Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
Not a member yet
    351 research outputs found

    ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยลมชัก : การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ

    No full text
    ความร่วมมือในการใช้ยาเป็นปัญหาที่สำคัญของผู้ป่วยโรคลมชัก จากสถิติพบอัตราการเกิดความร่วมมือในการใช้ยาที่ไม่ดีในผู้ป่วยโรคลมชักได้มากกว่าร้อยละ 60 ทั้งนี้เกิดมาจากปัจจัยหลายประการร่วมกันไม่ว่าจะเป็นจากตัวผู้ป่วยเอง สาเหตุจากโรคลมชัก หรือสาเหตุจากยากันชัก ซึ่งเมื่อผู้ป่วยเกิดความร่วมมือในการใช้ยาที่ไม่ดีจะทำให้มีอาการชักซ้ำหรือมีความเสี่ยงของการชักที่ถี่ขึ้น การดื้อยา เสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยร่วมด้วย โดยความร่วมมือในการใช้ยาที่ไม่ดีนั้นหมายรวมถึงการใช้ยามากหรือน้อยกว่าที่กำหนด ใช้ยาในเวลาที่ไม่เหมาะสม ใช้ยาผิดวิถีทาง ใช้ยาผิดวัตถุประสงค์ ใช้ยาเสื่อมคุณภาพหรือหมดอายุ และการใช้ยาอื่นนอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง การศึกษานี้เป็นการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับความร่วมมือในการใช้ยา และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยโรคลมชัก โดยการสังเคราะห์งานวิจัยด้วยวิธีการทบทวนวรรณกรรมแบบบูรณาการ กลุ่มตัวอย่างคืองานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในสื่ออิเลกทรอนิกส์ ห้องสมุด และฐานข้อมูลต่างๆ ที่ศึกษาเกี่ยวกับความร่วมมือในการใช้ยาของ      ผู้ป่วยโรคลมชักทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991-2012 จำนวน 9 เรื่อง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสรุปคุณลักษณะงานวิจัยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรม ผลการสังเคราะห์สรุปได้ดังนี้ งานวิจัยที่นำมาสังเคราะห์ส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยภาษาอังกฤษ (ร้อยละ 88.89) และงานวิจัยภาษาไทย (ร้อยละ 11.11) และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยโรคลมชัก ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ ระยะเวลาในการรักษาด้วยยา ความถี่ของการชัก ความรู้เกี่ยวกับโรคลมชักและการรักษา การรับรู้สมรรถนะแห่งตน อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา การรับรู้ตราบาป และภาวะซึมเศร้า ข้อเสนอแนะ ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานให้พยาบาลได้ตระหนักและประเมินปัจจัยเสี่ยงของการเกิดความร่วมมือในการใช้ยาที่ไม่ดี รวมทั้งการให้การพยาบาลเพื่อการส่งเสริมความร่วมมือในการใช้ยาและการปฏิบัติตัวที่ดีแก่ผู้ป่วยโรคลมชักต่อไปคำสำคัญ : โรคลมชัก ความร่วมมือในการใช้ยา ปัจจัยคัดสรร การทบทวนวรรณกรร

    หลักการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง

    No full text
    บทความนี้นำเสนอการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างด้วยขั้นตอนการวิเคราะห์ 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การกำหนดข้อมูลเฉพาะของโมเดล 2) การระบุค่าความเป็นไปได้ค่าเดียวของโมเดล 3) การประมาณค่าพารามิเตอร์ของโมเดล 4) การตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดล และ 5) การปรับโมเดล ประเด็นย่อยในบทความนำเสนอ การตรวจสอบความเหมาะสมของโมเดลสมการโครงสร้างที่พัฒนาขึ้น โดยพิจารณาจากเกณฑ์ 3 ข้อ ได้แก่ 1) ความสอดคล้องของโมเดลสมการโครงสร้างที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 2) ค่าพารามิเตอร์แต่ละเส้นมีความแตกต่างจากศูนย์หรือไม่ และ 3) ความสมเหตุสมผลของขนาดและทิศทางของค่าพารามิเตอร์แต่ละเส้นซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการพัฒนาโมเดลสมการโครงสร้างคำสำคัญ : โมเดลสมการโครงสร้าง ดัชนีความสอดคล้องของโมเด

    วิธีการใหม่ปรับปรุงดินทรายแป้งด้วยยิปซัมเทียมและเถ้าใยปาล์มน้ำมัน

    No full text
    การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาวิธีการใหม่ปรับปรุงดินปนทรายแป้งทุ่งกงด้วยยิปซัมเทียมและเถ้าใยปาล์มน้ำมันในประเด็น อัตราส่วนผสม ความหนาแน่นรวม กำลังอัด และอัตราส่วนรับแรงแบกทาน แบบแช่น้ำบางอัตราส่วน ได้ดำเนินการโดยการวัดตัวอย่างดินทุ่งกงที่ผสมด้วยยิปซัมเทียมแทนบางส่วนในอัตราส่วนร้อยละ 20 30 40 และ 50 โดยน้ำหนักแห้ง นอกจากนี้ที่ยิปซัมเทียมอัตราส่วนร้อยละ 50 ได้แทนบางส่วนด้วยเถ้าใยปาล์มน้ำมันร้อยละ 5 10 และ 15 ด้วยอัตราส่วนน้ำต่อส่วนผสมโดยน้ำหนักต่างกันตั้งแต่ 0.30 0.40 และ 0.50 ได้บ่มตัวอย่างในบรรยากาศห้องเป็นเวลา 1, 7 และ 28 วัน ตัวอย่างดินผสมยิปซัมเทียมรูปทรงกระบอกขนาด 40x80 มม. วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของตัวอย่างด้วยเทคนิครังสีเอกซ์ฟลูออเรสเซนต์และโครงสร้างจุลภาคด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด คำนึงถึงกำลังอัดของตัวอย่างดินปนทรายแป้งผสมยิปซัมเทียมเพิ่มขึ้นตามอัตราส่วนผสม โดยเฉพาะอัตราส่วนน้ำต่อวัสดุประสานส่งผลให้ความหนาแน่นรวมลดลง การเติมยิปซัมเทียมร้อยละ 45 และเถ้าปาล์มน้ำมันร้อยละ 5 ในดินทรายแป้งบ่มที่ 28 วัน ได้ให้กำลังอัดสูงสุดทั้งแบบแช่น้ำและไม่แช่น้ำคือ 22.53 และ 29.86 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ตามลำดับ ส่วนค่าอัตราส่วนรับแรงแบกทานแบบแช่น้ำได้สูงสุดร้อยละ 98.88 แสดงถึงว่าการผสมวัตถุของเสียเหล่านี้มีสภาพเหมาะสมสำหรับการประยุกต์ในโครงสร้างถนนของชั้นรองพื้นทางและพื้นทางคำสำคัญ : การปรับปรุงดินทรายแป้ง, ยิปซัมเทียม, เถ้าใยปาล์มน้ำมัน, กำลังอัด, วัสดุนำกลับมาใช้ใหม

    การดูแลสุขภาพตนเองในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อของผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ในสามจังหวัดชายแดนใต้

    No full text
    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการดูแลสุขภาพตนเองในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ และความสัมพันธ์ของข้อมูลส่วนบุคคลกับการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ  กลุ่มตัวอย่างคือ  ผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือผู้ป่วยเอดส์ จำนวน 538 คน ที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลศูนย์ยะลา โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ และโรงพยาบาล ปัตตานี โดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างตามแต่บังเอิญพบ ขณะเข้ารับบริการเดือนตุลาคม 2555 - มกราคม 2556 ใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและแบบสอบถามการดูแลตนเอง ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.77 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและไคสแควร์ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างดูแลตนเองในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้ออยู่ในระดับสูง ร้อยละ 55.0 โดยด้านการฟื้นฟูสภาพจิตใจ การไม่ใช้สารเสพติด และการส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรงอยู่ในระดับดีมาก ร้อยละ 87.7, 87.5 และ 85.5 ตามลำดับ ด้านสุขวิทยาส่วนบุคคลอยู่ในระดับดี ร้อยละ 83.3 กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 55.0 ที่มีเพศสัมพันธ์ ปฏิบัติตัวด้านการมีเพศสัมพันธ์ให้ปลอดภัยอยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 42.5 และพบว่า อายุ สถานภาพสมรสและการมีรายได้ในแต่ละเดือน มีความสัมพันธ์กับการดูแลตนเองในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษานี้สามารถเป็นข้อมูลพื้นฐานในการส่งเสริมสุขภาพการดูแลตนเองและการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยโรคเอดส์ต่อไปคำสำคัญ : ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การดูแลสุขภาพตนเอง การป้องกันการแพร่กระจายเชื้

    ผลของการสอนอย่างมีแบบแผนต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยผ่าตัดเปิดทางเชื่อมระหว่างถุงน้ำตากับช่องจมูก แบบไม่นอนโรงพยาบาล

    No full text
    การวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลของการสอนอย่างมีแบบแผนต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยผ่าตัดเปิดทางเชื่อมระหว่างถุงน้ำตากับช่องจมูก แบบไม่นอนโรงพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดเปิดทางเชื่อมระหว่างถุงน้ำตากับช่องจมูก แบบไม่นอนโรงพยาบาล ประกอบด้วย กลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 32 ราย กลุ่มควบคุมได้รับการสอนตามปกติจากพยาบาลประจำการ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับการสอนอย่างมีแบบแผนจากผู้วิจัย  เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการสอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบบันทึกลักษณะทั่วไป และแบบวัดพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังได้รับการผ่าตัดเปิดทางเชื่อมระหว่างถุงน้ำตากับช่องจมูก ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.73 วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ แมนวิทนีย์ ยู  ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่ม มีลักษณะทั่วไปไม่แตกต่างกัน ทั้ง เพศ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา และรายได้  เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมในการดูแลตนเองหลังการสอน พบว่า กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการดูแลตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการสอนอย่างมีแบบแผนในการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยผ่าตัดเปิดทางเชื่อมระหว่างถุงน้ำตากับช่องจมูก ทำให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมในการดูแลตนเองได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ได้รับการสอนตามปกติคำสำคัญ : การสอนอย่างมีแบบแผน พฤติกรรมการดูแลตนเอง ผ่าตัดเปิดทางเชื่อมระหว่างถุงน้ำตากับช่องจมู

    วิธีสอนแบบบรรยายร่วมกับเทคนิคกราฟิก และสารสนเทศร่วมสมัยเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

    Get PDF
    วิธีสอนแบบบรรยาย เป็นวิธีสอนที่ครูทุกคนคุ้นชินและใช้อยู่เสมอ โดยครูเป็นผู้เตรียมศึกษาหาความรู้ และนำมาบรรยายให้ผู้เรียนฟัง ซึ่งหลายท่านมักจะมองว่าวิธีสอนแบบบรรยายเป็นวิธีที่ล้าสมัย ไม่น่าสนใจ ไม่เหมาะกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ที่เน้นการพัฒนาผู้เรียน ให้มีความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหา การตัดสินใจ ความเป็นพลเมืองดิจิตอล ความเชี่ยวชาญในการค้นคว้าหาข้อมูล ความสามารถในการใช้งานเทคโนโลยี แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว วิธีสอนแบบบรรยายก็เป็นวิธีสอนวิธีหนึ่งที่สามารถทำให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในเนื้อหาสาระที่ครูกำลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน เพียงแต่ครูจะต้องนำเทคนิคการสอนอื่นๆ มาจัดกิจกรรมร่วมกับวิธีสอนแบบบรรยาย ซึ่งเทคนิคที่จะนำเสนอในบทความนี้คือ เทคนิคกราฟิก และสารสนเทศร่วมสมัย หากครูผู้สอนได้นำวิธีนี้มาใช้สอนร่วมกับวิธีสอนแบบบรรยาย ก็สามารถพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความคงทนในการเรียนรู้ ความสามารถด้านการคิด เป็นต้นคำสำคัญ : วิธีการสอน แบบบรรยาย เทคนิคกราฟิก สารสนเทศร่วมสมั

    สภาพการใช้น้ำบาดาลและปัญหาด้านคุณภาพน้ำบาดาลในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส

    No full text
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพการใช้น้ำบาดาล ปัญหาด้านคุณภาพน้ำบาดาลในพื้นที่ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส และเพื่อศึกษาแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านคุณภาพน้ำบาดาลในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ประชากรที่ศึกษา คือ ประชากรในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส จำนวน 122,332 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโร ยามาเน่ ที่ระดับความคลาดเคลื่อนเท่ากับ .05 ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า สภาพการใช้น้ำบาดาลของผู้ใช้น้ำบาดาลในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ส่วนใหญ่ มีความพึงพอใจกับสภาพการใช้น้ำบาดาลในปัจจุบัน เพราะน้ำบาดาลมีความเพียงพอต่อการใช้ในชีวิตประจำวัน ประชาชนใหญ่ใช้น้ำบาดาลในการอุปโภค (น้ำใช้) ทั้งนี้ การเจาะบ่อน้ำบาดาลจะใช้แรงงานคนเป็นหลัก ด้านปัญหาคุณภาพน้ำบาดาล  พบว่า ส่วนใหญ่สีของน้ำบาดาลใส แต่บางพื้นที่ มีสีเหลืองอ่อน มีความขุ่นเล็กน้อย รสชาติจืด แต่ในบางพื้นที่มีรสชาติฝาด ส่วนใหญ่ไม่มีสิ่งเจือปน แต่บางพื้นที่มีทรายและสนิมเหล็กเจือปน ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาด้านกลิ่น แต่บางพื้นที่มีกลิ่นสนิม ทั้งนี้ แนวทางในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาล ประชาชนมักจะใช้วิธีการต้ม และรองลงมาใช้วิธีการกรอง เพื่อทำให้น้ำมีคุณภาพดีขึ้น โดยในการศึกษาครั้งต่อไป ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบสภาพการใช้น้ำบาดาล ปัญหาคุณภาพน้ำบาดาลในพื้นที่อำเภอใกล้เคียง และศึกษาประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำบาดาลของหน่วยงานภาครัฐที่ให้บริการประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสคำสำคัญ : สภาพการใช้น้ำบาดาล ปัญหาด้านคุณภาพน้ำบาดาล แนวทางในการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำบาดา

    การศึกษาคุณสมบัติของคอนกรีตสดผสมเถ้าปาล์มน้ำมันจากแหล่งนิคมบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส

    No full text
    งานวิจัยนี้ศึกษาคุณสมบัติของคอนกรีตสดที่ใช้เถ้าปาล์มน้ำมันจากนิคมบาเจาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส แทนที่ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 ในอัตราส่วนเท่ากับ 0, 10, 20 และ 30 โดยน้ำหนักวัสดุประสาน และควบคุมอัตราส่วนน้ำต่อวัสดุประสานของคอนกรีตให้มีค่าเท่ากับ 0.62 ทำการศึกษาคุณสมบัติของคอนกรีตสด ซึ่งได้แก่ ค่าการยุบตัว การเยิ้มน้ำ และระยะเวลาการก่อตัวของคอนกรีต ผลการทดสอบพบว่า การใช้เถ้าปาล์มน้ำมันแทนที่ปูนซีเมนต์บางส่วนส่งผลให้คอนกรีตมีการค่าการยุบตัวลดลง มีการเยิ้มน้ำสูงขึ้น และมีระยะเวลาการก่อตัวของคอนกรีตจะนานขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับคอนกรีตควบคุมคำสำคัญ : คอนกรีตสด เถ้าปาล์มน้ำมัน ค่าการยุบตัว การเยิ้มน้ำ ระยะเวลาการก่อตั

    การตรวจสอบความแปรปรวนทางพันธุกรรมของยางพาราในหลอดทดลองโดยเครื่องหมาย Random Amplified Polymorphic DNA (RAPD)

    No full text
    ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย จากความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงแคลลัส และชักนำโซมาติกเอ็มบริโอจากการเพาะเลี้ยงอับละอองเกสรของยางพารา โคลน 2-NR โดยใช้อาหารสูตร Murashige and Skoog (MS) เติมน้ำตาลซูโครส 5 เปอร์เซ็นต์ 2,4-dichlorophenoxyacetic acid (2,4-D) เข้มข้น 1 มิลลิกรัมต่อลิตร kinetin (KN) เข้มข้น 1 มิลลิกรัมต่อลิตร และ ?-naphthaleneacetic acid (NAA) เข้มข้น 1 มิลลิกรัมต่อลิตร และชักนำ โซมาติกเอ็มบริโอจากแคลลัสอายุ 8 สัปดาห์ บนอาหารสังเคราะห์สูตร MS เติมน้ำตาลซูโครส 3 เปอร์เซ็นต์ 6-benzyladenine (BA) เข้มข้น 1 มิลลิกรัมต่อลิตร KN เข้มข้น 3 มิลลิกรัมต่อลิตร NAA เข้มข้น 0.2 มิลลิกรัมต่อลิตร และ gibberellic acid (GA3) เข้มข้น 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร เมื่อนำแคลลัสและโซมาติกเอ็มบริโอที่ชักนำได้ มาตรวจสอบความแปรปรวนทางพันธุกรรมเปรียบเทียบกับต้นแม่โดยเครื่องหมาย RAPD ใช้ไพรเมอร์จำนวน 7 ไพรเมอร์ คือ OPAB-01, OPAD-01, OPAD-10, OPB-17, OPN-16, OPR-02 และ OPZ-04 พบว่า ไพรเมอร์ OPZ-04 ให้แถบดีเอ็นเอที่มีความแตกต่างในตัวอย่างดีเอ็นเอที่สกัดจากแคลลัส แสดงว่าแคลลัสที่ชักนำได้มีความแปรปรวนทางพันธุกรรม ดังนั้นการใช้เทคนิค RAPD และไพรเมอร์ OPZ-04 สามารถนำมาใช้ในการตรวจสอบการตรงตามพันธุ์ของต้นยางพาราจากกระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้คำสำคัญ : ยางพารา   ความแปรปรวนทางพันธุกรรม   เครื่องหมาย RAPD   โซมาติกเอ็มบริโอเจนิซี

    ประสบการณ์ของผู้ดูแลหลักมุสลิมในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตระยะสุดท้ายที่ได้รับการรักษาในไอซียู

    No full text
    การศึกษาเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายและอธิบายประสบการณ์ของผู้ดูแลหลักมุสลิมในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตระยะสุดท้ายในไอซียู ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้ดูแลหลักมุสลิมที่มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตระยะสุดท้ายและได้เสียชีวิตในไอซียู จำนวน 8 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการของแวน มาเนน (Van Manen) ผลการวิจัยพบว่า การปฏิบัติของผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตระยะสุดท้ายมี 4 กิจกรรมดังนี้ 1) ส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้อยู่ใกล้ชิดกับพระเจ้าตลอดเวลา 2) อยู่ดูแลใกล้ชิดเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยรู้สึกโดดเดี่ยว 3) ส่งเสริมความสุขสบาย และ 4) บรรเทาความทุกข์ทรมานตามความเชื่อ สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการดูแลผู้ป่วยของผู้ดูแลหลักมีดังนี้ 1) ธรรมเนียมการปฏิบัติของพยาบาลกับความต้องการของผู้ดูแลไม่สอดคล้องกัน 2) การให้ข้อมูลของแพทย์และพยาบาลไม่ชัดเจน และ 3) ความปลอดภัยของผู้ดูแลหลักจากการที่ไม่มีที่พัก ผลการศึกษาในครั้งนี้ทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับประสบการณ์ของผู้ดูแลหลักมุสลิมในการดูแลผู้ป่วยวิกฤติระยะระยะสุดท้ายที่ได้รับการรักษาในไอซียู ข้อมูลที่ได้สามารถใช้เป็นแนวทางในการให้การพยาบาลผู้ดูแลหลักมุสลิมผู้ป่วยวิกฤตระยะสุดท้ายให้สอดคล้องกับความต้องการ ความเชื่อ และพัฒนาการพยาบาลสู่การพยาบาลแบบองค์รวมบนพื้นฐานทางวัฒนธรรมของผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น คำสำคัญ : ผู้ดูแลหลักมุสลิม  ผู้ป่วยวิกฤตระยะสุดท้าย  แผนกไอซีย

    41

    full texts

    351

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇