Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
Not a member yet
351 research outputs found
Sort by
ความรู้ การรับรู้ผลกระทบ และแนวทางการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ การรับรู้ผลกระทบ และแนวทางการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ชั้นปีที่ 1 – 4 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 179 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคม 2556 โดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ได้แก่ 1) ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง 2) แบบทดสอบความรู้ประชาคมอาเซียน ประเทศสมาชิก และวิชาชีพพยาบาล ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.73 3) แบบสอบถามการรับรู้ผลกระทบการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.80 และ 4) แบบสอบถามแนวทางการเตรียมความพร้อมต่อการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาติดตามข้อมูลประชาคมอาเซียน คิดเป็นร้อยละ 97.8 ส่วนใหญ่ติดตามข้อมูลนานๆ ครั้ง ร้อยละ 73.1 โดยได้รับข้อมูลจากการประชาสัมพันธ์ของคณะ ร้อยละ 88.3 นักศึกษามีประสบการณ์เข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อมสู่อาเซียนที่จัดโดยคณะ ร้อยละ 97.2 และจัดโดยหน่วยงานภายนอก ร้อยละ 9.5 นักศึกษามีความรู้อยู่ในระดับดีมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 52.0 คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 20.14 คะแนน (S.D. = 2.77) นักศึกษารับรู้ผลกระทบของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 79.7 คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.05 คะแนน (S.D. = .41) สำหรับแนวทางในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของนักศึกษาส่วนใหญ่ ได้แก่ การพัฒนาทักษะด้านภาษาในระดับที่สื่อสารได้อย่างน้อย 2 ภาษา คิดเป็นร้อยละ 81 รองลงมาได้แก่ การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศสมาชิกอาเซียน ร้อยละ 74.3 การยอมรับวัฒนธรรมที่แตกต่าง เคารพความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม ร้อยละ 49.7 และการศึกษาหาความรู้และประสบการณ์ เพื่อพัฒนาสมรรถนะเชิงวิชาชีพ ร้อยละ 24.6 คำสำคัญ : การเตรียมความพร้อม การรับรู้ ความรู้ นักศึกษาพยาบาล ประชาคมอาเซีย
การพัฒนารูปแบบการพยาบาลด้านจิตสังคมผู้สูงอายุโรคสมองเสื่อม โรงพยาบาลสวนสราญรมย์
การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการพยาบาลด้านจิตสังคมผู้สูงอายุโรคสมองเสื่อม ที่รับไว้ในโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวินิจฉัยปัญหาโดยการศึกษาเอกสาร และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์ ทีมสหสาขาวิชาชีพ และการสนทนากลุ่มกับพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานหอผู้ป่วยสูงอายุ รวม 32 คน พบว่า พยาบาลวิชาชีพมีข้อจำกัดด้านความรู้ ทักษะ และ เครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติการพยาบาล ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีปัญหาพฤติกรรม ขาดทักษะสังคม และขาดทักษะในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ระยะที่ 2 การพัฒนาแผนงาน โดยพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานหอผู้ป่วยจิตเวชสูงอายุ จำนวน 25 คน ได้ร่วมกันกำหนดรูปแบบการพัฒนาการพยาบาลด้านจิตสังคมผู้สูงอายุโรคสมองเสื่อม ซึ่งประกอบด้วย 1) การพัฒนาศักยภาพพยาบาลวิชาชีพ 2) การพัฒนาเครื่องมือทางการพยาบาล ได้แก่ แบบประเมินภาวะสุขภาพ ชุดกิจกรรมการพยาบาลจิตสังคม คู่มือการให้คำปรึกษาญาติ แบบบันทึกพฤติกรรม และแบบประเมินความรู้ และความพึงพอใจสำหรับญาติ เครื่องมือได้รับตรวจความตรงเชิงเนื้อหาแบบไม่ใช้สถิติกับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน และตรวจความตรงเฉพาะหน้า (Face validity) จากพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 5 คน และ 3) การนำเครื่องมือไปในใช้กระบวนการพยาบาลผู้ป่วย ระยะที่ 3 การปฏิบัติการ โดยพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 8 คน ได้ใช้กระบวนการพยาบาลในการให้การพยาบาลกับกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุโรคสมองเสื่อมที่เข้ารับการรักษา ในระหว่างเดือนมิถุนายน 2556 ถึง เดือนมกราคม 2557 และญาติ รวม 15 คน ระยะที่ 4 การประเมินผลลัพธ์การใช้รูปแบบการพยาบาล โดย 1) การประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขณะปฏิบัติการพยาบาล 2) การนิเทศ และสอนงาน 3) การบันทึก และ4) การประเมินความรู้ และความพึงพอใจของญาติ ผลการประเมิน พบว่า หลังเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ ผู้ป่วยมีอาการพลุ่งพล่าน กระวนกระวาย (Agitation) ลดลง ร้อยละ 80 มีทักษะสังคมและสัมพันธภาพ เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 ด้าน ร้อยละ 85 มีความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ร้อยละ 100 ญาติ มีความรู้ในการดูแลผู้ป่วยเพิ่มขึ้นระดับ มากขึ้นไปร้อยละ 90 และมีความพึงพอใจบริการในระดับมากขึ้นไปร้อยละ 80 ผลการศึกษาครั้งนี้ สรุปว่าการพัฒนารูปแบบการพยาบาลด้านจิตสังคมผู้สูงอายุโรคสมองเสื่อม โดยการพัฒนาศักยภาพพยาบาล การใช้เครื่องมือทางการพยาบาลที่เหมาะสมกับบริบทของผู้ป่วย โดยใช้กระบวนการพยาบาลเป็นแนวปฏิบัติ สามารถช่วยลดปัญหาพฤติกรรม เพิ่มทักษะการดูแลตนเอง ทักษะสังคม และสัมพันธภาพของผู้ป่วย และ เพิ่มความรู้ และความพึงพอใจของญาติ รวมถึง ทำให้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน เกิดการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพการดูแลอย่างต่อเนื่องต่อไปคำสำคัญ : สมองเสื่อม ผู้สูงอายุ ปัญหาพฤติกรรม อารมณ์ และจิตใจ จิตสังคมบำบั
การศึกษาเชื้อราเอนโดไฟท์จากใบข้าวหอมกระดังงาและคุณสมบัติการเป็นเชื้อราปฏิปักษ์
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ แยกเชื้อราเอนโดไฟท์จากใบของข้าวหอมกระดังงา และศึกษาการเป็นปฏิปักษ์ของเชื้อราเอนโดไฟท์ต่อเชื้อรา Pyricularia grisea สาเหตุโรคไหม้ของข้าว โดยแยกเชื้อราเอนโดไฟท์จากใบข้าว วางบนอาหาร Potato dextrose agar (PDA) ได้เชื้อราเอนโดไฟท์ทั้งหมด 93 ไอโซเลท เปอร์เซ็นต์ชิ้นพืชที่พบเอนโดไฟท์เจริญออกมาได้ 72.2% จำนวนชิ้นพืชที่มีเชื้อราเจริญออกมาเท่ากับ 4.33 และจำนวนไอโซเลทของเชื้อเอนโดไฟท์ต่อชิ้นพืชเท่ากับ 1.2 พบว่าเป็นเชื้อรา Chaetomium sp. (10.75%) Penicillium sp. (8.62%) Aspergillus sp. (6.45%) Trichoderma sp. (2.15%) และ Xylaria sp. (1.07%), Fusarium sp. (1.07%) Colletotrichum sp. (1.07%) และ sterile form ในการทดสอบการเป็นเชื้อราปฏิปักษ์พบว่า ไอโซเลทที่มีเปอร์เซ็นต์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา P. grisea สาเหตุโรคไหม้ของข้าว มากที่สุด 2 ไอโซเลท คือ NHS021 และ NHS022 เป็น 95.4 และ 91.5 ตามลำดับ ซึ่งเชื้อทั้งสองไอโซเลทเป็น Trichoderma sp.คำสำคัญ : เอนโดไฟท์ เชื้อราปฏิปักษ์ ข้าวหอมกระดังง
ผลของสารสกัดด้วยน้ำจากใบพืชวงศ์กะเพราบางชนิดต่อการงอกของเมล็ด และการเจริญเติบโตของต้นกล้าหญ้าขจรจบดอกเหลือง (Pennisetum setosum L.)
งานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของสารสกัดหยาบด้วยน้ำจากใบแห้งของกะเพรา โหระพา แมงลัก ยี่หร่า และสะระแหน่ ที่อัตราส่วนความเข้มข้น 1:30 1:20 และ 1:10 (น้ำหนักต่อปริมาตร) ต่อการงอกของเมล็ดและการเจริญเติบโตของต้นกล้าหญ้าขจรจบดอกเหลือง (Pennisetum setosum L.) โดยใช้น้ำกลั่นเป็นชุดควบคุม ผลการศึกษา พบว่า สารสกัดด้วยน้ำจากใบแมงลัก มีผลต่อการยับยั้งการงอกของเมล็ด และการเจริญเติบโตของต้นกล้าหญ้าขจรจบดอกเหลืองมากที่สุด (p < .05) เมื่อเปรียบเทียบผลของสารสกัดด้วยน้ำจากใบแมงลักสด และใบแมงลักแห้ง ที่อัตราส่วนความเข้มข้น 1:30, 1:20 และ 1:10 (น้ำหนักต่อปริมาตร) ต่อการงอกของเมล็ด และการเจริญเติบโตของต้นกล้าหญ้าขจรจบดอกเหลือง โดยใช้น้ำกลั่นเป็นชุดควบคุม พบว่า สารสกัดจากใบแมงลักมีผลทำให้การงอกของเมล็ดและการเจริญเติบโตของต้นกล้าหญ้าขจรจบดอกเหลืองลดลง (p < .05) และเมื่อเพิ่มความเข้มข้นของสารสกัดมากขึ้น สารสกัดจากใบแมงลักแห้งมีผลยับยั้งการงอกและการเจริญเติบโตของต้นกล้าหญ้าขจรจบดอกเหลืองดีกว่าสารสกัดจากใบแมงลักสด การใช้สารสกัดจากใบแมงลักแห้งที่อัตราส่วน 1:10 ให้ผลในการยับยั้งการงอกของเมล็ดหญ้าขจรจบดอกเหลืองทั้งหมด (100 เปอร์เซ็นต์) จากการทดสอบผลของค่าศักย์ออสโมซิสของสารละลายต่อการงอกของเมล็ดหญ้าขจรจบดอกเหลือง โดยใช้สารละลายโพแทสเซียมคลอไรด์ แสดงให้เห็นว่า ค่าศักย์ออสโมซิสของสารสกัดจากใบแมงลักแห้งไม่มีผลต่อการยับยั้งการงอกของเมล็ดหญ้าขจรจบดอกเหลือง แสดงว่า ผลการยับยั้งของสารสกัดจากใบแมงลักแห้งเกิดจากสารเคมีบางชนิดที่มีอยู่ในใบพืชเองคำสำคัญ : สารสกัดน้ำ วงศ์ Lamiaceae การงอกและการเจริญเติบโต หญ้าขจรจบดอกเหลือ
การใช้ปาล์มสาคูในอาหารสัตว์
สาคูจัดเป็นพืชที่สามารถใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของต้น สาคูมีคุณสมบัติที่เหมาะจะนำมาเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ดี เนื่องจากแป้งสาคู เยื่อในลำต้น กากเยื่อในลำต้น มีส่วนประกอบด้านโภชนะและมีอัตราการย่อยได้ในทางเดินอาหารของสัตว์ใกล้เคียงกับข้าวโพดและมันสำปะหลัง ส่วนทางสาคู และใบสาคู มีโภชนะและการย่อยได้ใกล้เคียงกับหญ้าขนและหญ้ารูซี่ และใบปาล์มน้ำมัน สามารถใช้เยื่อในลำต้นสาคูในสูตรอาหารโคได้ 0.75 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว และใช้เยื่อในลำต้นสาคูทดแทนข้าวโพดได้ในระดับ 75 เปอร์เซ็นต์ ในสูตรอาหารแพะ นอกจากนั้นสามารถใช้เยื่อในลำต้นสาคูในสูตรอาหารไก่เนื้อได้ในระดับ 20 เปอร์เซ็นต์ และใช้ในสูตรอาหารไก่ไข่ได้ในระดับ 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ และทดแทนอาหารปลาสำเร็จรูปได้ในระดับ 50 เปอร์เซ็นต์ และกากเยื่อในลำต้นสาคูสามารถนำไปใช้เลี้ยงแกะได้ในระดับ 1.57 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว คำสำคัญ : สาคู ส่วนประกอบทางเคมี สมรรถภาพการผลิ
ผลของระดับอาหารข้น และรูปแบบอาหารหยาบต่อสมรรถภาพการผลิต และต้นทุนการผลิตของโคขุน
การศึกษาการจัดการให้อาหารโคขุน 4 แบบ โดยใช้โคลูกผสมพื้นเมือง–บราห์มัน (75 เปอร์เซ็นต์) เพศผู้ไม่ตอน อายุประมาณ 2 ปี น้ำหนักประมาณ 220.71 + 37.69 กิโลกรัม จำนวน 12 ตัว ให้กินอาหารข้นสำเร็จรูปชนิดเม็ด โปรตีนไม่น้อยกว่า 12 เปอร์เซ็นต์ร่วมกับหญ้าซิกแนลเลื้อย (Brachiaria humidicola) ในรูปหญ้าสด และหญ้าแห้ง มีการจัดการให้อาหาร 2 แบบ รวม 4 กลุ่มๆ ละ 3 ตัว จากการขุนพบว่าโคที่ให้อาหารข้นเต็มที่กลุ่มที่ 2 มีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย 1,110 กรัม/ตัว/วัน สูงกว่ากลุ่มที่ 1, 3 และ 4 คือ 860, 820 และ 780 ตามลำดับ (P < 0.05) โดยใช้ระยะเวลาการขุน 150 วันเท่ากันทั้ง 4 กลุ่ม ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ โคกลุ่มที่ 2, 1, 3 และ 4 ได้กำไรท่ากับ 3,637.17, 2,374.84, 1,347.96 และ 628.84 บาทตามลำดับคำสำคัญ : การขุนโค โคลูกผสมเมือง-บราห์มัน อาหารข้
อิทธิพลของความผูกพันรักใคร่ ระหว่างมารดา-ทารก ที่มีต่อการเจริญเติบโตของทารกเกิดก่อนกำหนดในหออภิบาลทารกแรกเกิดโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความผูกพันรักใคร่ระหว่างมารดา-ทารก ที่มีต่อการเจริญเติบโต ได้แก่ น้ำหนักตัว และความยาวลำตัวของทารกเกิดก่อนกำหนด กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวนทั้งหมด 67 คู่ เป็นมารดาและทารกเกิดก่อนกำหนดที่เข้ารับการรักษาในหออภิบาลทารกแรกเกิด โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามความผูกพัน รักใคร่ระหว่างมารดา-ทารก ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ 0.93 และแบบบันทึกการเจริญเติบโตของทารก ประกอบด้วย น้ำหนักตัว ความยาวลำตัว วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า : คะแนนเฉลี่ยความผูกพันรักใคร่ ระหว่างมารดา-ทารกอยู่ในระดับปานกลางเท่ากับ 3.13 (S.D. = 0.279) และการเจริญเติบโตทารกซึ่งประกอบด้วย น้ำหนักตัวเฉลี่ยที่ 2,000 กรัม (S.D. = 359.15) และความยาวลำตัวเฉลี่ยที่ 43.13 เซนติเมตร (S.D. = 2.86) นอกจากนี้ยังพบว่า ความผูกพันรักใคร่ ระหว่างมารดา-ทารก มีความสัมพันธ์ทางบวกกับน้ำหนักตัวทารกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.28, p<.05) และสามารถร่วมทำนายน้ำหนักตัวทารก ได้ร้อยละ 79 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R2 = 0.79, *p < 0.001) แต่ไม่มีความสัมพันธ์และอิทธิพลการทำนายกับความยาวลำตัวทารก (p > .05)ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ความผูกพันรักใคร่ระหว่างมารดา-ทารกยิ่งเพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวของทารกเกิดก่อนกำหนดก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย ดังนั้น พยาบาลสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการจัดกิจกรรมหรือโครงการการดูแลมารดาและทารกเกิดก่อนกำหนดในการส่งเสริมความผูกพันรักใคร่ระหว่างมารดา-ทารก และนำไปสู่การเพิ่มน้ำหนักตัวทารกให้มากขึ้นคำสำคัญ : การเจริญเติบโตของทารกเกิดก่อนกำหนด ความผูกพันรักใคร่ระหว่างมารดา-ทารก หออภิบาลทารกแรกเกิ
จิตวิทยา : แนวคิดทฤษฎีการศึกษาการปรับพฤติกรรมในชั้นเรียน
การปรับพฤติกรรมเป็นศาสตร์หนึ่งที่นำมาประยุกต์นำไปใช้ในห้องเรียน เพื่อแก้ไขความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของเด็กในชั้นเรียน ซึ่งพฤติกรรมที่แสดงออกของแต่ละคนมีความแตกต่างกันและมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพราะพฤติกรรมนั้นดูผิวเผินจะเข้าใจง่าย หากศึกษาให้ละเอียดแล้วนำมาศึกษา วิเคราะห์ จะพบว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก ละเอียดอ่อน และจะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน ซึ่งความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ ดังนั้น จึงต้องศึกษาเทคนิคทางจิตวิทยาในการแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบางอย่างได้จากพื้นฐานที่มาของพฤติกรรมบุคคล ทฤษฎีพื้นฐานในการปรับพฤติกรรม การปรับพฤติกรรมในชั้นเรียน และขั้นตอนในการปรับพฤติกรรมในชั้นเรียน เพื่อแก้ไขพฤติกรรมและบุคลิกภาพอันเป็นวิธีการพัฒนามนุษย์คำสำคัญ : จิตวิทยา ทฤษฎี การปรับพฤติกรรมในชั้นเรีย
การพัฒนาชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ที่ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านกาลิซา อำเภอระแงะ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 3
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ที่ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ที่ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต่อการใช้ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ที่ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนบ้านกาลิซาอำเภอระแงะ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 3 จำนวน 22 คน การวิจัยครั้งนี้ใช้แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ที่ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ (E1/E2) ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ที่ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.46 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.19/81.23 ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์หลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนร้อยละ 40.17 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.55คำสำคัญ : ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา อัตราส่วนและร้อยละ ความพึงพอใ