Rajamangala University of Technology
Rajamangala University of Technology Thanyaburi: Intellectual Repository @ RMUTT / มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีNot a member yet
277 research outputs found
Sort by
การสังเคราะห์ฟิล์มบางไททาเนียมไดออกไซด์ ด้วยเทคนิค ดีซี แมกนีตรอน สปัตเตอริง
ฟิล์มบางไททาเนียมไดออกไซด์ถูกเตรียมลงบนกระจกสไลด์โดยวิธี ดีซี แมกนีตรอน สปัตเตอริง สมบัติทางโครงสร้าง สภาพพื้นผิว สมบัติทางแสง และความเป็นไฮโดรฟิลิกของฟิล์มบางไททาเนียมไดออกไซด์ ถูกศึกษา วิเคราะห์ ด้วยฟังก์ชันของตัวเองแปรอัตราการป้อนก๊าซออกซิเจน กำลังไฟฟ้า และความหนาฟิล์ม ฟิล์มไททาเนียมไดออกไซด์ที่เตรียมได้นั้นถูกนำมาตรวจสอบด้วยเครื่อง XRD, AFM, Spectrophotometer และ Contact angle meter จากผลของการทดสอบด้วยเครื่อง XRD พบว่าฟิล์มบางไททาเนียม ไดออกไซด์ที่ความหนา 100 mm มีความเป็นอสัณฐษนทั้งหมด เมื่อความหนาของฟิล์มเพิ่มขึ้นเป็น 300 mm ฟิล์มจะเริ่มแสดงความเป็นผลึก ค่าความขรุขระพื้นผิวและขนาดเกรนมีค่ามากขึ้นด้วยการเพิ่มค่าของกำลังไฟฟ้าที่ใช้ในการเคลือบ ซึ่งค่าพลังงานการชนของไอออนนั้นจะสัมพันธ์กับค่ากำลังไฟฟ้าที่ใช้ในระหว่างกระบวนการสปัตเตอริง ความหนาของฟิล์มไททาเนียมไดออกไซด์ มีค่ามากขึ้น ด้วยการลดปริมาณก๊าซออกซิเจนและการเพิ่มค่ากำลังไฟฟ้า สมบัติความชอบน้ำของฟิล์มไททาเนียมไดออกไซด์ถูกวิเคราะห์โดยการวัดมุมสัมผัสของหยดน้ำ สำหรับการทดสอบค่ามุมสัมผัสของหยดน้ำบนผิวฟิล์มจะถูกวัดหลังจากนำฟิล์มไปฉายรังสีอัลตราไวโอเลตด้วยความเข้ม 1.2 mW/cm2 ค่ามุมสัมผัสหยดน้ำมีค่าลดลงเมื่อเพิ่มอัตราการป้อนก๊าซออกซิเจน กำลังไฟฟ้า และความหนาของฟิล์มTitanium dioxide (TiO2) thin films were prepared glass slide substrates by DC magnetron sputtering. The structure, surface morphology, optical property and hydrophilic activity of TiO2 thin films were investigated as function of O2 flow rate, DC power and film thickness, The TiO2 films were analyzed by X-ray diffraction technique (XRD), atomic force microscopy (AFM), spectrophotometer and water contact angle meter. From XRD patterns of TiO2 films was found when the film thickness increased to 300 mm. The surface roughness and grain size were enlarged according with the increasing of the DC power while the substrate temperature was climbed up with the increasing of the DC power. From the point of energetic ion bombardment, it was related with DC power between sputtering processes. The film thickness of TiO2 increases with the decreasing of O2 flow rate and the increasing of DC power. The hydrophilic activity of TiO2 films were analyzed by the water contact angle. For testing this, the water drop contact angle on the TiO2 films surface was measured after being irradiated by UV radiation with intensity of 1.2 mW/cm2. The water contact angle showed decreasingly against the increasing of the O2 flow rate, DC power and film thickness
การอนุรักษ์และสืบทอดโขน (ผู้หญิง)ให้แก่เยาวชน
การวิจัยเรื่อง การอนุรักษ์และสืบทอดการแสดงโขน (ผู้หญิง) ให้แก่เยาวชน เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์การแสดงโขน โดยการถ่ายทอดให้เยาวชนที่สนใจเพื่อปลูกฝังให้เยาวชนตระหนักในคุณค่า โดยร่วมกันสืบสานศิลปะการแสดงโขน (ผู้หญิง) ขอบเขตของการวิจัยด้านบุคคลเป็นเยาวชนเพศหญิงจำนวน 40 คน ที่มีความสนใจในการอนุรักษ์และสืบทอดโขน(ผู้หญิง) จากสถาบันการศึกษาต่างๆ รวม 40 คน โดยฝึกทักษะการปฏิบัติที่ตึกนาฏศิลป์และดุริยางค์ ตึก 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ระยะเวลาในการฝึกหัด 1 ปี ( ตลอด พ.ศ. 2550 – กันยายน 2551) โดยใช้ทฤษฎีและกรอบความคิดจากหลักวิชาทางนาฏศิลป์ไทยและทฤษฎีการถ่ายทอดของครอนบัค ผ่านการศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย แล้วถ่ายทอดฝึกหัดให้เยาวชน ระยะเวลา 1 ปี
กระบวนการถ่ายทอดเริ่มจากการคัดเลือกตัวละคร การคำนับครูและการฝึกหัดนาฏศิลป์โขนเบื้องต้น การฝึกหัดแม่ท่ายักษ์และลิง ฝึกหัดเพลงช้า เพลงเร็วของโขนพระ และฝึกหัดการแสดงโขนโดยแยกฝึก พระ นาง ยักษ์ ลิง ฝึกเป็นชุดเป็นตอนแล้วซ้อมรวมพร้อมแสดงผลงานการแสดงโขนตอนพระรามตามกวาง-ยกรบ หลังจากนั้นจึงแสดงผลงานการแสดง ณ ลานอนันตรังสรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โดยถ่ายทำ CD – Rom การแสดงแล้วนำไปเผยแพร่ในการสอนสื่อทางไกลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
จากการวิจัยเรื่อง การอนุรักษ์และสืบทอดการแสดงโขน (ผู้หญิง) ให้แก่เยาวชนได้พบว่าทฤษฎีการสอนโดยผสมผสานระหว่างหลักการสอนนาฎศิลป์ไทยและแนวการสอนของครอนบัค เป็นทฤษฎีการแสดงแนวใหม่ ได้พบว่านักเรียนส่วนใหญ่เรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 40โรงเรียน มาฝึกหัดเป็นเลา 1 ปี นักเรียนสามารถปฏิบัติได้และเกิดความภาคภูมิใจในการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติสืบไ
A Study on the Future Image of Mass Media in the Role to Promote the Value of Thai Jasmine Rice
โครงการวิจัย การศึกษาภาพอนาคตของสื่อมวลชนในบทบาทการส่งเสริมคุณค่าข้าวหอม
มะลิไทย มีวัตถุประสงค์ เพื่อทราบบทบาทของสื่อมวลชนในการส่งเสริมคุณค่าให้กับข้าวหอมมะลิไทย
เพื่อทราบแนวทางในการพัฒนาบทบาทของสื่อมวลชน ในการส่งเสริมคุณค่าให้กับข้าวหอมมะลิไทย
และ เพื่อทราบอนาคตของสื่อมวลชนในบทบาทการส่งเสริมคุณค่าให้กับข้าวหอมมะลิไทย โดยใช้
รูปแบบการวิจัยอนาคต โดยใช้เทคนิคเดลฟายในการวิจัย
ผลการวิจัย ภาพอนาคตของสื่อมวลชนในบทบาทการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนเพื่อสร้าง
เสริมคุณค่าให้กับข้าวหอมมะลิไทย พบว่า
1. บทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนในการเป็นผู้พิทักษ์ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็น
สอดคล้องกันในระดับมากที่สุด คือ สื่อมวลชนควรส่งเสริมให้คนไทยตระหนักว่าข้าวหอมมะลิเป็นพืช
ประจำถิ่นของไทย ควรรณรงค์ให้คนไทยรู้สึก รัก และหวงแหน ว่าข้าวหอมมะลิเป็นข้าวของคนไทย
ควรส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์และรักษาพันธุ์ข้าวหอมมะลิดั้งเดิมไว้ไม่ให้สูญหาย ควรกระตุ้นให้ทุก
ภาคส่วนเห็นความสำคัญและตระหนักถึงปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรชีวภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าวหอม
มะลิจากชาวต่างชาติ ควรกระตุ้นให้กลุ่มลูกหลานเกษตรกรรู้สึกรัก และหวงแหนในอาชีพการทำนา
และพื้นที่ในการเพาะปลูกข้าว ควรติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมทางการตลาดที่เกษตรกร
ได้รับ เช่น การโกงน้ำหนัก การกดราคา เพื่อเป็นการป้องปราม ควรติดตามสถานการณ์เกี่ยวกับสัญญาซื้อ
ขายที่ไม่เป็นธรรมแก่เกษตรกรและกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายล่วงหน้าในตลาด ควรกระตุ้นเกษตรกรหัน
มาเพาะปลูกข้าวแบบดั้งเดิมมากกว่าการใช้เทคโนโลยีใหม่หรือสารเคมี สื่อมวลชนควรให้ความ สำคัญ
และติดตามสถานการณ์การแย่งชิงทรัพยากรชีวภาพของชาวต่างชาติ สื่อมวลชนควรมีบทบาทในการ
ปลูกฝังคานิยมในการหวงแหนพืชพันธุ์และทรัพยากรธรรมชาติ สื่อมวลชนควรมีส่วนในการชี้ให้เห็น
ความสำคัญของพันธุ์ข้าวหอมมะลิ รองลงมาในระดับมาก คือ ควรส่งเสริมให้คนไทยตระหนักว่าข้าว
หอมมะลิเป็นเอกลักษณ์ของข้าวไทย ควรกระตุ้นให้คนไทยตระหนักว่าอาชีพทำนาก่อให้เกิด
ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมอันเกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพการทำนาข้าวมากมายควรค่าแก่
การอนุรักษ์ ควรกระตุ้นให้เกิดการอนุรักษ์และรักษาศิลปะหลากหลายแขนงที่เกี่ยวข้องกับการทำนา
เช่น การละเล่น การแสดง เครื่องจักสาน พิธีกรรม ฯลฯ ควรกระตุ้นให้เกิดการสืบทอดและรักษาไว้ซึ่ง
ประเพณี เช่น การแห่นางแมวเพื่อขอฝน การบูชาพระแม่โพสพ ฯลฯ ควรกระตุ้นให้คนในสังคม
ตระหนักถึงการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรม ประเพณี เกี่ยวกับข้าว รวมทั้งการสืบทอดวัฒนธรรม
ประเพณีให้อยู่คู่กับวิถีชีวิตชาวนาไทย สื่อมวลชนควรให้ความสำคัญในการปลูกจิตสำนึกให้เกษตรกร
เห็นคุณค่าของข้าวหอมมะลิว่าเป็นข้าวของคนไทย สื่อมวลชนควรให้ความสำคัญเฝ้าระวัง และติดตาม
สถานการณ์การคุกคามพื้นที่เกษตรกรรมของคนต่างชาติ สื่อมวลชนควรให้ความสำคัญติดตาม
สถานการณ์และกระตุ้นรัฐบาล เพื่อประกาศให้อาชีพทำนาเป็นอาชีพของคนไทย สื่อมวลชนควรมี
บทบาทในการปกป้อง เฝ้ าระวัง ป้องกัน และรักษาพันธุ์ข้าวหอมมะลิและอาชีพการทำนาข้าวอย่าง
ชัดเจน ในระดับปานกลาง คือ สื่อมวลชนควรให้ความสำคัญและติดตามสถานการณ์ปริมาณพื้นที่ปลูก
ข้าวที่ลดลง และกระตุ้นให้เกษตรกรรู้สึกรักและหวงแหนพื้นที่ปลูกข้าว สื่อมวลชนควรให้ความสำคัญ
และติดตามสถานการณ์การอนุรักษ์พื้นที่เกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าว
2. บทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนในการให้ความหมาย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็น
สอดคล้องกันในระดับมากที่สุด คือ สื่อมวลชนควรส่งเสริมให้ทั่วโลกรู้ว่าความหอมของข้าวหอมมะลิ
เป็นเอกลักษณ์ของสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิไทย ควรเผยแพร่ให้ทั่วโลกรู้ว่าข้าวหอมมะลิเป็นข้าวที่มีความ
อร่อยที่สุดในโลก ควรกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงภัยธรรมชาติจากภาวะโลกร้อน ควรกระตุ้นให้
เกษตรกรตระหนักถึงปัญหาคุณภาพดินและการทำลายหน้าดิน โดยการเผาตอซัง และลดการทำลายหน้า
ดิน ควรให้ความรู้แก่เกษตรกร ในแนวทางการลดต้นทุนการเพาะปลูกข้าว ด้วยวิธีการเพาะปลูกข้าวแบบ
เกษตรธรรมชาติมากขึ้น ควรให้ความรู้แก่เกษตรกรในเรื่องการบริหารและวางแผนการเพาะปลูกข้าว
รวมไปถึงการบริหารแปลงให้มีประสิทธิภาพ ควรให้ความรู้แก่เกษตรในเรื่องของการเก็บเกี่ยว เพื่อลด
การสูญเสียเมล็ดข้าวระหว่างการเก็บเกี่ยว ควรกระตุ้นให้เกิดการถ่ายทอดภูมิปัญญาและองค์ความรู้ต่างๆ
ในการเพาะปลูกข้าว จากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่อง รองลงมา ในระดับมาก คือควรสร้างเอกลักษณ์เฉพาะให้
กับข้าวหอมมะลิว่า เป็นข้าวที่ต้องปลูกในประเทศไทยเท่านั้น จึงจะได้กลิ่นและรสชาติที่หอมเหมือน
ดอกมะลิ ควรกระตุ้นให้ตระหนักว่าข้าวหอมมะลิมีความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของชาวนาไทย ควรกระตุ้น
ให้เกษตรกรตระหนักถึงปัญหา การใช้สารเคมีและรณรงค์ให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมีในการกำจัด
แมลง วัชพืช และศัตรูพืช สื่อมวลชนควรมีส่วนในการเผยแพร่ความรู้เรื่องข้าวหอมมะลิไทย
3. บทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนในการเป็นผ้ตอบสนองความต้องการของสังคม กลุ่ม
ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นสอดคล้องกันในระดับมากที่สุด คือ สื่อมวลชนควรส่งเสริมให้ข้าวหอมมะลิ
เป็นทรัพยากรที่มีค่าของประเทศไทยเช่นเดียวกับทองหรือนำมัน กระตุ้นภาครัฐในการแก้ไขปัญหาด้าน
การขนส่งและการเชื่อมโยงตลาดที่ไม่สมบูรณ์ให้พัฒนาขึ้น สื่อมวลชนควรมีความร่วมมือและประสาน
ความคิด โดยมุ่งประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญในการปกป้องพันธุ์ข้าวหอมมะลิไทย สื่อมวลชนควร
ตระหนักถึงความสำคัญของข้าวต่อระบบเศรษฐกิจ รองลงมาในระดับมาก คือ ควรกระตุ้นให้รัฐบาล
เห็นความสำคัญแลให้อาชีพทำนาเป็นอาชีพสงวนของคนไทย ควรกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่า
ข้าวหอมมะลิเป็นพืชเศรษฐกิจที_สำคัญของชาติไทย ควรกระตุ้นให้มีแหล่งจำหน่ายพันธุ์ข้าวหอมมะลิที่
ดีให้แก่เกษตร ควรส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนาปรับ ปรุงพันธุ์ข้าวหอมมะลิให้มีคุณภาพสูงขึ้น
ควรกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงปัญหาการผลิตข้าวไม่ตรงกับความต้องการของตลาด อาทิ ข้าว
ไม่ปลอดสารพิษ มีการปลอมปน รวมไปถึงการให้ความรู้แก่เกษตรกรในการผลิตข้าวได้ตรงกับความ
ต้องการของตลาด ควรส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถแปรรูปผลผลิตของตนเองเพื่อเพิ่มมูลค่า และ
ส่งเสริมให้มีเครื่องหมายการค้า ควรกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงสถานการณ์การแข่งขันในตลาด
ค้าข้าวของประเทศเวียตนามและประเทศในภูมิภาคอาเซียน สื่อมวลชนควรให้ความสำคัญ และติดตาม
สถานการณ์ปัญหาการปลอมปนข้าวหอมมะลิในตลาดค้าข้าว สื่อมวลชนควรให้ความสำคัญและติดตาม
สถานการณ์ กระบวนการผลิตข้าวที่ปลอดสารเคมี/การผลิตข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ สื่อมวลชนควรเอา
ใจใส่และมีความต่อเนื่องในการนำเสนอข่าว ความเคลื่อนไหวทางด้านการเกษตรของไทย สื่อมวลชน
ควรมีส่วนในการอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณี อันเนื่องมาจากวิถีชีวิตการทำนา ในระดับปานกลาง คือ
ควรกระตุ้นผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อให้เกษตรกรได้พันธุ์ข้าวหอมมะลิที่ดีในการเพาะปลูก
ข้อเสนอแนะของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ที่มีต่อบทบาทของสื่อมวลชนในการส่งเสริมคุณค่าข้าว
หอมมะลิไทย คือ ต้องการให้เรื่องข้าวและข้าวหอมมะลิ เป็นนโยบายและประเด็นแห่งชาติ ต้องการให้
มีการกำหนดให้อาชีพทำนาเป็นอาชีพเฉพาะของคนไทยเท่านั้น เพื่อป้ องกันต่างชาติเข้ามาประ กอบ
อาชีพนี้และรวมไปถึงการคุกคามพื้นที่ปลูกข้าวของชาวต่างชาติ ควรส่งเสริมให้คนไทยรู้สึกรักและหวง
แหนทรัพยากรชีวภาพของชาติไทยไว้ ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ หรือ พันธุ์พืชอื่นๆ ไม่ให้สูญหาย หรือ
ตกไปเป็นของชนชาติอื่น ทุกภาคส่วนควรได้ตระหนักถึงสถานการณ์การแย่งยิงทรัพยากรชีวภาพ ของ
ชาวต่างชาติ รวมไปถึงคู่แข่งอย่าง เวียตนาม กัมพูชา ลาว และประเทศอื่นๆ ที่จะมาเป็นคู่แข่งสำคัญใน
ตลาดสินค้าเกษตรในอนาคตอันใกล้นี้ควรส่งเสริมให้ข้าวหอมมะลิเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีราคาสูง
เช่นเดียวกับทองคำหรือน้ำมันและเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ต้องการให้เกิดศูนย์อนุรักษ์ รักษา วิจัย
และกระจายพันธุ์ข้าวไปยังเกษตรกรหลายๆ แห่งทั่วประเทศ เพื่อช่วยเกษตรกรให้ได้พันธุ์ข้าวที่ดี
ส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถผลิตข้าวได้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่
มีการเจือปนสารเคมี การขยายตลาดค้าข้าวหอมมะลิในประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้นThe research project entitled “A Study on the Future Image of Mass Media in the Role to
Promote the Value of Thai Jasmine Rice” was aimed to study the role of the mass media in promoting
the value of Thai jasmine rice, to know the way to develop the role of the mass media in promoting
the value of Thai jasmine rice and to study the future of mass media in promoting the value of Thai
jasmine rice by using future research format and Delphi technique in the research.
Research Results from the future image of mass media in the role to promote the value
of Thai jasmine rice were as follows.
1. Role of Mass Media as a Guardian: Group of experts agreed at the highest level
that mass media should make Thai people realize that Thai jasmine rice is native to Thailand so Thai
people should love and protect jasmine rice as Thai possession. There should be a campaign and
protection of traditional jasmine rice before it becomes extinct. All sectors should be stimulated to see
the value and realize the problem about the biological resources, especially Thai jasmine rice, which
were taken by foreigners. Farmer’s children should love and protect the profession of farming and
land for farming. There should be news about the injustice faced by farmers such as the weight loss
and low price to prevent the future injustice. There should also be news about the unfair contracts for
farmers to stimulate the future trade in the market. The farmers should be encouraged to grow
traditional rice instead of using new technology or chemicals. Mass media should issue the news
about the situation in which foreigners take the rights of biological resources. Mass media should play
a role in the promotion of values to protect natural resources. Mass media should also point out the
value of Thai jasmine rice. The high level items were as follows. Thai people should be informed to
realize that jasmine rice is native to Thailand. Thai people should be encouraged to realize that
agricultural professions created traditions and culture related to farming so that it is worth preserving.
There should be a campaign to preserve and protect various forms of arts which are related to farming
such as activities, plays, basketry, rituals and the like. People should be stimulated to follow the
rituals such as parade to ask for rain, worshipping Rice Goddess, etc. People in the society should
realize the conservation and the distribution of culture and traditions about rice to stay with Thai
farmers. Mass media should make farmers conscious of the value of jasmine rice as Thai possession.
Mass media should be aware and follow the situations about the land taken by foreigners. Mass media should follow the situations and stimulate the government to declare farming as profession for Thai
people. Mass media should play a role in protecting and preserving the rice growing profession for
farmers. The moderate level items were as follows. Mass media should see the importance and
follow the situation about the decreased amount of land for growing rice and stimulate farmers to love
and preserve their land. Mass media should follow the situations about the conservation of land for
growing rice.
2. Role of Mass Media to Give Meanings: Group of experts agreed at the highest
level that Mass media should tell the world that jasmine rice is unique Thai jasmine rice. The world
should know that Thai jasmine is the most delicious in the world. People should be informed of the
natural disasters caused by global warming. The farmers should be aware of the soil quality problems
and ground erosions through burning ‘tor sang’. Topsoil should be protected. Farmers should be
informed of ways to reduce the cost of growing rice through natural growing method. Farmers should
be informed of ways to manage and plan how to grow rice as well as how to manage the land
effectively. Farmers should be informed of ways to harvest to reduce loss during the operation. Bodies
of knowledge about growing rice should be transferred from one generation to the next generation.
The high level items were as follows. The identity should be made that jasmine rice must be grown in
Thailand only to gain the taste and smell like jasmine. People should be stimulated to think that
jasmine rice is associated with Thai farmers’ way of life. Farmers should be stimulated to be aware of
the problems from using chemicals and there should be a campaign to reduce the use of chemicals to
kill insects and weeds. Mass media should play a role in distributing the knowledge about Thai
jasmine rice.
3. Role of Mass Media to Meet the Demands of Society: Group of experts agreed
at the highest level that mass media should promote jasmine rice as valuable assets to Thailand in the
same way as gold or petroleum. The government should be stimulated to solve problems about
transportation and incomplete market chains. Mass media should collaborate to achieve the benefits of
the nation in protecting Thai jasmine rice. Mass media should realize the importance of rice to the
economic system. The high level items were as follows. The government should see the importance
of farming profession to Thai people only. All sectors should be stimulated to realize that Thai
jasmine rice is economically important. There should be a good place to sell good seeds of jasmine
rice to farmers. There should be research and development in the seed of jasmine rice quality. All
sectors should be stimulated to realize the problem about the rice which does not meet the needs of the market, for example, with toxic chemical or with low quality rice. Farmers should be informed of
knowledge to produce rice which meets the market needs. Farmers should be encouraged to process
their products to gain more value. There should be a trademark. All sectors should be stimulated to
realize the situation about the competition in rice market by Vietnam and Southeast Asian countries.
Mass media should see the importance and follow the situation about low quality jasmine rice in the
market. Mass media should follow the situation about the process of rice production in order not to
have toxic chemicals or the process about the organic agriculture. Mass media should continue to
issue news about the movement in Thai agriculture. Mass media should have a part in the
conservation of culture and traditions related to farming life. The moderate level item was that
people in relevant areas should be stimulated so that Thai farmers get good seeds of jasmine rice.
The suggestions by group of experts about the role of mass media to promote the value
of Thai jasmine rice were as follows. Thai jasmine rice should be a national issue. Farming profession
should be unique to Thai people to prevent foreigners from doing this job and buying the land. Thai
people should be encouraged to love and protect their biological resource, including jasmine rice or
other types of plants in order not to be extinct or to be possessed by foreign countries. All sectors
should realize the situation about the biological resources taken by foreigners and competitors such as
Vietnam, Cambodia, Laos and other countries which will compete against us in the near future. Thai
jasmine rice should be high price plant for the economic system in the same way as gold or petroleum.
It should be real economic plant. There should be a center to preserve, protect, do research and
distribute seeds to meet the market needs, especially without toxic chemicals. Thai jasmine rice
should be exported to larger markets in other countries
GMAW in dangerous area by robot control
งานวิจัยนี้เป็นการออกแบบและสร้างหุ่นยนต์ควบคุมการเชื่อม GMAW ในพื้นที่อันตรายควบคุมด้วยรีโมท หุ่นยนต์มีขนาดกว้าง 56 เซนติเมตร ความยาว 140 เซนติเมตร ความสูง 70 เซนติเมตร แขนกลมีขนาดยาว 80 เซนติเมตร หมุนได้ 180 องศาและมีชุดปรับระยะของหัวเชื่อม ขึ้น – ลงได้ 11 เซนติเมตร ขับเคลื่อนด้วยกล้องยางขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 25 เซนติเมตร ล้อหน้ามีสองล้อใช้บังคับเลี้ยวตามทิศทางที่ต้องการ ล้อหลังมีสองล้อทำหน้าที่ขับเคลื่อนหุ่นยนต์ ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนและใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ ระบบการควบคุมใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์เบอร์ PIC18F4431 และใช้โปรแกรมภาษาซี CCS C Compiler ควบคุมการทำงานของไมโครคอนโทรลเลอร์ การมองภาพใช้กล้องสองตัว ตัวแรกใช้มองทิศทางการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์หมุนได้ 360 องศา และตัวที่สองใช้มองการเชื่อม สัญญาณภาพจากกล้องทั้งสองจะถูกส่งไปยังจอภาพด้วยระบบไร้สาย (Wireless control) ด้วยความถสี่ 2.4 GHz โมดูลรับส่งข้อมูลแบบไร้สายในการควบคุมหุ่นยนต์ ประกอบด้วยภาพส่งและภาครับอยู่ในโมดูลเดียวกัน ภายในโมดูลเป็นชุด Signal Converter สำหรับแปลงสัญญาณระหว่าง RS232 และ RF – Wireless โหมดการทำงานของการส่งข้อมูลจะทำหน้าที่รอบรับข้อมูลจากพอร์ตสื่อสารอนุกรม RS232 แล้วแปลงเป็นสัญญาณความถี่(GFSK) ส่งออกไปในอากาศ และโหมดการทำงานแบบรับจะตรวจจับข้อมูลที่อยู่ในรูปของสัญญาณความถี่ แปลงกลับมาเป็นข้อมูลแบบ RS232 ส่งออกไปเช่นกัน การควบคุมในที่โล่งได้ไกล 130 เมตร และในอาคารหรือพื้นที่มีสิ่งกรีดขวางได้ไกล 60 เมตร
การเชื่อมชิ้นงานทดสอบ ทำการเชื่อมชิ้นงานในตำแหน่งท่าราบและท่าขยายยอย ในรูปแบบ การเชื่อมบนแผ่น การต่อเกย และการต่อตัวที ที่ความหนาเหล็ก 2 3 4 และ 6 มิลลิเมตร และอลูมิเนียมที่ความหนา 2 และ 4 มิลลิเมตร ผลของการเชื่อมได้รอยเชื่อมที่ทดสอบด้วยสายตา รอยเชื่อมมีคุณภาพดี ขนาดเท่ากันตลอดความยาว ผิวนุนปกติ ไม่มีเม็ดโลหะเกาะติ
Design and Development for Community ProductMade from Mulberry Paper, Pineapple Paper,
การวิจัยเรื่อง การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทผลิตภัณฑ์จากกระดาษสา กระดาษสับปะรด และกระดาษตะขบ มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์จากกระดาษสา กระดาษสับปะรด และกระดาษตะขบ เพื่อเป็นการพัฒนารูปแบบลวดลายผลิตภัณฑ์จากกระดาษสา กระดาษสับปะรด และกระดาษตะขบ ให้ผู้ผลิตได้นำรูปแบบ ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของตน และเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ให้กับชุมชนเพื่อ พัฒนาผลิตภัณฑ์จากกระดาษสา กระดาษสับปะรด และกระดาษตะขบ ในรูปแบใหม่ โดยศึกษาความต้องการของผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากกระดาษสา กระดาษสับปะรด และกระดาษตะขบ และผลิตภัณฑ์ทั่วไป 10 คนและผู้บริโภคผู้สนใจสินค้า(ประชาชนทั่วไป) 100 คน รวม 110 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม
โดยดำเนินการ 2 ระยะ คือ
1. สอบถามความต้องการด้าน รูปแบบของการตกแต่งลวดลายผลิตภัณฑ์ เพื่อนำมาเป็นแนวทางการออกแบบผลิตภัณฑ์จากกระดาษสา กระดาษสับปะรด และกระดาษตะขบ
2. ประเมินความพึงพอใจที่มีต่อผลงานออกแบบผลิตภัณฑ์จากกระดาษสา กระดาษสับปะรด และกระดาษตะขบ
ผลการวิจัยพบว่า
ความต้องการด้านรูปแบบของผลิตภัณฑ์ จากกระดาษสา กระดาษสับปะรด และกระดาษตะขบ เพื่อนำมาเป็นแนวทางการออกแบบ จากกระดาษสา กระดาษสับปะรด และกระดาษตะขบผู้ผลิตและผู้สนใจสินค้าต้องการให้ ผลิตภัณฑ์จากกระดาษสา กระดาษสับปะรด และกระดาษตะขบ ผลิตภัณฑ์ประเภทภาพติดผนัง ควรเป็นภาพดอกไม้รองลงมาเป็ นภาพทิวทัศน์ กรอบรูปควรเป็นภาพดอกไม้ รองลงมาเป็นลายสร้างสรรค์ สมุดโน้ต ควรเป็นภาพดอกไม้ รองลงมาเป็นภาพเสร้างสรรค์ กล่องใส่ของ ควรเป็นภาพดอกไม้ รองลงมาเป็นลายสร้างสรรค์ ผลการประเมินความพึงพอใจ ผู้ผลิตและผู้สนใจสินค้า มีความพึงพอใจผลงานออกแบบผลิตภัณฑ์จากกระดาษ
สา กระดาษสับปะรด และกระดาษตะขบอยู่ในระดับมากThe purpose of this research was to design the community product from mulberry paper, pineapple paper, and Indian plum paper, to develop new designed pattern for the producer to apply with their community products, and to introduce the
new designed pattern to the community. The questionnaire was distributed to 110
samples consisted of 10 producers and 100 customers in 2 stages: the pre-design stage,
to collect the preference on design patterns as a guideline to design the community product from mulberry paper, pineapple paper, and Indian plum paper, and the postdesign stage, to measure the satisfaction toward the designed products. Percentage,mean, and standard deviation were used to analysis the collected data.
The result of this research at the pre-design stage showed that both the producers and customers prefer the pattern of the community product from mulberry paper, pineapple paper, and Indian plum paper as the following: decoration pictures should be made in form of flowers and landscape, and photo frames, table lamps,
notebooks, and multi-purpose boxes should be made in form of flowers and inventive patterns. In the post-design stage, the satisfaction of both the producers and customers toward the designed product from mulberry paper, pineapple paper, and Indian plum paper was in high level
Experimental development of an egg grading machine using digital image processing
โครงการวิจัยคิดค้นประดิษฐ์สิ่งใหม่ครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ เพื่อประดิษฐ์เครื่องคัดขนาดไข่ไก่ด้วยการประมวลผลภาพดิจิตอล และเพื่อเผยแพร่สิ่งประดิษฐ์ใหม่สู่เกษตรกรตลอดจนผู้สนใจทั้งหลายเครื่องคัดขนาดไข่ไก่ด้วยการประมวลผลภาพดิจิตอลนี้ ทำงานตามคำสั่งของระบบวิชั่น ซึ่งสามารถตั้งโปรแกรมควบคุมการคัดขนาดไข่ไก่ได้อย่างเที่ยงตรง รวดเร็ว และช่วยทดแทนแรงงานคนในส่วนหน้าที่นี้ต้นแบบจากโครงการวิจัยนี้ เป็นต้นแบบที่ทำงานคัดขนาดไข่ไก่ได้ไม่ต่ำกว่า 10 ฟองต่อวินาท
อิทธิพลของขนาดภาชนะปลูก ความลึกของดินปลูก และอัตราปุ๋ยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของอุบลชาติ และปทุมชาติบางพันธุ์
การทดลองปลูกบัวอุบลชาติและปทุมชาติเพื่อศึกษาอิทธิพลของขนาดภาชนะปลูก ความลึกของดินปลูกในภาชนะ และอัตราปุ๋ยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของอุบลชาติ 9 พันธุ์ ได้แก่ ไดเร็กเตอร์ จอร์ด ที มัวร์, ฉลองขวัญ, ศรีสมบูรณ์, มังคลอุบล, แกลดสโตน, พิงค์เซนเซซัน, บัวขาว, ชมพูซีลอน, และเรดแฟลร์และปทุมชติ 4 พันธุ์ ได้แก่ สัตตบงกช, สัตตบุษย์, บัวหลวงชมพู และบัวหลวงขาว ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานีในระหว่างเดือน มิถุนายน 2550-มีนาคม 2551 โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 13 การทดลองย่อย วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely Randomized Design) ทำ 3 ซ้ำ การทดลองที่ 1-9 เป็นการกับกลุ่มอุบลชาติ ประกอบด้วย 9 ตำรับทดลองคือ 1. ปลูกในภาชนะปลูกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 ซม. ความลึกดิน 10 ซม. อัตราปุ๋ย 3.97ก./กก.ดิน 2. ปลูกในภาชนะปลูกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 ซม. ความลึกดิน 15 ซม. อัตราปุ๋ย 2.64ก./กก.ดิน 3.ปลูกในภาชนะปลูกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 ซม. ความลึกดิน 20 ซม. อัตราปุ๋ย 1.75ก./กก.ดิน 4. ปลูกในภาชนะปลูกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 100 ซม. ความลึกดิน 10 ซม. อัตราปุ๋ย 2.38 ก./กก.ดิน 5. ปลูกในภาชนะปลูกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 100 ซม. ความลึก 15 ซม. อัตราปุ๋ย 1.65ก./กก.ดิน 6. ปลูกในภาชนะปลูกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 100 ซม. ความลึกดิน 20 ซม. อัตราปุ๋ย 1.08 ก./กก.ดิน 7. ปลูกในภาชนะปลูกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 120 ซม. ความลึกดิน 10 ซม. อัตราปุ๋ย 1.70 ก./กก.ดิน 8. ปลูกในภาชนะปลูกขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 120 ซม. ความลึกดิน 15 ซม. อัตราปุ๋ย 0.94 ก./กก.ดิน 9. ปลูกในภาชนะปลูกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 120 ซม. ความลึกดิน 20 ซม. อัตราปุ๋ย 0.67 ก./กก.ดิน การทดลองที่ 10-13 เป็นการทดลองกับกลุ่มปทุมชาติประกอบด้วย 6 ตำรับการทดลองคือ 1. ปลูกในภาชนะปลูกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 ซม. ความลึกดิน 10 ซม. อัตราปุ๋ย 6.54ก./กก.ดิน 2. ปลูกในภาชนะปลูกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 ซม. ความลึกดิน 15 ซม. อัตราปุ๋ย 3.27 ก./กก.ดิน 3. ปลูกในภาชนะปลูกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 ซม. ความลึกดิน 20 ซม. อัตราปุ๋ย 2.30 ก./กก.ดิน 4. ปลูกในภาชนะปลูกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 70 ซม. ความลึกดิน 10 ซม. อัตราปุ๋ย 3.40 ก./กก.ดิน 5. ปลูกในภาชนะปลูกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 70 ซม. ความลึกดิน 15 ซม. อัตราปุ๋ย 1.69ก./กก.ดิน 6. ปลูกในภาชนะปลูกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 70 ซม. ความลึกดิน 20 ซม. อัตราปุ๋ย 1.63ก./กก.ดิน ผลการทดลองสามารถสรุปได้ว่า อุบลชาติกลุ่มบัวผันพันธุ์ไดเร็กเตอร์จอร์ด ที มัวร์, ฉลองขวัญ และศรีสมบูรณ์ในตำรับที่ 6, 4 และ 5 ตามลำดับ จะให้จำนวนดอกเฉลี่ย/เดือน, ขนาดดอก, จำนวนกลีบดอกและจำนวนใบดีเฉลี่ย/เดือนสูงและให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด กลุ่มบัวฝรั่งพันธุ์มังคลอุบล, แกลดสโตนและพิงค์เซนเซซัน ในตำรับที่ 6 จะให้จำนวนดอกเฉลี่ย/เดือน, ขนาดดอก, จำนวนกลีบดอกและจำนวนใบดีเฉลี่ย/เดือนสูงและให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด กลุ่มบัวสายพันธุ์บัวขาว, ชมพูซีลอนและเรดแฟลร์ ในตำรับที่ 5,7 และ 3 ตามลำดับ จะให้จำนวนดอกเฉลี่ย/เดือน, ขนาดดอก, จำนวนใบดีเฉลี่ย/เดือน และจำนวนใบทั้งหมด/กระถางสูงและให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด ปทุมชาติพันธุ์สัตตบงกช, สัตตบุษย์, บัวหลวงชมพูและบัวหลวงขาวในตำรับที่ 3, 1, และ 6 ตามลำดับ จะให้จำนวนดอกเฉลี่ย/เดือนและจำนวนใบทั้งหมด/กระถางสูงและให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุดPot experiments of Lotuses and Waterlilies were carried out at Rajamangala University of Technology Thunyaburi, Pathum Thani province during June 2007-March 2008 to study the effects of container sizes, soil depths and fertilizer rates on growth of 9 varieties of Waterlilies (Director George T. Moore, Chalong Kwan, Sisomboon, Mangkala ubol, Gladstone, Pink Sensation, Egyption, Lotus, Chompucelon, Red Flare) and 4 varieties (Double red Lotus, Magnolia Lotus, Sacred Lotus, Hindu Lotus). Nine and four experiments were conducted to study all varieties of Waterlilies and Lotuses respectively. A Completely Randomized Design with 3 replication was used as the experimental design for each experiment. There are 9 treatments in each Waterlilies experiment : 1) container diameter size 80 cm., depth 10 cm., fertilizer rate 3.97 g./kg.soil,2) container diameter size 80 cm., soil depth 15 cm., fertilizer rate 2.64g./kg.soil,3)container diameter size 80 cm., soil depth 20 cm., fertilizer rate 1.75g./kg. soil, 4) container diameter size 100 cm., soil depth 10 cm., fertilizer rate 2.38 g./kg.soil, 5) container diameter size 100 cm., soil depth 15 cm., fertilizer rate 1.65 g./kg.soil, 6) container diameter size 100 cm., soil depth 20 cm., fertilizer rate 1.08 g./kg.soil, 7) container diameter size 120 cm., soil depth 10 cm., fertilizer rate 1.70 g/kg.soil, 8) container diameter size 120 cm., soil depth 20 cm., fertilizer rate 0.67 g./kg.soil. Each Lotuses experiment has 6 treatment has 6 treatments : 1) container diameter size 50 cm., soil depth 10 sm., fertilizer rate 6.54 g./kg.soil, 2) container diameter size 50 cm., soil depth 15 cm., fertilizer rate 3.27 g./kg.soil,3) container diameter size 50 cm., soil depth 20 cm., fertilizer rate 2.30 g./kg.soil, 4) container diameter size 70 cm., soil depth 10 cm., fertilizer rate 3.40 g./kg.soil, 5) container diameter size 70 cm., soil depth 15 cm., fertilizer rate 1.69 g./kg.soil and 6) container diameter size 70 cm., soil depth 20 cm., fertilizer rate 1.63 g./kg.soil. These are summarized results, Three varieties of Tropical Waterlily, Director George T. Moore, King of Siam and Sisomboon in treatment 6, 4 and 5 respectively gave high average flowers/month, petals and average leaves/month and also gave highest economic response. Three varieties of waterlily, Mangkala Ubol, Gladstone and Pink Sensation in treatment 6 gave high average flowers/month, flower sized, petals and average leaves/month and also gave highest economic response. Three varieties of Tropical Waterlity, Egyptian Lotus, Nymphaea nocehali Burn and red Flare in treatment 5, 7, and 3 respectively gave high average flower/month, flower sized, average leaves/month and total leaves/container and also gave highest economic response. Four varieties of Lotus, Double red Lotus, Magnolia Lotus, Sacred Lotus and Hindu Lotus in treatment 3,1,6 and 6 gave high average flowers/month and total leaves/container and also gave highest response
ความพึงพอใจของบุคลากรคณะศิลปศาสตร์ประยุกต์ที่มีต่อการบริหารจัดการคณะศิลปศาสตร์ประยุกต์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของบุคลากรในคณะศิลปศาสตร์ประยุกต์ต่อการบริหารจัดการของคณบดีโดยได้รับแบบสอบถามกลับมาร้อยละ 72.00 ของกรรมการบริหารคณะ ฯ ได้แบบสอบถามกลับมาร้อยละ 80.30 และของสาขาวิชาที่สังกัดได้แบบสอบถามกลับมาร้อยละ 77.55 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS สถิติประเภทร้อยละและค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยปรากฎว่าความพึงพอใจของบุคลากร ฯ ต่อการบริหารจัดการของคณบดีอยู่ในเกณฑ์ระดับสูง (4.02) โดยพึงพอใจในด้านบุคลิกภาพมากที่สุด (4.20) ตำแหน่งงานที่มีความพึงพอใจสูงสุดคือหัวหน้าสาขาวิชา (4.84) ความพึงพอใจของบุคลากร ฯ ต่อกรรมการบริหารคณะ ฯ อยู่ในเกณฑ์ระดับปานกลาง (3.45) โดยพึงพอใจในด้านบุคลิกภาพมากที่สุด (3.76) ตำแหน่งงานที่มีความพึงพอใจสูงสุดคือหัวหน้าแผนก (3.86) ความพึงพอใจของบุคลากร ฯ ต่อสาขาวิชาที่ตนสังกัดภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ระดับสูง (3.74) โดยสาขาวิชาที่มีความพึงพอใจมากที่สุด คือสาขาวิชามนุษศาสตร์ (4.46) อนึ่งระดับความพึงพอใจรวมสูงกว่าเป้าหมายคุณภาพที่ตั้งไว้ (3.00) ทั้ง 3 ชุด ข้อเสนอแนะที่ควรปรับปรุงต่อการบริหารจัดการของคณบดีคือด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ของกรรมการบริหารคณะ ฯ คือด้านการส่งเสริมให้บุคลากรไปศึกษาต่อ / ดูงาน / อบรม / สัมมนา และของสาขาวิชาที่สังกัดคือด้านความพอเพียงและประสิทธิภาพของเครื่องพิมพ
Planting and Selecting of Vetiver grass (Vetiveria Zizanioides (Linn.) Nash and vetiveria nemoralis A. Camus) for Acid Soils in Pathum Thani Province
การศึกษาเปรียบเทียบการเจริญเติบโตและผลผลิตของหญ้าแฝก 18 แหล่งพันธุ์ ประกอบด้วยกลุ่มหญ้าแฝก 10 แหล่งพันธุ์ได้แก่ แหล่งพันธุ์พระราชทาน อินเดียเหนือ มอนโต สุราษฎร์ธานี สงขลา 1 สงขลา 2 สงขลา 3 ตรัง 2 กำแพงเพชร และศรีลังกา และกลุ่มหญ้าแฝกดอน 8 แหล่งพันธุ์ได้แก่ แหล่งพันธุ์จันทบุรี กำแพงเพชร 1 พิษณุโลก ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี นครสวรรค์ ร้อยเอ็ด และนครพนม 2 ในแปลงทดลองซึ่งเป็นดินกรดจัด ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ต.คลองหก อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2549 ถึง ธันวาคม 2550 รวม 18 เดือน พบว่า หญ้าแฝกแหล่งพันธุ์ต่าง ๆ มีแนวโน้มให้ความสูง การแตกกอ และความลึกของรากไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หญ้าแฝกแหล่งพันธุ์ตรัง 2 ให้ผลผลิตน้ำหนักสดและผลผลิตน้ำหนักแห้งของต้นสูงสุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติคิดเป็น 3416.9 และ 2695.1 กก/ไร่ ตามลำดับ หญ้าแฝกแหล่งพันธุ์พระราชทาน ให้ผลผลิตน้ำหนักสดและผลผลิตน้ำหนักแห้งของรากสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติคิดเป็น 3477.3 และ 1784.9 กก/ไร่ ตามลำดับ และมีแนวโน้มให้อัตราส่วนของต้นต่อรากแคบที่สุดคือ 1 : 1.35 แหล่งพันธุ์หญ้าแฝกที่เหมาะสมสำหรับดินกรดจัด จ.ปทุมธานี ได้แก่ แหล่งพันธุ์พระราชทาร ตรัง 2 ประจวบคีรีขันธ์ นครสวรรค์ และสุราษฎร์ธานี ตามลำดับField experiment on acid sulfate soil was carried out from July, 2006 until December, 2007, for a total of 18 months, to study growth and yield of 18 ecotypes of vetiver grass at Rajamamgala University of Technology Thunyaburi, Tambon Klong 6, Amphoe Thunyaburi, Pathum Thani Province.
The results showed that there were no differences on height, tillering and root depth of different ecotypes of vetiver grass. Trang 2 ecotype gave the highest shoot fresh weight and shoot dry weight yield of 3416.9 and 2695.1 kg/rai, respectively. Prarachathan ecotype gave the highest root fresh weight yield of 3477.3 and 1784.9 kg/rai respectively and tended to give the lowest shoot : root ratio of 1 : 1.35. The ecotypes suitable for soil conservation and soil improvement in acid sulfate soil were Prarachathan, Trang 2, Prachuap Khiri Khan, Nakhon Sawan and Surat Thant, respectively
Using the Natural Rubber and Natural Fiber for developing the Properties of Adobe bricks for Construction Materials in Conservative Energy
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการน้ำยางหรือเส้นใยชนิดต่าง ๆ ลงในอิฐดินดิบที่ใช้ในการก่อสร้างบ้านดิน สามารถสรุปได้ว่า การใช้น้ำยางพาราหรือเส้นใยชนิดต่าง ๆ มาผสมลงในอิฐดินดิบนั้น สามารถช่วยพัฒนาสมบัติทางกายภาพและทางกลให้ดีขึ้นได้ เช่น สมบัติด้านการป้องกันน้ำ สมบัติด้านกำลังอัด สมบัติด้านกำลังคัด และการเป็นฉนวนป้องกันความร้อน เป็นต้น ซึ่งเป็นผลมาจากการแทรกตัวของแผ่นฟิล์มและเส้นใยชนิดต่าง ๆ ตามช่องว่างระหว่างอนุภาคของอิฐดินดิบ โดยที่อิฐดินดิบผสมน้ำยางพาราและเส้นใยมะพร้าว จะให้ผลของสมบัติต่าง ๆ ดีที่สุด รองลงมาคือ อิฐดินดิบผสมน้ำยางพาราและเส้นใยฟางข้าว อิฐดิยดิลผสมน้ำยางพารา และอิฐดินดิบปกติมีสมบัติแย่ที่สุด ซึ่งผลจากการทดสอบดังกล่าวน่าจะนำมาใช้ในการพัฒนาการก่อผนังบ้านดินที่ไม่ต้องฉาบปิดผิวได