Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
Not a member yet
351 research outputs found
Sort by
การใช้ตำราภาษามลายู (อักษรยาวี)ในการเรียนการสอนของสถาบันศึกษาปอเนาะจังหวัดนราธิวาส
การวิจัยเรื่องการใช้ตำราภาษามลายู (อักษรยาวี) ในการเรียนการสอนของสถาบันศึกษาปอเนาะจังหวัดนราธิวาส เป็นการวิจัยเชิงสำรวจซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารวบรวมและวิเคราะห์การใช้ตำราภาษามลายู (อักษรยาวี)ในการสอนอิสลามศึกษา และค้นหาแนวทางอนุรักษ์และพัฒนาตำราภาษามลายู (อักษรยาวี) ให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสามารถดำรงอยู่ได้อย่างเหมาะสมในสถาบันศึกษาปอเนาะจังหวัดนราธิวาส กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยโต๊ะครู ผู้ช่วยโต๊ะครู และผู้เรียนในสถาบันศึกษาปอเนาะในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จำนวน 106 คน ประกอบด้วยโต๊ะครูจำนวน 30 คน ผู้ช่วยโต๊ะครู จำนวน 31 คน และผู้เรียน จำนวน 45 คน คัดเลือกโดยวิธีการเฉพาะเจาะจง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า การใช้ตำราภาษามลายู (อักษรยาวี) ในการเรียนการสอนนั้นมีมากที่สุด โดยมีมากกว่า 8 เล่มต่อสัปดาห์ 5 เล่มต่อวัน ส่วนใหญ่จะเป็นรายวิชาเกี่ยวกับหลักการศรัทธา สอนในช่วงเวลาหลังละหมาดมัฆริบ (ระหว่างเวลา 18.30-20.00) มากที่สุด ส่วนแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาการเรียนการสอนอิสลามศึกษาด้วยตำราภาษามลายู (อักษรยาวี) ให้คงไว้ดั้งเดิมซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ควรอนุรักษ์เป็นอันดับต้นๆ และไม่ส่งเสริมให้มีการพัฒนาการเขียนภาษามลายูด้วยอักษรรูมี (โรมัน) เพราะว่าการพัฒนาเชิงอนุรักษ์ควรให้สอดคล้องกับความต้องการและผ่านความเห็นชอบของโต๊ะครู ผู้ช่วยโต๊ะครู และผู้เรียนคำสำคัญ : ตำราภาษามลายู อักษรยาวี สถาบันศึกษาปอเนา
การพัฒนาชุดตั้งครรภ์จำลอง จากวัสดุเหลือใช้
การวิจัย เรื่อง การพัฒนาชุดตั้งครรภ์จำลอง จากวัสดุเหลือใช้ เป็นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและ พัฒนาชุดตั้งครรภ์จำลองจากวัสดุเหลือ ใช้ให้มีความใกล้เคียงกับการตั้งครรภ์ และเพื่อหาประสิทธิภาพของชุด การดำเนินการวิจัย มี 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 การสร้างและพัฒนาชุด มี 5 ขั้นตอนได้แก่ 1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2) สร้างชุดตั้งครรภ์จำลอง จากวัสดุเหลือใช้ 3) ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 4) ทดลองใช้ 5) พัฒนาชุดตั้งครรภ์จำลอง ตอนที่ 2 การหาประสิทธิภาพของ ชุดตั้งครรภ์จำลอง จากวัสดุเหลือใช้ กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเฉพาะเจาะจง คือ มารดาที่ผ่านการคลอด ไม่ต่ำกว่า 6 เดือนและไม่เกิน 1 ปี จำนวน 30 คน เครื่องมือในการประเมินประสิทธิภาพของชุดตั้งครรภ์จำลอง เป็นแบบสอบถาม มี 2 ส่วน คือ ด้านคุณภาพและด้านการนำเครื่องมือไปใช้ คำนวณค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น ด้วยสูตรสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบัค (Alpha Coefficient) ได้ค่าเท่ากับ 0.81 วิเคราะห์ข้อมูลโดย การหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ชุดตั้งครรภ์จำลองที่ได้ สร้างและพัฒนาขึ้น มีลักษณะภายนอกเป็นชุด ยาวถึงหน้าขาส่วนบน ไม่มีแขน ใช้ผ้ายีนส์ในการตัดเย็บ ลักษณะของชุดจะมีเต้านมและหน้าท้องยื่นออกมา ส่วนชิ้นที่อยู่ด้านนอกจะแยกไว้โดยใช้ตะขอและกระดุมแป็กติดสำหรับใส่โครงเปเปอร์มาเช่ ส่วนหน้าท้องและส่วนเต้านม ส่วนลักษณะภายใน จะเย็บบุผ้าโดยเว้นช่องไว้เพื่อใส่ลูกตะกั่ว ลูกปลาย น้ำหนัก ประมาณ 7 กิโลกรัมโดยใส่บริเวณ เต้านม ข้างละ ครึ่งกิโลกรัมและที่หน้าท้องเกลี่ยน้ำหนักในแต่ละช่อง รวมจำนวน 6 กิโลกรัมและเสริมด้วยใยสังเคราะห์ที่เต้านมและหน้าท้อง เพื่อให้นุ่มและเรียบเหมือนจริงมากขึ้น สำหรับประสิทธิภาพของชุดตั้งครรภ์จำลองภายหลังการสวมใส่ชุด โดยรวมพบว่า ด้านคุณภาพเครื่องมือ กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็น มีค่าเฉลี่ยในระดับมาก (x=3.58, S.D=.508) ส่วนรายข้อ รู้สึกลำบากขณะเปลี่ยนอิริยาบถ มีค่าเฉลี่ย สูงสุดในระดับ (x= 4.20 , S.D. = .761) และรู้สึกไม่สุขสบาย x(= 3.90 , S.D. = .923) มีการยื่นขยายของหน้าอกและหน้าท้อง (x= 3.87 , S.D. = 1.074) ต้องแอ่นหลังมากขึ้น มีค่าเฉลี่ยในระดับมาก (x= 3.87 , S.D. = .681) และด้านการนำเครื่องมือไปใช้ โดยรวมพบว่า มีค่าเฉลี่ยในระดับมาก (x= 3.68 , S.D. = .327) และรายข้อพบว่า รูปลักษณ์ภายนอกคล้ายคลึงกับการตั้งครรภ์จริง มีค่าเฉลี่ยสูงสุดในระดับมาก (x= 4.17 , S.D. = .592) วัสดุที่ใช้มีความคงทน และประยุกต์ใช้ทรัพยากรที่เหลือให้เกิดประโยชน์ มีค่าเฉลี่ยในระดับมาก (x= 4.13 ,S.D. = .900)คำสำคัญ : ชุดตั้งครรภ์จำลอง วัสดุเหลือใช
การใช้น้ำหมักไข่หอยเชอรี่เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าว
เกษตรกรมีการนำน้ำหมักชีวภาพที่ผลิตจากเศษพืชหรือซากสัตว์มาใช้ในการผลิตทางการเกษตรอย่างกว้างขวาง เพื่อเร่งการเจริญเติบโต และเพิ่มผลผลิตของพืช การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของน้ำหมักไข่หอยเชอรี่ในระยะข้าวตั้งท้อง ที่มีต่อผลผลิต และองค์ประกอบผลผลิตของข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ดำเนินการวิจัยในแปลงข้าวของเกษตรกรในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้แผนการทดลองแบบสุ่มในบล็อกสมบูรณ์ จำนวน 4 ซ้ำ 6 กรรมวิธี ประกอบด้วย การฉีดพ่นด้วยน้ำเปล่า และฉีดพ่นด้วยน้ำหมักไข่หอยเชอรี่ 5 กรรมวิธี คือน้ำหมักไข่หอยเชอรี่ 1 ส่วน ต่อน้ำ 350, 300, 250, 200 และ 150 ส่วน โดยเริ่มฉีดพ่นต้นข้าวในระยะข้าวตั้งท้องเป็นเวลา 3 สัปดาห์ๆ ละ 1 ครั้ง ผลการทดลองพบว่า การฉีดพ่นน้ำหมักไข่หอยเชอรี่เจือจาง 300 ถึง 350 เท่า แก่ต้นข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 มีแนวโน้มทำให้ผลผลิตข้าวสูงขึ้น เนื่องมาจากการเพิ่มจำนวนรวงต่อตารางเมตร และน้ำหนัก 100 เมล็ด คำสำคัญ : ข้าว น้ำหมัก หอยเชอรี่ ผลผลิต องค์ประกอบผลผลิ
ผลของการนวดกดจุดสะท้อนที่ฝ่าเท้าต่อความรู้สึกปวดและความรู้สึกทุกข์ทรมานจากความปวดในผู้ป่วยโรคมะเร็ง
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง แบบวัดก่อนและหลังการทดลองเพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับความรู้สึกปวดและระดับความรู้สึกทุกข์ทรมานจากความปวดในผู้ป่วยโรคมะเร็งก่อนและหลังการนวดทันที เปรียบเทียบความความแตกต่างระหว่างการนวดกดจุดสะท้อนที่ฝ่าเท้า กับการนวดฝ่าเท้าหลอก กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีอาการปวด และไม่อยู่ในระยะลุกลามตามคุณสมบัติที่กำหนดจำนวน 30 ราย ใช้สถิติบรรยายในการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป ประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลเกี่ยวกับโรคและการรักษา ข้อมูลเกี่ยวกับความปวดและการใช้ยาแก้ปวด โดยวิธีการแจกแจงความถี่และร้อยละเปรียบเทียบระดับคะแนนความรู้สึกปวด และความรู้สึกทุกข์ทรมานจากความปวดก่อนและหลังการนวดกดจุดสะท้อนที่ฝ่าเท้า และการนวดฝ่าเท้าหลอก หลังการนวดทันที ระหว่างกลุ่มการทดลองโดยใช้สถิติวิลค์คอกซัน (Wilcoxon match-pairs signed-rank test) ผลการวิจัยพบว่า หลังการนวดทั้ง 2 แบบ ระดับความรู้สึกปวดและระดับความรู้สึกทุกข์ทรมานจากความปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) จึงควรนำการนวดกดจุดสะท้อนที่ฝ่าเท้าและการนวดฝ่าเท้าหลอกมาเสริมเพื่อบรรเทาความรู้สึกปวดและความรู้สึกทุกข์ทรมานจากความปวดเนื่องจากใช้เวลาน้อยและมีความปลอดภัยคำสำคัญ : การนวดกดจุดสะท้อนที่ฝ่าเท้า ความรู้สึกปวด ความรู้สึกทุกข์ทรมาน ผู้ป่วยโรคมะเร็
การศึกษาแหล่งผลิตและศักยภาพผลผลิตชีวมวลจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทย
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแหล่งผลิตและศักยภาพผลผลิตชีวมวลจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทย โดยทำการสำรวจข้อมูลพื้นที่การเพาะปลูก ปัจจัยการผลิต และปริมาณเศษวัสดุเหลือใช้ รวมทั้งปัญหา อุปสรรค และแรงจูงใจที่มีต่อการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่การเพาะปลูก ปัจจัยการผลิต และปริมาณเศษวัสดุเหลือใช้ รวบรวมจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรและกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และแรงจูงใจที่มีต่อการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้ทำการสำรวจผ่านแบบสอบถาม และการสัมภาษณ์เชิงลึก แล้วจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์ศักยภาพผลผลิตชีวมวลจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยพิจารณาข้อมูลพื้นที่การเพาะปลูก ปัจจัยการผลิต ผลผลิตต่อปี ปริมาณเศษวัสดุเหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยว ปัญหาและอุปสรรค และแรงจูงใจสำหรับการเพาะปลูก ผลการศึกษา พบว่า ณ ปี พ.ศ. 2554 ประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งหมด 6.967 ล้านไร่ มีผลผลิตรวม 4.605 ล้านตันต่อปี และมีปริมาณเศษวัสดุเหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวรวม 6.769 ล้านตันต่อปี ซึ่งมีปัจจัยด้านการเพาะปลูก คือ สภาวะการผลิต ความต้องการน้ำของพืช สภาวะการตลาดและราคาผลผลิต ระยะเวลาการเพาะปลูก สภาพภูมิประเทศ และค่านิยมและความถนัดที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นบรรพบุรุษ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าแรงจูงใจในการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกร คือ การพึ่งพาแรงงานน้อย มีต้นทุนและผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าพืชชนิดอื่น มีขั้นตอนการผลิตไม่ยุ่งยากและมีความชำนาญ ให้ผลตอบแทนเร็ว และการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยจังหวัดที่มีศักยภาพการผลิตชีวมวลจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงสุด คือ เพชรบูรณ์ นครราชสีมา และน่าน ตามลำดับคำสำคัญ : ศักยภาพผลผลิตชีวมวล พื้นที่เพาะปลูก ลำต้นและใบข้าวโพดเลี้ยงสัตว
วิธีการสอนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะทางวัฒนธรรมของนักศึกษาพยาบาลตามแนวคิดทฤษฎีของ แคมพินฮา-บาโคท
ในยุคโลกาภิวัฒน์ มีการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรและสังคม ทำให้เกิดกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการให้บริการทางสุขภาพและผลลัพธ์ในการดูแลสุขภาพ ดังนั้น การจัดการศึกษาทางการพยาบาลต้องมีการปรับให้สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยต้องมีการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษามี สมรรถนะทางวัฒนธรรมมากขึ้น ในทศวรรษทางการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า แนวคิดทฤษฎี ของแคมพินฮา-บาโคท (Campinha–Bacote) เป็นทฤษฎีหนึ่งที่ได้นำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนทางการพยาบาลมากที่สุด บทความนี้จึงเน้นการประยุกต์แนวคิดทฤษฎีนี้ เพราะมีความเข้าใจง่าย และสอดคล้องกับบริบทของสภาพการจัดการศึกษาในประเทศไทย โดยนำเสนอกลยุทธ์และวิธีการสอนที่หลากหลาย ที่จะช่วยเพิ่มความเข้าใจและเพิ่มความตระหนักให้กับผู้สอน รวมทั้งช่วยให้ผู้สอนมีแนวทางในการส่งเสริมสมรรถนะทางวัฒนธรรมของนักศึกษาพยาบาล ให้เกิดความตระหนัก ความรู้และทักษะทางวัฒนธรรมมากขึ้นคำสำคัญ : วิธีการสอน สมรรถนะทางวัฒนธรรม นักศึกษาพยาบา
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการปฏิบัติพฤติกรรมจำกัดเกลือโซเดียมของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของเจตคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงและการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมต่อความตั้งใจในการปฏิบัติพฤติกรรมจำกัดเกลือโซเดียมของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว โดยใช้แนวคิดพฤติกรรมตามแผนของ Ajzen กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่เข้ารับการตรวจรักษาตามนัด ณ คลินิกโรคหัวใจล้มเหลว สถาบันโรคทรวงอก จังหวัดนนทบุรี จำนวน 100 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามเจตคติต่อพฤติกรรมจำกัดเกลือโซเดียม แบบสอบถามการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมและแบบสอบความตั้งใจในการปฏิบัติพฤติกรรมจำกัดเกลือโซเดียม ผ่านการตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิและหาค่าความเที่ยงได้เท่ากับ .70, .75, .81, .94 ตามลำดับ จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ (ร้อยละ 88) มีความตั้งใจในการปฏิบัติพฤติกรรมจำกัดเกลือโซเดียม 2) เจตคติต่อพฤติกรรมจำกัดเกลือโซเดียมอยู่ในระดับดี (x=28.57, S.D.=2.11) การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงอยู่ในระดับสูง (x=13.91, S.D.=1.77) และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมอยู่ในระดับสูง (x=30.77, S.D.=3.91) 3) ผลการวิเคราะห์ด้วยสถิติถดถอยโลจิสติกพบว่า ปัจจัยที่สามารถทำนายความตั้งใจในการปฏิบัติพฤติกรรมจำกัดเกลือโซเดียมของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง (OR=1.72, 95%CI=1.14-2.61) และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม (OR=1.68, 95%CI=1.27-2.22)คำสำคัญ : ภาวะหัวใจล้มเหลว เจตคติต่อพฤติกรรมจำกัดเกลือโซเดียม การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง การรับรู้ความสามารถใน การควบคุมพฤติกรรม ความตั้งใจในการปฏิบัติพฤติกรรมจำกัดเกลือโซเดีย
การพัฒนามหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์: จากอดีตสู่ปัจจุบัน
มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นมหาวิทยาลัยที่เกิดจากการหลอมรวมของสถาบันการศึกษาในจังหวัดนราธิวาส 4 สถาบัน คือ วิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนราธิวาส วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนราธิวาส และวิทยาลัยการอาชีพตากใบ โดยมีพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 และได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน บทความนี้กล่าวถึงยุทธศาสตร์ที่ได้นำมาใช้ในการพัฒนา มหาวิทยาลัยทั้ง 5 พันธกิจ คือ 1) การผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ 2) ผลิตงานวิชาการ งานสร้างสรรค์และงานวิจัย 3) บริการวิชาการและวิชาชีพเพื่อพัฒนาศักยภาพทุกภาคส่วน 4) ทำนุบำรุงศาสนาและศิลปวัฒนธรรม และ 5) การบริหารและการจัดการ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางการศึกษาแก่สังคม และก้าวสู่ความเป็นสากลในภูมิภาคเน้นสู่อาเซียน ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมคำสำคัญ : การพัฒนา มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ อดีตสู่ปัจจุบั
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการลงเวลาปฏิบัติงานของบุคลากรด้วยการสแกนลายนิ้วมือกับระบบบันทึกเวลาปฏิบัติงานของบุคลากรแบบเซ็นชื่อกรณีศึกษา โรงเรียนระแงะ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระบบบันทึกเวลาปฏิบัติงานของบุคลากรแบบเซ็นชื่อและระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการลงเวลาปฏิบัติงานของบุคลากรด้วยการสแกนลายนิ้วมือ 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นต่อระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการลงเวลาปฏิบัติงานของบุคลากรด้วยการสแกนลายนิ้วมือ และระบบบันทึกปฏิบัติงานของบุคลากรแบบเซ็นชื่อ และ 3) เพื่อเปรียบเทียบการใช้งานระหว่างระบบบันทึกเวลาปฏิบัติงานของบุคลากรแบบเซ็นชื่อ (ระบบเดิม) กับระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการลงเวลาปฏิบัติงานของบุคลากรด้วยการสแกนลายนิ้วมือ (ระบบใหม่) กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรที่ปฏิบัติงานโรงเรียนระแงะ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส จำนวน 30 คน โดยใช้การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ และแบบสอบถามการประเมินประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการลงเวลาปฏิบัติงานของบุคลากรด้วยการสแกนลายนิ้วมือเปรียบเทียบกับระบบบันทึกเวลาปฏิบัติงานของบุคลากรแบบเซ็นชื่อ ในการเก็บรวมรวมข้อมูล สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ผลจากการศึกษาพบว่า ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการลงเวลาปฏิบัติงานของบุคลากรด้วยการสแกนลายนิ้วมือ สามารถช่วยแก้ไขปัญหาลงเวลาคลาดเคลื่อนได้ และทำให้เวลาในการลงเวลาของบุคลากรเร็วขึ้นเฉลี่ย 19.10 วินาทีต่อคน ส่วนการประเมินประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการลงเวลาปฏิบัติงานของบุคลากรโดยใช้แบบสอบถาม พบว่า ประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก และตรงตามความต้องการของผู้บริหารและบุคลากรของโรงเรียนคำสำคัญ : ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ สแกนลายนิ้วมือ ระบบบันทึกเวลาปฏิบัติงา
วิเคราะห์การเคลื่อนที่ของวัตถุแบบโปรเจ็คไทล์ กรณีศึกษาจรวดขวดน้ำ
จรวดขวดน้ำเป็นกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญผ่านกิจกรรมการสืบเสาะหาความรู้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การเคลื่อนที่ของจรวดขวดน้ำ โดยทำการยิงที่มุม 450 และความดัน 0.25 0.50 0.75 1.00 และ 1.25 bar บันทึกภาพการเคลื่อนที่ของจรวดด้วยกล้องวีดีโอ และวิเคราะห์การเคลื่อนที่ด้วยโปรแกรม Tracker ผลการวิเคราะห์พบว่า จรวดขวดน้ำมีการเคลื่อนที่แบบโปรเจ็คไทล์ ความคลาดเคลื่อนของพิสัยการยิงระหว่างการวัดและการวิเคราะห์ไม่เกินร้อยละ 5 และระยะทางในแนวราบของจรวดมีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงกับความดันที่ใช้ เป็นไปตามสมการ Sx = 18.72 P + 9.35คำสำคัญ : การเคลื่อนที่แบบโปรเจคไทล์ จรวดขวดน้ำ การวิเคราะห์ภาพถ่า