Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
Not a member yet
351 research outputs found
Sort by
กรณีศึกษาปัญหาความล่าช้าในทัศนคติของผู้รับเหมากับโครงการก่อสร้างอาคารในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส
การวิจัยครั้งนี้ กรณีศึกษาปัญหาความล่าช้าในทัศนคติของผู้รับเหมากับโครงการก่อสร้างอาคารในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส โดยใช้แบบสอบถามกรณีศึกษาปัญหาความล่าช้าในทัศนคติของผู้รับเหมากับโครงการก่อสร้างอาคาร ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ปัญหาด้านงบประมาณ ปัญหาด้านบุคลากร หรือ แรงงานปัญหาด้านการบริหาร ปัญหาด้านเครื่องจักรกล ปัญหาด้านวัสดุก่อสร้าง และปัญหาด้านความเชื่อมั่นในความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้รับเหมาจำนวน 190 คน จากสถานประกอบการจำนวน 190 แห่ง ผลการวิจัยพบว่า ผลกระทบของปัญหาในการดำเนินงานก่อสร้างในภาพรวมอยู่ในระดับค่อนข้างน้อย ( X=2.68 ) ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าผลกระทบด้านบุคลากรหรือแรงงาน มีผลต่อความล่าช้าในการก่อสร้างอาคารมากที่สุด ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง ( X=3.04 ) รองลงมาคือผลกระทบด้านความเชื่อมั่นในความปลอดภัยในการปฏิบัติงานซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง ( X=2.92 ) ส่วนประเด็นที่ส่งผลกระทบต่องานก่อสร้างอาคารน้อยที่สุดได้แก่ ด้านวัสดุก่อสร้าง ซึ่งมีผลกระทบค่อนข้างน้อย ( X=1.89 ) จากการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ผู้รับเหมาแต่ละสถานประกอบการมีทัศนคติต่อผลกระทบในการดำเนินงานก่อสร้างอาคารแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้คำสำคัญ : ปัญหา ความล่าช้า งานก่อสร้าง อาคา
การศึกษากำลังอัดคอนกรีตโดยใช้หินฝุ่นเป็นส่วนผสมแทนทรายหยาบกรณีศึกษา หินฝุ่นโรงโม่หิน นราธิวาสโรงโม่หิน
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากำลังอัดของคอนกรีต โดยใช้หินฝุ่นเป็นส่วนผสมแทนทรายหยาบ กรณีศึกษา หินฝุ่นโรงโม่หิน นราธิวาสโรงโม่หินโดยใช้หินฝุ่นเป็นส่วนผสมแทนทรายหยาบที่ ร้อยละ 0, 40 , 60 , 80 , 90 และแทนทรายทั้งหมด ที่ค่าการออกแบบส่วนผสมคอนกรีตกำลังอัด 250 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร และ 350 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ค่าความยุบตัว 8 - 10 เซนติเมตรและหล่อแท่งคอนกรีตตัวอย่าง ขนาด 15 x 15 x 15 เซนติเมตร บ่มคอนกรีตโดยวิธีแช่น้ำตลอดอายุคอนกรีตที่ อายุคอนกรีต 7 วัน 14 วัน และ 28 วัน ที่ค่าการออกแบบกำลังอัดประลัย 250 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร พบว่าแท่งคอนกรีตตัวอย่างที่ผสมหินฝุ่นบางส่วนและทั้งหมด มีค่ากำลังอัดประลัยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 0.99 ถึง 1.07 เท่า ของกำลังอัดประลัยเฉลี่ยจากการผสมด้วยทรายหยาบทั้งหมด และที่ค่าการออกแบบกำลังอัดประลัย 350 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร พบว่าแท่งคอนกรีตตัวอย่างที่ผสมหินฝุ่นบางส่วนและทั้งหมด มีค่ากำลังอัดประลัยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 1.00 ถึง 1.06 เท่า ของกำลังอัดประลัยเฉลี่ยจากการผสมด้วยทรายหยาบทั้งหมดจากผลการทดสอบในทั้งสองค่าการออกแบบแสดงว่า คอนกรีตที่ผสมหินฝุ่นจากโรงโม่หิน นราธิวาสโรงโม่หิน เป็นส่วนผสมประเภทมวลรวมละเอียดแทนทรายหยาบ สามารถรับกำลังอัดได้ใกล้เคียงกับคอนกรีตที่ผสมด้วยทรายหยาบจากแม่น้ำยะกังเป็นมวลรวมละเอียดทั้งหมด ดังนั้นจึงถือได้ว่าหินฝุ่นจากโรงโม่หิน นราธิวาสโรงโม่หิน สามารถใช้แทนทรายหยาบในการทำคอนกรีตโครงสร้างทั่วไปได้คำสำคัญ : หินฝุ่น,ทรายหยาบ,มวลรวมละเอียด, คอนกรีต,กำลังอัดประลั
ปัญหาและความต้องการด้านอนามัยเจริญพันธุ์เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มหญิงอาชีพพิเศษ : กรณีศึกษา จังหวัดนราธิวาส
การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาสุขภาพ การดูแลสุขภาพ ความต้องการการบริการและอุปสรรคในการเข้าถึงบริการด้านอนามัยเจริญพันธุ์เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของหญิงอาชีพพิเศษ กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็นหญิงอาชีพพิเศษทั้งแบบตรงและแบบแฝงจำนวน 19 ราย เจ้าของสถานบริการ จำนวน 12 ราย และผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ เจ้าหน้าที่คลินิกกามโรคและร้านขายยา จำนวน 15 ราย ซึ่งประกอบอาชีพในอำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 กันยายน – 4 ตุลาคม 2550 โดยการสนทนากลุ่มและสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ตามแนวคำถามที่สร้างขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า ปัญหาสุขภาพของหญิงอาชีพพิเศษที่พบบ่อย คือ ติดเชื้อในช่องคลอดการอักเสบของมดลูก และทำแท้ง ส่วนใหญ่ดูแลสุขภาพโดยแสวงหาการรักษาด้วยตนเอง เช่น การสวนล้างช่องคลอด การใช้ยาเหน็บ ซื้อยากินเองด้วยความรู้ความเข้าใจในบางเรื่องไม่ถูกต้องมากกว่าปรึกษาบุคลากรสุขภาพ ส่วนการใช้ถุงยางอนามัยมักเป็นไปตามความสัมพันธ์กับผู้รับบริการ การตรวจสุขภาพเป็นไปตามสภาพ ปัญหาสุขภาพและความรับผิดชอบของเจ้าของกิจการมากกว่าเป็นไปตามการตรวจปกติ สำหรับอุปสรรคในการเข้าถึงบริการ มี 2 ประเด็นหลัก คือ 1) ด้านการบริการ ได้แก่ ระยะเวลาให้บริการไม่เหมาะสมกับวิถีชีวิต จำนวนเจ้าหน้าที่และสื่อสุขภาพไม่เพียงพอ 2) ด้านผู้ใช้บริการ ได้แก่ การสื่อสารและขาดสิทธิการรักษาตามกฎหมายการย้ายถิ่นสูง โดยผู้ให้ข้อมูลได้สะท้อนความต้องการในด้านการพัฒนาคุณภาพบริการ ได้แก่ 1) การขยายเวลาให้บริการตรวจ สุขภาพ 2) บริการเชิงรุกในสถานบริการหรือที่พัก 3) เพิ่มสิทธิบริการตรวจมะเร็งปากมดลูกฟรีและครอบคลุมการตั้งครรภ์ การคลอด 4) เพิ่มสิทธิในการรักษาตามกฎหมายครอบคลุมแรงงานต่างด้าว 5) พัฒนาความรู้ความสามารถเฉพาะด้านการตรวจคัดกรองและการวินิจฉัยปัญหาด้านอนามัยเจริญพันธุ์ 6) พัฒนาสื่อให้มีความหลากหลายและผสมผสานความรู้เรื่องเพศและอนามัยเจริญพันธุ์คำสำคัญ : ปัญหาสุขภาพ ความต้องการอนามัยเจริญพันธุ์ การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หญิงอาชีพพิเศ
ปุ๋ยอินทรีย์ฟื้นฟูสภาพดิน
บทความนี้กล่าวถึง ความสำคัญของปุ๋ยอินทรีย์ในการฟื้นฟูสภาพดินที่มีความเสื่อมโทรมโดยเน้นปุ๋ยอินทรีย์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยพืชสด โดยกล่าวถึงความสำคัญ และประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์ในการปรับปรุงดิน รวมถึงการผลิตและการใช้ประโยชน์ ความสำคัญของปุ๋ยอินทรีย์ในการปรับปรุงดินโดยทั่วไปคือการปรับปรุงสมบัติต่าง ๆ ของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช สมบัติทางภายภาพของดิน ปุ๋ยอินทรีย์ส่งเสริมให้อนุภาคของดินจับตัวเป็นก้อนทำให้ดินมีโครงสร้างที่ดี และร่วนมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก มีการระบายน้ำดี ความสามารถในการอุ้มน้ำเพิ่มขึ้น สมบัติทางเคมีของดินสามารถเพิ่มปริมาณธาตุอาหารพืชในดิน เพิ่มความสามารถในการดูดซับธาตุอาหารพืชได้สูง เพิ่มความต้านทานการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดด่างของดินและช่วยลดความเป็นพิษของธาตุอาหารบางชนิด สมบัติทางชีวภาพของดิน ปุ๋ยอินทรีย์สามารถเพิ่มแหล่งธาตุอาหารของจุลินทรีย์ดินและช่วยยับยั้งการเจริญและการเกิดโรคพืชของเชื้อโรคบางชนิดได้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าปุ๋ยอินทรีย์มีความสำคัญในการปรับปรุงดินทำให้มีสภาพที่ดี เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของพืช ควรมีการแนะนำให้เกษตรกรได้ใช้ในการเกษตร เพื่อให้สามารถใช้ที่ดินได้อย่างยั่งยืนคำสำคัญ : ปุ๋ยอินทรีย์, ปุ๋ยคอก, ปุ๋ยหมัก, ปุ๋ยพืชส
การฝึกอบรมเกษตรกรหลักสูตรวิชาชีพเกษตรกรรมระยะสั้นต่อสัมฤทธิ์ผลในการปฏิบัติตามหลักเกษตรอินทรีย์
การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษา สภาพพื้นฐานของเกษตรกร ระดับความเหมาะสมของปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรม เพื่อศึกษาสัมฤทธิ์ผลในด้านความรู้ ความเข้าใจ ทักษะและเจตคติของผู้รับการฝึกอบรม และเพื่อศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะของเกษตรกรต่อการฝึกอบรม กลุ่มประชากรที่ศึกษาคือ เกษตรกรที่เข้ารับการฝึกอบรมจำนวน 120 คน ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ใช้สถิติพรรณนาได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานของเกษตรกรผู้เข้ารับการฝึกอบรม พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย นับถือศาสนาพุทธ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มีสมาชิกในครอบครัวเฉลี่ย 4.96 คน เคยผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนี้มาก่อนจากกรมส่งเสริมการเกษตร ในการดำเนินกิจกรรมเกษตรใช้เงินทุนส่วนตัว ใช้แรงงานในครอบครัว โดยมีที่ดินประกอบการเกษตรเฉลี่ย 9.49 ไร่ และรายได้ภาคการเกษตรเฉลี่ย 40,767.50 บาท/ปี ส่วนระดับ ความเหมาะสมของปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรม ระดับความเหมาะสมของความรู้ความเข้าใจ ทักษะ เจตคติ พบว่า โดยเฉลี่ยเกษตรกรมีความเห็นว่า อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุดและไม่มีปัญหาในการฝึกอบรม และในส่วนของการติดตามผลผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม แล้วนำความรู้ที่ได้รับไปดำเนินกิจกรรมตามหลักเกษตรอินทรีย์ พบว่ามีการทำนาอินทรีย์แบบครบวงจร ปลูกผักปลอดสารพิษ การสกัดสารชีวภาพ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และยังลดรายจ่ายจากการซื้อสารเคมีจากท้องตลาดเฉลี่ยรายละไม่ต่ำกว่า 500 บาทต่อเดือน และได้ขยายผลสู่กลุ่มเกษตรกรที่สนใจเพิ่มขึ้นจำนวน 2 เครือข่าย สรุปผลการฝึกอบรมหลักสูตรวิชาชีพเกษตรกรรมระยะสั้นมีผลต่อการเรียนรู้เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มมูลค่าผลผลิต สร้างรายได้ลดรายจ่ายให้แก่เกษตรกรหลังการฝึกอบรมและมีข้อเสนอแนะคือ ควรฝึกอบรมรมหลักสูตรวิชาชีพเกษตรกรรมระยะสั้นตามหลักเกษตรอินทรีย์เพิ่มเติมคำสำคัญ : การฝึกอบรมเกษตรกร, หลักสูตรวิชาชีพเกษตรกรรมระยะสั้น, หลักเกษตรอินทรีย
ผลของการใช้น้ำสกัดจากเปลือกสะเดาในการกำจัดพยาธิตัวกลมในระบบทางเดินอาหารของแพะ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาผลการใช้น้ำสกัดจากเปลือกสะเดาในการกำจัดพยาธิตัวกลมในระบบทางเดินอาหารของแพะ กลุ่มตัวอย่างเป็นแพะลูกผสมพื้นเมืองไทย x แองโกลนูเบียน 50 เปอร์เซ็นต์ เพศเมีย อายุระหว่าง 6 - 8 เดือน น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ย 14.55 +0.83 กิโลกรัม จำนวน 32 ตัว ใช้แผนการทดลองแบบสุ่มตลอด( Completely Randomized Design: CRD ) แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 8 ตัว โดยวิธีการดังนี้ 1) ยาเลวามิโซลปริมาณ 5 มิลลิกรัม./น้ำหนักแพะ 1 กิโลกรัม. 2) น้ำสกัดจากเปลือกสะเดาปริมาณ 2 มิลลิลิตร /น้ำหนักแพะ 1 กิโลกรัม. 3) น้ำสกัดจากเปลือกสะเดาปริมาณ 3 มิลลิลิตร/น้ำหนักแพะ 1 กิโลกรัม. 4) น้ำสกัดจากเปลือกสะเดาปริมาณ 4 มิลลิลิตร/น้ำหนักแพะ 1 กิโลกรัม แพะได้รับน้ำสกัดจากเปลือกสะเดาโดยวิธีการกรอกปาก ส่วนยาถ่ายพยาธิเลวามิโซลใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อและนับไข่พยาธิจากมูลแพะ หลังจากให้ยาหรือน้ำสกัดจากเปลือกสะเดาในวันที่ 3, 7, 14, 21, 28 และ 35 วัน พบว่าหลังจากแพะได้รับยาหรือน้ำสกัดจากเปลือกสะเดาไปแล้ว 3, 7, 14, 21, 28 และ 35 วัน จำนวนไข่พยาธิในมูลลดน้อยลง โดยแพะที่ได้รับยาลาวามิโซลมีจำนวนไข่พยาธิลดน้อยลงกว่าแพะที่ได้รับน้ำสกัดจากเปลือกสะเดา ทั้ง 3 กลุ่ม ( p<0.05 ) แต่แพะที่ได้รับน้ำสกัดจากเปลือกสะเดาทั้ง 3 กลุ่ม มีจำนวนไข่พยาธิไม่แตกต่างกันทางสถิติ( p>0.05 ) อย่างไรก็ตามแพะที่ได้รับน้ำสกัดจากเปลือกสะเดาในปริมาณ 3 มิลลิลิตร. เป็นเวลา 21 วัน มีจำนวนไข่พยาธิน้อยที่สุด แต่เมื่อให้แพะได้รับยาเลวามิโซลหรือน้ำสกัดจากเปลือกสะดาทั้ง 3 กลุ่มเป็นเวลา 28 และ 35 วัน ทำให้จำนวนไข่พยาธิเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการใช้น้ำสกัดจากเปลือกสะเดาในการกำจัดพยาธิในระบบทางเดินอาหารของแพะ จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรคำสำคัญ : แพะลูกผสม พยาธิตัวกลม น้ำสกัดสมุนไพรเปลือกสะเด
การพัฒนารูปแบบกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานและแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานโรคความดันโลหิตสูงประจำสถานีอนามัยและโรงพยาบาล จำนวน 8 คน ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในคลินิกโรคความดันโลหิตสูงของสถานีอนามัยและโรงพยาบาล จำนวน 12 คน ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 12 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสัมภาษณ์สภาพปัญหาและความต้องการรูปแบบกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการดูแลสุขภาพตนเองของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงาน ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และผู้ดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ระยะที่ 2 การพัฒนาโครงร่างรูปแบบกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการดูแลสุขภาพตนเอง โดยการสร้างโครงร่างรูปแบบกิจกรรมและเครื่องมือประกอบการใช้กิจกรรม แล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและนำไปศึกษานำร่องกับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงของสถานีอนามัยบ้านใหม่ อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส จำนวน 5 คน แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการดูแลสุขภาพตนเอง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงของสถานีอนามัยบ้านสุไหงปาดี อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ รูปแบบกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการดูแลสุขภาพตนเอง แบบวัดความรู้ การรับรู้และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงได้ค่า KR 20 เท่ากับ 0.74 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.80 และ 0.77 ตามลำดับ และระยะที่ 4 การประเมินและปรับปรุงรูปแบบกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการดูแลสุขภาพตนเอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่เข้าร่วมกิจกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความพึงพอใจต่อรูปแบบกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการดูแลสุขภาพตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การหาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีอิสระ (t-test dependent) ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองของแบนดูรา 2 วิธี ดังนี้ การชักจูงด้วยคำพูด และประสบการณ์จากการกระทำของผู้อื่น และการสนับสนุนทางสังคมจากเจ้าหน้าที่และผู้ดูแลผู้ป่วย และใช้แนวคิดการดูแลสุขภาพตนเองของโอเร็มมาเป็นแนวทางในการสร้างแบบวัดความสามารถในการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โดยกำหนดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งหมด 4 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์ และผลการประเมินคุณภาพของรูปแบบกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการดูแลสุขภาพตนเอง จากการเปรียบเทียบความรู้ การรับรู้ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง พบว่า ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีความรู้ในการดูแลสุขภาพตนเอง มีการรับรู้ และมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001, .01, และ .05 ตามลำดับ และจากการประเมินความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมกิจกรรม พบว่า ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการดูแลสุขภาพตนเอง มีความพึงพอใจต่อรูปแบบกิจกรรม อยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 93.33คำสำคัญ : รูปแบบกิจกรรมส่งเสริมความสามารถ, ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง, การดูแลสุขภาพตนเอ
การศึกษาความต้องการในการเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สามของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดนราธิวาส
ประชากรที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ในเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยเป็นชาวมุสลิมซึ่งมีลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมเฉพาะเป็นของตนเองซึ่งแตกต่างจากประชากรที่อาศัยอยู่ในภูมิภาค อื่นๆในประเทศ และสื่อสารโดยใช้ภาษาแม่ของตนเองคือภาษามลายู โดยมีภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง ส่วนภาษาอังกฤษนั้นถือเป็นภาษาที่สามที่เรียนเมื่อเข้าเรียนในโรงเรียน จุดมุ่งหมายของงานวิจัยนี้คือ การสำรวจความต้องการและทัศนคติของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดนราธิวาสต่อการเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สาม และสำรวจทัศนคติต่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สามของอาจารย์และผู้ปกครองของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดนราธิวาส กลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมในงานวิจัยนี้ประกอบด้วย นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 118 คน ครู 4 คน และผู้ปกครอง 10 คน ซึ่งคัดเลือกจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและเล็กที่สุด ที่ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ และการสังเกต การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณซึ่งใช้ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพซึ่งใช้วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามและการสังเกต ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่านักเรียนมีความต้องการที่จะพัฒนาทักษะทางภาษาอังกฤษให้มากขึ้น โดยเฉพาะทักษะการพูดและการอ่าน นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สาม และต้องการภาษาอังกฤษจากสื่อการเรียนการสอนที่หลากหลายในชั้นเรียน นอกจากนี้ผลวิจัย ยังแสดงให้เห็นความเชื่อของอาจารย์ว่านักเรียนจำเป็นที่จะต้องพัฒนาทักษะด้านการเขียนและการอ่านเพิ่มขึ้น ผลการวิจัยนำไปสู่ข้อเสนอแนะว่า อาจารย์และผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควรปรับปรุงหลักสูตรที่มีอยู่เพื่อสนองความต้องการของนักเรียนและแก้ปัญหาที่นักเรียนรับรู้โดยจัดหากิจกรรมและสื่อการเรียนการสอนที่หลากหลายเพื่อกระตุ้นและดึงดูดความสนใจของนักเรียน เพื่อให้การเรียนการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สามในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามมีประสิทธิผลและประสบความสำเร็จมากขึ้นคำสำคัญ: โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สาม ความต้องกา