Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
Not a member yet
351 research outputs found
Sort by
แนวทางพัฒนางานประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินงานและแนวทางการพัฒนางานประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้บริหาร อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จำนวน 364 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็นต่อสภาพปัจจุบันของงานประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .949 มีการจัดสนทนากลุ่ม จำนวน 32 คน จำแนกออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มผู้บริหารและกรรมการสภามหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ 5 คน กลุ่มอาจารย์จำนวน 5 คน กลุ่มเจ้าหน้าที่จำนวน 10 คน และกลุ่มนักศึกษาจำนวน 12 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหา ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า สภาพการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ โดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มีการปฏิบัติงานด้านบุคลากรมากกว่าด้านอื่น รองลงมาคือด้านการสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ ด้านการวางแผน และด้านการประเมินผล ตามลำดับ และแนวทางการพัฒนางานประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มีดังนี้ 1. ด้านการวางแผน จะต้องใช้กระบวนการการมีส่วนร่วม ในกระบวนการคิด การวางแผนงาน การปฏิบัติงานกับบุคลากร นักศึกษาและหน่วยงานภายนอก 2. ด้านการสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ การจัดกิจกรรมสร้างเครือข่าย ความเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างงานประชาสัมพันธ์กับบุคลากร นักศึกษา และหน่วยงานภายนอก 3. ด้านบุคลากร พัฒนาและสนับสนุนโดยการจัดอบรมให้ความรู้ สร้างความเข้าใจในด้านการประชาสัมพันธ์ และ 4. ด้านการประเมินผล ใช้หลักการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง การวัดและประเมินผลที่มีมีประสิทธิภาพจะให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เที่ยงตรง สำหรับการตัดสินใจเกี่ยวกับปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพเป็นข้อมูลย้อนกลับที่จะช่วยติดตาม กำกับ ดูแล ความก้าวหน้าของการปฏิบัติกิจกรรมอย่างต่อเนื่องคำสำคัญ : งานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ แนวทางการพัฒน
วิตามินและแร่ธาตุต่อบทบาทการเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ และการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันโรคสำหรับสัตว์
นักโภชนศาสตร์ทางด้านอาหารสัตว์ ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของโภชนะต่างๆ ในสูตรอาหาร โดยเน้นการมีสารอาหารที่มีคุณภาพ หรือสารอาหารครบถ้วนตรงตามความต้องการของร่างกายสัตว์ อีกทั้งเป็นอาหารที่มีความสมดุลย์ของสารอาหาร เพื่อต้องการให้สัตว์มีประสิทธิภาพสูงสุดในการสร้างผลผลิต นอกจากนี้แล้ว ยังให้ความสนใจในโภชนะในเชิงการส่งเสริมสุขภาพหรือโภชนะบำบัด โดยเฉพาะการเสริมโภชนะที่บทบาทในการเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ และกระตุ้นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อให้ร่างกายสัตว์มีการสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้เพิ่มขึ้น ดังนั้น โภชนะที่อยู่ในความสนใจของนักโภชนศาสตร์สัตว์ คือ กลุ่มของวิตามินและแร่ธาตุ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ หรือสารกันหืน ได้แก่ สารกันหืนที่ได้จากธรรมชาติ สารกันหืนที่ได้จากการสังเคราะห์ และสารกันหืนที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เอง และยังให้ความสนใจในสารอาหารกลุ่มของวิตามินและแร่ธาตุที่มีบทบาทกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันโรคในร่างกายสัตว์ ได้แก่ วิตามิน เอ วิตามิน อี และแร่ธาตุสังกะสีคำสำคัญ : วิตามิน แร่ธาตุ สารแอนติออกซิแดนท์ การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกั
การพัฒนาบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต วิชา การพัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต วิชา การพัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพบทเรียน 80/80 และศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต วิชา การพัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2555 จำนวน 42 คน ซึ่งไดมาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต วิชา การพัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แบบประเมินประสิทธิภาพบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานค่าประสิทธิภาพ บทเรียนตามเกณฑ์ 80/80 ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการพัฒนาบทเรียนพบว่า บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต วิชา การพัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มีประสิทธิภาพ 82.27/82.33 ความพึงพอใจของผู้เรียน หลังเรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากคำสำคัญ : การพัฒนาบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การพัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หลักสูตรประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสู
การแก้ปัญหาการจัดสมดุลสายการประกอบโดยวิธีการดิฟเฟอร์เรนเชียลอิโวลูชั่น กรณีศึกษาโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป
บทความวิจัยนี้นำเสนอวิธีการดิฟเฟอร์เรนเชียลอิโวลูชั่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสายการประกอบเย็บในโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี ที่มีผลิตภัณฑ์ชนิดเดียว มีจำนวนสถานีงาน 19 สถานี ประสิทธิภาพสายการประกอบเท่ากับ 65.39 % และมีรูปแบบสายการผลิตแบบเส้นตรง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อหาจำนวนสถานีงานน้อยที่สุด จึงจัดเป็นปัญหาการจัดสมดุลสายการประกอบแบบเส้นตรงประเภทที่ 1 โดยมีเงื่อนไขความสัมพันธ์ก่อนหลัง มีการพิจารณาให้แต่ละสถานีงานมีเวลารวมไม่เกินรอบเวลาการผลิตและสามารถมีเครื่องจักรได้ไม่เกิน 2 ประเภท ซึ่งวิธีการดิฟเฟอร์เรนเชียลอิโวลูชั่น จะทำการสร้างโครโมโซมเริ่มต้นโดยการสุ่มจำนวนจริงแล้วปรับปรุงคำตอบโดยการกลายพันธ์ และทำการผสมสายพันธุ์ จากนั้นทำการเลือกผลที่ดีกว่าเพื่อเป็นประชากรในรุ่นถัดไป ซึ่งได้เปรียบเทียบกับวิธีฮิวริสติกพื้นฐาน ได้แก่ วิธี Maximum task time, Kilbridge and Weter’s Method (KWM) และวิธี Ranked Positional Weights Method (RPW) ที่สามารถลดสถานีงานเหลือ 14, 15 และ 16 สถานี เพิ่มประสิทธิภาพเป็น 88.75 %, 82.83 % และ 77.66 % ตามลำดับ ผลการทดลองพบว่าวิธีการดิฟเฟอร์เรนเชียลอิโวลูชั่นให้คำตอบที่ดีกว่าสายการผลิตปัจจุบันและวิธีฮิวริสติกทั้ง 3 วิธี โดยวิธีการดิฟเฟอร์เรนเชียลอิโวลูชั่น สามารถลดสถานีงานเหลือ 13 สถานี และเพิ่มประสิทธิภาพสายการประกอบเป็น 95.58 %คำสำคัญ : สมดุลสายการประกอบแบบเส้นตรงประเภทที่ 1 วิธีการดิฟเฟอร์เรนเชียลอิโวลูชั่
ปัจจัยทำนายระยะเวลาหย่าเครื่องช่วยหายใจในหอผู้ป่วยศัลยกรรมทางเดินหายใจ
การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายระยะเวลาหย่าเครื่องช่วยหายใจ ในหอผู้ป่วยศัลยกรรมทางเดินหายใจ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยในหอผู้ป่วยศัลยกรรมทางเดินหายใจ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ที่ได้รับการหย่าเครื่องช่วยหายใจสำเร็จ ตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์ ถึง เดือนตุลาคม พ.ศ. 2555 จำนวน 101 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ (1) แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วยและปัจจัยอุปสรรคการหย่าเครื่องช่วยหายใจ ได้แก่ การติดเชื้อ การผ่าตัดขณะหย่าเครื่องช่วยหายใจ ความไม่คงที่ของระบบไหลเวียนโลหิตซึ่งไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อ และการใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำ (2) แบบประเมินระดับความรุนแรงความเจ็บป่วยทางสรีรวิทยา (APACHE II Score) (3) แบบบันทึกจำนวนวันการหย่าเครื่องช่วยหายใจสำเร็จ เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงของเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน หลังจากนั้นปรับแก้ไขและนำแบบบันทึกส่วนที่สองไปหาค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์ครอนบาคเท่ากับ .89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสมการถดถอยพหุคูณ สรุปผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยทำนายระยะเวลาหย่าเครื่องช่วยหายใจสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ภาวะติดเชื้อ (=0.52) ความไม่คงที่ของระบบไหลเวียนโลหิต (b=0.32) โซเดียมในเลือด (b=-0.23) อายุ (b=-0.21) การผ่าตัดขณะหย่าเครื่องช่วยหายใจ (b=-0.16) APACHE II Score (b=-0.15) และ ความปวด (b=-0.13) โดยปัจจัยดังกล่าวสามารถร่วมกันทำนายระยะเวลาหย่าเครื่องช่วยหายใจได้ร้อยละ 65 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (adjusted R2 = .649, p < 0.05) ข้อเสนอแนะในการดูแลผู้ป่วยทางศัลยกรรมให้มีระยะเวลาหย่าเครื่องช่วยหายใจลดน้อยลง พยาบาลและทีมสุขภาพควรเพิ่มการป้องกันและจัดการกับปัจจัยอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ การติดเชื้อ ความไม่คงที่ของระบบไหลเวียนโลหิต ระดับโซเดียมในเลือด ระดับความรุนแรงความเจ็บป่วยทางสรีรวิทยา และความปวด คำสำคัญ : ปัจจัย การหย่าเครื่องช่วยหายใจ หอผู้ป่วยศัลยกรรมทางเดินหายใ
การพัฒนาชุดฝึกอบรมเพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านการผลิตขวดแก้วสำหรับพนักงานควบคุมเครื่องขึ้นรูปขวดแก้ว
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา และหาประสิทธิภาพชุดฝึกอบรมเพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านการผลิตขวดแก้วสำหรับพนักงานควบคุมเครื่องขึ้นรูปขวดแก้ว วิธีดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยได้นำชุดฝึกอบรมที่สร้างขึ้นไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นพนักงานควบคุมเครื่องขึ้นรูปขวดแก้ว ของบริษัทบางกอกกล๊าส จำกัด จำนวน 19 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ก่อนเริ่มการฝึกอบรมให้ผู้เข้าอบรมทดสอบความรู้ และในระหว่างการฝึกอบรมให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมทำแบบฝึกหัด เพื่อวัดความก้าวหน้าของการฝึกอบรม เมื่อจบการฝึกอบรมแล้วให้ผู้เข้าฝึกอบรมทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์อีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นนำคะแนนที่ได้จากการทำแบบฝึกหัด และแบบทดสอบมาคำนวณหาประสิทธิภาพของชุดฝึกอบรม ผลการวิจัย พบว่า ชุดฝึกอบรมที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.67/80.61 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80คำสำคัญ : ชุดฝึกอบรม สมรรถนะด้านการผลิต พนักงานขึ้นรูปขวดแก้
ผลของการใช้หมากสงและเปลือกสะเดาต่อการกำจัดพยาธิตัวกลมในระบบทางเดินอาหารของแพะเนื้อลูกผสม
การศึกษาหมากสง และเปลือกสะเดา เพื่อใช้ในการกำจัดพยาธิตัวกลมในระบบทางเดินอาหารของแพะเนื้อลูกผสม วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ในบล็อก (Randomized Complete Block Design: RCBD) แบ่งออกเป็น 3 สิ่งทดลอง ใช้แพะเนื้อลูกผสมพื้นเมืองเพศเมียทั้งหมด 15 ตัว อายุระหว่าง 2-3 ปี ใช้จำนวนไข่พยาธิตัวกลมในมูลหนัก 1 กรัม เป็นหลักในการจัดกลุ่มแพะทดลอง ให้มีจำนวนไข่พยาธิเท่ากันหรือใกล้เคียงกันในแต่ละบล็อก แต่ละกลุ่มให้ได้รับสมุนไพรในการถ่ายพยาธิ คือ เมล็ดหมากสงและเปลือกสะเดาในรูปน้ำสกัด 3 มิลลิลิตร/น้ำหนักตัวแพะ 1 กิโลกรัม และยาถ่ายพยาธิเลวามิโซล (กลุ่มควบคุม) 5 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวแพะ 1 กิโลกรัม เก็บมูลแพะในวันที่ 1, 3, 7, 14, 21, 28 และ 35 หลังถ่ายพยาธิ เพื่อตรวจหาจำนวนไข่พยาธิและคำนวณค่าประสิทธิภาพการถ่ายพยาธิ ผลการวิจัย พบว่า ประสิทธิภาพการถ่ายพยาธิของกลุ่มที่ใช้ยาเลวามิโซลมีประสิทธิภาพสูงที่สุด (93.63 เปอร์เซ็นต์) แต่ไม่แตกต่างกับกลุ่มที่ใช้น้ำสกัด จากหมากสงและกลุ่มที่ใช้น้ำสกัดจาก เปลือกสะเดา (78.12 และ 74.59 เปอร์เซ็นต์) หลังการถ่ายพยาธิ 35 วันคำสำคัญ : หมากสง สะเดา พยาธิตัวกลมในระบบทางเดินอาหาร แพะเนื้อลูกผส
การทดสอบประสิทธิภาพของโปรแกรมสนับสนุนและส่งเสริมความสามารถในการดูแลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในผู้ที่มีทวารเทียม
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของโปรแกรมการสนับสนุนและส่งเสริมความสามารถในการดูแลของผู้มีทวารเทียมและ/หรือผู้ดูแลหลักในกรณีไม่สามารถดูแลตนเองได้เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นหลังผ่าตัดมีทวารเทียม ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้กรอบแนวคิดความสามารถในการปฏิบัติการเพื่อดูแลตนเอง และการพยาบาลระบบสนับสนุนและให้ความรู้ของ Orem เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แผนปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาล คู่มือ ภาพภาวะแทรกซ้อน ภาพการดูแลที่ถูกต้อง ภาพและตัวอย่างอุปกรณ์ กลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมในโปรแกรมเป็นผู้ป่วยใหม่ที่ผ่าตัดทำทวารเทียมในโรงพยาบาลสงขลานครินทร์จำนวน 30 ราย โดยผู้วิจัยเก็บข้อมูลก่อนใช้โปรแกรมเมื่อผู้ป่วยจำหน่ายจากโรงพยาบาลและมาตรวจตามแพทย์นัดครั้งที่ 1 จากนั้นจึงให้การพยาบาลตามโปรแกรมและประเมินผลเมื่อมาตรวจตามนัดครั้งที่ 2 เปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการดูแลตนเองของผู้มีทวารเทียมหรือผู้ดูแลหลักในกรณีที่ผู้มีทวารเทียมไม่สามารถดูแลตนเองได้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (x) ค่ามัธยฐาน (Median) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าสถิติทีคู่ (paired t– test) ผลการวิจัยพบว่า คะแนนความสามารถในการดูแลเพิ่มขึ้น (x= 2.58, S.D. = 0.47 เป็น x= 3.45, S.D. = 0.43) เมื่อวิเคราะห์โดยใช้สถิติทีคู่พบว่า เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 9.50, p =.000) และภาวะแทรกซ้อนลดลง โดยเฉพาะภาวะผิวหนังระคายเคืองลดลงจากร้อยละ 40 เหลือร้อยละ 13.33 แสดงว่าโปรแกรมมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมความสามารถในการดูแลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและช่วยลดอุบัติการณ์เกิดภาวะแทรกซ้อนได้คำสำคัญ : ภาวะแทรกซ้อนของผู้มีทวารเทียม ความสามารถในการดูแล โปรแกร
การเตรียมความพร้อมการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษาเพื่อการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
สถานศึกษามีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการปรับเปลี่ยนองค์กรด้านนโยบาย ระบบการบริหาร และวิธีการจัดการเรียนการสอน เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปี พ.ศ. 2558 ตามกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาจึงควรให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อนำไปใช้วางแผนและหาแนวปฏิบัติที่ดี (Good Practice) ในการพัฒนาระบบการศึกษา โดย 1) กำหนดนโยบายและจัดทำแผนกลยุทธ์เทคโนโลยีสารสนเทศที่ชัดเจนโดยบูรณาการกับการจัดการศึกษาทั้งระบบ ส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและทักษะภาษาอังกฤษ 2) จัดการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศโดยการส่งเสริมให้ครูผู้สอนใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในขณะเดียวกันกระตุ้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามความถนัดและความต้องการของแต่ละบุคคล ฝึกให้คิด และลงมือปฏิบัติจริงอย่างเป็นระบบ บนพื้นฐานของคุณธรรมจริยธรรม และ 3) ส่งเสริมการสร้างและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาโดยให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการผลิตนวัตกรรม จูงใจให้ผลิตนวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศที่บูรณาการแบบหลอมรวมสื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ คำสำคัญ : การเตรียมความพร้อม การจัดการศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศ ประชาคมอาเซีย