Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
Not a member yet
    351 research outputs found

    การผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันกรดดำโดยใช้ปฏิกิริยาทรานส์เอสเทอริฟิเคชัน

    No full text
    การนำน้ำมันกรดดำที่ได้จากกระบวนการผลิตน้ำมันมะพร้าวมาใช้เป็นสารตั้งต้นในกระบวนการผลิต ไบโอดีเซล เพื่อใช้ทดแทนน้ำมันดีเซลซึ่งมีราคาสูงขึ้นหากน้ำมันกรดดำถูกปล่อยทิ้งจะทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และเสียทรัพยากรที่มีค่าไปโดยเปล่าประโยชน์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการผลิต ไบโอดีเซลจากน้ำมันกรดดำที่ได้จากกระบวนการผลิตน้ำมันมะพร้าว เพื่อลดต้นทุนด้านวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซล โดยใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ตัวแปรที่ศึกษาคือ อัตราส่วนโดยน้ำหนักของโซเดียมไฮดรอกไซด์ต่อน้ำมันกรดดำ และอัตราส่วนโดยน้ำหนักของเอทานอลต่อน้ำมันกรดดำ ที่อุณหภูมิในการทำปฏิกิริยา 60±5 องศาเซลเซียส และเวลาในการทำปฏิกิริยา 45 นาที ผลงานวิจัยสรุปได้ว่า ภาวะที่เหมาะสมในการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันกรดดำ คือ อัตราส่วนโดยน้ำหนักของโซเดียมไฮดรอกไซด์ต่อน้ำมันกรดดำ 1:100 และอัตราส่วนโดยน้ำหนักของเอทานอลต่อน้ำมันกรดดำ 0.5:1 ไบโอดีเซลที่ผลิตได้มีสีน้ำตาลและให้ผลได้ร้อยละ 29.50 คำสำคัญ: ไบโอดีเซล น้ำมันกรดดำ ทรานส์เอสเทอร์ริฟิเคชั

    ผลการจัดกิจกรรมโครงงานคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ และความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแคนา จังหวัดนราธิวาส

    No full text
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์  เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมโครงงานคณิตศาสตร์ และ 2) ศึกษาความสามารถในการเชื่อมโยงทาง คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  ที่ได้รับการจัดกิจกรรมโครงงานคณิตศาสตร์   กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแคนา อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 จำนวน 20 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมโครงงานคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์  และแบบประเมินความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที ผลการวิจัยปรากฏว่า 1)  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียน  หลังได้รับการจัดกิจกรรมโครงงานคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร  สูงกว่าก่อนได้รับการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  และ  2)  ความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์  เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตรของนักเรียน  หลังการใช้กิจกรรมโครงงานคณิตศาสตร์อยู่ในระดับดีคำสำคัญ:  กิจกรรมโครงงานคณิตศาสตร์  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์  ความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ มัธยมศึกษ

    ผลของสารพาโคลบิวทราโซลต่อการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อดาหลา (Etlingera elatior [Jack] R.M. Smith.)

    No full text
    การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อดาหลาโดยการนำชิ้นส่วนยอดมาวางเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์สูตร Murashige and Skoog (MS)  เติม  Benzyladenine (BA) ความเข้มข้น 3.0 มก./ล. ร่วมด้วยสารพาโคลบิวทราโซล (Paclobutrazol ; PBZ)  5 ความเข้มข้น (0  10  20  30  40 และ 50 มก./ล.) ที่อุณหภูมิ 25+2 องศาเซลเซียส   ความเข้มแสง 2,000 ลักซ์  ให้แสงเป็นเวลา 16 ชั่วโมงต่อวัน หลังจากเพาะเลี้ยงเป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าสารพาโคลบิวทราโซลทุกระดับความเข้มข้นสามารถชักนำยอดรวมได้ แต่เปอร์เซ็นต์การเกิดยอดรวมและจำนวนยอดเฉลี่ยต่อชิ้นส่วนพืชให้ผลไม่แตกต่างกันทางสถิติ  ในกรณีของความยาวยอดเฉลี่ยพบว่าสารพาโคลบิวทราโซลความเข้มข้น 40 และ 50 มก./ล. ให้ผลแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) กับระดับความเข้มข้นอื่นๆ  สารพาโคลบิวทราโซลระดับความเข้มข้น 50 มก./ล. ให้ยอดที่มีความยาวเฉลี่ยต่ำสุดเท่ากับ 1.25 ซม. คำสำคัญ : พาโคลบิวทราโซล   สภาพปลอดเชื้อ   ดาหล

    รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะไอซีทีสำหรับบุคลากรในธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย

    No full text
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาองค์ประกอบสมรรถนะไอซีทีสำหรับบุคลากรในธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และนำเสนอรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะไอซีทีสำหรับบุคลากรในธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย เครื่องมือในการวิจัยเชิงปริมาณคือ แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 385 ราย และการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้สัมภาษณ์คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอซีทีจากหน่วยงานพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 10 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์  องค์ประกอบเชิงสำรวจ ผลการวิจัย พบว่า สมรรถนะไอซีทีสำหรับบุคลากรในธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ 47 ตัวแปร โดยตัวแปรทั้งหมดสามารถอธิบายความแปรปรวนรวมได้ร้อยละ 74.979 ได้แก่ องค์ประกอบสมรรถนะด้าน     ความสามารถออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ จำนวน 36 ตัวแปร ซึ่งตัวแปรที่จำเป็นมากที่สุดคือ ความสามารถพัฒนาและปรับปรุงเว็บไซต์ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ความน่าเชื่อถือในการประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ องค์ประกอบสมรรถนะด้านการมีมนุษยสัมพันธ์และความรับผิดชอบ จำนวน 6 ตัวแปร ซึ่งตัวแปรที่จำเป็นมากที่สุด คือ การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคลภายในและภายนอกองค์กร และ องค์ประกอบสมรรถนะด้านการคิดอย่างเป็นระบบและมุ่งผลสัมฤทธิ์ จำนวน 5 ตัวแปร ซึ่งตัวแปรที่จำเป็นมากที่สุด คือ ความสามารถในการไตร่ตรองเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างรอบคอบคำสำคัญ : สมรรถนะไอซีที บุคลากร ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส

    การศึกษาสภาพและปัญหาของการจัดการเรียนรู้รายวิชาการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันการเจ็บป่วยของนักศึกษาพยาบาล

    No full text
    การวิจัยเชิงสำรวจ เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาของการจัดการเรียนรู้รายวิชาการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันการเจ็บป่วยของนักศึกษาพยาบาลตามความเป็นจริงและความคาดหวังและเพื่อเปรียบเทียบการจัดการเรียนรู้รายวิชาเสริมสร้างสุขภาพและการป้องกันการเจ็บป่วยตามความเป็นจริงและความคาดหวังของนักศึกษากลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปี 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช ปีการศึกษา 2557 จำนวน 67 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับจำนวน 35 ข้อ หาค่าความเชื่อมั่นด้วยสูตรสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ 0.967 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติ Paired t-test ผลการวิจัย สภาพและปัญหาของการจัดการเรียนรู้รายวิชาการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันการเจ็บป่วยของนักศึกษาพยาบาลตามความเป็นจริงและความคาดหวัง พบว่า 1. วิธีการเรียนรู้ตามความเป็นจริง 3 อันดับมีดังนี้ อันดับ 1) การฟังบรรยายแบบมีส่วนร่วมร้อยละ 67.20 อันดับ 2) การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองร้อยละ 29.90 และอันดับ 3) การร่วมสัมมนาวิชาการร้อยละ 22.40 2. วิธีการเรียนรู้ตามความคาดหวัง อันดับ 1) การฟังบรรยายแบบมีส่วนร่วมร้อยละ 46.30 อันดับ 2) การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองร้อยละ 25.40 และอันดับ 3) การฝึกประสบการณ์จริง ร้อยละ 20.90 ส่วนการจัดการเรียนรู้ตามความเป็นจริงโดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (x= 3.83, S.D.= .47) โดยด้านบุคลิกภาพและเทคนิคการถ่ายทอดของอาจารย์ อยู่ในระดับมาก (x= 4.11, S.D.= .54) ความคาดหวังค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (x= 4.36, S.D.= .39) โดยด้านการบริหารจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับมาก (x=4.48, S.D.= .42) 2. การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยการจัดการเรียนรู้รายวิชาเสริมสร้างสุขภาพและการป้องกันการเจ็บป่วยตามความเป็นจริงและความคาดหวังของนักศึกษา มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คำสำคัญ : การจัดการเรียนรู้ รายวิชาการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันการเจ็บป่วย นักศึกษาพยาบา

    การศึกษาอายุที่เหมาะสมของต้นอ่อนทานตะวันต่อความสามารถในการผลิตสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ

    No full text
    การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาอายุที่เหมาะสมของต้นอ่อนทานตะวันต่อความสามารถในการผลิตสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ โดยศึกษาจากสารสกัดของใบและลำตันอ่อนทานตะวันอายุ 1 และ 2 สัปดาห์ จากนั้นจึงตรวจสอบด้วยเทคนิค GC-MS ผลการศึกษาพบสาร 2-propanone,1- hydroxyl, acetic acid และสาร phenol,2,6- dimethoxy-4- (2-propanyl) ทั้งจากส่วนใบและลำต้นของต้นอ่อนทานตะวันอายุ 1 และ 2 สัปดาห์acetolและ glycerol เป็นสารที่พบในปริมาณสูงจากส่วนใบและลำต้นอายุ 1 สัปดาห์ ในขณะที่ 2-propanone,1-hydroxy และ glycerol พบในปริมาณสูงจากส่วนใบและลำต้นอายุ 2 สัปดาห์ ต้นอ่อนทานตะวันที่มีอายุต่างกันในส่วนใบและลำต้นมีความสามารถในการผลิตสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่แตกต่างกัน คำสำคัญ: ต้นอ่อนทานตะวัน, ทานตะวัน, สารออกฤทธิ์ทางชีวภา

    การเปรียบเทียบและปรับปรุงกระบวนการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว (กรณีศึกษาชุมชนบางนาค)

    No full text
    งานวิจัยนี้เป็นการเปรียบเทียบและปรับปรุงกระบวนการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้วให้กับชุมชนบางนาค อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส โดยศึกษาปริมาณการได้คืนของน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว (%yield), คุณลักษณะการเป็นของเหลวที่สำคัญ รวมถึงต้นทุนในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว โดยแบ่งน้ำมันพืชที่ใช้แล้วออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่เป็นของเหลว, เป็นไข, และเป็นของเหลวผสมไข แล้วนำมาผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซลโดยผ่านกระบวนการทำปฏิกิริยาแบบทรานส์เอสเตอริฟิเคชัน จากนั้นเปรียบเทียบการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้วจาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์) กับการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้วจากชุมชนบางนาค พบว่า ปริมาณการได้คืนของน้ำมัน (%yield) ทั้ง 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่เป็นของเหลว, เป็นไข, และเป็นของเหลวผสมไขจากการผลิตโดย มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ คิดเป็น 92.7, 84.9 และ 90.8 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ คุณสมบัติการเป็นของเหลวของเชื้อเพลิง คือการเป็นไข โดยน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้วเมื่อตั้งไว้ที่อุณหภูมิห้องไม่มีไขเกิดขึ้น, มีจุดวาบไฟ 70 องศาเซลเซียส, ค่าความร้อนต่ำ 50,015 กิโลจูนต่อกิโลกรัม และต้นทุนในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว ในส่วนที่เป็นของเหลว, เป็นไข, และเป็นของเหลวผสมไขรวมเป็นเงิน 26.34, 32.08 และ 30.03 บาทต่อลิตร ตามลำดับ ส่วนการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้วของชุมชนบางนาค พบว่า ปริมาณการได้คืนของน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว (%yield) ทั้ง 3 ส่วน ได้แก่ส่วนที่เป็นของเหลว, เป็นไข, และเป็นของเหลวผสมไขจากการผลิตโดยชุมชนบางนาค คิดเป็น 80, 60 และ 70 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ คุณสมบัติการเป็นของเหลวของเชื้อเพลิง คือการเป็นไข โดยน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว เมื่อตั้งไว้ที่อุณหภูมิห้องไม่มีไขเกิดขึ้น,มีจุดวาบไฟ 72 องศาเซลเซียส, ค่าความร้อนต่ำ 50,010 กิโลจูนต่อกิโลกรัมและต้นทุนในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว ในส่วนที่เป็นของเหลว, เป็นไข, และเป็นของเหลวผสมไข รวมเป็นเงิน 32.64, 43.52 และ 37.36 บาทต่อลิตร. คำสำคัญ : ไบโอดีเซล ปฏิกิริยาทรานส์เอสเตอริฟิเคชัน น้ำมันพืชใช้แล้

    การแพทย์ทางเลือกในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

    No full text
    การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาการแพทย์ทางเลือกในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีผู้ให้ข้อมูลหลัก 5 ราย ผู้ให้ข้อมูลรอง 8 ราย เป็นหมอพื้นเมือง 2 ราย และนักวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 6 ราย ที่อาศัยอยู่ในเขตนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2556 โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบเจาะลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและการบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า มีการใช้แพทย์ทางเลือก 2 กลุ่ม คือ 1) การแพทย์แผนจีน ได้แก่ การฝังเข็ม ร่วมกับการรมยา การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า และการใช้แก้วดูดสุญญากาศ 2) การบำบัดรักษาโดยการใช้ สารชีวภาพ สารเคมีต่าง ๆ เช่น การใช้ยาสมุนไพรพื้นเมือง การบริโภคอาหารสุขภาพ การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า นอกจากผู้ป่วยโรคเบาหวานจะใช้การรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบันในการดูแลสุขภาพตนเองแล้ว ยังแสวงหาความช่วยเหลือจากการแพทย์ทางเลือกอื่น เช่น การฝังเข็มและการใช้สมุนไพรอีกด้วย ซึ่งผู้ป่วยบางคนอาจมีการดูแลสุขภาพโดยใช้การแพทย์ทางเลือกในรูปแบบต่าง ๆ ร่วมกัน หรือเลือกใช้บางอย่างตามความเหมาะสม ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนให้คำแนะนำ ส่งเสริมหรือสนับสนุนพฤติกรรมการดูแลตนเองที่เหมาะสม นำไปสู่การพัฒนารูปแบบโปรแกรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาแนวทางการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีประสิทธิภาพสำหรับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวต่อไป คำสำคัญ : การแพทย์ทางเลือก ผู้ป่วยเบาหวาน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลา

    การศึกษามโนมติที่คลาดเคลื่อน เรื่อง แรง และกฎการเคลื่อนที่ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษามโนมติที่คลาดเคลื่อนเรื่องแรงและกฎการเคลื่อนที่ 2) เปรียบเทียบคะแนนความเข้าใจมโนมติเรื่องแรงและกฎการเคลื่อนที่ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบสุ่มอย่างง่ายโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนวังกะพ้อพิทยาคม จังหวัดปัตตานี จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 2) แบบทดสอบ มโนมติที่คลาดเคลื่อนเรื่องแรง และกฎการเคลื่อนที่ คำนวณค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น ด้วยสูตรสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบัค (Alpha Coefficient) ได้ค่าเท่ากับ 0.90 วิเคราะห์ข้อมูลโดย การหาค่าร้อยละ และ t – test  ผลการวิจัยพบว่า ระดับความเข้าใจมโนมติ เรื่องแรง และกฎการเคลื่อนที่ ของนักเรียนเปรียบเทียบก่อนและหลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้นั้น มีระดับความเข้าใจที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ ก่อนเรียนนักเรียนมีระดับความเข้าใจมโนมติหลายระดับมีตั้งแต่ระดับคลาดเคลื่อนมากไปจนถึงระดับที่มีความเข้าใจที่สมบูรณ์ หลังเรียนมีความเข้าใจมโนมติระดับคลาดเคลื่อนลดลง และมีความเข้าใจในระดับที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น มีค่าร้อยละความเข้าใจในระดับสมบูรณ์ในแต่ละมโนมติหลัก ดังนี้ 1) แรง 78.57, 2) การหาแรงลัพธ์ของแรงสองแรงที่ทำมุมต่อกัน 40.00, 3) กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน39.78, 4) น้ำหนัก 57.14, 5) กฎแรงดึงดูดระหว่างมวลของนิวตัน 25.72, 6) แรงเสียดทาน 20.00 และ 7) การนำกฎการเคลื่อนที่ของนิวตันไปใช้ 32.86 และเปรียบเทียบคะแนนความเข้าใจมโนมติ เรื่องแรง และกฎการเคลื่อนที่ คะแนนของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้สูงกว่าคะแนนก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้สามารถทำให้นักเรียนเข้าใจมโนมติเรื่องแรงและกฎการเคลื่อนที่มากขึ้น คำสำคัญ : มโนมติที่คลาดเคลื่อน แรงและกฎการเคลื่อนที่ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู

    บทบรรณาธิการ

    No full text

    41

    full texts

    351

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇