Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
Not a member yet
351 research outputs found
Sort by
ความชุกและปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาในผู้ป่วยเบาหวาน โรงพยาบาลสงขลา
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับภาวะจอประสาทตาผิดปกติของผู้ป่วยเบาหวานที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลสงขลา ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานที่ตรวจคัดกรองภาวะจอประสาทตาผิดปกติทั้งหมด 3,018 คน มีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา 470 คน (ร้อยละ 15.57) ส่วนใหญ่เป็นเบาหวานขึ้นจอประสาทตาระยะแรก เป็นเพศหญิงและมีอายุในช่วง 45-59 ปี พบผู้ป่วยที่มีค่าดัชนีมวลกายที่มากกว่า 23 Kg/m2 (ร้อยละ 33.3) มีระยะเวลาป่วยเป็นเบาหวานเฉลี่ย 7.38 ปี มีระดับน้ำตาลในเลือดสะสม HbA1C ≥ 7% (ร้อยละ 25.7) ระดับแอลดีแอลในเลือด≥ 100 มก./ดล. (ร้อยละ 21.6) ระดับคลอเลสเทอรอลในเลือด ≥ 200 มก./ดล. (ร้อยละ 11.7) ระดับครีตินินในเลือดสูง>1.5 มก./ดล. (ร้อยละ 6.4) และผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 47.1) ตามลำดับ ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะจอประสาทตาผิดปกติคือระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน พบว่าผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน 5-10 ปี และมากกว่า 10 ปี จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะจอประสาทตาผิดปกติ 2 และ 3 เท่า เมื่อเทียบผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวานมาเป็นระยะเวลาน้อยกว่า 5 ปี อย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05)คำสำคัญ : ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ปัจจัยเสี่ยงจอประสาทตาผิดปกต
ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกสอดคล้องกลมกลืนในชีวิตกับความเครียดในการปฏิบัติงานของทหารในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีกลวิธีการเผชิญปัญหา เป็นตัวแปรส่งผ่าน
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกสอดคล้องกลมกลืนในชีวิตกับความเครียดในการปฏิบัติงานของทหารในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีกลวิธีการเผชิญปัญหาเป็นตัวแปรส่งผ่าน กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการทหารสังกัดหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส33 จำนวน 200 คน ผลการวิจัยพบว่า ความรู้สึกสอดคล้องกลมกลืนในชีวิตมีความสัมพันธ์ทางลบกับความเครียดในการปฏิบัติงานและกลวิธีการเผชิญปัญหาแบบหลีกหนีปัญหา แต่ในขณะเดียวกันความรู้สึกสอดคล้องกลมกลืนในชีวิตมีความสัมพันธ์ทางบวกกับกลวิธีการเผชิญปัญหาแบบมุ่งจัดการกับปัญหาและแบบการแสวงหาการสนับสนุนทางสังคม ในส่วนของกลวิธีการเผชิญปัญหาแบบมุ่งจัดการกับปัญหาและแบบการแสวงหาการสนับสนุนทางสังคมนั้น มีความสัมพันธ์ทางลบกับความเครียดในการปฏิบัติงาน และในขณะเดียวกันกลวิธีการเผชิญปัญหาแบบหลีกหนีกับปัญหามีความสัมพันธ์ทางบวกกับความเครียดในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์ตัวแปรส่งผ่าน พบว่าความรู้สึกสอดคล้องกลมกลืนในชีวิตส่งผลโดยตรงต่อความเครียดในการปฏิบัติงาน ในระดับ - 0.35 และความรู้สึกสอดคล้องกลมกลืนในชีวิตส่งผลทางอ้อมผ่านกลวิธีการเผชิญปัญหาแบบมุ่งจัดการกับปัญหาไปยังความเครียดในการปฏิบัติงาน ในระดับ- 0.10 ตลอดจนความรู้สึกสอดคล้องกลมกลืนในชีวิตส่งผลทางอ้อมผ่านกลวิธีการเผชิญปัญหาแบบหลีกหนีปัญหา ไปยังความเครียดในการปฏิบัติงาน ในระดับ - 0.14 รวมทั้งความรู้สึกสอดคล้องกลมกลืนในชีวิตส่งผลโดยรวมต่อความเครียดในการปฏิบัติงาน มีค่าเท่ากับ - 0.59, p < .001 ดังนั้นจึงสรุปได้ว่ากลวิธีการเผชิญปัญหาแบบมุ่งจัดการกับปัญหาและแบบหลีกหนีปัญหาเป็นตัวแปรส่งผ่านในความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกสอดคล้องกลมกลืนในชีวิตกับความเครียดในการปฏิบัติงาน และกลวิธีแบบการแสวงหาการสนับสนุนทางสังคมไม่เป็นตัวแปรส่งผ่านในความสัมพันธ์ดังกล่าว คำสำคัญ ความรู้สึกสอดคล้องกลมกลืนในชีวิต ความเครียดในการปฏิบัติงาน ทหารในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลวิธีการเผชิญปัญหา ตัวแปรส่งผ่า
แนวทางการนำหลักศาสนบัญญัติอิสลามใช้ในการควบคุมการบริโภคยาสูบและคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ ในชุมชนมุสลิม อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักศาสนบัญญัติอิสลามเกี่ยวกับการควบคุมการบริโภคยาสูบและการคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ โดยศึกษาบทบัญญัติแห่งอัลกุรอานและซุนนะฮฺ วิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร คำวินิจฉัยและความคิดเห็นของปวงปราชญ์มุสลิมทั้งในอดีตและปัจจุบัน ตลอดจนการสอบถามผู้รู้และผู้นำทางศาสนาในชุมชนมุสลิม อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส จำนวน 98 คน และนำผลการศึกษามาเปรียบเทียบกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายบ้านเมือง เพื่อกำหนดเป็นแนวทางในการนำหลักศาสนบัญญัติอิสลามใช้ในการควบคุมการบริโภคยาสูบและคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ ผลการวิจัยพบว่า บทบัญญัติแห่งอัลกุรอานและซุนนะฮฺมิได้ระบุเรื่องการบริโภคยาสูบไว้โดยเฉพาะ เพียงบัญญัติไว้เป็นหลักการทั่วไป ส่งผลให้บรรดานักปราชญ์มุสลิมมัซฮับ (สำนักคิดทางกฎหมายอิสลาม) ต่าง ๆ ต้องทำการวิเคราะห์วินิจฉัยบทบัญญัติดังกล่าวนั้นเพื่ออธิบายต่อกรณีการบริโภคยาสูบ สรุปได้เป็น 3 ทัศนะ คือ ทัศนะแรก มีความเห็นว่าการบริโภคยาสูบเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) ทัศนะที่สอง มีความเห็นว่าเป็นสิ่งไม่สมควร (มักรูฮฺ) และทัศนะที่สาม มีความเห็นว่าเป็นสิ่งอนุมัติ (มุบาหฺ) เมื่อนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายบ้านเมืองมาเปรียบเทียบกับศาสนบัญญัติอิสลามตามผลการวิเคราะห์วินิจฉัยของปวงปราชญ์ดังกล่าวพบว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายสอดคล้องกับศาสนบัญญัติอิสลามตามทัศนะที่สามซึ่งมีความเห็นว่าการบริโภคยาสูบเป็นสิ่งอนุมัติแต่เมื่อพิจารณาถึงเจตนารมณ์แห่งกฎหมายแล้วพบว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ที่สอดคล้องกับศาสนบัญญัติอิสลามตามทัศนะที่สองที่มีความเห็นว่าการบริโภคยาสูบเป็นสิ่งที่ไม่สมควร (มักรูฮฺ) ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของผู้รู้ และผู้นำทางศาสนาในเขตอำเภอเมืองจังหวัดนราธิวาสส่วนใหญ่ที่เห็นว่าการสูบบุหรี่เป็นสิ่งไม่สมควร ผลจากการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการรณรงค์เพื่อการควบคุมการบริโภคยาสูบและคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ในชุมชนมุสลิมอำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส และชุมชนไทยมุสลิมอื่น ๆ นั้น ควรต้องคำนึงถึงความสอดคล้องระหว่างศาสนบัญญัติอิสลาม ข้อค้นพบทางวิชาการหรือการแพทย์และเจตนารมณ์แห่งบทบัญญัติของกฎหมาย ภายใต้กรอบความคิดเห็นของผู้รู้และผู้นำทางศาสนาเป็นสำคัญ คำสำคัญ : หลักศาสนบัญญัติอิสลาม การบริโภคยาสูบ การคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี
ความเข้มแข็งในการมองโลกของวัยรุ่นในเขต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของประเทศไทย
ย่างเป็นวัยรุ่น ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส จำนวน 400 คน โดยเก็บข้อมูลใน พ.ศ. 2553 เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบสอบถามความเข้มแข็งในการมองโลก ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .84 จากการหาสัมประสิทธิ์อัลฟ่าครอนบาค วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา เปรียบเทียบด้วยการทดสอบสถิติที แบบอิสระ และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า วัยรุ่นมีคะแนนความเข้มแข็งในการมองโลกค่อนไปทางสูง และพบว่า วัยรุ่นที่มีอายุ < 15 ปี มีความเข้มแข็งในการมองโลก ต่ำกว่าวัยรุ่นที่มีอายุ ≥ 15 ปี วัยรุ่นที่มีรายได้ของครอบครัว ≤ 10,000 บาท/เดือน มีความเข้มแข็งในการมองโลกต่ำกว่าวัยรุ่นที่มีรายได้ของครอบครัว >10,000 บาท/เดือน วัยรุ่นที่มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบจากสื่อและผู้เกี่ยวข้อง มีความเข้มแข็งในการมองโลกสูงกว่าวัยรุ่นที่ประสบเหตุการณ์ความไม่สงบด้วยตนเอง/ญาติพี่น้อง และวัยรุ่นที่ไม่ได้รับการสนับสนุนทางสังคม มีความเข้มแข็งในการมองโลก สูงกว่าวัยรุ่นที่ได้รับการสนับสนุนทางสังคม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า พยาบาลควรส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกของวัยรุ่นที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี ครอบครัวมีรายได้น้อย และตนเอง/ญาติพี่น้องประสบเหตุการณ์ความไม่สงบโดยตรง และควรศึกษาปัจจัยด้านจิตใจที่เกี่ยวข้องกับความเข้มแข็งในการมองโลก โดยขยายกลุ่มตัวอย่างเป็นวัยรุ่นในเขตอำเภออื่น ๆ ด้วยคำสำคัญ : วัยรุ่น ความเข้มแข็งในการมองโลก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต
การซื้อขายแบบผ่อนส่ง : บทบัญญัติและหลักปฏิบัติตามกฎหมายอิสลาม
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจแก่นักธุรกิจมุสลิมและผู้บริโภคมุสลิมเกี่ยวกับบทบัญญัติและหลักปฏิบัติการซื้อขายแบบผ่อนส่งตามกฎหมายอิสลาม ในปัจจุบัน การซื้อขายแบบผ่อนส่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจากประชาชนในทุกสาขาอาชีพ ทั้งนี้เพราะผู้มีรายได้จำกัดไม่สามารถซื้อสินค้าทุกอย่างที่ต้องการด้วยเงินสด จึงจำเป็นต้องซื้อแบบผ่อนส่ง แนวคิดในการเขียนบทความนี้เกิดขึ้นเพราะการสังเกตและการสัมภาษณ์นักธุรกิจมุสลิมและผู้บริโภคมุสลิมส่วนหนึ่ง หลังจากการสังเกตและการสอบถามของผู้เขียนพบว่า ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อซึ่งเป็นชาวมุสลิมยังขาดความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการซื้อขายแบบผ่อนส่งตามหลักการอิสลาม บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายบทบัญญัติและหลักปฏิบัติการซื้อขายแบบผ่อนส่งตามกฎหมายอิสลาม.คำสำคัญ : การซื้อขายแบบผ่อนส่ง บทบัญญัติ หลักปฏิบัติตามกฎหมายอิสลา
ผลของการใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญต่อความรู้และการพัฒนาผู้เรียนในรายวิชาพยาธิสรีรวิทยาสำหรับนักศึกษาพยาบาล
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญต่อความรู้และการพัฒนาผู้เรียนทั้ง ด้าน ได้แก่ ด้านทักษะทางสังคมด้านการพัฒนาตนเอง และด้านการยอมรับความเท่าเทียมกัน ในรายวิชาพยาธิสรีรวิทยา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ ที่ลงทะเบียนเรียนในภาคการศึกษาที่ ปีการศึกษา 551 จำนวน 106 คนเครื่องมือการวิจัยแบ่งเป็น ชุด ได้แก่ (1) แบบทดสอบความรู้รายวิชาพยาธิสรีรวิทยา และ (2) แบบสอบถามการพัฒนาของผู้เรียน ซึ่งผ่านการตรวจสอบโดยมีค่าสัมประสิทธิแอลฟาครอนบาคเท่ากับ .77 ผลการวิจัยพบว่าภายหลังการจัดการเรียนการสอนทั้ง 5 รูปแบบ ได้แก่ การบรรยายเชิงอภิปราย การอภิปรายกลุ่ม กรณีศึกษาผังความคิด และการเรียนแบบร่วมมือ คะแนนการพัฒนาผู้เรียนภาพรวมทั้ง ด้านของนักศึกษาอยู่ในระดับสูง โดยรูปแบบการเรียนแบบร่วมมือมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด ( X = .74, SD. = 6.13 ) และรูปแบบการบรรยายเชิงอภิปรายมีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด ( X = .68, SD. = 12 .58) เมื่อจำแนกการพัฒนาผู้เรียนเป็นรายด้านพบว่าคะแนนเฉลี่ยด้านทักษะทางสังคมสูงที่สุดจากการสอนด้วยรูปแบบการบรรยายเชิงอภิปราย ( X = .81 , SD.= 5.91 ) ส่วนด้านการพัฒนาตนเองและด้านการยอมรับความเท่าเทียมกันสูงที่สุดจากการสอนด้วยรูปแบบการเรียนแบบร่วมมือ ( X = .73 , SD = 5.57 และ X = .76, SD. = 7.3 5 ตามลำดับ) นอกจากนี้พบว่าคะแนนความรู้เฉลี่ยของนักศึกษาหลังการจัดการเรียนการสอนทั้ง 5 รูปแบบสูงกว่าก่อนการจัดการเรียนการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .001 จากผลการศึกษาผู้สอนอาจจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเพิ่มเติมการนำรูปแบบการเรียนแบบร่วมมือมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา และปรับรูปแบบการบรรยายเชิงอภิปรายให้มีกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียนในด้านการพัฒนาตนเองมากขึ้นคำสำคัญ : การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การพัฒนาผู้เรียน นักศึกษาพยาบา
สัมประสิทธิ์กำลังอัดของคอนกรีตตามลักษณะการบ่ม งานถนนผิวจราจรแบบคอนกรีต
ตามมาตรฐาน สถ.- มถ.- 027 มาตรฐานงานผิวจราจรแบบคอนกรีต ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้กำหนดวิธีการบ่มคอนกรีตงานถนน 4 ลักษณะคือ ใช้กระสอบป่านคลุมรดน้ำให้ชุ่ม ใช้น้ำขังเหนือผิวหน้าคอนกรีตไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร ใช้ทรายสะอาดหนา 5 เซนติเมตร คลุมรดน้ำให้ชุ่ม และใช้น้ำยาบ่มคอนกรีต ตามมาตรฐาน ASTM C309-74 (Type 2) พ่นเคลือบทับผิวหน้าคอนกรีต 2 ชั้น ซึ่งจะแตกต่างกับการบ่มคอนกรีตมาตรฐาน ที่ใช้วิธีการแช่น้ำตลอดอายุของการทดสอบ ดังนั้นการวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบและหาค่าสัมประสิทธิ์กำลังอัดของคอนกรีต ตามลักษณะการบ่ม ของงานถนนผิวจราจรแบบคอนกรีต กับกำลังอัดของคอนกรีตบ่มมาตรฐาน วิธีดำเนินการวิจัยในครั้งนี้ ออกแบบกำลังอัดคอนกรีตก้อนตัวอย่างรูปทรงลูกบาศก์ ขนาด15x15x15 เซนติเมตร ที่อายุการบ่ม 28 วัน เท่ากับ 240 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร โดยเก็บตัวอย่างตามลักษณะการบ่ม 4 ลักษณะ จำนวนลักษณะละ 18 ตัวอย่าง และแบ่งทำการทดสอบ 3 ชุดๆละ 6 ตัวอย่างเพื่อทำการทดสอบกำลังอัดที่อายุ 7 วัน ตามลักษณะการบ่ม ที่อายุ 14 และ 28 วัน ตามสภาวะแวดล้อม ส่วนการบ่มมาตรฐานทำการทดสอบกำลังอัดที่อายุ 7 ,14 และ 28 วัน โดยทำการบ่มตลอดอายุการทดสอบจากผลการวิจัยสรุปได้ว่าลักษณะการบ่มทั้ง 4 ลักษณะ เมื่อทำการเปรียบเทียบกับการบ่มมาตรฐาน กำลังอัดคอนกรีตที่อายุ 28 วัน จะมีค่าต่ำกว่า โดยมีความแตกต่างร้อยละ 4.46 ถึง ร้อยละ 8.14 ดังนั้น เพื่อให้ได้ค่ากำลังอัดคอนกรีตงานถนน ตามที่ออกแบบไว้ ควรมีค่ากำลังอัดคอนกรีตบ่มมาตรฐาน ที่อายุ 28 วันเท่ากับกำลังอัดคอนกรีตที่ออกแบบคูณด้วยสัมประสิทธิ์สูงสุด 1.0814คำสำคัญ : สัมประสิทธิ์ กำลังอัด การบ่ม งานถนนคอนกรี
สำนวนไทยพัฒนาความสามารถในการใช้ภาษาสื่อสาร
ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติที่คงความเป็นเอกลักษณ์ที่มีความสำคัญยิ่งของชาติไทยหน้าที่ของคนไทยทุกคนจะต้องศึกษาเรียนรู้และฝึกฝน ทั้งในด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน เพื่อจะได้สามารถใช้ภาษาไทยสื่อสารในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สำนวนไทย ซึ่งเป็นทักษะทางภาษาที่ต้องอาศัยการเรียนรู้ทั้งทางหลักวิชาและการปฏิบัติ สำนวนไทยเป็นเครื่องชี้ให้เห็นความสามารถทางภาษา การเรียบเรียงถ้อยคำ การรวมข้อความยาว ๆ ให้สั้น อาจใช้เป็นเครื่องเตือนใจ เช่น ให้คนเรามีความรอบคอบ ให้รู้หน้าที่ รู้เวลา เป็นต้น หรือเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นวิถีการดำเนินชีวิตของคนในอดีตสะท้อนให้เห็นความอุดมสมบูรณ์ อาชีพการดำรงชีวิตร่วมกัน ความเชื่อและประเพณี จึงชี้ให้เห็นว่าคุณค่าของสำนวนไทยนั้นปรากฏอย่างชัดเจน มีผู้นำไปใช้ประโยชน์ในแง่มุมต่าง ๆ ตามต้องการ สำนวนไทยเป็นจำนวนมากที่ได้รับความนิยม และมีบทบาทอย่างแพร่หลายในทุกวงการ อันสืบเนื่องมาจากมีความหมายที่ลึกซึ้งกินใจจึงได้แพร่กระจายออกไปทั้งในลักษณะของภาษาพูดและภาษาเขียนที่นำมาประยุกต์ใช้ในการสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรเรียนรู้ เนื่องจากการใช้สำนวนไทยประกอบการสื่อสารด้านการพูด และการเขียนในปัจจุบัน สื่อความหมายไม่ได้ดีเท่าที่ควร เพราะผู้ใช้ขาดความรู้ ความเข้าใจในความหมายของสำนวน หรือใช้สำนวนผิดเนื่องจากความสามารถการใช้ภาษาแตกต่างกันตามปัจจัยต่าง ๆ เช่น วัย ภูมิหลังทางสังคม อาชีพความสนใจ เป็นต้น แต่สาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การนำสำนวนมาใช้สื่อสารโดยมีการตัดหรือเพิ่มเติมคำหรือสร้างขึ้นใหม่จากเค้าความเดิมคำสำคัญ : สำนวนไทย ภาษา การสื่อสา
ผลการปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ : กรณีศึกษาศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่โรงเรียนเทศบาล๑ อ.เมือง จ.นราธิวาส
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์กระบวนการปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ 2) เพื่อศึกษาผลการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ในเชิงผลลัพธ์ และ 3) เพื่อศึกษาความสามารถของแกนนำและผู้ปกครองในกระบวนการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ ประชากรที่ศึกษา คือ แกนนำศูนย์เด็กเล็ก แกนนำชุมชนและผู้ปกครองจำนวน 116 คน ใช้วิธีการสุ่มอย่างเฉพาะเจาะจงเป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 46 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินมาตรฐานศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ของกรมอนามัย คู่มือการปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม และแบบประเมินความสามารถในกระบวนการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ของแกนนำและผู้ปกครอง ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีค่าความเที่ยง ของแบบประเมินความสามารถของแกนนำและผู้ปกครองในกระบวนการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.97 ผลการวิจัยพบว่า 1) แกนนำและผู้ปกครองมีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมทั้งในขั้นการเตรียมการ ขั้นปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมและขั้นประเมินผลการปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยในขั้นตอนการเตรียมการและการประเมินผลนั้นผู้ปกครองมีส่วนร่วมในระดับน้อยเนื่องจากมีรายละเอียดที่เข้าใจค่อนข้างยาก ส่วนในขั้นตอนปฏิบัติการนั้น ทั้งแกนนำและผู้ปกครองมีส่วนร่วมดีมาก 2) ผลการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ในเชิงผลลัพธ์ จากการประเมินตามมาตรฐานศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ของกรมอนามัย เปลี่ยนแปลงจากระดับดีเป็นดีมากและ 3) การเปรียบเทียบความสามารถในการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ของแกนนำและผู้ปกครองโดยรวมทุกด้านและแยกรายด้านมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้ความสามารถโดยรวมก่อนกระบวนการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม อยู่ในระดับน้อย (X = 1.96 SD. = .57 ) ส่วนภายหลังกระบวนการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม พบว่ามีความสามารถเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับมาก ( X= 3.61 SD. = .41 ) โดยพบว่า แกนนำมีความสามารถอยู่ในระดับดี ( X= 4.06 ) ในขณะที่ผู้ปกครองมีความสามารถน้อยกว่า (X= 3.39 ) แต่อยู่ในระดับดีเช่นกันคำสำคัญ : การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ศูนย์เด็กเล็กน่าอย