Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
Not a member yet
    351 research outputs found

    รูปแบบการเรียนรู้ของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์

    No full text
     การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบรูปแบบการเรียนรู้ของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จำแนกตามเพศ ปีการศึกษา และรุ่นที่ศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู ที่เข้าศึกษา ปีการศึกษา 2551 - 2552 ของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จำนวน 222 คน โดยใช้สูตรของทาโร ยามาเน่ (Taro Yamane) ที่ระดับนัยสำคัญ .05 ค่าความคลาดเคลื่อนร้อยละ 5 และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมาจากรูปแบบการเรียนรู้ของ Grasha and Reichmann มีค่าความเชื่อมั่น 0.89 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือค่าร้อยละ และค่าไคสแควร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ  ผลการวิจัยพบว่า 1. นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มีรูปแบบการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม มากที่สุด จำนวน 146 คน คิดเป็นร้อยละ 65.8 รองลงมาคือ แบบพึ่งพา จำนวน 34 คน คิดเป็นร้อยละ 15.3 แบบอิสระ จำนวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 11.3 แบบร่วมมือ จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 5.4 แบบแข่งขัน จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 1.4 และแบบหลีกเลี่ยง น้อยที่สุด จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 0.9 2. นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ที่มีเพศต่างกัน ปีการศึกษาต่างกัน และรุ่นที่ศึกษาต่างกัน มีรูปแบบการเรียนรู้ไม่แตกต่างกันคำสำคัญ: หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต วิชาชีพครู รูปแบบการเรียนรู

    การพัฒนาเจตคติต่อการสอนเพศศึกษาของมารดาที่มีบุตรสตรีวัยรุ่นด้วยการให้คำปรึกษาแบบกลุ่มตามทฤษฎีเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม

    No full text
     การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของการให้คำปรึกษาแบบกลุ่มตามทฤษฎี เหตุผล อารมณ์และพฤติกรรม กับโปรแกรมการให้ข้อสนเทศ ที่มีต่อเจตคติต่อการสอนเพศศึกษาของมารดาที่มีบุตรสตรีวัยรุ่น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นมารดาที่มีบุตรสตรีวัยรุ่น ในจังหวัดสงขลาที่มีคะแนนเจตคติต่อการสอนเพศศึกษาตั้งแต่เปอร์เซนไทล์ที่ 25 ลงมา จำนวน 20 คน แบ่งเข้ากลุ่มโดยการสุ่มอย่างง่ายโดยวิธีการจับสลาก เป็นกลุ่มทดลองจำนวน 10 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 10 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับการให้คำปรึกษาและกลุ่มควบคุมได้รับการให้ข้อสนเทศ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ 1) โปรแกรมการให้คำปรึกษาแบบกลุ่มตามทฤษฎีเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมที่มีต่อเจตคติต่อการสอนเพศศึกษาของมารดาที่มีบุตรสตรีวัยรุ่น 2) โปรแกรมการให้ข้อสนเทศเรื่องเจตคติต่อการสอนเพศศึกษาของมารดาที่มีบุตรสตรีวัยรุ่น 3) แบบวัดเจตคติต่อการสอนเพศศึกษาของมารดาที่มีบุตรสตรีวัยรุ่น ตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือ โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่านโดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาของ ครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้วิธีการของวิลคอกซัล (Wilcoxon Sign-Rank test) ทดสอบความแตกต่างของคะแนนเจตคติต่อการสอนเพศศึกษาของมารดาที่มีบุตรสตรีวัยรุ่นก่อนและหลังการทดลอง ส่วนการวิเคราะห์ความแตกต่างของคะแนนเจตคติระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมใช้วิธีการของแมนวิทนีย์ (Mann-Whitney U test) ผลการวิจัยพบว่า เจตคติต่อการสอนเพศศึกษาของมารดากลุ่มที่ได้รับการให้คำปรึกษาแบบกลุ่มตามทฤษฎีเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรมในระยะหลังการทดลองด้านการรู้การเข้าใจ ด้านความรู้สึกและด้านพฤติกรรมสูงกว่าระยะก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และเจตคติต่อการสอนเพศศึกษาของมารดากลุ่มที่ได้รับการให้ข้อสนเทศด้านการรู้การเข้าใจ ด้านความรู้สึกและด้านพฤติกรรมในระยะหลังการทดลองสูงกว่าระยะก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นอกจากนี้ยังพบว่าเจตคติต่อการสอนเพศศึกษาของมารดา หลังการให้คำปรึกษาแบบกลุ่มตามทฤษฎีเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรม ด้านการรู้การเข้าใจ ด้านความรู้สึกและด้านพฤติกรรม สูงกว่าหลังการให้ข้อสนเทศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01คำสำคัญ : เจตคติต่อการสอนเพศศึกษา การให้คำปรึกษาแบบกลุ่มตามทฤษฎีเหตุผล อารมณ์และพฤติกรร

    การเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม : บทบาทของพยาบาลวิชาชีพในจังหวัดชายแดนภาคใต้

    No full text
     โครงสร้างทางสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม ประกอบกับสถานการณ์ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดปัญหาในหลายด้านหลายมิติลุกลามเป็นปัญหาด้านความมั่งคงของรัฐ การเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคมด้วยการเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนาเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการนำสันติสุขกลับคืนสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พยาบาลวิชาชีพในฐานะที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนจึงต้องปรับตัวและขยายบทบาทในการทำงาน โดยบูรณาการการเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคมกับการปฏิบัติในบทบาทของพยาบาลวิชาชีพ ทั้งนี้เพื่อให้พยาบาลวิชาชีพเป็นพลังหนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีส่วนในการเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคมคำสำคัญ : การเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม บทบาทของพยาบาลวิชาชีพ จังหวัดชายแดนภาคใ

    สิ่งเร้าความเครียด ความเครียด และการเผชิญความเครียดของผู้ป่วยนอก ขณะรอผ่าตัดเล็ก ณ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์

    No full text
     การวิจัยเชิงบรรยายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสิ่งเร้าความเครียด ความเครียด และวิธีการเผชิญความเครียดของผู้ป่วยนอกขณะรอผ่าตัดเล็ก โดยใช้ทฤษฎีความเครียดของลาซาลัสและโฟลค์แมนเป็นกรอบแนวคิด กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยนอกขณะรอผ่าตัดเล็กที่มารับบริการที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ซึ่งได้รับการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนกรกฎาคม 2553 จำนวน 280 ราย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามสิ่งเร้าความเครียด ระดับความเครียด และวิธีการเผชิญความเครียด ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน และตรวจสอบได้ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามสิ่งเร้าความเครียดและระดับความเครียด เท่ากับ 0.90 และของแบบสอบถามวิธีการเผชิญความเครียด เท่ากับ 0.86 ผลการวิจัยพบว่า ขณะรอการผ่าตัดเล็ก สิ่งเร้าความเครียดที่ทำให้กลุ่มตัวอย่างเกิดความเครียด 10 อันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นสิ่งเร้าความเครียดด้านจิตสังคม ซึ่งก่อให้เกิดความเครียดในระดับปานกลางถึงระดับมาก โดยสิ่งเร้าความเครียดที่ก่อให้เกิดความเครียดมากที่สุด คือ ความกลัวว่าผลการตรวจชิ้นเนื้อจะเป็นเนื้อร้าย (X=2.64, S.D.=1.13) กลุ่มตัวอย่างประเมินว่าโดยรวมแล้ว สิ่งเร้าความเครียดก่อให้เกิดความเครียดในระดับมาก (X=2.04, S..D.=0.46) โดยสิ่งเร้าความเครียดด้านกายภาพก่อให้เกิดความเครียดในระดับปานกลาง (X=1.86, S.D.=0.49) ส่วนสิ่งเร้าความเครียดด้านจิตสังคมก่อให้เกิดความเครียดในระดับมาก (X=2.27, S.D.=0.57) วิธีการเผชิญความเครียดที่กลุ่มตัวอย่างเลือกใช้บ่อยๆ 10 อันดับแรก มีทั้งวิธีการจัดการกับอารมณ์ร่วมกัน และมีการใช้ในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน โดยวิธีการที่กลุ่มตัวอย่างใช้บ่อยที่สุด คือ การบอกเล่าความรู้สึกหรืออาการกับคนในครอบครัวหรือผู้ดูแล (X=3.22, S.D.=0.89) และผลการศึกษาสามารถนำไปใช้เพื่อบรรเทาความเครียดและส่งเสริมให้ผู้ป่วยนอก ขณะรอผ่าตัดเล็กให้เลือกใช้วิธีการเผชิญความเครียดที่เหมาะสม อย่างเป็นรูปธรรม และมีประสิทธิภาพต่อไปคำสำคัญ: สิ่งเร้าความเครียด ความเครียด การเผชิญความเครียด การรอผ่าตัดเล็

    การดูแลครอบครัวของผู้ป่วยวิกฤต : มุมมองจากญาติผู้ป่วย

    No full text
     การศึกษาเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายมุมมองของครอบครัวต่อการดูแลเมื่อสมาชิกครอบครัวเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพตามแนวคิดปรากฏการณ์วิทยา ผู้ให้ข้อมูลเป็นสมาชิกครอบครัว 12 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบเตรียมคำถามไว้ล่วงหน้าระหว่างเดือนมกราคม 2554 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ 2554  ผลการศึกษาพบว่า ครอบครัวได้สะท้อนมุมมองต่อการดูแลใน 6 ด้าน ประกอบด้วย 1) การได้รับข้อมูล 2) การดูแลจิตใจและอารมณ์ 3) การตอบสนองความต้องการด้านจิตวิญญาณ 4) การได้รับความสะดวกเมื่อเฝ้าดูอาการผู้ป่วยในโรงพยาบาล 5) การมีส่วนร่วมดูแลผู้ป่วยและ 6) การส่งเสริมการปรับตัวของครอบครัว ทั้งที่เป็นประสบการณ์ที่ตอบสนองและไม่ตอบสนองความต้องการของครอบครัว มีบางครอบครัวเท่านั้นที่จะบอกการดูแลที่ต้องการต่อพยาบาล ดังนั้นการเติมเต็มทักษะ การประเมินบทบาทหน้าที่ ปัญหาและความต้องการของครอบครัวแต่ละราย รวมถึงการให้การดูแลอย่างเอื้ออาทรของพยาบาล จะส่งผลให้ครอบครัวกล้านำเสนอปัญหาและสิ่งที่ต้องการให้หน่วยงานช่วยเหลือที่สมเหตุผลตามสถานการณ์ที่เผชิญ อันจะส่งผลให้ครอบครัวสามารถดำเนินชีวิตในภาวะวิกฤตได้อย่างราบรื่นคำสำคัญ : การดูแลครอบครัว ผู้ป่วยวิกฤต การวิจัยเชิงคุณภา

    จะกลัวมะเร็งไป ทำไม กัน....?

    No full text

    ความพร้อมในการดูแล สัมพันธภาพในครอบครัว และความเครียดในบทบาทผู้ดูแลผู้ป่วยมุสลิมโรคหลอดเลือดสมอง

    No full text
     การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความพร้อมในการดูแล ระดับสัมพันธภาพในครอบครัว และระดับความเครียดในบทบาทผู้ดูแลผู้ป่วยมุสลิมโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลหลักจำนวน 100 ราย ที่ทำหน้าที่ให้การดูแลผู้ป่วยที่บ้านอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ถึง 6 เดือน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามความพร้อมในการดูแล สัมพันธภาพในครอบครัว และความเครียดในบทบาทผู้ดูแลซึ่งประกอบด้วย 3 ด้านได้แก่ ความขัดแย้งในบทบาท ความตึงเครียดในบทบาทเพิ่มขึ้น และการแสดงบทบาทไม่ตรงตามคาดหวัง ตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน และความเที่ยงของเครื่องมือโดยคำนวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค ได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.87, 0.88, 0.92 และ 0.88 ตามลำดับ ส่วนแบบสอบถามการแสดงบทบาทไม่ตรงตามคาดหวัง ตรวจสอบความเที่ยงโดยคำนวณร้อยละของความสอดคล้องระหว่างคะแนนในการวัดสองครั้ง ได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ดูแลมีความพร้อมในการดูแลอยู่ในระดับปานกลาง (M = 2.57, S.D. = 0.62) สัมพันธภาพในครอบครัวอยู่ในระดับปานกลาง (M = 2.92, S.D. = 0.46) และความเครียดในบทบาทผู้ดูแลอยู่ในระดับปานกลาง (M = 2.08, S.D. = 0.54) ผลการศึกษาเพิ่มเติมพบว่า สัมพันธภาพในครอบครัวมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำกับความเครียดในบทบาทผู้ดูแล (r = -.28, p < .01) ผลการศึกษาครั้งนี้ สามารถนำไปเป็นแนวทางส่งเสริมการเตรียมความพร้อมในการดูแลของผู้ดูแลหลักก่อนออกจากโรงพยาบาล เพื่อช่วยลดความเครียดในบทบาทผู้ดูแลผู้ป่วยมุสลิมโรคหลอดเลือดสมอง  คำสำคัญ : ความพร้อมในการดูแล สัมพันธภาพในครอบครัว ความเครียดในบทบาทผู้ดูแล  ผู้ป่วยมุสลิมโรคหลอดเลือดสมอ

    การสร้างเครื่องสีข้าวกล้อง

    No full text
     การวิจัยเรื่องการสร้างเครื่องสีข้าวกล้องนี้ผู้วิจัยพบปัญหาว่า ในขณะนี้มีผู้สร้างเครื่องสีข้าวกล้องมาใช้แต่ยังมีจุดด้อยอยู่คือการออกแบบเครื่องสีข้าวกล้องแบบมือหมุน โดยใช้ลูกกลิ้งยางมาตรฐานขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว มีการทำงาน 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนแรกการลำเลียงข้าวเปลือกลงสู่หน้าลูกกลิ้งยาง ควบคุมความเร็วในการปล่อยข้าวให้สัมพันธ์กับความเร็วในการหมุนเครื่องขั้นตอนที่สองการกะเทาะเปลือก โดยใช้ลูกกลิ้งยาง 2 ลูกหมุนเข้าหากันด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน ขั้นตอนที่สาม การแยกแกลบแบบใช้ลมเป่า จุดที่ต้องแก้ไขคือ การใช้มือหมุนจะทำให้ควบคุมความเร็วไม่ได้ ใช้ลูกกลิ้ง ลูกจะทำให้การกะเทาะข้าวเปลือกไม่ดี ผู้วิจัยจึงคิดสร้างเครื่องสีข้าวกล้องขึ้นโดย ใช้มอเตอร์เป็นต้นกำลังใช้ลูกกลิ้ง ลูกหมุนในความเร็วที่ต่างกันทำการกะเทาะเปลือกข้าวออกและมีชุดดูดแยกเอาแกลบออกไป ดังนั้นจึงมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อออกแบบและสร้างเครื่องสีข้าวกล้อง และมีสมมติฐานคือ เครื่องสีข้าวกล้องที่สร้างขึ้นต้องผ่านเกณฑ์การประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับดี ( .50 ขึ้นไป ) หลังจากสร้างเครื่องสีข้าวกล้องแล้วได้สาธิตการทำงานของเครื่องให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน ประเมินคุณภาพใน ด้าน คือ ด้านโครงสร้าง ด้านการใช้งาน และด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ จากการนำผลประเมินนำมาวิเคราะห์ พบว่าเครื่องสีข้าวกล้องมีคุณภาพอยู่ในระดับคุณภาพดีมากทั้งในภาพรวมและแต่ละด้านจากการทดลองสีข้าว ,000 กรัม แล้วนำมา 0 กรัมเพื่อทำการนับเมล็ดโดยทำการทดลอง ครั้งได้เปอร์เซ็นต์เมล็ดดี 85.1 4% การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของเครื่อง สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ คือ ค่าเฉลี่ยของเปอร์เซ็นต์เมล็ดดีจากการสีด้วยเครื่องสีข้าวกล้อง มีค่ามากกว่าการบดด้วยครกสีข้าวสำหรับการวิเคราะห์หาช่วงความเชื่อมั่นของการสีข้าวกล้องด้วยเครื่อง ที่ความเชื่อมั่นไม่น้อยกว่า 95% จากการทดลองพบว่าเปอร์เซ็นต์เมล็ดดีของผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องที่สีด้วยเครื่องสีข้าวกล้องในแต่ละครั้งมีค่าโดยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 84.2 921 % ถึง 85.9946% คำสำคัญ : เครื่องสีข้าว ข้าวกล้อ

    การสร้างเสริมสุขภาพจิตของสตรีผู้สูญเสียสามีจากสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

    No full text
     การวิจัยเชิงบรรยายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการสร้างเสริมสุขภาพจิตของสตรีผู้สูญเสียสามีจากสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มตัวอย่าง คือสตรีผู้สูญเสียสามีจากสถานการณ์ความไม่สงบใน จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส จำนวน 100 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่สร้างขึ้นโดยใช้กรอบแนวคิดจากการทบทวนวรรณกรรมการสร้างเสริมสุขภาพจิต ตรวจสอบความตรงของเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ซึ่งมีค่าความเที่ยง สัมประสิทธิ์ แอลฟ่าครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) เท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูล โดยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า การสร้างเสริมสุขภาพจิตของสตรีผู้สูญเสียสามีจากสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (X= 2.86, S.D. = 0.35) และมีการสร้างเสริมสุขภาพจิตในระดับมาก 3 ด้าน โดยด้านการสร้างความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (X= 3.37, S.D. = 0.5) รองลงมา คือ ด้านการเผชิญปัญหาและการจัดการกับความเครียด (X= 3.12, S.D. = 0.52) และด้านการสร้างความแข็งแรงของร่างกาย (X= 2.85, S.D. = 0.62) ตามลำดับ ส่วนด้านการสร้างเสริมคุณค่าในตนเองอยู่ในระดับปานกลาง     (X= 2.13, S.D. = 0.21) ผลการศึกษาครั้งนี้เป็นแนวทางในการสร้างเสริมสุขภาพจิตของสตรีผู้สูญเสียสามีจากสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้คำสำคัญ : การสร้างเสริมสุขภาพจิต   สตรีผู้สูญเสียสามี   สถานการณ์ความไม่สงบ

    ผลของการสอนโดยการเรียนแบบร่วมมือแบบบูรณาการการอ่านและการเขียน (CIRC) ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนสองภาษา

    No full text
     การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ผลของการเรียนแบบร่วมมือแบบบูรณาการการอ่านและการเขียน (CIRC) ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและการเขียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนสองภาษา และผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและการเขียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบปกติ และ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและการเขียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคบูรณาการการอ่านและการเขียน (CIRC ) และการสอนแบบปกติ  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา   ปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนพัฒนาวิทยา จังหวัดยะลา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน โดยการสุ่มกลุ่มแบบเจาะจง สุ่มห้องเรียนเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 1 ห้อง ๆ ละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับการสอนแบบการเรียนแบบร่วมมือแบบบูรณาการการอ่านและการเขียน (CIRC) กลุ่มควบคุมได้รับการสอนแบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแผนการจัดการเรียนรู้การเรียนแบบร่วมมือแบบบูรณาการการอ่านและการเขียน (CIRC) และแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและการเขียน  มีค่าความเชื่อมั่น .86 โดยใช้สูตร KR–20 ของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน (Kuder Richardson) สถิติที่ใช้ในการวิจัย  ค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t – test) ผลการวิจัย พบว่า  ผลสัมฤทธิ์ทางด้านการอ่านและการเขียนของนักเรียนที่เรียนด้วยการเรียนแบบร่วมมือแบบบูรณาการการอ่านและการเขียน (CIRC) หลังการเรียนสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ผลสัมฤทธิ์ทางด้านการอ่านและการเขียนของนักเรียนที่เรียนแบบปกติหลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลสัมฤทธิ์ทางด้านการอ่านและการเขียนของนักเรียนที่เรียนแบบการเรียนแบบร่วมมือแบบบูรณาการการอ่านและการเขียน (CIRC) สูงกว่าการเรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลจากการวิจัยจึงสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางด้านการอ่านและการเขียนของนักเรียนที่เรียนด้วยการเรียนแบบร่วมมือแบบบูรณาการการอ่านและการเขียนได้ (CIRC)คำสำคัญ : การสอนโดยเรียนแบบร่วมมือแบบบูรณาการการอ่านและการเขียน  ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษ    นักเรียนสองภาษ

    41

    full texts

    351

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇