National Institute of Development Administration

NIDA (National Institute of Development Administration): Wisdom Repository / สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
Not a member yet
    3872 research outputs found

    Using behaviors and perceptions influence of digital media to generation y and generation z in Bangkok and metropolitan region

    No full text
    วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม. (นิเทศศาสตร์และนวัตกรรม))--สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2559การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้สื่อดีจิทัล การเข้าถึงสื่อดิจิทัล ระดับการู้สื่อดิจิทัล และะดับการับรู้อิทธิพลด้านลบของสื่อดิจิทัลต่อเจเนอเรชั่นวายและ เจเนอเรชั่นแซด โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถาม โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มเจเนอเรชั่นวายและเจเนอเรชั่นเซดที่ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายถึงระดับปริญญาตรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีอายุ 15-24 ปี จำนวน 400 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถามการวิจัยครั้งนี้ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเยาวชนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 15-18 ปี โดยเป็นเจเนเรชั่นแซด การศึกษาอยู่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. โดยมีรายได้ครอบครัวต่อเดือนเฉลี่ย 10,00 1-20,000 บาท และมีประสบการณ์ในการใช้สื่อดิจิทัลมากกว่า 4 ปี โดยเมื่อจำแนก ออกเป็นกลุ่มตามช่วงอายุของเจเนอเรชั่น ในกลุ่มตัวอย่างเจเนอเรชั่นแซดมีจำนวนมากกว่ากลุ่มตัวอย่างเจเนอเรชั่นวาย โดยรวมมีการใช้สื่อดีจิทัลอยู่ในระดับมาก ซึ่ง เฟชบุ๊ค ยังเป็นประเภทสื่อดิจิทัลที่มีความนิยมสูงสุด และเจเนอเรชั่นวายเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมการใช้สื่อดีจิทัลมากกว่ากลุ่มเจเนอเรชั่นแซด โทรศัพท์มือถือเป็นอุปกรณ์ที่ใช้มากที่สุดและส่วนใหญ่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากการใช้สัญญาณ WIFI จากที่พัก ในด้านการู้สื่อดิจิทัล พบว่า กลุ่มเจเนอเรชั่นวายมีระดับการรับรู้ทักษะมากกว่ากลุ่มเจเนอเรชั่นแซดในทุกทักษะ ยกเว้นทักษะการประเมินเนื้อหาสารโดยทั้ง 2 เจเนอเรชั่นมีการรับรู้ทักษะในการู้สื่อมากที่สุดคือ เข้าถึงสื่อดิจิทัล รองลงมาเป็นทักษะการวิเคราะห์สื่อดิจิทัล ส่วนอันดับ 3 ของเจเนอเรชั่นวาย คือ การรับรู้ทักษะการมีส่วนร่วม ในขณะที่เจเนอเรชั่นแซด คือทักษะการประเมินเนื้อหาสาร ซึ่งโดยรวมมีการรับรู้ทักษะด้าน การรู้สื่อดิจิทัลอยู่ในระดับมาก และด้านการรับรู้อิทธิพลด้านลบของสี่อดิจิทัส พบว่าเจเนอเชั่นวายมีระดับการับรู้อิทธิพลด้านลบของสื่อดิจิทัลด้านอันตรายจากการสื่อสาร และด้านสุขภาพร่างกายมากที่สุด รองลงมา คือด้านการศึกษา/ความรู้ และด้านครอบครัว ในขณะที่เจเนอเรชั่นแซดมีระดับการรับรู้อิทธิพลด้านลบของสื่อติจิทัลในด้านอันตรายจากการสื่อสารมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการศึกษา/ความรู้ และด้านสุขภาพร่างกาย โดยทั้ง 2 เจเนอเรชั่นมีระดับการรับรู้อิทธิพลด้านลบของสื่อติจิทัสในด้านการเรียนน้อยที่สุด และเจเนอเรชั่นวายยังมีระดับการรับรู้จิทธิพลด้านลบของสื่อดิจิทัสในทุกด้าน คือ ด้านการศึกษา/ความรู้ ด้านอันตรายจาก การสื่อสาร ด้านครอบครัว ด้านการเรียน และด้านสุขภาพร่างกาย มากกว่าเจเนอเรชั่นแซดยกเว้นด้านความบันเทิง ที่เจเนอเรชั่นแชดมีระตับการรับรู้อิทธิพลด้านลบของสื่อดีจิทัลมากกว่าเจเนอเรชั่นวาย นอกจากนี้ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า เยาวชนที่มี เจเนอเรชั่น การศึกษา และประสบการณ์ในการใช้สื่อดิจิทัลต่างกันมีพฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยพบว่าเยาวชนส่วนใหญ่ที่ใช้สื่อดิจิทัลเป็นกลุ่มเจเนอเรชั่นแซด ที่มีการศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. และมีประสบการณ์ในการใช้สื่อดิจิทัลมากกว่า 4 ปีขึ้นไปที่มีความบ่อยครั้งในการเข้าใช้งานสื่อติจิทัลมากที่สุด และเยาวชนที่มีประสบการณ์ในการใช้สื่อดิจิทัลต่างกันมีการู้สื่อดิจิทัลที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 โดยพบว่าเยาวชนส่วนใหญ่ที่ใช้สื่อดิจิทัลมีประสบการณ์ในการใช้สื่อดิจิทัลมากกว่า 4 ปี ขึ้นไปทำให้มีทักษะในการรู้สื่อติจิทัลมากกว่าผู้ที่มีประสบการณ์ในการใช้สื่อดิจิทัลที่น้อยกว่า 4 ปีThis research had objectives to study behaviors of digital media usages, digital media access at the literacy level, and the perceptions of negative influences of digital media on people in generation Y and generation Z. The study was conducted in a quantitative research methodology, which was design as a survey questions. The sample group were 15-24-year-old generation Y and generation Z people who were high school students and university students in Bangkok metropolitan region; the totally was 400 people. The research found that most people in the sample group were 15-18-year-old female who were from the generation Z. They were high school and vocational certificate students who have the average of households’ incomes were 10,001-20,000 baht, and they had experiences with digital media more than four years. If separating the samplegroup by generations, there were people from generation Z more than generation Y. Overall, they always use digital media. Facebook was the most popular digital media,and the generation Y had behaviors that used digital media more than the generation Z. Smartphones were used the most, and most of people used them to connect the internetby using WIFI from accommodations. About digital media literacy, people from generation Y had perceptions on digital media skills more than generation Z in everyskill, except the content evaluation.The skill that both generation had perceptions the most was digital media access. The second one was content analysis skills. The third skill of the generation Y was the skill of participation, but the generation Z was the content evaluation. Overall, they had perceptions on digital media skills in the high level. About the negative influences of digital media, the generation Y had perceptions on dangers with come from communication and health the most. The second one was the¬ education and the family. On the other hand, the generation Z had perceptions on dangers with come from communication the most, the second one was the education, the family, and health. Both generations had the lowest aware level of negative influences on the study. Peoplefrom the generation Y also had the perceptions of negative influences from digital media on every side, which was the education, dangers with come from communication, the family, the study, and health more than the generation Z, except the entertainment side that people from the generation Z had the perceptions on negative influences more than the generation Y. Furthermore, results from the hypothesis testing found that youths who had different generations, education levels, and experiences in digital media usages had digital media usage behaviors differently at a statistical significance level .05. Youths who use digital media the most were people from the generation Z, and they were high school and vocational certificate students. They had a digital media usage experience more than four years. They used digital media the most. Youths who had different digital media usage experiences had digital media literacy levels differently at a statistical significance level .05. Youths who had a digital media usage experience more than four years would have skills in digital media literacy more than youths who had digital media usage experiences less than four years

    Legal measures in relation to the quality of the private hospitals

    No full text
    วิทยานิพนธ์ (น.ม.)--สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2559เนื่องจากประเทศไทยต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่เกี่ยวเนื่องกับการเปิดเสรีทางการค้าบริการใน สาขา ธุรกิจบริการสุขภาพเรื่องการจัดทำความตกลงการค้าบริการของอาเซียนและการทำข้อตกลง การยอมรับร่วมกันของสาขาการบริการสุขภาพของประชาคมอาเซียน และต้องก้าวไปสู่การรับรอง คุณภาพและมาตรฐานระดับนานาชาติ พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 เป็นกฎหมายที่ควบคุมดูแลสถานพยาบาลและใช้ บังคับมานานแล้ว ซึ่งสภาพสังคมในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีทาง การแพทย์ พฤติกรรมผู้รับบริการ การคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยในด้านการรักษา การให้ข้อมูลข่าวสาร การโฆษณา อัตราค่าบริการและการชดใช้เยียวยาสิทธิต่าง ๆ การดำเนินการหยุดดำเนินการ การระงับดำเนินการ การเพิกถอนใบอนุญาต จะกระทำต่อเมื่อได้รับการร้องเรียนหรือดำเนินการหลังจาก มีความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว มาตรการพิจารณาควบคุมกำหนดคุณภาพมาตรฐานหรือหาทางป้องกัน หรือประกันคุณภาพบริการ วิทยานิพนธ์นี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาใน 3 ประเด็นด้วยกัน คือ 1. มาตรการทาง กฎหมายในการควบคุมกำกับและส่งเสริมสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาล 2. มาตรการทางกฎหมายที่ เหมาะสมเพื่อการควบคุมกำกับและส่งเสริมสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาล 3. มาตรการทางคุณภาพ ในการควบคุมกำกับและส่งเสริมสถานพยาบาล ทั้งนี้เพื่อหาแนวทางแก้ไขในการควบคุมมาตรฐาน และคุณภาพของสถานพยาบาล เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับการบริการด้านสาธารณสุขอย่างเป็นธรรม ในประเด็นแรก ปัญหาการควบคุมกำกับการจัดตั้งและภายหลังการได้รับใบอนุญาติหรือ ใบอนุญาตดำเนินการ กรณีที่ผู้ขออนุญาตจัดตั้งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ควรที่จะมี กรรมการผู้จัดการที่เป็นเจ้าของจริงมีส่วนร่วมลงทุนจริงและต้องกำหนดว่าต้องเป็นแพทย์ หรือ ผู้มี ใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะเข้ามาบริหารงานในโรงพยาบาล จรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อจะช่วยลด ปัญหาการบริหารงานแบบแสวงหากำไรเกินควรตามที่เป็นปัญหาร้องเรียนเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่ แพง ส่วนในกรณีที่ผู้ขออนุญาตจัดตั้งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน น่าจะมีกฎระเบียบพิเศษใน การที่จะควบคุมกิจการโรงพยาบาลที่ดำเนินการในตลาดหลักทรัพย์ กระทรวงสาธารณสุขและตลาด หลักทรัพย์จะต้องหามาตรการ หรือกฎ ระเบียบ เพื่อคุ้มครองประชาชนเพราะยังไม่มีกฎหมายฉบับใด เลยที่จะควบคุมในเรื่องนี้ มาตรการทางกฎหมายในด้านการควบคุมกำกับและส่งเสริมในเรื่องของภายหลังจากที่ได้รับ อนุญาตการจัดตั้งและดำเนินสถานพยาบาล ควรที่จะมีคณะกรรมการในการพิจารณาเรื่องของคุณภาพเพิ่มอำนาจก่อนให้ใบอนุญาตและหลังจากได้รับใบอนุญาต ให้มีการติดตามหลังจากให้ ใบอนุญาตเพื่อให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อัตรากำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าคอยกำกับดูแล และอำนาจ การสั่งลงโทษสถานพยาบาลควรเพิ่มโทษ สถานพยาบาลที่คิดจะกระทำผิดจะมีความเกรงกลัวต่อโทษ ดังกล่าว ส่วนในด้านการชดใช้เยียวยาในกรณีที่ผู้รับบริการเข้ารับบริการจากสถานพยาบาล หาก ผู้รับบริการได้รับความเสียหายและต้องการที่จะได้รับการชดเชยความเสียหาย จะนำเรื่องเรียกร้อง ตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งผู้เสียหายได้รับประโยชน์จากการพิจารณาคดีในเรื่องทุนทรัพย์ ระยะเวลาการพิจารณาที่รวดเร็วกว่าการฟ้องคดีในศาล หรือ นำแนวคิดการประกันวินาศภัยของกลุ่ม วิชาชีพ (Malpractice Insurance) มาใช้เพื่อป้องกันการถูกฟ้องร้องของผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งวิธีนี้จะ เป็นการแบ่งเบาภาระการเกิดคดีฟ้องร้องขึ้นระหว่างผู้ป่วยกับสถานพยาบาลหรือแพทย์ ในประเด็นที่สอง การควบคุมกำกับและส่งเสริมสถานพยาบาล ในปัญหาด้านค่า รักษาพยาบาลแพงเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อผู้รับบริการมาก ซึ่งตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มิได้กำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลไว้ จึงก่อให้เกิดปัญหาด้านราคาบริการที่แพงเกิดขึ้น เห็นสมควรที่น่าจะต้องมีการปรับปรุงด้านราคาค่าบริการให้มีการกำหนดขึ้นในพระราชบัญญัติ สถานพยาบาล พ.ศ.2541 เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้ารับบริการจากสถานพยาบาล หรือโรงพยาบาล ต่อไป โดยเสนอมาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมราคาค่าบริการโดยจัดให้มี คณะกรรมการ ค่าบริการรักษาพยาบาล ทำหน้าที่ในการพัฒนาและประสานงานและดำเนินการ ที่ประกอบด้วย ภาครัฐและเอกชนร่วมกันบริหารงาน ทั้งนี้เพื่อเป็นการยกระดับสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาล เพราะการจะใช้มาตรการทางกฎหมายในการที่จะลงโทษโดยส่วนเดียวย่อมไม่สามารถควบคุมราคา ค่าบริการทางการแพทย์ได้ ถ้ามีคณะกรรมการฯที่จะประสานทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนขึ้นมา เพื่อกำหนดมาตรการทางสาธารณสุขตามความเหมาะสมทางกฎหมาย ปัญหาด้านความเหมาะสมของ ราคาค่ารักษาพยาบาลน่าจะเกิดความเป็นธรรมมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ประเด็นสุดท้าย ประเด็นด้านคุณภาพของสถานพยาบาล ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายว่าด้วย คุณภาพของสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลโดยตรงมากำกับหรือบังคับใช้ มีแต่พระราชบัญญัติบาง ฉบับที่มีลักษณะการคุ้มครองประชาชนที่ใกล้เคียงในเรื่องคุณภาพมาปรับใช้ อาทิเช่น พระราชบัญญัติ สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2540 ดังนั้นจึงควรจะมีมาตรการการพิจารณาคุณภาพของโรงพยาบาลเพื่อที่จะ ช่วยกลั่นกรองการออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอตั้งและผู้ดำเนินการที่จะอนุมัติออกใบอนุญาต เพราะจะได้ มีสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น จึงเห็นควรตั้งคณะกรรมการพิจารณามาตรฐานคุณภาพของ โรงพยาบาลขึ้นมาใหม่ ซึ่งอาจจะใช้บังคับกับโรงพยาบาลของเอกชนที่จะเกิดขึ้น ใหม่ หรือ โรงพยาบาลเอกชนเก่าที่มีใบอนุญาตอยู่แล้วและใบอนุญาตจะหมดลงจะขอต่อใบอนุญาตใหม่ ต้องเข้า ลักษณะหรือมีคุณสมบัติหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ตามที่คณะกรรมการพิจารณามาตรฐานคุณภาพของ โรงพยาบาลที่กำหนดขึ้นมา ซึ่งจะทำให้มาตรฐานของโรงพยาบาลมีคุณภาพมากขึ้น โรงพยาบาลที่จะ ตั้งขึ้นใหม่ต้องมีแผนงานด้านคุณภาพมาตรฐานของโรงพยาบาลที่คณะกรรมการพิจารณาแล้วสมควร ให้ใบอนุญาต ซึ่งอาจจะให้สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพของโรงพยาบาล (ส.ร.พ.) เป็นหน่วยงาน หลักในการกำหนดแผนรูปแบบและยุทธศาสตร์ของโรงพยาบาลคุณภาพว่าควรมีหลักเกณฑ์อย่างไรใน เบื้องต้นThailand has an obligation to comply with the free trade agreement in the health service sector in accordance with the ASEAN’s health services business agreement which has to be collectively endorsed by the ASEAN’s health services community. This change would accelerate the quality assurance accredited by the international standard. The Sanatorium Act B.E. 2541 is the law which has been regulated to monitor the sanatorium establishments for a long time. However, the social circumstances have been dramatically changed in regard to the medical technology, the customer behavior, protection for the right of the receivers of the service to treatment access, the availability of the information and advertisement, costs of the services, right to claim the compensation. The suspension of the services, the revocation of the service license can only be made after the complaint has been received. According to the interpretation of the current quality standard measurement, or the protection solution, or the service quality assurance, this process can only proceed after the damage has been caused. This thesis aims to study 3 legal issues accordingly; 1. Legal measurements in regulating and supporting the sanatorium or the hospital 2. Appropriate legal measurement to regulate and support the sanatorium 3. Quality measurements in regulating and supporting the sanatorium. The findings of the study will lead to the solution framework in regulating the standard and the quality of the sanatorium in order to the public healthcare service fairly to the receivers of the service receive. Regarding the first issue which the regulation of the establishment and the regulation after the license or the certificate of operation have been granted. In case that the requester is the legal entity registered as the company limited, the establishment should be comprised of committees who are the genuine owners who have actual investment. To maintain professional ethics, the management of the establishment has to be the physician or the individual who possess the professional medical license. The professional ethics will minimize the potential managerial misconduct seeking undue profits or the complaints resulted from overpriced medical bills. It is advisable that the special regulation should be implemented for the requester whose hospital enterprise registered as the public company in the stock exchange market. To monitor this matter, the ministry of Public health and the stock exchange of Thailand must issue measurement, regulation or rules to protect the general public which does currently not exist. Regarding the legal measurement to regulate and support the establishment after the permission to start and operate the sanatorium, it is advisable that the committees who have the authority to assess the quality before and after the permission is granted must follow up the efficacy and effectiveness of the sanatorium. The follow-up can be realized by the increase of the manpower that is charge of the motoring. To discourage the sanatorium from violating the regulation, the penalty has to be tightened. To receive the compensation, those who are affected from the sanatorium’s violation will get the benefits of the alleviation of litigation cost as well as the lessened time consumed to solve the case which is shorted than the case which is filed to the court. The concept of Malpractice Insurance can also be implemented to prevent the legal charge against the practitioners. These measures will alleviate the burden of lawsuit between patients and the sanatorium or the physician. Regarding the second issue, the regulation and the support for sanatorium in terms of problem caused medical expenditures which affect a large number of the service receivers. Overpricing issue has arisen since the sanatorium Act B.E. 2541 does not indicate the medical costs. It is advisable that the indication of the medical costs has to be included in the sanatorium Act B.E. 2541 which will be beneficial to the service receivers as well as the hospital. The cost intervention can be made through the legal measures by setting up the medical cost committees from both public and private sectors to coordinate, develop and operate the related matters to elevate the standard of the sanatorium or the hospital. Without the cooperation from public and private hospital to set up the public health standard, fairer price will not make possible in the current circumstance. In addition, the penalty alone could not directly control the prices. Regarding the last issue, the law regulating quality aspect of the sanatorium or the hospital, in Thailand, has not yet been drafted or enforced. However, the contents of law which protects the general public can be found in related Acts, namely the national healthcare Act B.E 2540. Therefore, committees who are qualified to assess the hospital quality should be considered appointed to enhance the standard of the sanatorium. The hospital quality has to be assessed prior to granting the license to the requesters or the operators of the sanatorium. The measures have to be implemented for the new hospitals or the hospitals which are in the process of renewing their licenses. The license will be granted if the hospitals have met the requirements requested from the committees. To ensure the hospital quality, the newly established hospital must submit its quality assurance plan to committee before the license is granted. During the preliminary stage, the healthcare accreditation institute will indicate the pattern and strategy of the quality hospital

    Mass media role of siamnews local newspaper (Chanthaburi) and perception of the receivers

    No full text
    วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม. (นิเทศศาสตร์และนวัตกรรม))--สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2559การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพควบคู่กับการวิชัยเชิงปริมาณ (Qualitative Rescarch and (Quantitative Rescarch) มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เนื้อหา ศึกษาบทบาทหน้าที่และจริยธรรมสื่อมวลซน และสำรวจการรับรู้ของผู้รับสาร หนังสือพิมพ์ท้องอื่นสยามนิวส์ (จันทบุรี) โดยเก็บข้อมูลจากการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) หนังสือพิมพ์ 14 ฉบับ สัภาษย์เชิงลึก (Ir-Depth Interview) เจ้าของและบรรณาธิการ และ การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Rescarch) ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้อ่านทั้งหมด 246 คน สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ 1) หนังสือพิมพ์มีบทบาทเป็นสื่อมวลชนผู้รับใช้ท้องถิ่นภายใต้อุคมการณ์เพื่อ ความถูกต้องและชอบธรรม ตลอดระยะเวลา 33 ปีได้เปลี่ยนแปลงเนื้อหาภายนอกและภายในแบ่งเป็น 3 ยุด คือยุดสร้างชื่อ (ปลูกฝังอุคมการณ์) ยุดปรับตัว และยุดเชื่อม โยงสื่อไซเชียลและสิ่งพิมพ์ รูปแบบธุรกิจเป็นแบบเจ้าของคนเดียว ปัจจุบันอยู่ในสภาวะไม่ทำกำไรต้องใช้ธุรกิจส่วนตัวพยุงกิจการ ยอดพิมพ์เคยสูงสุดประมาณ 5,000 ฉบับ เหลือ 1,000 ฉบับต่อครั้ง ลดพื้นที่วางจำหน่าย สัดส่วน โฆษณาอยู่ในปริมาณเดิมแต่ใช้วิชีให้พื้นที่ โฆษณาแก่นักเขียนแทนค่าจ้าง แต่ยังไม่มีแผนที่จะหยุดกิจการ 2) การศึกษาบทบาทและจริยธรรมพบว่าสอดคล้องกับบทบาทและจริยธรรมตาม แนวคิด ทฤยฎีซึ่งได้อ้างอิงไว้ รวมถึงบทบาทการทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่ทำต่อเนื่องมา 23 ปี 3) การรับรู้บทบาทของผู้รับสารเป็นไปตามบทบาทที่แท้จริงของหนังสือพิมพ์ ดยได้รับความมั่นใจในบทบาทการยกย่องผู้กระทำความดีมากที่สุด ตามด้วยบทบาทการยกย่องคุณงามความดีของคนที่ประกอบกิจกรรมเพื่อประ ไยชน์ห้องถิ่น และ ให้ความรู้ความบันเทิงและแจ้งข่าวสารหนังสือพิมพ์มีบทบาทหน้ำาที่และจริยธรรมที่ โคคเด่น และผู้รับสารรับรู้ แต่ผู้รับสารที่อ่านเป็นประจำกลับมีเพียงร้อยละ 7.7 นอกเหนือจากนั้น เป็นการอ่านนานๆ ครั้ง โละเตยอ่านแค่ 1-2 ครั้ง บทบาททางสังคมตอนนี้จึงไม่ได้เป็นสื่อที่ไใด้รับความนิยม แต่รักบาบทบาทของสื่อมวลชนที่ดีไว้ได้This study is both qualitative and quantitative research. It has objective for analyzing contents, studying in mass media role and ethics, and explore perception of the receivers in role and ethics of local mass media, Siamnews newspaper ( Chanthaburi) . The study conducted by content analysis from 14 issues, in-depth interview with newspaper owner and editor, and survey research by using questionnaire as data collection tool from 246 readers. This study could be concluded that; 1) Siamnews local newspaper (Chanthaburi) plays the role of local mass media to serve public by adhering to its ideology of being newspaper for righteousness and justice. For 33 years, there was change of contents which could be divided into 3 eras; Build up era (nurturing of ideology), Adapt era, and Convergence of social and printed media era. Business structure is a single-owned without profit. The owner must allocate other sources of income to support but has no plan to cease operation soon. 2) Study in role and ethics of Siam news local newspaper found that are in accordance with role and ethics from referenced theories. Additionally, it has other role as social responsibility project for almost 33 years. 3) Perception of the receivers is in accordance with formal role of newspaper. It gains the most trust from role of glorification for good Samaritan, follow by compliment of local activists and entertainment and information This newspaper has distinguished role and ethics which the receivers have recognized but has regular readers only 7.7% , besides that are seldom readers and have read only 1-2 times. Current social role of this newspaper is unpopular media but firmly adhere in role of good medi

    The construction of online game virtual communities in Thailand

    No full text
    วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม. (นิเทศศาสตร์และนวัตกรรม))--สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2559งานวิจัยเรื่อง "กระบวนการสร้างชุมชนเสมือนเกมออนไลน์ในประเทศไทย" เป็นงานวิจัยที่ มุ่งศึกษาใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ กระบวนการสร้างชุมชนเสมือน สภาพของชุมชนเสมือน การ บริหารจัดการชุมชนเสมือน ปัจจัยในการสร้างชุมชนเสมือน งานวิจัยฉบับนี้ใช้วิธีการศึกษาแบบผสมผสาน (Mixed Method) งานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้เครื่องมือการศึกษา ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา, การสัมภาษณ์ เชิงลึก ผู้ให้บริการเกมออนไลน์จำนวน 3 คน จากเกมออนไลน์ 3 ประเภท ได้แก่ RPG, FPS และ MOBA จากเกมออนไลน์ที่มีจำนวนผู้เล่นมากที่สุดใน 3 ประเภทเกม ได้แก่ MMORPG, FPS และ MOBA โดยเกมที่เป็นตัวแทนในแต่ละประเภท คือ เกมที่มีผู้เสนสูงสุดในเกม ประเภทดังกล่าว ซึ่งได้แก่ โยวกัง (Yulgang), พอยต์ แบลงศ์ (Point Blank) และ ฮอน (Hero of Newearth: HoN) สัมภาษณ์กลุ่มกับนักเล่นเกมออนไลน์ จำนวน 5 คน ในฐานะของ ผู้รับสาร (Audiences) และผู้เล่นที่อยู่ในชุมชนเสมือน (Virtual Community Participants) สำหรับวิจัยเชิงปริมาณ ใช้เครื่องมือด้วยแบบสอบถามสำรวจออนไลน์ (Online Questionnaire Survey) ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 ตัวอย่าง โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่าง แบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) โดยทำแบบสอบถามออนไลน์ผ่านเว็บไซค์เกม ออนไลน์โยวกัง และพอยต์แบลงค์ วิเคราะห์ข้อมูล 3 ลักษณะ ได้แก่ การใช้สถิติพรรณนา, การ วิเคราะห์ด้วย T-TEST และ Scheffe เพื่อหาความเชื่อมโยงระหว่างการปฏิสัมพันธ์ในชุมชน เสมือนของผู้เล่นที่แตกต่างกัน มีความสัมพันธ์ระบบเกมออนไลน์ที่ต่างกันและ Pearson's Correlation ในการหาความสัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยทางการตลาด และชุมชนเสมือนเกมออนไลน์ โดยผลการวิจัยมีดังต่อไปนี้ 1) กระบวนการสร้างชุมชนเสมือนเกมออนไลน์ พบว่า องค์ประกอบเกม ระบบ เกม กิจกรรมออฟไลน์ และการบริหารจัดการชุมชนเสมือนที่เหมาะสม มีผลต่อลักษณะการเกิด ชุมชนเสมือน2) สภาพของชุมชนเสมือน ขึ้นอยู่สักษณะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นเกม ออนไลน์ นอกจากนั้นพบว่า สื่อออนไลน์ และออฟไลน์มีผลต่อสภาพชุมชนเสมือนเกมออนไลน์ที่ เหมาะสม นวมไปถึงการจัดการชุมชนเสมือนที่เหมาะสม 3) การบริหารจัดการชุมชนเสมือน พบว่า การบริการจัดการชุมชนเสมือนเป็น การใช้เครื่องมือต่างๆ ผ่านหลากหลายสื่อ โดยสื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยในการจัดการ ชุมชนเสมือน และไม่สามารถขาดการจัดการด้วยการจัดกิจกรรมออฟไลน์ด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นการจัดการชุมชนเสมือนเกมออนไลน์ที่เหมาะสมจะสะท้อนรายได้ของเกมออนไลน์ 4) ปัจจัยในการสร้างชุมชนเสมือน ปัจจัยด้านการสื่อสารการตลาดเป็นปัจจัย หลักที่ก่อให้เกิดชุมชนเสมือนเกมออนไลน์ นอกจากนั้นปัจจัยอื่นๆ ที่สนับสนุนเป็นปัจจัยจาก พื้นที่ออฟไลน์ เป็นส่วนสนับสนุนให้ชุมชนเสมือนเกมออนไลน์เกิดขึ้นได้ ส่วนป๋จจัยส่วนประสม การตลาดออนไลน์ 6P เป็นปัจจัยเลริมให้เกิดชุมชนเสมือน ข้อเสนอแนะการวิจัยครั้งนี้มุ่งเนันการพัฒนาเกม และการบริหารจัดการชุมชนเสมือน เกมออนไลน์ ตลอดจนสื่อติจิทัสอื่นๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน โดยการพัฒนาเกมออนไลน์ ต้องพิจารณาถึงรูปแบบของชุมชนเสมือนที่พึ่งจะเกิดขึ้น เนื่องจากชุมชนเสมือนเป็นแหล่ง รายได้ของบริษัทได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนั้นปัจัยด้านการสื่อสารและระบบสังคมของเกม ออนไลน์เป็นระบบดิจิทัลที่สำคัญในการสนับสนุนการก่อตัวของชุมชนเสมือนเกมออนไลน์ไห้ เกิดขึ้น และประเด็นสุดท้ายในขณะที่การบริหารจัดการชุมชนเสมือน ต้องอาศัยเครื่องมือดิจิทัล ในการบริหารจัดการชุมชนเสมือน รวมไปถึงการจัดกิจกรรมออฟไลน์เพื่อสนับสนุนการบริหาร จัดการชุมชนเสมือนออฟไลน์อีกด้วยThe construction of online game virtual communities research is focusing on the construction process of virtual community with 4 research problems. 1) Construction process of Online Game Virtual Community. 2) Condition of Online Game Virtual Community 3) Online Game Virtual Community Management 4) Online Game Virtual Community’s emerge factors This study used mixed method both qualitative and quantitative method. In qualitative method used content analysis, in-depth interview 3 game online product managers in 2 Thailand online game leader companies. In quantitative method used questionnaire about 400 sampling of Thai gamers. Sampling from Online Questionnaire Survey combine with Purposive Sampling to specify sampling who real gamer, then analyst data with Descriptive Statistic, T-TEST to analyst relationship between Different of Virtual Identity interaction in Virual Community’s behavior has relationship with online game communication situation, While using Pearson’s Correlation to analyst relationship between Marketing Mix and Virtual community The finding of research in online game industry are; 1) The construction process of online game virtual community is depend on 4 factor type of games, audiences, marketing communications and publisher/developer activity. Furthermore different type of game emerge different condition of online community. And when create online game community need to use integration tools from other media, in-house media to inside game. Another finding is condition of virtual community depend on procedure, community management between construction process. Last finding player spend time and money on online game from community and friend inside game. 2) From questionnaire supported qualitative finding that players with play different type of game have different way of in-game communication also influence to different condition of online community. Another finding is to gather player in to virtual community is depend on marketing communication though player’s virtual community. The discussion of this research are; 1) To emerge virtual community in online game, Game developer should focus on online game element especially game mechanic and game content, Online game system with focusing on communication and Social system, and the last is online community management which is game publisher responsible to engage online player. 2) Virtual community condition depend on relationship between player in the community, and engagement between player and staff such as rules, activity. More than that online media and offline media has influenced on virtual community condition such as offline event. Furthermore, virtual Community needs many media support systems not only in-game but out of game media as well such so provide market communication on the right community can gather player into game and create stronger virtual community. 3) Construction virtual community on online game, the owner of community must have policy before construct virtual community to control environment of virtual community. During process of good online game community emerge will reflect online game revenue as well. 4) Construction of Virtual community is communication, moreover with offline support and 6P online marketing mix is only support virtual community to continue

    Measures to protect the functioning of the elderly and old age savings scheme funds

    No full text
    วิทยานิพนธ์ (น.ม.)--สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2559จากสภาพสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อนอัตราการเกิดลดน้อยลงและอัตราการมีอายุ เฉลี่ยสูงขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยเข้าสู้สภาวะสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งในอนาคตจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เต็มรูปแบบตามการประเมินขององค์การสหประชาชาติแต่กฎหมายแรงงานของประเทศไทยยังไม่มี กฎหมายฉบับใดที่ให้หลักประกันการทำงานแก่ลูกจ้างเอกชน อีกทั้งปัญหาการเกิดสิทธิตาม ประกันสังคมที่ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคม และกองทุนชราภาพที่จะส่งเสริมคุณภาพชีวิตของลูกจ้าง หลังเกษียณยังไม่ครอบคลุมกลุ่มลูกจ้างในระบบได้อย่างทั่วถึงและเพียงพอต่อการดำรงชีพ วิทยานิพนธ์นี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหากฎหมายแรงงานและสวัสดิการของลูกจ้าง ภายหลังเกษียณ โดยแบ่งเป็นสี่ประเด็น คือ 1. ปัญหาการกำหนดเกณฑ์อายุการทำงานของลูกจ้าง ภาคเอกชน 2. การเลือกปฏิบัติทางด้านอายุ 3. ปัญหาการเกิดสิทธิตามประกันสังคมและการจำกัด สิทธิเข้าประกันตนสำหรับผู้ที่เข้าทำงานใหม่ภายหลังอายุ 60 ปี 4. ปัญหากองทุนการออมเพื่อการชรา ภาพของไทยตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พระราชบัญญัติประกันสังคม พระราชบัญญัติ การออมแห่งชาติ กฎหมายแรงงานของไทยที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดอายุเกษียณของลูกจ้างภาคเอกชนยัง ไม่มีระบุไว้อย่างชัดเจนทั้งใน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และพระราชบัญญัติ ผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 ปัจจุบันนี้ใช้เกณฑ์อายุเกษียณตามพระราชบัญญัติประกันสังคม และ พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ คือเกษียณที่อายุ 55 ปี และ 60 ปี ทำให้ลูกจ้างไม่มี หลักประกันการทำงานที่เป็นมาตรฐานชัดเจน อีกทั้งอายุการทำงานไม่สอดคล้องกับสภาพสังคม ผู้สูงอายุในปัจจุบัน กล่าวคือ เป็นเกณฑ์อายุที่ต่ำกว่าสมรรถภาพการทำงานของประชากรสูงอายุใน ประเทศไทย ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนกำลังแรงงานในตลาดแรงงานและก่อให้เกิดอัตราการพึ่งพิง และเกื้อหนุนต่อวัยแรงงาน ที่ต้องรับภาระในการดูแลผู้สูงอายุสูงขึ้น ปัญหานี้จึงต้องมีการแก้ไขเรื่อง เกณฑ์อายุเกษียณให้ทันต่อสภาพสังคม รวมถึงการให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างสูงอายุให้สามารถ ทำงานโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติด้านอายุ ซึ่งกฎหมายในประเทศไทยไม่ได้ให้ความคุ้มครองใน เรื่องนี้เอาไว้จึงมีความจำเป็นจะต้องศึกษาเพิ่มเติมหลักเกณฑ์เหล่านี้เพื่อแก้ไขกฎหมายแรงงานของ ประเทศไทยในส่วนปัญหาการเกิดสิทธิ ณ ปัจจุบันตามประกันสังคมได้กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิรับบำเหน็จ บำนาญที่อายุ 55 ปี การเกิดสิทธิที่เร็วในประกันสังคม ส่งผลให้เกิดผลกระทบ คือ ทำให้กองทุน ประกันสังคมขาดเสถียรภาพและไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในอนาคต เพราะต้องจ่ายเงินเร็วและนานขึ้น จากอายุเฉลี่ยของลูกจ้างที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การกำหนดเกณฑ์รับสิทธิควรจะอยู่ในช่วงที่เหมาะสม และให้มีการแบ่งแยกการรับสิทธิออกเป็นสองช่วงคือสิทธิแรกเริ่มและสิทธิรับเต็มจำนวน โดยเกณฑ์ การรับสิทธิ ณ ปัจจุบันของประเทศไทย เมื่อเทียบกับต่างประเทศถือว่าเร็วมากกว่าทุกประเทศไม่ว่า จะเป็นประเทศ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมนีหรือ สิงคโปร์ที่กำหนดไว้ที่ 60-65 ปี หรือในบาง ประเทศกำหนดถึง 70 ปีนอกจากนั้นการคุ้มครองลูกจ้างที่เข้ามาทำงานใหม่ภายหลังอายุ 60 ปีและ ไม่เคยเป็นผู้ประกันตนมาก่อน เกิดปัญหาว่าไม่สามารถเข้ามาเป็นผู้ประกันตนได้ ทำให้บุคคลกลุ่มนี้ ไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการของประกันสังคม อีกทั้งสำนักงานประกันสังคมไม่สามารถเก็บเงินสะสม เข้ากองทุนจากบุคคลเหล่านี้ได้ ปัญหาต่างๆเหล่านี้จึงส่งผลเสียแก่ตัวลูกจ้างและกองทุนประกันสังคม ในประเด็นสุดท้ายคือเรื่องปัญหากองทุนชราภาพ ประเทศไทยมีการจัดกองทุนให้แก่ลูกจ้าง ภาคเอกชนที่มีลักษณะแตกต่างกัน ซึ่งกองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่ให้สวัสดิการขั้นพื้นฐานแก่ ลูกจ้างตามมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ จึงอยู่ในรูปแบบบังคับและมีการแบ่งเงินสะสมออกเป็น แต่ละด้านตามสวัสดิการด้านต่าง ๆ ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นกองทุนในรูปแบบสมัครใจที่ นายจ้างจะจัดสรรให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับสถานประกอบการที่มีความสามารถเพียงพอที่จะ จัดกองทุนให้แก่ลุกจ้างได้ส่วนลูกจ้างในสถานประกอบการที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะไม่ได้รับ สวัสดิการที่เป็นประโยชน์ตรงนี้จากกองทุน อีกหนึ่งกองทุนคือกองทุนการออมแห่งชาติที่เรียกได้ว่า เป็นกองทุนภาคประชาชนสำหรับคนทำงานอิสระ ที่ไม่ได้รับผลประโยชน์จากกองทุนใด ๆ สามารถ เป็นสมาชิกในกองทุนนี้โดยรัฐมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการออม ให้มีสิทธิรับบำนาญได้หากสะสมครบตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อพิจารณาจากทั้งสามกองทุนแล้วการ สะสมทรัพย์เพื่อใช้หลังเกษียณของลูกจ้างในระบบยังมีความเหลื่อมล้ำกันระหว่างลูกจ้างที่มีกองทุน สำรองเลี้ยงชีพและไม่มี คุณภาพชีวิตหลังเกษียณจากสวัสดิการของกองทุนที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการ ดำรงชีพในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เพราะไม่มีการสะสมทรัพย์ที่เป็นการสะสมเพื่อกรณีชราภาพ โดยเฉพาะทำให้จำนวนเงินที่ได้รับหลังเกษียณไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย จึงต้องมีการศึกษาเพื่อหาแนว ทางแก้ไขโดยเปรียบเทียบกับกองทุนชราภาพของสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมนีและสิงคโปร์Today, Thai society has been changed from the past. Lower birth and death rates push Thailand to face the aged population problem and will become an aging society completely in the near future, according to the United Nations’ assessment. However, Thai labour legislation still has no guarantees for the private sector employees. And also the society security that does not conform to Thai society state in the present. Moreover, the pension fund for supporting those employees after their retirement is neither cover the entire system nor enough for them to make a living. The objective of this thesis is to study the labour legislation problem as well as the retirement welfare benefit by dividing to 4 main issues. First, problems regarding the regulation on duration. Second, age discrimination in employment. Third, the authority problems according to social security and the limited right to self-insurance for the new employees aged more than 60 years old. Fourth, problems toward Provident Fund Act B.E. 2530, Social Security Act B.E. 2533 and National Savings Fund Act B.E. 2554. In Thai labour legislation, there is no clarified standard age for retirement in the private sector on both Labour Protect Act B.E. 2541 and The Act on the Elderly, B.E. 2546. At this time, the Social Security Act B.E. 2533 and Pension Act B.E. 2497 regulation has been used, workers will retire at the age of 55 and 60, which leads to unstable insurance standard, and also the duration of employment does not tally with the aging society that Thailand is facing nowadays. In other words, the retirement ages are too low compare to the employees’ capabilities, that causes labour shortage problem and increases the dependence rate for the young working age who have to take care of their elders. The solutions for these problems are adjusting the retirement age to catch up with the present society, including an elder employee protection to let them work without the age discrimination in employment at their workplace. Unfortunately, Thai labour legislation has not covered these obstacles, so the studying to legislative amendment is in needed. For social security, it has been specified that the employees have the right to get their pensions at the age of 55. The earlier age to get paid from social security fund causes the weaker stability and may leads to the end of its existence, because of the payment they have to pay for the retired employees who are now live longer average age than ever. Therefore, the standard age should be reconsidered and the right to get pension should be divided to be 2 periods, the beginning and full-paid. In the present, as to compare Thai pension criterion with other countries, such as the United State, Japan, Germany and Singapore, shows that Thai employees has to retire much earlier than others. Those working durations will end at the age of 60 - 65 or in some countries it goes long to 70 years old. Moreover, there is no protection for Thai new employees who are over 60 and have never applied for self-insurance, they cannot do it afterward. Then, those people could not reach for the social welfare and the social security office could not get their money for the pension fund. These problems cause damage to both the employees and the social security fund. The last issue is problems toward Provident Fund Act B.E. 2530. Thailand has different kinds of fund managing for the private sector employees. Social security fund is a primary benefit according to the international labour standard, so they are automatically forced to pay and divided the saving deposit to several parts depend on the benefits they will get. The provident fund is a voluntarily one which employers will provide for their workers, only some capable organizations could manage to do it for their employees. For people who work in an organization without provident fund, they will not get any benefit regarding this in the future. Another one is national saving fund which could be called ‘the fund for self-employed’ who completely has none welfare benefit from others. The objective is to let members get their pension if they save enough money as require by law. After some considerations, the benefit between the employees with and without provident fund is difference as well as their quality of lives after retirement. The welfare benefit is not enough to let them live well in today’s economy, because there is no saving account specially for senility so they could not get what they need after their retirement. We need to study more for solutions by comparing Thai with the United State, Japan, Germany and Singapore’s provident fund

    Conflict from housing project: a case Study of waterfront Pattaya Thailand Project

    No full text
    วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การจัดการสิ่งแวดล้อม))--สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2559ในปัจจุบันเมืองพัทยามีการพัฒนาคอนโดมิเนียมตามแนวชายหาดพัทยาอย่างกระจัดกระจายตั้งแต่พัทยาเหนือจรดพัทยาใต้อย่างไรก็ตามการพัฒนาดังกล่าวมีทั้งผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบสําหรบผลกระทบทางลบหากไม่ไดรับการแก้ไขหรือเยียวยาจะนํามาซึ่งความขัดแย้ง ดังเช่นกรณีความขัดแย้งจากการพัฒนาโครงการวอเตอร์ฟร้อนท์พัทยาไทยแลนด์กับคนเมืองพัทยาดังนั้น การวจิยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาของความขัดแย้งสาเหตุของความขัดแย้งจากการพัฒนาโครงการวอเตอร์ฟร้อนท์พัทยาไทยแลนด์และเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนโดยรอบผู้พัฒนาโครงการกับหน่วยงานของรัฐโดยเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกบการทบทวนวรรณกรรมผลการศึกษาพบว่าสาเหตุความขัดแย้งตามวงกลมแห่งความขัดแย้งได้แก่ความเชื่อต่อกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ระหว่างประชาชนในพื้นที่กับผู้พัฒนา โครงการและประชาชนยังไม่เชื่อมั่นในขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้างและขั้นตอนการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมประชาชนผู้อาศัยโดยรอบยังขาดการรับรู้ข้อมูลโครงการจากผู้พัฒนาโครงการและหน่วยงานภาครัฐเมื่อความขัดแย้งไม่ได้รับการแก้ไขผู้พัฒนาจึงไม่สามารถดําเนินการโครงการต่อไปได้นําไปสู่ความขัดแย้งระหว่างผู้พัฒนาโครงการและหน่วยงานรัฐจากการเสียผลประโยชน์ทางธุรกิจส่วนเสนอแนวทางการแก้ไขความขัดแย้งนั้นพบว่าหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานท้องถิ่นควรร่วมกันหาข้อเท็จจริงชี้แจงและไกล่เกลี่ยโดยคนกลางรวมทั้งผู้พัฒนาโครงการจะต้องดำเนินการตามกฎหมายและมาตรการทางสิ่งแวดล้อมอย่างเครงครัดAt present,Pattaya has been developing condominiums along Pattaya beach scatteredly. However, such developments have both positive and negative impacts. For negative consequences if not solved or remedied. Will bring conflict As in the case of conflicts from project development. Waterfront Pattaya Thailand. This research was aimed at investigating the causes of the Conflict in the Waterfront Pattaya Thailand, and to propose solutions to the conflict among the local community in the project area, the project developer, and the state. The data for this qualitative study were collected through semi-structure interviews with stakeholders of the project, along with reviews of related documents.The results from an analysis based on the Circle of Conflict Model revealed that the cause of the disagreement was principally the conflicting beliefs of Prince of Chumphon in the local community and of the project developer. The people also reported trusting neither the construction permit nor the steps taken for the approval of the project’s environmental impact assessment report (EIA). In addition, the details of the project were not provided to the local people. This conflict has still , preventing the project construction to continue. Such conflict has also led to a dispute between the state and the project developer due to the latter’s profit loss. For the solution, it is suggested that the central and municipal governments cooperate in elucidating the doubts of the local people, as well as employ a negotiator to communicate with the people and strictly abide by the laws and EIA regulations standard

    The effect of cadmium on soybean productivity in f2 generation

    No full text
    วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การจัดการสิ่งแวดล้อม))--สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2559การศึกษาผลกระทบจากแคดเมียมที่มีผลต่อสมรรถภาพการผลิตของถั่วเหลืองรุ่น f2 โดย การปลูกถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 60 เพื่อศึกษาสมรรถภาพการเจริญเติบโต ลักษณะภายนอก และการให้ผลผลิตของถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่60 รุ่น f1 ในดินที่มีความเข้มข้นของแคดเมียมในการปลูกแตกต่างกัน และรุ่น f2 ที่น ามาปลูกต่อในดินที่ไม่ผสมแคดเมียม เพื่อทราบปริมาณการปนเปื้อนสูงสุดของแคดเมียมในดินที่สามารถนำมาใช้ในการปลูกถั่วเหลืองเพื่อการขยายพันธุ์(f1) ทำการวิจัยเชิงทดลองโดยการน าถั่วเหลือง รุ่น f1 ปลูกในกระถางบรรจุดินน้ำหนัก 4.50กิโลกรัม ปริมาณความเข้มข้นของแคดเมียมไนเตรทในดินที่แตกต่างกัน คือ 0, 20.0, 40.0, 60.0, 80.0 และ 100 พีพีเอ็ม จำนวนความเข้มข้นละ 40 ซ้ำ วางแผนแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์ที่ได้ไปปลูกต่อจนได้ถั่วเหลืองเชียงใหม่ 60รุ่น f2 ผลการศึกษา แสดงให้เห็นว่า ปริมาณแคดเมียมในดินส่งผลเสียต่อสมรรถภาพการเจริญเติบโต การให้ผลผลิต และคุณค่าทางโภชนะด้านโปรตีนและไขมันของถั่วเหลือง ทั้งรุ่น f1 และ f2 อย่างมีนัยสำคัญ (P < 0.05)The research aimed to study the growth performance and nutrition of soybean cultivar Chiang Mai 60 by using Cadmium in soil and the highest acceptable levels of Cadmium contamination in soil that soybean can be cultivated. The experiment was conducted from February 2015 to February 2016 in a completely random design by divided into 6 treatments and 40 replications. Cadmium in soil was used in rates of 0, 20.0, 40.0, 60.0, 80.0 and 100 ppm. The soybeans were conducted in 2 times (f1 and f2 generation). The results showed that soybean growth, yield, proteins and lipids in f1 and f2 generations were significantly related to the intensity of Cadmium in soil at P < 0.05 by the more intensity of Cadmium effected to the worse growth, yield, proteins and lipids. The residues of accumulated Cadmium in seeds including intensity of Cadmium in soil before experiment were significant at P < 0.05. So that Soybean breeder (f1 generation) should be planted in soil without Cadmium for great effectiveness of seed

    Public choice on public transportation systems management in Chiangmai Urban area

    No full text
    วิทยานิพนธ์ (รป.ม.)--สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2558การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการขนส่งสาธารณะในเขตเมือง เชียงใหม่ ศึกษาองค์ประกอบสาคัญต่อการจัดการระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองเชียงใหม่ศึกษา องค์ประกอบในการแก้ไขปัญหาการจัดการระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน และ วิเคราะห์และเสนอทางเลือกในการจัดการระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองเชียงใหม่ที่เหมาะสม โดยใช้ วิธีการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยทาการเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากแหล่งวิชาการ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องและข้อมูลปฐมภูมิสาหรับการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) จากประชาชนผู้ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ จานวน 400 ราย และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบ สัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง (Semi-Structured Interview) จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง (ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย) การจัดการระบบขนส่งในเขตเมืองเชียงใหม่ จากนั้นทา การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา จากแบบสอบถาม และใช้วิธีการ วิเคราะห์เน้อื หา (Content Analysis) จากผลการสัมภาษณ์ เพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจัย การวิจัยพบว่า สภาพขนส่งสาธารณะในเขตเมืองเชียงใหม่ ประกอบด้วย 2 รูปแบบ คือ การ ให้บริการขนส่งรถโดยสารสี่ล้อขนาดเล็ก (สี่ล้อแดง) และการให้บริการขนส่งรถเมล์โดยสารประจา ทาง โดยความต้องการขนส่งสาธารณะในเขตเมืองเชียงใหม่ ประกอบด้วย 4 มิติ คือ 1) ประชาชนมีความ ต้องการให้ปรับปรุงมาตรฐานการให้บริการ เส้นทางรถประจาทาง และกาหนดโครงสร้างอัตราค่า โดยสารที่เหมาะสม 2) ผู้ขับรถขนส่งสาธารณะมีความต้องการให้ปรับปรุงการสนับสนุนด้านเงินทุน และการพัฒนาด้านมาตรฐานการให้บริการ 3) ผู้ประกอบการมีความต้องการให้ปรับปรุงการสนับสนุน งบประมาณจากภาครัฐอย่างยัง่ ยืน การพัฒนาระบบการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ และการรับรอง รายได้ของสมาชิกสหกรณ์ และ 4) ภาครัฐมีความต้องการให้พัฒนามาตรฐานการให้บริการเพิ่ม ทางเลือกในการเดินทาง และจัดรูปแบบและระยะการให้บริการเดินทางที่มีความสัมพันธ์กับถนิ่ ฐาน ที่ตั้งของชุมชน โดยองค์ประกอบสาคัญต่อการจัดการระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองเชียงใหม่ได้แก่ ระยะทางการให้บริการ ระยะเวลาการให้บริการ การบริการและการตลาด ผู้โดยสาร (ผู้ใช้บริการ) และคนขับรถสาธารณะ (ผู้ให้บริการ) อนึ่งองค์ประกอบในการแก้ไขปัญหาการจัดการ ระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน ได้แก่ เอกภาพในการจัดการระบบขนส่ง สาธารณะ ความเชื่อมโยงของหน่วยงาน ความชัดเจนนโยบายและแผนงานในระดับปฏิบัติ การ สนับสนุนจากภาครัฐ และความสานึกและความร่วมมือของภาคประชาชน นอกจากนี้การมีส่วนร่วม ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 7 กลุ่ม ได้แก่ ภาคประชาชนและภาคประชาสังคม สหกรณ์ผู้ประกอบการหรือ สหกรณ์เดินรถเชียงใหม่ลานนาผู้ขับรถสาธารณะ (สี่ล้อแดง) องค์การภาครัฐ นักการเมือง (นักการเมืองท้องถนิ่ ,ภูมิภาค,ประเทศ) สื่อมวลชนท้องถนิ่ และระดับประเทศ และนักวิชาการ เป็นส่วน สา คัญที่จะชว่ ยผลักดันให้เกิดการจัดการระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองเชียงใหม่ การวิจัยครัง้ นี้เสนอรูปแบบการจัดการระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองเชียงใหม่ โดยการ ให้บริการของรถโดยสารสี่ล้อขนาดเล็ก (สี่ล้อแดง) ประจาทาง เนื่องจากมีปัจ จัยที่เอื้อต่อการ ดาเนินงานมากกว่ารถประเภทอื่นและจากการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ ได้มูลค่ารวมของ ต้นทุนเท่ากับ 1,694.56 ล้านบาท มูลค่ารวมของผลประโยชน์เท่ากับ 2,033.61 ล้านบาท เมื่อนามา คานวณมูลค่าปัจจุบันโดยใช้อัตราคิดลดร้อยละ 5 ต่อปี จะได้มูลค่าปัจจุบันของต้นทุนเท่ากับ 74.12 ล้านบาท มูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์เท่ากับ 142.40 ล้านบาท และเมื่อนามาวิเคราะห์ความคุ้มค่า ทางเศรษฐศาสตร์ของการจัดการระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองเชียงใหม่ได้มูลค่าปัจ จุบันของ ประโยชน์สุทธิ (Net Present Value: NPV) เท่ากับ 29.01 ล้านบาท อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อ ต้นทุน (Benefit-Cost Ratio: B/C ratio) เท่ากับ 2.35 และอัตราค่าตอบแทนภายในจากการ ลงทุน (Economic Internal Rate of Return: EIRR) เท่ากับร้อยละ 19.66 โดยผลความคุ้มค่าทาง เศรษฐศาสตร์มีผลในทิศทางบวก แสดงว่าการจัดการระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองเชียงใหม่ใน เส้นทางรถโดยสารสี่ล้อขนาดเล็ก (สี่ล้อแดง) ประจา ทางมีความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์ในการลงทุน ดังนั้นมีข้อเสนอสาหรับการจัดรูปแบบการให้บริการรถขนส่งรถโดยสารสี่ล้อขนาดเล็ก (สี่ล้อ แดง) ประจา ทาง คือ 1) การจัดการระบบขนส่งรถโดยสารสี่ล้อขนาดเล็ก (สี่ล้อแดง) ประจา ทาง ดา เนินการโดยภาครัฐ (หน่วยงานท้องถนิ่ ) และ 2) การจัดการระบบขนส่งรถโดยสารสี่ล้อขนาดเล็ก (สี่ล้อแดง) ประจา ทางดา เนินการโดยภาคเอกช

    Financial Management of Temples in Mueang Nonthaburi District, Nonthaburi Province

    No full text
    วิทยานิพนธ์ (รป.ม.)--สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2557วัดเป็นองค์กรไม่แสวงหากา ไร เป็นองค์กรที่ดา เนินงานโดยไม่หวังผลกา ไรมีความผูกพัน กับ บุคคล ชุมชน และสังคม ส่วนใหญ่ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต ด้วยยุคปัจจุบันมี ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจได้ทา ให้วิถีชีวิตคนกับวัดเปลี่ยนแปลงไปโดยในการบริจาคเป็น เงินให้กับวัดเป็นเพราะมีความสะดวกและนา ไปใช้ ในการพัฒนาในรูปแบบด้านต่างๆ ได้ใช้เพื่อ ทา นุบา รุงพระพุทธศาสนา การศึกษาการบริหารการเงินของวัดในเขตอา เภอเมือง จังหวัดนนทบุรี นั้นผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาครั้งนี้ 1) เพื่อทราบการบริหารการเงินของวัดในเขต อา เภอ เมือง จังหวัดนนทบุรี 2) เพื่อทราบปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารการเงินของวัดในเขต อาเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 3) เพื่อทราบปัญหาและอุปสรรคในการบริหารการเงินของวัดในเขต อา เภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ด้วยความสาคัญทางหลักการเงินของวัดนั้น เป็นสิ่งสาคัญโดยมุ่งเน้น 3 ด้าน ของ หลักการเงินของวัด 1) ด้านจัดหารายได้ 2) ด้านการลงทุน 3) ด้านการใช้จ่าย ผู้บริหารการเงินของ วัดนั้นจะต้องให้ความสาคัญอย่างมาก เพื่อหลักการเงินของวัดที่ดีสามารถส่งผลต่อการบริหาร การเงินของวัดตามหลักธรรมาภิบาล ผู้บริหารการเงินสามารถพัฒนาหลักการเงินของวัดใน 3 ด้าน ให้มีประสิทธิภาพ การตรวจสอบการเงินของวัดมีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ผลการศึกษา พบว่า หลักการเงินของวัด ด้านจัดหารายได้ ภาพรวมอยู่ในระดับน้อย มี รายได้จากกิจกรรมวันสา คัญทางพระพุทธศาสนา ด้านลงทุน ภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ส่วนใหญ่นา เงินไปใช้ในการก่อสร้างอาคาร และปฏิสังขรณ์วัดในด้านต่างๆ ด้านใช้จ่ายของวัด ภาพรวมอยู่ใน ระดับปานกลาง วัดส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่าย ค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้า ค่าไฟ และค่าขยะ สะท้อน ให้เห็นว่า ด้วยมีหลักการเงินของวัดส่งผลต่อด้านการบริหารการเงินตามหลักธรรมาภิบาลหรือการ บริหารจัดการที่ดี อยู่ในระดับมาก โดยมุ่งเน้นในด้านความโปร่งใส หลักการบริหารการเงินของวัด อยู่ในระดับปานกลาง โดยพบว่า วัดที่มีการบันทึกรายรับ – รายจ่าย การเงินของวัด และด้านปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นภายในวัดนั้น ส่วนใหญ่ยัง ขาดความรู้ในการบริหารการเงิน ผู้บริหารการเงิน ของวัดยัง ขาดผู้เชี่ยวชาญในการบริหารการเงินวัด วัดที่มีรายรับ–รายจ่ายของวัด ส่วนใหญ่ของวัด จะมีรูปแบบการดา เนินการที่ชัดเจน จากการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิผล พบว่า หลักการเงินด้านการใช้จ่าย มีอิทธิพลต่อหลักการ บริหารการเงินตามหลักธรรมาภิบาล (Beta .324) ที่ระดับสูง มีผลทางบวกกับหลักการบริหาร การเงินตามหลักธรรมาภิบาลไปในทิศทางเดียวกัน ข้อเสนอแนะ ในภาพรวมผู้บริหารการเงินของ วัดให้ความสาคัญ ของหลักการเงินของวัด ใน ด้านหลักค่าใช้จ่ายของวัด ให้มาก เพื่อที่สามารถ ส่งผลต่อหลักการบริหารการเงินตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อที่จะปรับปรุงพัฒนาระบบการจัดการ ด้านค่าใช้จ่ายในส่วนต่างๆของวัด ให้อย่างถูกต้องมีระบบบัญชีที่ถูกต้องเหมาะสม ในการนี้ หน่วยงานงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ควรเร่งช่วยกันพัฒนาบุคลากรให้กับ ผู้บริหารการเงินของวัด ให้มีความรู้ ความสามารถในการบริหารจัดการทางด้านการเงินให้กับวัด เพื่อให้วัดนั้นมีระบบการทา งานที่มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น และประชาชนและชุมชนจะต้องมี บทบาทในการเข้าไปมีส่วนร่วมกับบริหารจัดการร่วมกันมากขึ้น กระตุ้นให้จิตอาสาทา งานเพื่อ ชุมชน และสังคม ต้องมีการดา เนินอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการพัฒนาในด้านต่างๆไปพร้อมกันทุก ด้านเพื่อยั่งยืนต่อไ

    คู่มือการปฏิบัติงานวารสารและหนังสือพิมพ์

    No full text
    คู่มือการปฏิบัติงานวารสารและหนังสือพิมพ์จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของงานเทคนิค สำนักบรรณสารการพัฒนา เนื้อหาของเอกสารนี้ประกอบไปด้วย ขั้นตอนการจัดหาวารสารและหนังสือพิมพ์ การจัดทำรายการบรรณานุกรมวารสารใหม่ด้วยโปรแกรมระบบห้องสมุดอัตโนมัติ Horizon การลงทะเบียนวารสาร การติดตามทวงถามวารสารและหนังสือพิมพ์ที่ไม่ได้รับตามกำหนด การเตรียมตัวเล่มก่อนออกให้บริการ การจัดทำและปรับปรุงรายการวารสารอิเล็กทรอนิกส์โดยทำรายการเชื่อมโยงเพื่อให้ผู้ใช้เรียกดูฉบับเต็มได้จากหน้า OPAC รวมไปถึงการให้บริการวารสารแก่ผู้ใช้เมื่อมีการร้องขอวารสารที่จัดเก็บสำรองไว้ที่ชั้น

    0

    full texts

    3,872

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    NIDA (National Institute of Development Administration): Wisdom Repository / สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇