Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
Not a member yet
351 research outputs found
Sort by
กรณีศึกษาการวัดค่าองค์ประกอบกำลังไฟฟ้าในระบบ 1 เฟส ภายใต้สภาวะโหลดไม่เชิงเส้น
บทความนี้นำเสนอการศึกษาการวัดค่าองค์ประกอบกำลังไฟฟ้าในระบบ 1 เฟส ในสภาวะโหลดไม่เป็นเชิงเส้น โดยพัฒนาการวัดค่ากำลังไฟฟ้าร่วมกันระหว่างอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณแรงดันและกระแสไฟฟ้าที่ได้จากโหลดไม่เชิงเส้นแล้วนำสัญญาณดังกล่าวไปประมวลผลด้วยการ์ดประมวลผลสัญญาณ (DAQ) จากนั้น ทำการคำนวณหาค่าองค์ประกอบกำลังไฟฟ้าและแสดงผลด้วยเครื่องมือวัดแบบเสมือน LabVIEW ซึ่งเป็นแนวทางในการวัดค่าองค์ประกอบกำลังไฟฟ้า เช่น กำลังไฟฟ้าจริง กำลังไฟฟ้าปรากฏ กำลังไฟฟ้าเสมือน ค่ากำลังไฟฟ้าผิดเพี้ยนและค่าองค์ประกอบกำลังของวงจร โดยใช้การแปลงฟูริเยร์แบบเร็วในการแยกองค์ประกอบของแรงดันและกระแสไฟฟ้าที่ความถี่มูลฐานรวมถึงมุมเฟสที่ความถี่มูลฐาน เพื่อใช้ในการคำนวณองค์ประกอบกำลังไฟฟ้าในสภาวะโหลดไม่เชิงเส้น นำผลที่ได้จากการวัด ไปเปรียบเทียบกับเครื่องมือวัดค่ากำลังไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน คือ METRIX PX120 ผลการทดสอบพบว่า การวัดค่าองค์ประกอบกำลังไฟฟ้าที่สร้างขึ้นมีผลการวัดมีค่าใกล้เคียง และมีความผิดพลาดในการวัดเฉลี่ยที่ 0.2 %คำสำคัญ : โหลดไม่เชิงเส้น, เครื่องมือวัดแบบเสมือ
โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุความสุขของนักศึกษาพยาบาล
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ความภาคภูมิใจในตนเอง และความสุข และพัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุความสุขของนักศึกษาพยาบาล และตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุความสุขกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ตัวแปรการวิจัย ประกอบด้วย ตัวแปรแฝง 3 ตัว ได้แก่ การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ความภาคภูมิใจในตนเอง และความสุข โดยใช้แบบสอบถามการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มาตรวัดความภาคภูมิใจในตนเอง และมาตรวัดความสุขเป็นเครื่องมือในการวิจัย ซึ่งเก็บข้อมูลจากนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1-4 ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สวรรค์ประชารักษ์ นครสวรรค์ ปีการศึกษา 2555 จำนวน 489 คน ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานด้วยโปรแกรม SPSS และวิเคราะห์โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุด้วยโปรแกรม LISREL ผลการวิจัย แสดงให้เห็นว่าประสิทธิผลของการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ความภาคภูมิใจในตนเอง และความสุขของนักศึกษาพยาบาลอยู่ในระดับมาก และโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุความสุขของนักศึกษาพยาบาลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยตรวจสอบจากค่าไค-สแควร์ (Chi-Square) เท่ากับ 28.19 ที่องศาอิสระ (df) เท่ากับ 25 ค่า p เท่ากับ 0.29 ค่า GFI เท่ากับ 0.99 ค่า AGFI เท่ากับ 0.99 ค่า CFI เท่ากับ 1.00 ค่า RMR เท่ากับ 0.00 ค่า SRMR เท่ากับ 0.00 และค่า RMSEA เท่ากับ 0.01 และสามารถอธิบาย ความแปรปรวนของความสุขได้ร้อยละ 89 นอกจากนี้ตัวแปรที่มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อความสุข คือ การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและความภาคภูมิใจในตนเอง ส่วนตัวแปรที่มีอิทธิพลทางอ้อมเชิงบวกต่อความสุขโดยส่งผ่านความภาคภูมิใจในตนเอง ได้แก่ การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญคำสำคัญ : โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ ความสุข นักศึกษาพยาบา
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการสอนวิชาเสื้อผ้าเด็กวัยเรียน
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการสอนวิชาเสื้อผ้าเด็กวัยเรียนให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของคะแนนทดสอบก่อนเรียนกับคะแนนทดสอบหลังเรียนวิชาเสื้อผ้าเด็กวัยเรียนที่สอนโดยใช้เอกสารประกอบการสอน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการสอนวิชาเสื้อผ้าเด็กวัยเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้เรียนหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น วิทยาลัยการอาชีพหลวงประธานราษฎร์นิกร รุ่นที่ 74 จำนวน 11 คน ที่ได้จากการแบ่งกลุ่ม (Cluster Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ เอกสารประกอบการสอนวิชาเสื้อผ้าเด็กวัยเรียนซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.67 – 1.00 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 และ 0.91 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ผลการวิจัยพบว่า เอกสารประกอบการสอนวิชาเสื้อผ้าเด็กวัยเรียน มีประสิทธิภาพอยู่ที่ 82.72/81.75 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของคะแนนทดสอบก่อนเรียนกับคะแนนทดสอบหลังเรียนวิชาเสื้อผ้าเด็กวัยเรียน ที่สอนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนพบว่า ผลสัมฤทธิ์ของคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการสอนวิชาเสื้อผ้าเด็กวัยเรียนอยู่ในระดับมากคำสำคัญ : เอกสารประกอบการสอน เสื้อผ้าเด็กวัยเรีย
การพัฒนาการอ่านและการเขียนภาษาไทย เรื่อง มาตราตัวสะกด โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด ส่งเสริมคุณธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองนราธิวาส
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด ส่งเสริมคุณธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองนราธิวาส ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยด้านการอ่าน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองนราธิวาส ก่อนและหลังจากการเรียนโดยการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด ส่งเสริมคุณธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองนราธิวาส และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด ส่งเสริมคุณธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองนราธิวาส กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเมืองนราธิวาส ปีการศึกษา 2555 จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้คือ 1) หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด ส่งเสริมคุณธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองนราธิวาส 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบวัดความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการศึกษา พบว่า 1. หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด ส่งเสริมคุณธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองนราธิวาส ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 84.15/84.07 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนโดยการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด ส่งเสริมคุณธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองนราธิวาส สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด ส่งเสริมคุณธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองนราธิวาส โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x=4.24, S.D.=0.430)คำสำคัญ : หนังสือส่งเสริมการอ่าน คุณธรรม อัตลักษณ์ท้องถิ่น มาตราตัวสะก
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการทำหน้าที่ด้านการรู้คิดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ
การศึกษานี้เป็นการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการทำหน้าที่ด้านการรู้คิด และปัจจัยที่สัมพันธ์กับการทำหน้าที่ด้านการรู้คิดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด กลุ่มตัวอย่างคืองานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการทำหน้าที่ด้านการรู้คิดในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด ที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในสื่ออิเลกทรอนิกส์ ห้องสมุด และฐานข้อมูลต่างๆ ในต่างประเทศ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 – 2011 จำนวน 17 เรื่อง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสรุปงานวิจัยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรม ผลการสังเคราะห์งานวิจัย สรุปได้ว่าปัจจัยที่สัมพันธ์กับการทำหน้าที่ด้านการรู้คิดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด ได้แก่ อายุ สูตรของเคมีบำบัด ระยะเวลาการได้รับเคมีบำบัด ภาวะโลหิตจาง โรคร่วม ความเหนื่อยล้า และภาวะวิตกกังวล ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษา พัฒนางานวิจัยทางการพยาบาลและการพยาบาล เพื่อป้องกัน ลดโอกาสและความรุนแรงของการลดลงของการทำหน้าที่ด้านการรู้คิด จัดการกับอุปสรรคในการฟื้นฟูผู้ป่วย จัดระบบบริการในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัดรวมทั้งให้ความรู้การสร้างเสริมสุขภาพ แก่ผู้ป่วยคำสำคัญ : มะเร็งเต้านม การทำหน้าที่ด้านการรู้คิด เคมีบำบัด การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบ
การพัฒนาแบบจำลองการคิดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากน้ำเสียของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาแบบจำลองที่ใช้ในการคิดต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำเสียของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม โดยค่าที่ประเมินได้สามารถนำไปใช้ได้ ครอบคลุมกระบวนการผลิตไฟฟ้าจากน้ำเสียในโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มในปัจจุบัน โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มส่วนใหญ่มีน้ำเสียจากกระบวนการผลิตประมาณ 70-80% ของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตทั้งหมด ในงานวิจัยนี้ทำการวิเคราะห์สมการผลิตโดยใช้แบบจำลอง Cobb Douglas เพื่อใช้ในการประมาณ การผลิตไฟฟ้าต่อไป ซึ่งปัจจัยที่นำมาศึกษาได้แก่ ปัจจัยทุน แรงงาน วัตถุดิบ และเปอร์เซ็นต์มีเทน นำใช้ในการประมาณการต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ผลการศึกษาภายใต้แบบจำลอง Cobb Douglas ในรูปสมการ Yi = 0.957359 Ki0.0409033 Mi0.47096 Ci0.886801 พบว่า ปัจจัยการผลิตที่มีนัยสำคัญต่อปริมาณการผลิตกระแสไฟฟ้าในระดับความเชื่อมัน 95% คือ ปริมาณวัตถุดิบ และเปอร์เซ็นต์มีเทนในก๊าซชีวภาพ ในส่วนปัจจัยอื่นๆที่เหลือ มีนัยสำคัญน้อยกว่าร้อยละ 90 สมการต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำเสียในโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มคือ C (y) = 36,509.18 + (0.69 Y) โดยมีค่า 36,509.18 บาทต่อวันเป็นต้นทุนคงที่ และ 0.69 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง เป็นต้นทุนแปรผัน ซึ่งแปรผันตามปริมาณการผลิตกระแสไฟฟ้าของโรงงานในแต่ละวัน กรณีตัวอย่างในแบบจำลองสถานการณ์ ใช้ปัจจัยทุนที่ 50.64 เมกกะวัตต์ต่อชั่วโมง ปัจจัยวัตถุดิบ 702 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ปัจจัยเปอร์เซ็นต์มีเทนในก๊าซชีวภาพ 56% ซึ่งจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 40,058 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อวัน จะสามารถคำนวณต้นทุนการผลิตรวม ต้นทุนคงที่รวม และต้นทุนแปรผันรวม เป็นจำนวน 63,991 บาท บาท 36,509 บาท และ 27,482 บาท ตามลำดับ และสามารถคำนวณต้นทุนเฉลี่ย ต้นทุนคงที่เฉลี่ย ต้นทุนแปรผันเฉลี่ย เป็นจำนวน 1.60 บาทต่อกิโลวัตต์, 0.91 บาทต่อกิโลวัตต์ และ 0.69 บาทต่อกิโลวัตต์ ตามลำดับคำสำคัญ : โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม น้ำมันปาล์มดิบ แบบจำลองการคิดต้นทุน การผลิตไฟฟ้า ก๊าซชีวภา
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตามบทบัญญัติอิสลาม : กรณีศึกษา ครอบครัวมุสลิมในหมู่บ้านบาเฆะ ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส
การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ และเชิงคุณภาพ ซี่งมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบัญญัติอิสลามว่าด้วยการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 2) เพื่อศึกษาถึงความสำคัญและคุณประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตามหลักการอิสลามและหลักการแพทย์ และ 3) เพื่อศึกษาถึงแนวทางการปฏิบัติของมารดาต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในหมู่บ้านบาเฆะ ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส โดยทำการศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพจากคัมภีร์อัลกุรอาน หะดีษ ตำราวิชาการ และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และเก็บข้อมูลเชิงสำรวจ จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นครอบครัวมุสลิมในหมู่บ้านบาเฆะ ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส จำนวน 55 คน คัดเลือกโดยวิธีการเฉพาะเจาะจง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ นำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความประเสริฐ และประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อยู่ในระดับปานกลาง สำหรับผลการวิจัยจากการสัมภาษณ์มารดาส่วนใหญ่ พบว่า ผู้ให้สัมภาษณ์ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสำคัญต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่พอสมควร ส่งเสริมให้มารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ให้นมลูกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงสองปี อีกทั้งยังให้ความตระหนักในการศึกษาเพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องอีกด้วยคำสำคัญ : บทบัญญัติอิสลาม การเลี้ยงลูกด้วยนมแม
6 อาหารท้องถิ่น วัฒนธรรมการกินแบบพื้นบ้าน สืบสานสู่อาเซียน
อาหารพื้นบ้านเป็นวัฒนธรรมการกินที่สะท้อนถึงวิถีการดำเนินชีวิต วิธีการจัดการทางเศรษฐกิจและภูมิปัญญาของท้องถิ่น นราธิวาสเป็นจังหวัดหนึ่งทางใต้สุดปลายด้ามขวาน มีทำเลที่ตั้งติดกับชายแดนประเทศมาเลเซีย ดินแดนแถบนี้เคยเป็นศูนย์กลางการเดินเรือค้าขายของพ่อค้าจากอินเดีย จีนและอินโดนีเซีย ทำให้วัฒนธรรมการกินของชาวต่างชาติโดยเฉพาะอินเดียใต้ซึ่งเป็นต้นตำรับในการใช้เครื่องเทศปรุงอาหารเข้ามามีอิทธิพลอย่างมาก ชาวนราธิวาสส่วนใหญ่นิยมทานข้าวเจ้าเป็นหลัก และมื้อเย็นนั้นนิยมทานพร้อมกันทั้งครอบครัว กับข้าวแต่ละมื้อมักมีอาหารประเภทที่มีน้ำแกงและที่ขาดไม่ได้คือน้ำพริกหรือน้ำบูดู ผักจึงเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารทุกมื้อ อีกทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการ เพิ่มความอร่อยและช่วยรักษาโรคได้ดี อาหารท้องถิ่นที่สำคัญของจังหวัดนราธิวาสมี 6 ประเภท คือ 1) ข้าวยำน้ำบูดู 2) ข้าวมันแกงไก่ 3) ข้าวมันมลายู 4) ข้าวหมกไก่ 5) ข้าวหมกแพะ และ 6) ข้าวแกง ซึ่งแต่ละประเภทมีเอกลักษณ์เฉพาะ เน้นวิถีดั้งเดิม เรียบง่ายแต่ยั่งยืน ไม่นิยมปรุงแต่งหน้าตาของอาหารให้งามเลิศเลอ หากแต่รสชาติถูกปากคนท้องถิ่น และดำรงไว้ซึ่งความเป็นอัตลักษณ์ที่นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างแท้จริงจนกลายเป็นวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนนราธิวาสคำสำคัญ : อาหารท้องถิ่น วัฒนธรรมการกินแบบพื้นบ้าน อาเซีย