรัมต่อลิตร ให้เปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์สูงสุด และเมื่อนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาศึกษาอายุการเก็บบ่มนาน 3 เดือน การทดสอบทางประสาทสัมผัสโดยใช้ผู้ทดสอบชิมจำนวน 11 คน พบว่า ผู้ทดสอบชิมให้คะแนนความใสไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P≤0.05) ส่วนค่าพารามิเตอร์อื่นๆ มีความแตกต่างกันไม่มากThe objective of this research was to study some affective factors upon Hericium erinaceus wine clarification. Two factors and levels of 18 and 20° Brix of total soluble solids and 3.2 and 3.4 of pH were chosen. The results showed that 18°Brix of total soluble solids gave higher alcohol contents than 20°Brix of total soluble solids but had no effects on pH and other parameters, while 20°Brix of total soluble solids led to the condition that 3.4 of pH decreased at the lower level of total soluble solids than other conditions. Effects of types and concentrations of clarifying agents 5% bentonite and 3 concentrations of 500, 1,000 and 2,000 mg/l of tannic acid were added in each treatment. It was found that 18oBrix of total soluble solids and 3.4 of pH were the best conditions for the highest alcohol contents. The comparison between 5% bentonite and 3 concentrations of tannic acid indicated that 2,000 mg/l of tannic acid resulted in the highest alcohol content. The sensory evaluation by 11 trained panelists concerning clarification revealed not significantly difference (P 0.05) but other parameters were of little influences

    Rajamangala University of Technology Thanyaburi Master Plan Redevelopment

    No full text
    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มีวิวัฒนาการมาจาก “ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ” ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 เริ่มแรกนั้นยังไม่มีศูนย์กลางบริหารงานของวิทยาลัยฯ ติอมากรม ธนารักษ์ได้อนุเคราะห์จัดหาที่ดินได้ที่บริเวณอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ต่อมาในปี พ.ศ. 2532 ได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า “สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล” เนื่องจากแนวทางการปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่มุ่งเน้นการกระจายอำนาจการบริหารจัดการสู่สถานศึกษาระดับอุดมศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาของรัฐดำเนินการโดยอิสระ และมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการภายใต้การกำกับดูแลของสภาสถานศึกษา ดังนั้น สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลจึงได้ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับเดิมและยกร่างเป็นพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล โดยมีการรวมวิทยาเขตจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล จำนวน 9 แห่ง โดยมีวัตถุประสงค์ให้ 9 มหาวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สามารถจัดการศึกษาวิชาการ และวิชาชีพชั้นสูง ที่เน้นการปฏิบัติทั้งในระดับปริญญาตรี โท และเอก เพื่อรองรับการศึกษาต่อของผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันอาชีวศึกษาเป็นหลักรวมถึงให้โอกาสแก่ผู้เรียนจากวิทยาลัยชุมชน และการศึกษาขั้นพื้นฐานในการศึกษาต่อวิชาชีพในระดับสูงต่อไป จากการศึกษาทราบว่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มีการวางผังแม่บทมาตั้งแต่ได้รับที่ดินมา แต่ไม่มีความต่อเนื่องในการปรับปรุงผังแม่บท การพัฒนากายภาพในช่วงหลังจึงเป็นการเกิดขึ้นตามยถากรรมไม่มีแผนงานที่ชัดเจน ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาทางกายภาพ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ด้วยการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานต่างๆของมหาวิทยาลัย, ศึกษาและวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางกายภาพ, กำหนดแนวความคิดในการปรับปรุงผังแม่บทในด้านต่างๆ และนำเสนอแนวทางที่เหมาะสม ในการออกแบบวางผังและปรับปรุงผังแม่บทมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กระบวนการวิจัยเพื่อปรับปรุงผังแม่บทมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้แก่ การศึกษาการใช้ประโยชน์ที่ดิน, สถาปัตยกรรมและที่โล่ง, ระบบการสัญจร, โครงสร้างจนตภาพและภูมิทัศน์, ความสัมพันธ์กับพื้นที่โดยรอบ, ศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่ตั้งโครงการ และปัญหาและอุปสรรคในการใช้งานในมหาวิทยาลัย จากผลการวิเคราะห์ จึงได้กำหนดแนวความคิดในการวางผังเพื่อการปรับปรุงในด้านประโยชน์ใช้สอย, ด้านรูปแบบสถาปัตยกรรม, ด้านจิตวิทยาและสังคมวิทยา, ด้านสุนทรียภาพและด้านสภาพแวดล้อมและการประหยัดพลังงาน ซึ่งภายใต้ผลการวิเคราะห์และการกำหนดแนวความคิดได้ถูกสังเคราะห์ออกมาเป็นแผนงานและโครงการปรับปรุงผังแม่บท ดังนี้ แผนงานที่ 1 แผนงานปรับปรุงภูมิสัญลักษณ์ 1.1 โครงการออกแบบวางผังลานพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ 1.2 โครงการปรับปรุงบริเวณหอประชุมและประติมากรรมดอกบัว 1.3 โครงการปรับปรุงบริเวณลานพระวิษณุกรรม แผนงานที่ 2 แผนงานปรับปรุงบริเวณทางเข้าประตู 2.1 โครงการปรับปรุงริมถนนทางเข้าประตูที่ 1 2.2 โครงการปรับปรุงทางเข้าประตูที่ 2 (ริมคลองหก) 2.3 โครงการปรับปรุงทางเข้าประตูที่ 3 (ริมคลองหกตรงข้ามตลาดพรธิสาร) 2.4 โครงการปรับปรุงทางเข้าประตูที่ 4 (ริมคลองหก) แผนงานที่ 3 แผนงานปรับปรุงระบบการสัญจร 31. โครงการปรับปรุงระบบถนน 3.2 โครงการปรับปรุงระบบทางจักรยาน 3.3 โครงการปรับปรุงระบบทางเดินเท้า 3.4 โครงการปรับปรุงแนวถนนสายหลัก แผนงานที่ 4 แผนงานปรับปรุงพื้นที่สาธารณะ 4.1 โครงการปรับปรุงลานพักผ่อนบริเวณคณะบริหารธุรกิจ และคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ 4.2 โครงการปรับปรุงพื้นที่ระหว่างคณะศิลปศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4.3 โครงการปรับปรุงบริเวณหน้าโรงอาหาร 4.4 โครงการปรับปรุงบริเวณคณะศิลปกรรมศาสตร์และคณะวิศวกรรมศาสตร์ 4.5 โครงการปรับปรุงบริเวณสระน้ำกลางคณะวิศวกรรมศาสตร์ 4.6 โครงการปรับปรุงบริเวณลานพักผ่อนคณะศึกษาศาสตร์(เดิม) แผนงานที่ 5 แผนงานก่อสร้างและปรับปรุงพื้นที่อาคารในอนาคต 5.1 โครงการก่อสร้างอาคารคณะบริหารธุรกิจ (หลังใหม่) 5.2 โครงการก่อสร้างอาคารสำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน (ศูนย์กลางการบริการครบวงจร) และโรงพิมพ์มหาวิทยาลัย 5.3 โครงการก่อสร้างหอพระประจำมหาวิทยาลัย 5.4 โครงการก่อสร้างปรับปรุงกลุ่มอาคารปฏิบัติการคณะวิศวกรรมศาสตร์ 5.5 โครงการก่อสร้างปรับปรุงศูนย์ฝึกงานโรงแรมราชบงก

    The Development of Induction Motor 3 Phase with Variable Voltage and Variable Frequency By DSP

    No full text
    งานวิจัยนี้เป็นการนำเสนอการควบคุมความเร็วมอเตอร์เหนี่ยวนำ 3 เฟส แบบปรับแรงดันและความถี่ ดดยใช้วิธีการควบคุมแบบแยกการเชื่อมร่วมที่ควบคุมแรงดันในแกนดีและแกนคิวให้มีอิสระต่อกัน โดยใช้ดีเอสพี รุ่น TMS 320F243 เป็นตัวประมวลผลที่รวดเร็วกว่าไมโครคอนโทรลเลอร์ ในส่วนของการสร้างสัญญาณขับนำสวิตซ์มอสเฟต ได้ใช้เทคนิคสเปซเวกเตอร์ดับบลิวเอ็ม ซึ่งจะให้ค่าแรงดันอินเวอร์เตอร์มากกว่าแบบไซน์นูซอย และยังได้มีการแก้ผลของการประวิงเวลาสวิตซ์มอสเฟตด้วยเพื่อป้องกันการลัดวงจร จากผลการจำลองและผลการทดสอบจริงสามารถยืนยันความถูกต้องดังที่ได้นำเสนอ คำสำคัญ : การควบคุมมอเตอร์เหนี่ยวนำ/ การปรับแรงดันความถี่/ การควบคุมแบบแยกการเชื่อมร่วม/ ดีเอสพีThe research present a Three-phase Induction motor to used variable voltage and frequency. Decoupling method to control the induction motor drive, d-axis voltage and q-axis voltage. By used DSP TMS320F243 control system. Other DSP batter microcontroller due to high to compile. The part signal PWM to switch MOSFET’S to used SVPWM technique. And better Sinusoidal technique, and to modify Dead-time compensate for protect short circuit switch MOSFET’S. Simulation and Experimental results are give to verify the proposed method. Keyword : Induction motor control/ Variable voltage and frequency / Decoupling control / DS

    รูปแบบการสอนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้บทเรียนบูรณาการแบบเนสท์

    No full text

    A Physiotherapy Tilt Table for Hemilplegia Patients

    No full text
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและสร้างอุปกรณ์ฝึกยืนและฝึกฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้แก่ผู้ป่วย ในการทำกายภาพบำบัด การสร้างเตียงฝึกยืนนี้ได้สร้างขี้นให้สามารถใช้งานได้ 2 ระบบ คือ 1) ระบบใช้ มอเตอร์ AC ขนาด 220 โวลต์ แรงขับ 0.50 แรงม้า ขับให้เตียงยกขึ้น-ลงทำมุม 0-90 องศา ที่ความเร็วรอบ 22 รอบต่อนาที 2) ระบบใช้มือหมุน จากการทดสอบโดยใช้ผู้ทดสอบผู้ชาย 5 คนที่มีน้ำหนัก 50-55 กิโลกรัม ในความดูแลของนักกายภาพบำบัดจำนวน 8 คน ที่มีความชำนาญการทำงานทางด้านกายภาพบำบัด กลุ่มงานเวชกรรมฟื้นฟู โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น โดยใช้ระบบมอเตอร์ขับ พบว่า เวลายกเตียงขึ้นจากมุม 0-90 องศา ใช้เวลาเฉลี่ย 117 (±0.89) วินาที เวลายกเตียงลงจากมุม 90-0 องศา ใช้เวลาเฉลี่ย 116 (±0.84) วินาที และการทดสอบเตียงฝึกยืนโดยใช้มือหมุนพวงมาลัยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 นิ้ว พบว่าเวลายกเตียงขึ้น จากมุม 0-90 องศา ใช้เวลาเฉลี่ย 202 (±1.92) วินาที เวลายกเตียงลงจากมุม 90-0 องศาใช้เวลาเฉลี่ย 200 (±2.12) วินาที การทดสอบหาประสิทธิภาพของเตียงฝึกยืนเพื่อวัดระดับความพึงพอใจ พบว่า การใช้งานเมื่อใช้มอเตอร์ขับ ความกว้างของผ้ารัดผู้ป่วย ระดับของผ้ารัดผู้ป่วย นักกายภาพบำบัดส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (ร้อยละ 62.50) และความสูงของเตียงฝึกยืนมีความพึงพอใจในระดับปานกลาง (ร้อยละ 50)The purposes of this study were to develop and construct a physiotherapy tilt table for muscle recovercy and standing. The table was constructed to serve two systems : one using a 220-volt AC motor with a 0.50 Hp drive to lift up and lower down from 0-90 degree at the speed of 22 rounds per minute, and the other using manual operation. Subjects were five male patients weighing 50-55 kg. at Khon Kaen Hospital and the capacity test was carried out under the observation of 8 skilled physiotherapists. It was found that when the table was lifted up from 0-90 degree by the motor system, the average time taken was 117 (±0.89) seconds and when lowered down from 90-0 degree, the average time was 116 (±0.87) seconds. However, the average time was 202 (±1.92) seconds for lifting up from 0-90 degree by manual operation with a 12-inch diameter handle and the time was 200 (±2.12) seconds for lowering down from 90-0 degree. Most physiotherapists expressed very high satisfaction (62.50%) with the capacity of the table with the motor system, the width of the tightening belt and the position of the belt, and moderate satisfaction with the height of the table (50%)

    Bioactivity Screening of Bioactive Compounds from Salt Tolerant Blue Green Algae

    No full text

    Designing and experimental kit simulation with differential relay to protect a transformer

    No full text
    งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาออกแบบชุดจำลองสร้างสถานะการณ์ การสั่งทริปเบรกเกอร์ด้วยรีเลย์แบบผลต่างป้องกันหม้อแปลง ชุดทดลองนี้จะประกอบด้วย แผงชุดการสั่งทริปเบรกเกอร์ แผงโหลดแสงสว่าง แผงโมดูล การฟอลต์ลงดินและชุดควบคุมการจับเวลา ผลการทำลองชุดจำลองนี้สามารถปรับตั้ง Id[subscript 1] และ Id[subscript 2] ที่ 20%, 22.5% และ 25% และเลือกใช้ความต้นทานจำกัดกระแสลัดวงจรขนาด 800Ω10w ได้อย่างเหมาะสม สามารถสั่งทริปในเวลา 130 ms ถึง 280 ms การปรับตั้ง %Id ที่มีค่ามากๆ ต้องใช้กระแสลัดวงจรลงดินจำนวนมากขึ้น ทำให้อายุการใช้งานของหม้อแปลงสั้นลง เมื่อทำการทดลองซ้ำ ๆ บ่อยครั้ง This research is a study of designing and experimental kit simulation with differential relay to protect a transformer. The simulation is consisted of breaker tripping unit module, lighting module, ground fault module and control stop clock set. The results of the study are the ability to set Id[subscript 1] and Id[subscript 2] at 20%, 22.5% and 25% and the suitability to select the limited resistance of short circuit at 800Ω10w. Tripping could be occurred within 130 ms to 280 ms. Furthermore, the setting high value percentage of Id is possible when the short circuit has been increased which resulted in shortage of transformer life span if the experiment is repeated

    30

    full texts

    277

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Rajamangala University of Technology Thanyaburi: Intellectual Repository @ RMUTT / มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇