Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
Not a member yet
    351 research outputs found

    ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการปฏิบัติงานตามสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพของพยาบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดนครปฐม

    No full text
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความภูมิใจในวิชาชีพ การได้รับพลังอำนาจในงาน ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ความต้องการความสำเร็จในงาน และการปฏิบัติงานตามสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดนครปฐม 2) เปรียบเทียบการปฏิบัติงานตามสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดนครปฐม จำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคลได้แก่ อายุ ประสบการณ์การทำงาน ระดับการศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความภูมิใจในวิชาชีพการได้รับพลังอำนาจในงาน ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ความต้องการความสำเร็จในงาน และการปฏิบัติงานตามสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดนครปฐม จำนวน 103 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นและจับฉลากรายชื่อ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามความภูมิใจในวิชาชีพ การได้รับพลังอำนาจในงาน ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ความต้องการความสำเร็จในงาน และการปฏิบัติงานตามสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพ ตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถามโดยผ่านผู้ทรงคุณวุฒิและหาดัชนีความสอดคล้อง และหาความเที่ยงโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้เท่ากับ 0.84, 0.85, 0.83 ,0.84 และ 0.88 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีและการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า 1) การปฏิบัติงานตามสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพ ความภูมิใจในวิชาชีพ ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น และความต้องการความสำเร็จในงานอยู่ในระดับสูงการได้รับพลังอำนาจในงานอยู่ในระดับปานกลาง 2) การปฏิบัติงานตามสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพ จำแนกตามอายุและประสบการณ์การทำงาน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ0.01เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษาไม่แตกต่างกัน และ 3) การได้รับพลังอำนาจในงานมีความสัมพันธ์ทางบวก ระดับปานกลางกับการปฏิบัติงานตามสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r = 0.57, p< 0.05) ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น และความภูมิใจในวิชาชีพมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับสูงกับการปฏิบัติงานตามสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r =0.94, p< 0.05; r=0.870, p< 0.05 ตามลำดับ)คำสำคัญ : การปฏิบัติงาน สมรรถนะพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบ

    ผลของโปรแกรมการให้การปรึกษารายกลุ่มแบบผู้รับบริการเป็นศูนย์กลางร่วมกับการใช้ศิลปะ ต่อความเครียดของเด็กกำพร้าจากสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้

    No full text
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้การปรึกษารายกลุ่มแบบผู้รับบริการเป็นศูนย์กลางร่วมกับการใช้ศิลปะต่อความเครียดของเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ กลุ่มตัวอย่างคือ เด็กกำพร้าที่สูญเสียบิดาและ/หรือมารดาจากสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนใต้ในจังหวัดยะลา คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เป็นกลุ่มทดลองจำนวน 12 คน โดยสมัครใจเข้าร่วมโปรแกรมการให้การปรึกษารายกลุ่มแบบผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง ร่วมกับการใช้ศิลปะที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น มีจำนวน 4 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง วันเว้นวัน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบวัดความเครียด ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยง ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .80 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยหาค่าความถี่ ร้อยละ และWilcoxon Signed-Ranks Test ผลการศึกษาพบว่า ค่าคะแนนเฉลี่ยของความเครียดของกลุ่มตัวอย่างหลังได้รับโปรแกรมการให้การปรึกษารายกลุ่มแบบผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง ร่วมกับการใช้ศิลปะ ลดลงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.01) ดังนั้น       ควรสนับสนุนให้บุคลากรด้านสาธารณสุขหรือทีมเยียวยา ได้ใช้โปรแกรมการให้การปรึกษารายกลุ่มแบบผู้รับบริการเป็นศูนย์กลางร่วมกับการใช้ศิลปะเพื่อลดความเครียดของเด็กกำพร้า คำสำคัญ :  การให้การปรึกษารายกลุ่มแบบผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง  การใช้ศิลปะ ความเครียด เด็กกำพร้

    ความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการปรับหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต ของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

    No full text
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับการปรับหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2555 ของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษา อาจารย์ และผู้ใช้บริการที่เป็นพยาบาล จำนวน 170 คน เลือกสุ่มแบบแบ่งชั้นและแบบโควต้า เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับผลลัพธ์การเรียนรู้และโครงสร้างหลักสูตรที่มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.97 และ 0.99 และเก็บข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคมถึงสิงหาคม 2554 สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตรในทุกด้าน ได้แก่ (1) การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม (2) ความรู้ (3) ทักษะทางปัญญา (4) ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (5) ทักษะการวิเคราะห์ การสื่อสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ และ (6) ทักษะการปฏิบัติทางวิชาชีพ อยู่ในระดับมาก ส่วนโครงสร้างหลักสูตร แผน ก. พบว่า นักศึกษา อาจารย์ และผู้ใช้บริการที่เป็นพยาบาล ส่วนใหญ่มีความคิดที่เห็นด้วย คิดเป็นร้อยละ 92.64 87.84 และ 66.25 ตามลำดับ และโครงสร้างหลักสูตร แผน ข. พบว่า นักศึกษา อาจารย์ และผู้ใช้บริการที่เป็นพยาบาล ส่วนใหญ่มีความคิดที่เห็นด้วย คิดเป็นร้อยละ 89.87 80.43 และ 66.67 ตามลำดับ ซึ่งข้อมูลจากการศึกษาครั้งนี้เป็นประโยชน์ทั้งแก่ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องที่อาจนำไปใช้ในการปรับหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิตต่อไปคำสำคัญ : การปรับหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผลลัพธ์การเรียนรู้ โครงสร้างหลักสูตร ความคิดเห็

    การพัฒนารูปแบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาที่เกิดจากการหลอมรวมของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์

    No full text
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาและประเมินรูปแบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาที่เกิดจากการหลอมรวมของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และวิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 พัฒนารูปแบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาที่เกิดจากการหลอมรวมของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ แบ่งเป็น 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 สร้างรูปแบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาที่เกิดจากการหลอมรวมของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ โดยการวิเคราะห์เอกสาร ระยะที่ 2 ปรับปรุงและพัฒนารูปแบบที่สร้างขึ้นโดยการสัมภาษณ์ พรรณาวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 3 ตรวจสอบรูปแบบที่พัฒนาโดยการสอบถามผู้บริหารมหาวิทยาลัย บุคลากรสายสอนและวิจัย และบุคลากรสายสนับสนุน พรรณาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ขั้นตอนที่ 2 ประเมินรูปแบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาที่เกิดจากการหลอมรวมของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์จากการสนทนากลุ่ม พรรณาวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาที่เกิดจากการหลอมรวมของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มีองค์ประกอบสำคัญ 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ปัจจัยนำเข้า ประกอบด้วย ผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำสูง บุคลากรเข้าใจบริบทพื้นที่และสภาพแวดล้อมทางสังคม แนวทางในการสรรหางบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ และเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยใช้ในการบริหารและการจัดการเรียนการสอน 2) ปัจจัยกระบวนการ ประกอบด้วยโครงสร้างการบริหาร การบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ การบูรณาการสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมองค์การ เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน และ 3) ปัจจัยผลผลิต ประกอบด้วยนักศึกษาเป็นคนดีมีคุณธรรม มีความรู้ในสาขาที่เรียนและนำไปประยุกต์ใช้ได้ และดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งองค์ประกอบของโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ตามผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน โดยมีค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้วเท่ากับ .97 และค่าความคลาดเคลื่อนของโมเดลเท่ากับ .02 และ 2. ผลการประเมินคุณภาพรูปแบบ พบว่ารูปแบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาที่เกิดจากการหลอมรวมของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ที่พัฒนาขึ้น มีความถูกต้อง เหมาะสม มีประโยชน์ และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก   คำสำคัญ: รูปแบบการบริหารงาน มหาวิทยาลัยที่เกิดจากการหลอมรวมมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร

    ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม : หนทางสู่การขับเคลื่อนภาวะผู้นำในสถาบันการศึกษา

    No full text
    การบริหารสถานศึกษาเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งของผู้บริหารสถานศึกษาในทุกระดับโดยเฉพาะในยุคของการเปลี่ยนแปลงของโลกและสภาวะการแข่งขันปัจจุบัน ประกอบกับผู้คนมีคุณธรรมจริยธรรมลดลง ไม่เห็นความสำคัญของคุณธรรมจริยธรรม ไม่ยึดมั่นในคุณธรรม ไม่ประพฤติตามจริยธรรม ทำให้สังคมเกิดวิกฤต จึงส่งผลกระทบต่อการบริหาร บุคลากร หน่วยงาน และองค์การได้ในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน่วยงานสถาบันการศึกษาพยาบาลที่ต้องทำหน้าที่ผลิตบุคลากรที่มีคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อรับใช้สังคม จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีผู้บริหารและผู้นำทางการศึกษาที่มีความเข้าใจ ตระหนักถึงภาวะผู้นำและมีพฤติกรรมที่แสดงออกถึง “ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม” นอกจากนี้เมื่อต้องเผชิญกับประเด็นปัญหาจริยธรรมในสถานศึกษาด้วยแล้ว สามารถแสดงออกถึงการตัดสินใจและใช้เหตุผลทางจริยธรรมได้อย่างเหมาะสมกับสภาพการณ์นั้น ซึ่งจะสามารถนำพาองค์การไปสู่ความสำเร็จได้ ดังนั้นบทความนี้จึงขอเน้นการประยุกต์ แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม ประเด็นปัญหาจริยธรรมในการบริหารสถานศึกษาและ นำเสนอหนทาง แนวทาง มาตรการในการขับเคลื่อนภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมในสถาบันการศึกษาพยาบาล คำสำคัญ : ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม ประเด็นปัญหาจริยธรรม การบริหารสถานศึกษ

    การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน รายวิชาการเขียนโปรแกรมเรื่องการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

    No full text
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน รายวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เรื่อง การเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์  เรื่องการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนและหลังใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  จำนวน 38 คนโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่มจากโรงเรียนนราธิวาส  อำเภอเมือง  จังหวัดนราธิวาส  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 15 ได้ดำเนินตามขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา 4 ขั้นตอนคือ  1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 2) สร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 3) การทดลองใช้และหาประสิทธิภาพ  และ 4) หาประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผลวิจัยพบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน รายวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เรื่องการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 81.85/80.18  2) หลังจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแล้วนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เรื่องการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ สูงกว่าก่อนใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คำสำคัญ : การพัฒนา บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต

    ปัจจัยด้านผู้ปกครองที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารเช้าของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในจังหวัดนราธิวาส

    No full text
    การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยด้านผู้ปกครองที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารเช้าของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปกครองและนักเรียนที่กำลังศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ เขตพื้นที่การศึกษาอำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก ตามคุณสมบัติที่กำหนด 85 คู่ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเอง คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของนักเรียน 2) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ปกครอง 3) แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ 4) แบบสอบถามการรับรู้อุปสรรค 5) แบบสอบถามการควบคุม และ 6) แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหารเช้า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า การรับรู้ประโยชน์ของผู้ปกครองต่อการบริโภคอาหารเช้าของนักเรียน การรับรู้อุปสรรคของผู้ปกครองต่อการจัดเตรียมอาหารเช้าให้นักเรียน การควบคุมของผู้ปกครองต่อการบริโภคอาหารเช้าของนักเรียน และพฤติกรรมการบริโภคอาหารเช้าของผู้ปกครองสามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการบริโภคอาหารเช้าของนักเรียนได้ร้อยละ 30.7 (R2 = .307, F = 8.866, p < .01) และปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการบริโภคอาหารเช้าของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ พฤติกรรมการบริโภคอาหารเช้าของผู้ปกครอง (? = .524, t = 5.502, p < .01) จากผลการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่า ควรส่งเสริมให้ผู้ปกครองเป็นแบบอย่างในการบริโภคอาหารเช้าให้กับนักเรียน โดยการให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของอาหารเช้า เสริมสร้างทัศนคติที่ดีในการบริโภคอาหารเช้าแก่ผู้ปกครอง และสนับสนุนให้ผู้ปกครองและนักเรียนได้บริโภคอาหารเช้าร่วมกันคำสำคัญ : พฤติกรรมการบริโภคอาหารเช้า การรับรู้อุปสรรค การรับรู้ประโยชน์ นักเรีย

    การออกแบบและพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ทุเรียนอบกรอบในอำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส

    No full text
    การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ทุเรียนอบกรอบ และศึกษาความพึงพอใจของผู้บริโภค ที่มีต่อรูปแบบบรรจุภัณฑ์ทุเรียนอบกรอบ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านในตำบลบูกิต อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ที่ขายทุเรียนอบกรอบ จำนวน 12 คน และผู้บริโภคในจังหวัดนราธิวาส จำนวน 400 คน การสุ่มตัวอย่างตามความสะดวก เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม เพื่อหาค่าความเชื่อมั่น โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา Cronbach (Cronbach’s Alpha Coefficient) ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเกี่ยวกับรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีความเหมาะสมกับทุเรียนอบกรอบ ในอำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เท่ากับ 0.89 และค่าความเชื่อมั่นของความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อรูปแบบรรจุภัณฑ์ทุเรียนอบกรอบ ในอำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส  เท่ากับ 0.90 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่กลุ่มแม่บ้านเลือกในระดับมาก คือ แบบที่ 2 แบบถุงเมทัลไลท์ ที่บรรจุภัณฑ์มีความสะดวกในการเปิดปิด มีความสะดวกในการพกพา และวัสดุของบรรจุภัณฑ์มีความแข็งแรง ด้านที่มีความพึงพอใจระดับมากเป็นอันดับแรก คือ ด้านการออกแบบกราฟฟิก สำหรับความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อรูปแบบบรรจุภัณฑ์ทุเรียนอบกรอบ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก คำสำคัญ : การออกแบบ  รูปแบบบรรจุภัณฑ์  ทุเรียนอบกรอ

    ผลการเสริมเยื่อในลำต้นสาคูในอาหารที่มีผลต่อสมรรถภาพการผลิตของไก่พื้นเมืองไทยในระยะเล็ก

    No full text
    งานวิจัยนี้ศึกษาสมรรถภาพการผลิตของไก่พื้นเมืองที่เสริมเยื่อในลำต้นสาคู การทดลองใช้ไก่พื้นเมือง อายุ 1 สัปดาห์ คละเพศ น้ำหนักเฉลี่ย (87.50 ? 5.81 กรัม/ตัว) จำนวน 120 ตัว วางแผนทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (completely randomized design, CRD) แบ่งการทดลองเป็น 4 กลุ่ม ๆ 3 ซ้ำ ๆ ละ 10 ตัว ไก่ทดลองได้รับอาหารที่มีการเสริมเยื่อในลำต้นสาคู 4 ระดับ คือ 0, 5, 10 และ 15 เปอร์เซ็นต์ ได้รับอาหารและน้ำแบบเต็มที่ตลอดเวลา ใช้ระยะเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ โดยศึกษาสมรรถภาพการผลิต ได้แก่ ปริมาณอาหารที่กิน น้ำหนักตัวเพิ่มและประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหาร ผลการทดลอง พบว่า ไก่ทุกกลุ่มมีปริมาณอาหารที่กินไม่แตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05) ส่วนน้ำหนักตัวเพิ่มไก่พื้นเมืองที่ได้รับเยื่อในลำต้นสาคูที่ระดับ 15 เปอร์เซ็นต์ ดีที่สุด (P<0.05) ประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารไม่แตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05) ในช่วงระยะไก่เล็กสามารถเสริมเยื่อในลำต้นสาคูในสูตรอาหารสำเร็จรูปได้ในระดับ 15 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีผลเสียต่อสมรรถภาพการผลิตของไก่พื้นเมือง (P>0.05) คำสำคัญ : เยื่อในลำต้นสาคู  ไก่พื้นเมือง  สมรรถภาพการผลิ

    ความต้องการการดูแลทางจิตวิญญาณด้านการมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นและพลังนอกเหนือตนของผู้ป่วยมุสลิมที่เคยเข้ารับการผ่าตัดในแผนกศัลยกรรมทั่วไปโรงพยาบาลศูนย์แห่งหนึ่งในจังหวัดชายแดนใต้ของไทย

    No full text
    ความต้องการทางจิตวิญญาณ หากได้รับการตอบสนองบุคคลก็จะเกิดความผาสุกทางจิตวิญญาณ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินระดับความต้องการการดูแลทางจิตวิญญาณด้านการมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นและพลังนอกเหนือตน พร้อมเปรียบเทียบระดับความต้องการการดูแลทางจิตวิญญาณระหว่างมิติ ของผู้ป่วยมุสลิมที่เคยเข้ารับการผ่าตัดในแผนกศัลยกรรมทั่วไปโรงพยาบาลศูนย์แห่งหนึ่งในจังหวัดชายแดนใต้ของไทย ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงพรรณนา ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 339 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการการดูแลทางจิตวิญญาณมีคะแนนเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 4.64,  S.D. = 0.14) แต่ความต้องการการดูแลในมิติความสัมพันธ์ที่ดีกับอัลลอฮ์คะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง ( = 4.72,  S.D. = 0.20) และเมื่อเปรียบเทียบระดับความต้องการระหว่างมิติพบว่า ความต้องการการดูแลในมิติความสัมพันธ์ที่ดีกับอัลลอฮ์สูงกว่ามิติอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) ผลของการศึกษาครั้งนี้บ่งชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาแนวทางปฏิบัติการพยาบาลทางจิตวิญญาณให้กับผู้ป่วยมุสลิมควรให้ความสำคัญกับการแสดงออกเพื่อการระลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า ทั้งนี้เพื่อสนองตอบความต้องการที่สอดคล้องกับแนวคิดและหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม คำสำคัญ: ความต้องการการดูแลทางด้านจิตวิญญาณ จังหวัดชายแดนใต้ ผู้ป่วยมุสลิ

    41

    full texts

    351

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇