Rajamangala University of Technology
Rajamangala University of Technology Thanyaburi: Intellectual Repository @ RMUTT / มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีNot a member yet
277 research outputs found
Sort by
Hot Shower From Air Conditioning Unit
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อคิดค้นออกแบบและประดิษฐ์ต้นแบบของเครื่องทำน้ำอุ่นจากเครื่องปรับอากาศ โดยเป็นการนำเอาพลังงานความร้อนสูญเปล่ากลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ยังผลทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการในใช้พลังงานลง โดยจะสามารถนำไปใช้แทนเครื่องทำน้ำอุ่นแบบใช้ฮีทเตอร์ไฟฟ้าได้
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ได้ทำการสร้างเครื่องทำน้ำอุ่นจากเครื่องปรับอากาศทั้งสองแบบคือแบบแช่และแบบไหลผ่าน ด้วยการต่อท่อสารทำความเย็นที่ออกจากเครื่องอัดให้เข้าไปในเครื่องทำน้ำอุ่นแล้วออกไปที่เครื่องคบแน่นดังเดิม โดยใช้โซลินอยด์วาล์วควบคุมการไหลเข้าออกของสารทำความเย็น ซึ่งใช้สัญญาณสั่งงานได้จากทั้งจากสวิตช์และจากแมกเนิตกส์ของเครื่องปรับอากาศเอง ซึ่งสารทำความเย็นจะไหลเข้าแลกเปลี่ยนความร้อนกับน้ำในเครื่องทำน้ำอุ่นและเมื่อน้ำอุ่นมีอุณหภูมิถึงค่าที่กำหนดก็จะควบคุมให้สารทำความเย็นจากเครื่องอัดไหลไปที่เครื่องควบแน่นโดยไม่ผ่านเครื่องทำน้ำอุ่น
ผลการศึกษาวิจัยพบว่า เครื่องทำน้ำอุ่นแบบเช่มีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้ทำน้ำอุ่นในตัว ทำให้มีต้นทุนต่ำกว่าแบบไหลผ่าน โดยสามารถทำอุณหภูมิน้ำอุ่นได้สูงใกล้กับอุณหภูมิของสารทำความเย็นที่ท่อทางออกเครื่องอัน และเครื่องทำน้ำอุ่นแบบยังช่วยเพิ่มสัมประสิทธิ์สมรรถนะของเครื่องปรับอากาศได้ แต่ช่วยได้เฉพาะเมื่อมีการทำน้ำอุ่นเท่านั้นโดยต้องมีการควบคุมวงจรของสารทำความเย็นควบคู่ไปด้วย มิเช่นนั้นแล้วจะมีผลทำให้สัมประสิทธิ์สมรรถนะลดลงเมื่อน้ำมีอุณหภูมิสู
A Study on Tart Chao Reun (The dominant basic element of the body and soul theory) Effecting Facial Skin : A Case Study of Rajamangala University of Technology Thanyaburi, Pathumthani Campus
การศึกษาทฤษฎีธาตุเจ้าเรือนที่มีผลต่อสภาพผิวหน้า : กรณีศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี วิทยาเขตปทุมธานี มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างธาตุเจ้าเรือนกับสภาพผิวหน้า ตามหลักการแพทย์แผนไทยการรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามนักศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม (Questionnaires) โดยมีส่วนประกอบด้วยกัน 2 หมวด คือ หมวดที่ 1 ข้อมูลทั่วไปและหมวดที่ 2 ลักษณะทั่วไปส่วนบุคคลวิเคราะห์เนื้อหาของข้อมูล และตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้โดยใช้สถิติพรรณนาได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ สถิติวิเคราะห์โดยใช้ค่าไคว์สแคว์ (Chi - square) และค่าสหสัมพันธ์ (corelation)
ผลการวิจัยที่สำคัญ พบว่า
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างธาตุเจ้าเรือนกับลักษณะทั่วไปส่วนบุคคล พบว่า ลักษณะรูปร่าง มีความสัมพันธ์กับธาตุเจ้าเรือนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ x[superscript2] = 16.888 และ P – Value = 0.050 0.05 ดังนั้นผลการวิจัยครั้งนี้เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างธาตุเจ้าเรือนกับลักษณะทั่วไปส่วนบุคคลแตกต่างกันตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย (เพ็ญนภา 2544) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสำหรับผลสรุปการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างธาตุเจ้าเรือนกับลักษณะโครงสร้างกระดูก ลักษณะผิวพรรณ ลักษณะผม ลักษณะเหงื่อ ลักษณะมือ ลักษณะเสียง ลักษณะการพูดจา ลักษณะการทนร้อนทนหนาว ลักษณะการกินอาหาร ลักษณะความจำ ลักษณะความคิด ลักษณะอารมณ์ ลักษณะอาหารที่ชอบ ลักษณะความรู้สึกทางเพศ ไม่มีความสัมพันธ์กับธาตุเจ้าเรือน ดังนั้นจึงไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และตอบสนองสมมุติฐานงานวิจัยเนื่องจากกลุ่มตัวอย่างอาจจะไม่ใหญ่และกระจายกว้างพอที่จะทำให้เห็นผลเด่นชัดได้และอาจต้องใช้การวิจัยเก็บข้อมูลในเชิงลึกต้องละเอียดถึงการเปลี่ยนแปลงของสมุฎฐานทั้ง 4 และมูลเหตุการเกิดโรค 8 ประการของกลุ่มตัวอย่างทั่วทุกภาคในประเทศไทยและอาจต้องใช้ระยะเวลาในการทำการวิจัยนานพอสมคว
A Study to find out requirements of using the e-Auction of government sector in Bangkok.
ตามที่กระทรวงการคลัง ได้ประกาศให้หน่วยงานภาครัฐต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างโดยการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 เป็นต้นมานั้น การวิจัยครั้งนี้จึงต้อง การศึกษาความคิดเห็นและความต้องการที่มีต่อการจัดหาพัสดุโดยวิธีการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Auction) ของหน่วยงานภาครัฐ ในเขตกรุงเทพมหานครจำแนกตามขนาดของหน่วยงานภาครัฐ กลุ่มสำนักงาน/กรม กลุ่มรัฐวิสาหกิจ และกลุ่มกระทรวง ประชากรของการวิจัยเป็นผู้บริหารหรือพนักงานของหน่วยงานภาครัฐ ที่มีต่อการจัดหาพัสดุ โดยวิธีการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 182 คน เก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานANOVA และการวิเคราะห์ความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วย Scheffe Analysisผลการวิจัยพบว่า แนวทางการเป็นหน่วยงานภาครัฐ โดยวิธีประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนใหญ่ ผู้เข้าร่วมประมูลได้ข้อมูลการประมูลมาจากหน่วยงานภาครัฐ ในการเตรียมความพร้อมพบปัญหาด้านการศึกษากฎ ระเบียบ และวิธีปฏิบัติในการประมูลมากที่สุด และต้องการส่งบุคลากรเข้าร่วมอบรม/สัมมนาเพิ่มเติมทั้งในด้านการใช้โปรแกรม ด้านกฎ ระเบียบและวิธีการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการประมูลโดยวิธีประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในกรณีมีข้อสงสัยมักจะขอคำแนะนำจากผู้ให้บริการตลาดกลางโดยการติดต่อทางโทรศัพท์ ใช้บุคลากรที่ดูแลเรื่องการประมูลจำนวน 1-3 คน มีเครื่องคอมพิวเตอร์สมรรถนะปานกลางเพื่อการใช้งานจำนวน 1-2เครื่อง ใช้ซอฟแวร์ Internet Explorer ในการประมูล การเสนอขายสินค้าจะดูจากเว็บไซต์ของหน่วยงานภาครัฐเฉลี่ยวันละ 3 ครั้ง ใช้ตลาดกลางที่ให้บริการมากที่สุด ขั้นตอนในการสมัครเป็นสมาชิกของตลาดกลางมีขั้นตอนไม่มากแต่ต้องใช้เวลานาน ที่ผ่านมาเคยชนะการประมูลน้อยกว่า10 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นการเข้าร่วมประมูลแบบเปิดราคา การประมูลแต่ละครั้งจะได้รับทราบผล
ภายใน 10 วัน ยอดขายโดยเฉลี่ยจากการประมูลต่อปี มากกว่า 1,000,000 บาท ขึ้นไป และผู้เข้าร่วมประมูลเห็นว่าการจัดซื้อจัดจ้างโดยการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์นี้ยังไม่สามารถป้องกันการทุจริตโดยการฮั้วได้ความคิดเห็นและความต้องการของหน่วยงานภาครัฐ โดยวิธีประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในด้านกฎ ระเบียบ และวิธีการปฏิบัติงาน มีปัญหาเรื่องการประกาศเชิญชวนผู้เข้าร่วมประมูลมีแหล่งการกระจายข้อมูลน้อย ผู้เข้าร่วมประมูลจึงต้องการให้มีการจัดทำสื่อสิ่งพิมพ์รายเดือนประกาศความต้องการซื้อของภาครัฐ ในด้านผู้ให้บริการตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์มีปัญหาเรื่องผู้ให้บริการไม่มีประสิทธิภาพในการถ่ายทอดความรู้ ผู้เข้าร่วมประมูลจึงต้องการให้ผู้บริการตลาดกลางถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เข้าร่วมประมูลสามารถปฏิบัติงานได้จริง ในด้านบุคลากรมี
ปัญหาเรื่องบุคลากรไม่สามารถตัดสินใจ/แก้ปัญหาได้ ผู้เข้าร่วมประมูลจึงต้องการให้มีการตั้งเป้าหมาย (ราคาขาย) ที่จะทำการประมูลไว้ก่อน ในด้านเครื่องมือและอุปกรณ์มีปัญหาเรื่องความหลากหลาย และราคาสูง ผู้เข้ารวมประมูลจึงต้องการให้ภาครัฐจัดหาเครื่องมือให้ในราคาพิเศษ และในด้านระบบงานการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์พบปัญหาเรื่องการยกเลิกการประมูลยังไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจน ผู้เข้าร่วมประมูลจึงต้องการให้มีข้อกำหนดสำหรับการยกเลิกที่เป็นลายลักษณ์อักษร สำหรับการเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความสำคัญของความคิดเห็นและความต้องการที่มีต่อการจัดหาพัสดุโดยการเป็นผู้เข้าร่วมประมูล ให้กับหน่วยงานภาครัฐ จำแนกตามขนาดของกลุ่มของหน่วยงานภาครัฐ พบว่า โดยภาพรวมมีความแตกต่างกัน โดยกลุ่มสำนัก/กรมมีปัญหาของหน่วยงานภาครัฐ โดยวิธีประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์มากกว่ากลุ่มกระทรวง การวิจัยครั้งนี้กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05According to a compliance of the Ministry of Finance, government sectors due to all purchasing matters have to use e-Auction since January 01st, 2005. This propose of the research is to find out requirements of using the e-Auction of government sector in Bangkok. 182 samplings of the government sectors in Bangkok are randomly selected. They have asked by a questionnaire. Then a results is analyzed by using statistical theory as ANOVA and Scheffe Analysis. The result found e-auction methods/procedures are required by all officers who involve forthe e-auction. Purchasing detail might be asked suppliers when needed via a telephone.
Additional required when e-Auction is applied are: 1-3 officers are involved, a microcomputers with an application-Internet Explorer is needed, time consumption to monitor on the governmental home page., time consumption to subscribe to be a member of center market. By previous experienced to get a winner of each e-auction, there is not less than 10 times to involve and will be announced within 10 days as an average. Value per annum is greater than 1,000,000 THB. E-auction is not able to protect all unfair. Government Units need methods, working procedures and pursue suppliers to involve in e-auctions. Then Government Units must prepare all pursue medias for purchasing requirements. For the center market, provider lacks of
efficiency in tern of knowledge transferring for e-auction methods. Finally officers do not have a decision making authorization, and sometimes all computer hardware are not matched to the usage. An e-auction cancellation is not defined yet due to a procedure. Finally, e-Auction opinion and opinion comparison of 182 samplings are quite totally different. By small departments/sectors got difficulties to deal with e-Auction more than major departments. This research is defined for significant statistic, 0.05
30 kWe electricity generation by dual fuel system biomass – bio diesel
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาและทดสอบระบบเครื่องยนต์เชื้อเพลิงร่วมน้ำมันไบโอดีเซล B5 กับแก๊สชีวมวลเพื่อผลิตไฟฟ้า 30 กิโลวัตต์ ระบบประกอบไปด้วย ชุดป้อนชีวมวล เตาแก๊สซิไฟเออร์แบบไหลลง (Downdraft gasifier) ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนชีวมวลให้เป็นแก๊สเชื้อเพลิงได้ 75 m[superscript3]/hr ระบบปรับปรุงคุณภาพแก๊ส ชุดเครื่องยนต์ดีเซล-เยนเนอเรเตอร์ที่มีความจุกระบอกสูบ 2000 cc. สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 30 kWe, 220 VAC, 50 Hz, 1 Phase ที่ความเร็วรอบ 1,500 rpm. จากการทดสอบที่ภาวะไฟฟ้า 30 kWe ในกรณี Diesel Mode ระบบมีอัตราความสิ้นเปลือง 9.53 Lit/hr ส่วนกรณี Dual Fuel Mode จะมีอัตราความสิ้นเปลืองาน้ำมันดีเซล B5 2.667 Lit/hr และอัตราความสิ้นเปลืองถ่านไม้ 17.19 kg/hr สามารถทดแทนการใช้น้ำมันดีเซลได้ 72% คิดเป็นต้นทุนการผลิตไฟฟ้า 5.21 บาท/kWh ซึ่งทำให้ลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมันดีเซลกว่า 40% ลดการปล่อย CO[subscript2] ได้ถึง 60% และประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าโดยรวมของระบบเฉลี่ยเท่ากับ 20.23%This paper presents the project of study on a dual fuel gasifer – engine using producer gas from woody charcoal and biodiesel B5. The gasifier-engine system consist Bergin BG 4100 diesel engine – generator set. Using a water scrubber, producer gas can cool down to 28 ℃ for producing almost tar – free gas. The system was tested run of 2 hrs/day at a constant speed of 1500 rpm on bio-diesel alone mode and dual fuel mode of operation. Gasifier consumes 17.19 kg h – l of woody charcoal, and replace 72% bio-diesel B5 (2.667 l/h) at an electricity generation of 30 kWe. CO[subscript2] emission reduce from 9% to 3.20%. The overall efficience at this condition is about 20.23%. Financial analysis of the system can save about 40% for electricity generation
Research for contamination rice detection methodology
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเพื่อหาวิธีการตรวจสอบการปลอมปนของข้าวสารชนิดข้าวหอมมะลิที่อยู่ภายในถุงบรรจุ โดยวิธีการทางการประมวลผลสัญญาณภาพของวัตถุด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูง เปรียบเทียบกับวิธีการถ่ายภาพด้วยรังสีแล้วผ่านกระบวนการวิเคราะห์ทางภาพ จากผลการทดสอบพบว่าการตรวจสอบด้วยการประมวลผลภาพถ่ายจากภาพเอ็กเรย์ถุงบรรจุข้าว ไม่สามารถดึงลักษณะเด่นของภาพออกมาเพื่อทำการวิเคราะห์หรือแยกแยะได้ ถึงแม้ว่าจะสังเกตเห็นได้ว่ามีการปลอมปนที่บรรจุแทรกไว้ แต่ในการแยกแยะอัตโนมัติโดยใช้เทคนิคการประมวลผลภาพดิจิตอลไม่สามารถแยกแยะออกมาได้ อีกทั้งการตรวจสอบเมล็ดข้าวด้วยเครื่องสแกนภาพถุงบรรจุข้าวไม่สามารถแยกแยะข้อมูลได้ชัดเจน จากการทดสอบด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงเพื่อหาสภาพของการตอบสนองคลื่นสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูง พบว่าจากการทดสอบจะต้องใช้กำลังงานสูงประมาณ 10 dBm จึงสามารถพิจารณาสภาพการปลอมปนที่เกิดขึ้นภายใน ที่เกิดจากการดูดซับและส่งผ่านพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูง แต่มีบางส่วนที่สภาพของเมล็ดข้าวมีความชื้นที่แตกต่างทำให้ผลการวิเคราะห์มีข้อผิดพลาดได้ ดังนั้นในการวิจัยนี้จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาการตรวจสอบการปลอมปน และต้องมีการพัฒนาการวิเคราะห์ผลภาพจากรูปแบบของสัญญาณในลักษณะต่าง ๆ ต่อไปThis research aims to study and investigate a novel technique for mixed jasmine-rice in the container particularly in a non-translucent bag. Two techniques using X-Ray imaging and Microwave imaging at high frequency of a bag of rice are investigated then used to analyze and compare the result. As the result, the X-Ray image of rice cannot extract any features which are able to use for detection and analysis although it can be seen the mixed rice in the bag. In case of using high frequency electromagnetic wave (Microwave) at power of 10 dBm to rice, it is found that the obtained image can detect the mixed rice in some degree. However, some of error from the obtained image still exists it may cause from the humidity in the rice which has difference levels. The carried out of the research provides results that can be use for developing the detection technique in the future
The development of electrochemical technique for ascorbic acid determination
งานวิจัยนี้ได้พัฒนาขั้วไฟฟ้าสำหรับตรวจกรดแอสคอบิก โดยการตรึงฟิล์มของโพลิไพโรลและเฮมีนบนขั้วไฟฟ้าคาร์บอนเพส ด้วยกระบวนการอิเล็กโตรโพลิเมอร์ไรเซซัน งานวิจัยนี้ได้แบ่งเป็นสามส่วนใหญ่ๆคือ1) การศึกษาและการตรึงขั้วไฟฟ้าคาร์บอนเพสด้วนเฮมีน/โพลิไพโรล 2) การศึกษาคุณสมบัติทางเคมีไฟฟ้า ของขั้วไฟฟ้าที่ตรึงได้ และ 3) การนำขั้วไฟฟ้าไปใช้ในการวิเคราะห์ปริมาณกรดแอสคอบิกจากผลการทดลองพบว่าขั้วไฟฟ้าที่ได้พัฒนาขึ้นนี้ประสบความสำเร็จในการตรวจวิเคราะห์กรดแอสคอบิก ด้วยเทคนิคไซคลิกโวลแทมเมตรนี ช่วงการทำงานและขีดจำกัดการตรวจวัด เท่ากับ 44 ถึง 44,000 มิลลิกรัมต่อลิตร และ 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์มีความถูกต้องและแม่นยำสูง ลักษณะเด่นของขั้วไฟฟ้านี้คือ มีความไวต่อการตรวจวิเคราะห์กรดแอสคอบิก ความสะดวก รวดเร็วและใช้สารเคมีในปริมาณน้อย รวมถึงสามารถใช้ตรวจวัดภาคสนามได้โดยการใช้ร่วมกับเครื่องโพเทนทิโอสแตส ภาคสนาม เหมาะสำหรับการนำไปใช้ในงานตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างประเภท อาหารและยา ที่มีวิตามินซีสูงIn this work, an electrochemical Ascorbic acid sensors are developed base on immobilization of Hemin/Polypyrrole films on carbon paste electrode (Hm/ppy-CPE) by electropolymerization technique. This work could be divided of three parts. The study and development of hemin/polypyrrole modified on carbon paste electrode is the first part. The second is the electrochemical characterization of the modifiled electrode. And the third part, the modified electrode is applied to determine ascorbic acid in land fied. This modified electrode was succeed for determine ascorbic acid with cyclicvoltammetry technique. The working rang and detection limit are 44 to 44,000 mg/L and 0.5 mg/L respectively. The result of the developed technique is present the high accuracy and precision. Especially it was achieved the good sensitivity, comfortable, rapid and less chemical used for ascorbic acid determination. In addition this electrode could be used couple with potable potentiostat for determination in land filed. Therefore it was suitable to apply for high ascorbic acid in food and pharmaceutical sample
The development of ceramics design and product’s packaging for unique of Pathumthani
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาประเภทของที่ระลึกให้เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดปทุมธานี เพื่อผลิตของที่ระลึกโดยการขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน การขึ้นรูปด้วยการหล่อน้ำดินและการขึ้นรูปด้วยการอัดดิน เพื่อทำบรรจุภัณฑ์ และเพื่อสำรวจความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาประเภทของที่ระลึกให้เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดปทุมธานี ตอนที่ 2 เพื่อผลิตของที่ระลึกโดยขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน การอัดดินและการหล่อน้ำดินและทำบรรจุภัณฑ์ และตอนที่ 3 เพื่อสำรวจและประเมินความพึงพอใจของกลุ่มผู้สนใจและบุคคลทั่วไป
ผลการวิจัยพบว่า การออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาประเภทของที่ระลึกให้เป็นเกอลักษณ์ของจังหวัดปทุมธานีได้แก่ ผลิตภัณฑ์แก้วน้ำพร้อมจานรองรูปแบบที่ 13 ชุดบูชาพระรูปที่ 10 ขวดไวน์หรือขวดสาโท รูปแบบที่ 7 ชามก๋วยเตี๋ยวเรือ รูปแบบที่ 10 ผลิตภัณฑ์ประดับตกแต่งอาคารและส่วนรูปที่ 11 และผลิตภัณฑ์ปลูกไม้น้ำติดผนัง รูปแบบที่ 7 นำรูปแบบที่ได้รับการคัดเลือกมาผลิตเครื่องปั้นดินเผาเผาที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส และ 1200 องศาเซลเซียส ผลิตภัณฑ์แก้วน้ำ พร้อมจานรองที่ขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน ผลิตภัณฑ์ประดับตกแต่งอาคารและสวนขึ้นรูป ด้วยการอัดดินผลิตภัณฑ์ชุดบูชาพระ ขวดไวน์หรือขวดสาโท ชามก๋วยเตี๋ยวและผลิตภัณฑ์ปลูกไม้น้ำติดผนัง ขึ้นรูปด้วยการหล่อน้ำดิน สูตรเนื้อดินปั้นมีความเหมาะสมกับการขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน ด้วยวิธีการอัดดิน ด้วยวิธีการหล่อน้ำดินเคลือบด้วยน้ำเคลือบเฟลด์สปาร์และเหมาะสมกับบรรจุภัณฑ์ ผลการสรุปการสำรวจด้านความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์จากผู้สนใจและบุคคลทั่วไปพบว่า ผลิตภัณฑ์ชามก๋วยเตี๋ยวเรือ ลักษณะเป็นเรือเป็นลำดับที่หนึ่ง ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 4.10 ผลิตภัณฑ์แก้วน้ำพร้อมจานรองลักษณะเป็นดอกบัวและใบบัวเป็นลำดับที่สอง มีค่าเฉลี่ย 3.90 และผลิตภัณฑ์ประดับตกแต่งอาคารเป้นนกปากห่างเป็นลำดับที่สามค่าเฉลี่ย 3.8
ความพึงพอใจของนักศึกษาและบัณฑิตที่มีต่อการให้บริการของคณะศิลปศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจและข้อเสนอแนะของนักศึกษาและบัณฑิตที่มีต่อการให้บริการของคณะศิลปศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี รวมทั้งเพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงและแกไขการให้บริการของคณะศิลปศาสตร์ประยุกต์ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษษ 2550 คณะศิลปศาสตร์ประยุกต์ จำนวน 420 คน และบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2549 จำนวน 174 คน เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for windows version 10.0
ผลการวิจัย พบว่า
ความพึงพอใจของนักศึกษาและบัณฑิตที่มีต่อการให้บริการของคณะศิลปศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ในด้านห้องสมุด ห้องศูนย์เรียนภาษาด้วยตนเอง ห้องคอมพิวเตอร์ ซุ้มอาหาร ห้องน้ำ ที่นั่งและที่พัก สภาพแวดล้อมและบริการอื่นๆ ทั้งนักศึกษษและบัณฑิต มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า
1. ด้านบริการห้องสมุดและด้านที่นั่งพัก นักศึกษามีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก ในขณะที่บัณฑิตมี
ความพึงพอใจต่อการให้บริการอยู่ในระดับปานกลาง
2. ด้านบริการห้องศูนย์การเรียนภาษาด้วยตนเอง ด้านบริการห้องคอมพิวเตอร์และด้านสภาพแวดล้อม
นักศึกษาและบัณฑิตมีความพึงพอใจต่อการให้บริการโดยรวมอยู่ในระดับมาก
3. ด้านบริการซุ้มอาหารและด้านห้องน้ำ ทั้งนักศึกษาและบัณฑิตมีความพึงพอใจต่อการให้บริการ โดยรวมอยู่
ระดับปานกลางThis research aimed to study the Liberal Arts student and graduates satisfaction of the Faculty services, as well as their suggestions. He population consisted of 420 Liberal Arts students studying in the 2nd semester of the academic year 2007 at Rajamangala University of Technology Thanyaburi, and 174 graduates in 2006. The data obtained from the questionnaires were analyzed using SPSS for windows version 10.0
On average, their satisfaction of the library, the self-Access Language Learning Centre, the computer room, the food stalls, the toilets, the relaxing areas, the environment, and other services was at a medium level. The results of each aspect, however, were as follows:
1. The students’ satisfaction of the library and the relaxing areas was at a high level, while the graduates’ was at a medium level.
2. The students’ and graduates’ satisfaction of the self-Access Language Learning Centre, the computer room, and the environment was at a high level.
3. The students’ and graduates’ satisfaction of the food stalls and the toilets was at a medium level
The Modification of Physic Nut Oil as Alternative Energy
โครงการวิจัยการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันสบู่ดำเพื่อเป็นพลังงานทดแทนในอุตสาหกรรมเกษตร เป็นการศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันสบู่ดำด้วยปฏิกริยาทรานส์เอสเทอริฟิเคชันโดยใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ในเมทานอลความเข้มข้น 0.75 (%w/v) และร้อยละของเมทานอลต่อน้ำมันสบู่ดำเป็น 25 (%v/v) อุณหภูมิในการทำปฏิกิริยา 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30-60 นาที ความเร็วรอบในการกวนที่ 250 รอบต่อนาทีไบโอดีเซลที่ผลิตได้ มีค่าความหนืด ณ อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส เท่ากับ 3.83 เซนติสโตกส์ จุดวาบไฟ 186 องศาเซลเวซียส ค่าความเป็นกรด 0.22 มิลลิกรัม โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ต่อกรัม ปริมาณร้อยละ ของน้ำ 0.0039 โดยน้ำหนัก ซึ่งได้คุณภาพตามมาตรฐานของกรมธุรกิจพลังงาน พ.ศ.2550 ยกเว้น ปริมาณร้อยละของเมทิลเอสเทอร์ โดยไบโอดีเซลที่ผลิตได้มีเมทิลเอสเทอร์ 95.5% ซึ่งน้อยกว่าค่ามาตรฐานกำหนดไว้ (96.5%) ส่วนการผลิตเชื้อเพลิงอัดแท่ง พบว่า กากสบู่ดำที่เหลือจากการหีบแล้วยังคงมีปริมาณน้ำมันเหลืออยู่ สามารถนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่งและพบว่าเชื้อเพลิงอัดแท่งที่เป็นกากสบู่ดำอย่างเดียวจะให้ค่าพนักพลังงานความร้อนสูงที่สุด แต่หากในชุมชนมีปริมาณของกากสบู่ดำปริมาณน้อยก้สามารถนำแกลบมาผสมกับกากเมล็ดสบู่ดำที่อัตราส่วนระหว่างกากเมล็ดสบู่ดำ : แกลบ 75:25 หรือสามารถนำขึ้เลื่อยมาเป็นส่วนผสมในอัตราส่วนระหว่างกากเมล็ดสบู่ดำ : ขี้เลื่อย 75 :25 หรือสามารถนำขี้เลื่อยมาเป็นส่วนผสมในอัตราส่วนระหว่างกากเมล็ดสบู่ดำ : ขี้เลื่อย 75 :25 แต่จะให้ค่าพลังงานความร้อนน้อยกว่าสบู่ดำผสมกับแกลบที่อัตราส่วนเดียวกัน ซึ่งค่าพลังงานความร้อนตามเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนของถ่านไม้หุงต้ม (มผช.657/2547) กำหนดค่าพลังงานความร้อนไม่น้อยกว่า 25,104 กิโลจูลต่อกิโลกรัมIn this study, the modification of Physic nut oil as alternative energy in Agro-Industry was investigated. From the synthesis of biodiesel from physic nut oil by transesterification reaction using sodium hydroxide as catalysts, the following conditions were chosen as optimal : NaOH/MeOH 0.75 % w/v, methanol / Physic nut oil 25% v/v, temperature 60℃ and reaction time 30-60 minutes and agitation rate of 250 rpm. The properties of the biodiesel were found ; viscosity of 3.83 cst., flash point of 186℃, fatty acid 0.22 mhKOH/g and water content 0.004% by weight, which yielded methyl ester content 95.5% by weight. From the study of producing fue l from physic nut seed (residue from biofuel process), the results showed that the briquettes fuel from mixing of physic nut seed and rice hull or physic nut seed and rice hull or physic nut seed and saw dust as the ratio of 75:25 (% by weight) has the heating value (25,104 KJ/kg) higher than the standard regulation. However, the briquette fuel from only physic nut seed has the higher heating value than the mixture and has low water content
โครงการวิจัยเรื่องทักษะกระบวนการสอน วิชานาฏศิลป์ไทยและดุริยางค์ไทยสอดคล้องตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
การวิจัยเรื่องทักษะกระบวนการสอนวิชานาฏศิลป์ไทยและดุริยางค์ไทยสอดคล้องตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อกำหนดแนวการสอนวิชานาฏศิลป์ไทยและดุริยางค์ไทยสอดคล้องตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทำสื่อ CD-ROM ไปดผยแพร่ยังโรงเรียนในกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 125 โรงเรียน ขอบเขตของการวิจัยคือ ครูผู้สอนวิชานาฏศิลป์ไทยและดุริยางค์ไทยในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยมีอายุราชการไม่ต่ำกว่า 5 ปี ใน 4 ภาค คือจังหวัดสตูล ตาก นครราชสีมา และนครนายก รวม 125 โรงเรียน วิธีการดำเนินการวิจัยจัดทำเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรกรวบรวมข้อมูลความถูกต้องการสื่อวิชานาฏศิลป์ไทยและดุริยางค์ไทยตามความต้องการของคณาจารย์ แล้วนำข้อมูลมาผลิตสื่อ CD –ROM จำนวน 200 ชุด ระยะที่ 2 ทำสื่อ CD – ROM และคู่มือการใช้ไปแจกให้ครูในกลุ่มเป้าหมายทดลองใช้และประเมินคุณภาพสื่อ
ผลการวิจัยได้พบว่าคณาจารย์ได้ระดมสมองความต้องการใช้สื่อวิชานาฏศิลป์ไทยและดุริยางค์ไทย มาทั้ง 4 ช่วงชั้นและตอบรับการใช้ CD-ROM พร้อมคู่มือประกอบการใช้สื่อในระดับดีมากทั้งโดยรวมและรายข้