Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
Not a member yet
351 research outputs found
Sort by
ผลการสรุปบทเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน โดยใช้แผนผังมโนทัศน์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการสรุปบทเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน เรื่อง อนุพันธ์ของฟังก์ชัน ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ หลังเรียนโดยใช้แผนผังมโนทัศน์กับเกณฑ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จำนวน 45 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบวัดผลการสรุปบทเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวันเรื่อง อนุพันธ์ของฟังก์ชัน โดยใช้แผนผังมโนทัศน์ ดำเนินการสอนโดยให้นักศึกษาสรุปบทเรียนโดยใช้แผนผังมโนทัศน์ จำนวน 6 คาบ คาบละ 60 นาที แบบแผนการวิจัยเป็นแบบ One – Short Case Study สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือการทดสอบค่าสถิติ สถิติ t-test one sample ผลการศึกษาพบว่าผลการสรุปบทเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน เรื่อง อนุพันธ์ของฟังก์ชัน โดยการใช้แผนผังมโนทัศน์สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 คำสำคัญ : แผนผังมโนทัศน์ ผลการสรุปบทเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวั
กระบวนการอบแห้งปลากุเลาด้วยเครื่องอบแห้งพลังงานไฟฟ้า โดยใช้การควบคุมอุณหภูมิแบบพีไอดี
งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาการอบแห้งปลากุเลาด้วยเครื่องอบแห้งพลังงานไฟฟ้าkเพื่อต้องการทำกระบวนการผลิตปลากุเลาแห้งอนามัย การออกแบบเครื่องอบแห้งประกอบด้วยตู้อบชนิดทึบ ใช้หลอดอินฟราเรดสำหรับให้ความร้อนขนาด 500 วัตต์ จำนวน 4 หลอด ทำการทดลองอบแห้งโดยควบคุมอุณหภูมิแบบพีไอดี ในตู้อบที่ 50 60 และ 70 0C พบว่า การอบแห้งปลากุเลาแบบควบคุมอุณหภูมิที่ 70 0C มีความสิ้นเปลืองพลังงานจำเพาะในการอบน้อยที่สุด เท่ากับ 300 MJ/kgH2Oevap โดยที่ยังคงได้ค่าความชื้นมาตรฐานแห้งทั่วไปประมาณ 20 – 30%db และมีประสิทธิภาพในการอบแห้ง 1.2% โดยใช้ระยะเวลาในการอบแห้ง 4 ชั่วโมง ทั้งนี้ยังคงได้คุณภาพปลากุเลาอบแห้งที่เนื้อและสีของปลาใกล้เคียงกับที่มีวางจำหน่ายตามท้องตลาด คำสำคัญ : ปลากุเลา เครื่องอบแห้งพลังงานไฟฟ้า การควบคุมอุณหภูมิแบบพีไอด
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น
วิจัยครั้งนี้เป็นการหาความสัมพันธ์เชิงทำนาย เพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ภาวะสุขภาพ การรับรู้อุปสรรคต่อการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และอิทธิพลระหว่างบุคคล ต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงอายุ 20 – 40 ปี ซึ่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 78 ราย เครื่องมือ คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ แบบสอบถามการรับรู้ภาวะสุขภาพ แบบสอบถามการรับรู้อุปสรรค และแบบสอบถามอิทธิพลระหว่างบุคคล วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง (x= 2.48, S.D. = 0.29) การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุพบว่า ตัวแปรอิสระทั้งหมดอธิบายความผันแปรของพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพได้ร้อยละ 22.8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R2 = .228, p < .01) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ คือ อิทธิพลระหว่างบุคคล (b = .338, p < .01) และการรับรู้ภาวะสุขภาพ (b = .309, p < .01) ดังนั้นพยาบาลควรกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีการรับรู้ภาวะสุขภาพที่ดี และส่งเสริมให้บุคคลในครอบครัว เพื่อน รวมถึงบุคลากรทางสุขภาพ มีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยให้มีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ดีอย่างต่อเนื่องคำสำคัญ : ความดันโลหิตสูง ผู้ใหญ่ตอนต้น พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ การรับรู้ภาวะสุขภาพ อิทธิพลระหว่างบุคค
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านผู้ดูแลเด็ก ปัจจัยด้านเด็กป่วย กับการรับรู้การได้รับการดูแลของผู้ดูแลเด็ก และการรับรู้การปฏิบัติการพยาบาลโดยใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลางของนักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัย นราธิวาสราชนครินทร์
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านผู้ดูแลเด็ก ปัจจัยด้านเด็กป่วย กับการรับรู้การได้รับการดูแลของผู้ดูแลเด็ก และการรับรู้การปฏิบัติการพยาบาล โดยใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลางของนักศึกษาพยาบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จำนวน 80 คน และผู้ดูแลเด็กป่วย จำนวน 122 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถามปัจจัยด้านผู้ดูแลเด็ก และ ด้านเด็กป่วย แบบสอบถามการรับรู้การได้รับการดูแล และแบบสอบถามการรับรู้การปฏิบัติการพยาบาล โดยใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้ง 2 ชุด โดยใช้สัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาคได้เท่ากับ .95 และมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .80 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และไคสแควร์ ผลการวิจัยมีดังนี้ 1)ผู้ดูแลเด็กที่เป็นมารดา มีสถานภาพสมรสคู่ ไม่ได้รับราชการ และมีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีการรับรู้การได้รับการดูแลในระดับสูงมากที่สุด (ร้อยละ 60, 51.64, 51.64 และ 47.54) ตามลำดับ เด็กที่เข้ารับการรักษา 1-5 ครั้ง เป็นโรคติดเชื้อ และมีการเจ็บป่วยรุนแรง ผู้ดูแลรับรู้การได้รับการดูแลในระดับสูงมากที่สุด (ร้อยละ 53.28, 48.36 และ 36.89) ตามลำดับ 2)นักศึกษาพยาบาลมีการรับรู้การปฏิบัติการพยาบาล โดยใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ในผู้ดูแลเด็กที่ไม่ได้รับราชการ มีสถานภาพสมรสคู่ และมีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีในระดับสูงมากที่สุด (ร้อยละ 66.25, 63.75 และ 61.25) ตามลำดับ และมีการรับรู้การปฏิบัติการพยาบาลในเด็กที่เข้ารับการรักษา 1-5 ครั้ง เป็นโรคติดเชื้อ และมีการเจ็บป่วยรุนแรงในระดับสูงมากที่สุด (ร้อยละ 63.75, 62.50 และ 46.25) ตามลำดับ 3)ปัจจัยด้านผู้ดูแลเด็ก และปัจจัยด้านเด็กป่วย ไม่มีความสัมพันธ์กับการรับรู้การได้รับการดูแล และการรับรู้การปฏิบัติการพยาบาล โดยใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลางของนักศึกษาพยาบาล จากผลการศึกษาอาจารย์นิเทศสามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้นักศึกษาสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดการดูแล โดยใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติการพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำสำคัญ : การรับรู้การปฏิบัติการพยาบาลโดยใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ผู้ดูแลเด็ก นักศึกษาพยาบา
ความสัมพันธ์ระหว่างการควบคุมตนเอง ความเครียดกับสมดุลชีวิตของหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น
การวิจัยแบบบรรยายเชิงสหสัมพันธ์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการควบคุมตนเอง ความเครียดกับสมดุลชีวิตของหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น กลุ่มตัวอย่าง คือ หญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นที่มารับบริการฝากครรภ์ที่คลินิกฝากครรภ์ ณ โรงพยาบาลศูนย์หาดใหญ่และโรงพยาบาลสงขลา จำนวน 200 ราย เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามการควบคุมตนเอง 3) แบบสอบถามการรับรู้ความเครียด และ 4) แบบสอบถามสมดุลชีวิตซึ่งได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือ โดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้ค่าเท่ากับ 0.86, 0.78 และ 0.78 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ระดับของการควบคุมตนเองของหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นอยู่ในระดับปานกลาง (x= 80.07, S.D. = 10.91) ระดับของความเครียดอยู่ในระดับปานกลาง (x = 25.50, S.D. = 4.70) และระดับของสมดุลชีวิตอยู่ในระดับสูง (x= 87.86, S.D. = 12.43) การควบคุมตนเองมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับสมดุลชีวิตของหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .15, p< .05) และความเครียดมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับปานกลางกับสมดุลชีวิตของหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -.43, p< .01) ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาการดูแลหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นให้มีชีวิตที่สมดุลต่อไปคำสำคัญ : การควบคุมตนเอง ความเครียด สมดุลชีวิตหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่
ผลของการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขนท่อนล่างโดยวิธีฝึกด้วยดัมเบลที่มีต่อความแม่นยำในการตีลูกเปตอง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขนท่อนล่างโดยวิธีฝึกด้วยดัมเบลที่มีต่อความแม่ยำในการตีลูกเปตอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักกีฬาเปตองมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จำนวน 50 คนที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีทักษะในการเล่นกีฬาเปตอง ทำการสุ่มแบบแบ่งกลุ่มเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุม 25 คน และกลุ่มทดลอง 25 คน โดยกลุ่มทดลองจะได้รับการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขนท่อนล่าง ด้วยดัมเบลและกลุ่มควบคุมฝึกด้วยวิธีปกติ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ๆ ละ 3 วันๆ ละ 1 ชั่วโมง กำหนดวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ ทดสอบความแม่นยำในการตีลูกเปตองก่อนและหลังการฝึก มีค่าความเที่ยงของเครื่องมือ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติค่าที ผลการวิจัย พบว่า นักกีฬาเปตองในกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมมีความแม่นยำในการตีลูกเปตองไม่แตกต่างกันดังนั้นจึงสรุปได้ว่าkการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขนท่อนล่างด้วยดัมเบลไม่มีผลต่อความแม่นยำในการตีลูกเปตองของนักกีฬาเปตอง คำสำคัญ : การฝึกความแข็งแรง กล้ามเนื้อแขนท่อนล่าง ดัมเบล ลูกเปตอ
การพัฒนาชุดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ปริพันธ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ปริพันธ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และค่าดัชนีประสิทธิผลมากกว่า 0.50 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้ชุดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนตะโหมด อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายและใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ชุดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ปริพันธ์ คู่มือการใช้ชุดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนประจำชุดการเรียนรู้ และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อชุดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาชุดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ปริพันธ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ 75.89/75.20 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 75/75 และดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.52 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังใช้ชุดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้ชุดการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก (x= 4.40, SD. = 0.16) คำสำคัญ : การพัฒนาชุดการเรียนรู้ ปริพันธ์ คณิตศาสตร
คนจีนยูนนานมุสลิมในเชียงใหม่
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาและพลวัตทางสังคมของคนจีนมุสลิมยูนนานในเชียงใหม่ เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากเอกสารรวมถึงการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เจาะประเด็น โดยการเลือกผู้สัมภาษณ์ที่เป็นผู้ให้ข้อมูลหลัก ที่มีบทบาทต่อสังคมคนจีนมุสลิมในเชียงใหม่ คือผู้นำชุมชน ผู้นำที่ก่อตั้งชุมชนในระยะแรก ผู้นำทางศาสนาจำนวน 7 คน มีการเลือกด้วยวิธีการสุ่มแบบบอกต่อ (Snowball Sampling) และนำเสนอบทความโดยใช้วิธีการพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า จังหวัดเชียงใหม่มีชาวจีนมุสลิมอาศัยอยู่ 2 พื้นที่ใหญ่ด้วยกัน คือ กลุ่มคนจีนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง คนกลุ่มนี้เข้ามาเชียงใหม่ตั้งแต่ยุคสมัยวัวต่างม้าต่าง ถือว่าเป็นกลุ่มชาวจีนยูนนานมุสลิมที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ และอีกกลุ่ม คือ กลุ่มของชาวจีนมุสลิมที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อพยพเข้ามาในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในจีน โดยเข้ามาพร้อมๆกับกลุ่มของก๊กมินตั๋งหรือจีนคณะชาติ และคนจีนมุสลิมยูนนานทั้งสองกลุ่มต่างได้รับผลกระทบจากกระแสของโลก สภาพสังคม และกลุ่มคนที่พวกเขาได้อาศัยร่วมอยู่ด้วย แม้ว่าอัตลักษณ์หลายอย่างที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของตนถูกสั่นคลอนด้วยสิ่งดังกล่าว และพวกตนเองได้ปรับตัวเพื่อที่จะอยู่กับสิ่งเหล่านี้ และนั้นทำให้อัตลักษณ์บางอย่างที่เคยมีมาในรุ่นบรรพบุรุษเริ่มหดหายไปในคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีแบบจีน ภาษา แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงมั่นและเป็นอยู่ในชีวิตของคนเหล่านี้คือ การแสดงออกทางด้านความเชื่อ ซึ่งแสดงออกมาในรูปแบบของการดำเนินชีวิต โดยมีหลักคำสอนทางศาสนาเป็นแนวทางให้คนจีนกลุ่มนี้ได้ยึดถือปฏิบัติอย่างเหนียวแน่น และนี้ถือเป็นอัตลักษณ์อย่างสำคัญในคนกลุ่มนี้ มากไปกว่านั้นในความเป็นชาวจีนมุสลิมในเชียงใหม่ ยังประกอบด้วยอัตลักษณ์อื่นๆ การเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ที่มีทั้งความเป็นไทย ความเป็นจีน การเป็นคนที่นับถือศาสนาอิสลามอยู่ในคนเดียวกัน และพูดได้หลากหลายภาษา เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาเหนือ และภาษาอาหรับ นิยมอาศัยอยู่กันเป็นกลุ่ม ชุมชน โดยมีมัสยิดเป็นศูนย์กลางของชุมชนและ มีผู้นำศาสนาเป็นผู้นำชุมชนคำสำคัญ : ชาวจีนมุสลิม คนจีนยูนนานมุสลิม มุสลิมในเชียงใหม
พฤติกรรมการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ในจังหวัดนครศรีธรรมราช
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล และเพื่อเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยจำแนกกลุ่มตัวอย่างตามบทบาทหน้าที่ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารและครูผู้สอนในสถานศึกษาเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 214 คน สำหรับผู้บริหารเจาะจงโรงเรียนละ 1 คน จาก 10 โรงเรียน ส่วนครูผู้สอนโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 214 คน โดยแบ่งสัดส่วนเท่าๆกัน ทั้งครูสอนศาสนาและครูสอนสามัญ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพส่วนบุคคลมีลักษณะเป็นแบบปลายปิด และเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริหารงานของผู้บริหารตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยง ได้ค่าสัมประสิทธิ์ของครอนบาค (Cronbach) เท่ากับ. 0.79 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (x) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) นำเสนอในรูปตารางประกอบคำบรรยาย ผลการศึกษา พบว่า ระดับพฤติกรรมการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาในแต่ละด้าน พบว่า มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลอยู่ในระดับมากทุกด้าน สำหรับผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการบริหารสถานศึกษาโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดนครศรีธรรมราช จำแนกกลุ่มตัวอย่างตามบทบาทหน้าที่ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน ในภาพรวมมีเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ได้แก่ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่มีระดับ .05 ส่วนหลักการมีส่วนร่วมไม่แตกต่างกันคำสำคัญ : หลักธรรมาภิบาล พฤติกรรมการบริหาร สถานศึกษาเอกชนสอนศาสนาอิสลา