Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
Not a member yet
351 research outputs found
Sort by
การเพิ่มจำนวนกล้วยหินโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
การขยายพันธุ์กล้วยหินโดยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้ผลิตต้นให้ได้จำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น เพื่อนำต้นไปส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปปลูกเป็นอาชีพ ได้ทดลองศึกษาสูตรอาหาร 6 สูตรเพื่อใช้ในการขยายพันธุ์ระยะแรก โดยใช้อาหารสูตร MS + น้ำตาลทราย 30 กรัมต่อลิตร เป็นสูตรพื้นฐาน เปรียบเทียบระหว่างการใช้อาหารเหลวและอาหารแข็ง เพิ่ม BA 5 และ 8 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือน้ำมะพร้าวอ่อน 450 มิลลิลิตรต่อลิตร พบว่าหลังจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนาน 35 วัน ชิ้นส่วนบนอาหารแข็งมีจำนวนและการพัฒนาของยอดมากกว่าในอาหารเหลว โดยการใช้ BA 8 มิลลิกรัมต่อลิตร เกิดจำนวนยอดเฉลี่ยมากที่สุด 0.7 ยอด และยอดมีความยาวเฉลี่ยสูงที่สุดคือ 11.7 มิลลิเมตร สำหรับการเกิดรากนั้น พบว่าอาหารแข็งที่เติมน้ำมะพร้าว 450 มิลลิกรัมต่อลิตร ให้จำนวนรากเฉลี่ยสูงสุดคือ 0.57 ราก และความยาวรากเฉลี่ยสูงสุดคือ 0.19 เซนติเมตร ตามลำดับคำสำคัญ : การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ, กล้วยหิน, น้ำตาลทราย, น้ำมะพร้าว, B
ครื่องส่งวิทยุเอฟเอ็ม สเตอริโอมัลติเพล็กซ์ ระบบเฟสล็อคลูป ควบคุมด้วยไมโครคอนโทรลเลอร์
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและออกแบบเครื่องส่งวิทยุเอฟเอ็ม สเตอริโอ มัลติเพล็กซ์ ระบบเฟสล็อคลูป โดยใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ควบคุมการทำงาน ซึ่งต้องการให้ความถี่ที่ส่งออกอากาศมีเสถียรภาพที่คงที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งต้องการให้สัญญาณเสียงที่ผ่านการมอดูเลตมีคุณภาพดี การออกแบบตามแนวคิดใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์เบอร์ PIC16F819 เป็นองค์ประกอบหลักในการควบคุมการทำงานของระบบเฟสล็อคลูป ระบบการแสดงผล และระบบตรวจสอบป้องกันข้อผิดพลาดในกรณีวงจรเฟสล็อคลูปไม่ล็อคความถี่ ผลการวิจัยทำให้ค่าความถี่วิทยุที่ส่งออกอากาศมีความเที่ยงตรงได้มาตรฐาน คุณภาพเสียงที่ผ่านการมอดูเลตมีคุณภาพชัดเจน รวมทั้งมีระบบตรวจสอบป้องกันอันเนื่องมาจากกรณีวงจรเฟสล็อคลูปไม่ล็อคความถี่ ซึ่งอาจส่งผลทำให้เกิดค่า reverse power และความถี่ที่ไม่พึงประสงค์ไปรบกวนการทำงานของย่านความถี่อื่น ทำให้การส่งกระจายเสียงวิทยุในระบบเอฟเอ็ม สเตอริโอมัลติเพล็กซ์ มีประสิทธิภาพและก่อเกิดประโยชน์ต่อชุมชนในพื้นที่เป้าหมายของการรับฟังมากที่สุดคำสำคัญ : เครื่องส่งวิทยุเอฟเอ็ม สเตอริโอมัลติเพล็กซ์ ระบบเฟสล็อคลูป ไมโครคอนโทรลเลอร
ขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 2
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 2 2) เปรียบเทียบขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 2 จำแนกตามตัวแปร เพศ อายุ สถานภาพ ภูมิลำเนาเดิม ตำแหน่ง ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน และรายได้ 3) ศึกษาข้อเสนอแนะการสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 2 จำนวน 336 คน โดย.ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้การทดสอบ ค่าที (t-test) การทดสอบค่าเอฟ (F-test) และการทดสอบรายคู่ LSD ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 57.70 อายุระหว่าง 31-40 ปี ร้อยละ 36.01 สถานภาพสมรส ร้อยละ 69.35 ภูมิลำเนาเดิมอยู่จังหวัดนราธิวาส ร้อยละ 77.08 ตำแหน่งครูผู้สอน ร้อยละ 78.57 ระยะเวลาในการปฏิบัติงานระหว่าง 15 ปี ร้อยละ 32.74 รายได้ไม่เกิน 15,000 บาท ร้อยละ 45.83 2) ขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรโดยรวมอยู่ในระดับมาก (X= 3.68, S.D.= 0.62) บุคลากรเพศหญิงและชาย มีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานโดยรวม ไม่แตกต่างกัน ส่วนบุคลากรที่มีอายุ สถานภาพ ภูมิลำเนาเดิม ตำแหน่ง ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน และมีรายได้ต่างกัน มีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 3) ข้อเสนอแนะในการสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร ที่สำคัญที่สุด คือ ควรมีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง และตรงต่อเวลาคำสำคัญ : ขวัญกำลังใจ การปฏิบัติงาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะส่วนบุคคล ภาระงานและความสามารถในการบริหารงานของหัวหน้าสถานีอนามัยกับผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานตามตัวชี้วัดโครงการตำบลอยู่ดีมีสุขด้านสุขภาพ จังหวัดตรัง
การวิจัยเชิงพรรณนา ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคล ภาระงาน และความสามารถในการบริหารงานของหัวหน้าสถานีอนามัยในจังหวัดตรัง (2) ผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานตามตัวชี้วัดโครงการตำบลอยู่ดีมีสุขด้านสุขภาพของสถานีอนามัยในจังหวัดตรัง (3) ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะส่วนบุคคล ภาระงานและความสามารถในการบริหารงานของหัวหน้าสถานีอนามัยกับผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานตามตัวชี้วัดโครงการตำบลอยู่ดีมีสุขด้านสุขภาพจังหวัดตรัง และ (4) ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการบริหารงาน ประชากรที่ศึกษา คือ หัวหน้าสถานีอนามัยในจังหวัดตรัง จำนวน 125 คน ศึกษาทุกหน่วยประชากร เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบไคสแควร์ และ การหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า (1) คุณลักษณะส่วนบุคคลของหัวหน้าสถานีอนามัย ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 47.09 ปี มีระดับการศึกษาสูงสุดปริญญาตรีขึ้นไป ร้อยละ 58.4 ระยะเวลาปฏิบัติงานในหน้าที่เฉลี่ย 14.29 ปี ด้านภาระงานพบว่า มีจำนวนเจ้าหน้าที่ เฉลี่ย 3.58 คน มีจำนวนประชากรมีรับผิดชอบ เฉลี่ย 4,112 คน ปัจจัยความสามารถด้านการบริหารของหัวหน้าสถานีอนามัยในภาพรวมและรายด้านทั้ง 7 ด้าน อยู่ในระดับสูง ยกเว้น ด้านการบริหารงานบุคคล อยู่ระดับปานกลาง (2) ผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานตามตัวชี้วัดโครงการตำบลอยู่ดีมีสุขด้านสุขภาพของสถานีอนามัย โดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับสูง (3) ปัจจัยความสามารถในการบริหารงานของหัวหน้าสถานีอนามัยในภาพรวมและรายด้านทั้ง 7 ด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานตามตัวชี้วัดโครงการตำบลอยู่ดีมีสุขด้านสุขภาพจังหวัดตรังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนปัจจัยภาระงานด้านจำนวนประชากรที่รับผิดชอบมีความสัมพันธ์เชิงลบกับผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานตามตัวชี้วัดโครงการตำบลอยู่ดีมีสุขด้านสุขภาพจังหวัดตรังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ (4) ปัญหา อุปสรรค ที่สำคัญคือ งบประมาณล่าช้า และไม่เพียงพอ ระบบรายงานมีมากและซับซ้อน และเจ้าหน้าที่ในการดำเนินงานไม่เพียงพอ ข้อเสนอแนะ คือ สาธารณสุขจังหวัดควรเร่งรัดการจ่ายงบประมาณและจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอ ควรปรับปรุงระบบรายงาน และควรใช้จำนวนประชากรที่รับผิดชอบเป็นเกณฑ์ในการจัดสรรบุคลากรเพื่อความครอบคลุมคำสำคัญ : ภาระงาน ความสามารถบริหารงาน, ตัวชี้วัด, โครงการตำบลอยู่ดีมีสุขด้านสุขภา
ผลกระทบของอุณหภูมิน้ำผสมคอนกรีตต่อการรับกำลังอัดของคอนกรีต
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาผลกระทบของอุณหภูมิน้ำที่มีต่อกำลังอัดของคอนกรีต โดยการแปรผันอุณหภูมิน้ำที่ใช้ในการผสมดังนี้: 10 องศาเซลเซียส 25 องศาเซลเซียส 40 องศาเซลเซียส และ 60 องศาเซลเซียส ตามลำดับจากนั้นหล่อตัวอย่างทรงลูกบาศก์ขนาด 15X15X15 ลูกบาศก์เซนติเมตรแล้วนำไปบ่มและทดสอบที่อายุการบ่ม 7 วัน 14 วันและ28 วัน จากผลการทดสอบพบว่าอุณหภูมิน้ำที่ใช้ผสมคอนกรีตมีผลต่อการพัฒนากำลังของคอนกรีตอย่างมีนัยสำคัญ โดยคอนกรีตที่ผสมดัวยน้ำที่มีอุณหภูมิสูงมีอัตราการพัฒนากำลังอัดในช่วงอายุ 7 วันแรกสูงกว่าคอนกรีตที่ผสมดัวยน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำ ในทางกลับกันเมื่ออายุการบ่มเพิ่มสูงขึ้น คอนกรีตที่ผสมดัวยน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำมีการพัฒนากำลังในอัตราที่สูงกว่าคอนกรีตที่ผสมด้วยน้าที่มีอุณหภูมิสูงคำสำคัญ : ผลกระทบ อุณหภูมิน้ำ กำลังอัดของคอนกรี
ความสัมพันธ์ระหว่าง สภาพแวดล้อมในสถาบัน พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพกับพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ Pandemic Flu A H1N1 ของ นักศึกษาพยาบาลตำรวจ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมในสถาบัน พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพกับพฤติกรรมป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ Pandemic Flu A H1N1 ของนักศึกษาพยาบาลตำรวจชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 68 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในสถาบันพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ โภชนาการ การทำกิจกรรมและการออกกำลังกาย การจัดการความเครียด ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การพัฒนาทางจิตวิญญาณและพฤติกรรมป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ Pandemic Flu A H1N1 ได้ทำการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาและวิเคราะห์ความเที่ยงของแบบสอบถามโดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอน บาค (Cronbach’s Coeffecient of Alpha) ได้ค่าความเที่ยงของเครื่องมือเท่ากับ 0.90,0.80 และ 0.95 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมในสถาบัน พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพกับพฤติกรรมป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ Pandemic Flu A H1N1 โดยใช้ Pearson Product Moment Correlation ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพแวดล้อมในสถาบันอยู่ในระดับปานกลาง ( x=3.23, SD. =0.54) พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับ ดี ( x=3.09, SD. =0.24)พฤติกรรมป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ Pandemic Flu A H1N1อยู่ในระดับ ดี (x =3.08, SD. =0.48) 2. สภาพแวดล้อมในสถาบันและพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ โภชนาการ การจัดการความเครียด ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ Pandemic Flu A H1N1 และ 3. พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพด้านการทำกิจกรรมและการออกกำลังกาย การพัฒนาทางจิตวิญญาณมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ Pandemic Flu A H1N1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01คำสำคัญ : สภาพแวดล้อมในสถาบัน พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ พฤติกรรมป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ Pandemic Flu A H1N1 นักศึกษาพยาบาลตำรว
การศึกษาสภาพการดำเนินการ ปัญหา และความต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลของธุรกิจอุตสาหกรรมในจังหวัดนราธิวาส
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินการ ปัญหา และความต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลของธุรกิจอุตสาหกรรมในจังหวัดนราธิวาส กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ประกอบการหรือผู้มีอำนาจในการตัดสินใจของอุตสาหกรรมในจังหวัดนราธิวาส จำนวน 214 ราย โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย( X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน( SD. ) การหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ( Chi-Square ) การทดสอบค่าที( t-test ) การเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว( ANOVA ) การเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธี เชฟเฟ่ (Scheffe) และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1 ) ธุรกิจอุตสาหกรรมในจังหวัดนราธิวาส ส่วนใหญ่ เป็นอุตสาหกรรมอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 39.30 การประกอบกิจการเกี่ยวกับ หิน กรวด ทราย หรือ ดิน สำหรับใช้ในการก่อสร้างมากที่สุด รองลงมาได้แก่ อุตสาหกรรมการเกษตร คิดเป็นร้อยละ 24.80 รูปแบบกิจการเป็นธุรกิจเจ้าของคนเดียว คิดเป็นร้อยละ 65.00 แหล่งเงินลงทุนเป็นของตัวเอง คิดเป็นร้อยละ 44.40 มีอายุกิจการ มากกว่า 1 – 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 35.00 มีจำนวนพนักงานประจำทั้งหมด (ทั้งแบบเงินเดือนและรายวัน) ไม่เกิน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 79.40 และมีปริมาณการผลิตในปัจจุบันเมื่อเทียบกับความสามารถในการผลิตเดิมก่อนเกิดวิกฤต มากกว่า 30 – 50% คิดเป็นร้อยละ 50.50 โดยพบว่าสภาพการดำเนินการทุกด้าน มีความสัมพันธ์กับสถานภาพส่วนบุคคล ยกเว้นผลการดำเนินงานของยอดขายในไตรมาสที่ 1 ( พ.ศ.2552 ) และผลกำไรในไตรมาสที่ 1 ( พ.ศ.2552 ) 2 ) ระดับปัญหาในการดำเนินการของธุรกิจอุตสาหกรรมในจังหวัดนราธิวาส โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากโดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 3.72 ( X= 3.72 ,SD. = 0.54) โดยพบว่า ด้านการผลิต ด้านการเงิน ด้านการตลาด และด้านอื่นๆ มีปัญหาอยู่ในระดับมากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ปัญหาด้านการผลิต มีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 3.86 ( X=3.86 , SD. = 0.62 ) และพบว่า ผลการเปรียบเทียบปัญหาโดยรวมทุกด้านจำแนกตามสถานภาพส่วนบุคคล ในด้านตำแหน่งและวุฒิการศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3 ) ผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลในด้านการเงินการผลิต การตลาด และด้านอื่นๆคำสำคัญ : สภาพการดำเนินการ ปัญหาความต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาล ธุรกิจอุตสาหกรร
การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคและพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงของสตรีวัยทองในตำบลท่าฉาง อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
การวิจัยเชิงบรรยายนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคและพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงของสตรีวัยทองในตำบลท่าฉาง อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งสอง กลุ่มตัวอย่าง คือ สตรีวัยทองที่มีอายุ 40-59 ปี ไม่มีประวัติการเจ็บป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงที่พักอาศัยอยู่ในตำบลท่าฉาง อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 85 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1) แบบสอบถามลักษณะส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง และ 3) แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งผ่านการทดสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทดสอบความเที่ยงของแบบสอบถามด้านการรับรู้โอกาสเสี่ยงและพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ด้วยวิธีการคำนวณ หาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) ได้ค่าความเที่ยงของแบบสอบถาม การรับรู้โอกาสเสี่ยงเท่ากับ 0.82 และพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงเท่ากับ 0.77 วิเคราะห์ข้อมูลโดยแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความสัมพันธ์โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า คะแนนเฉลี่ยการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคและพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ทั้งโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงด้านการลดปัจจัยเสี่ยงสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านการรับประทานอาหาร ด้านการควบคุมน้ำหนัก ด้านการจัดการความเครียด และด้านการออกกำลังกาย ตามลำดับ การรับรู้โอกาสเสี่ยงไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงโดยรวม แต่มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงด้านการควบคุมน้ำหนักในระดับต่ำ (r = .23, p < .05) ผลการวิจัยครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่าควรมีการส่งเสริมให้สตรีวัยทองมีความตระหนักต่อการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรค และการปฏิบัติพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการออกกำลังกายคำสำคัญ : การรับรู้โอกาสเสี่ยง พฤติกรรมการป้องกันโรค โรคความดันโลหิตสู