Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
Not a member yet
351 research outputs found
Sort by
ผลของระยะปลูกต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของข้าวหอมกระดังงา
การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของระยะปลูกต่อการเจริญเติบโต และผลผลิตของข้าวหอมกระดังงาในแปลงเกษตรกรบ้านโคกอิฐโคกใน ตำบลพร่อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ใช้แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ จำนวน 4 ซ้ำ และ 4 สิ่งทดลองคือ 20 X 20, 25 X 25, 30 X 30 และ 35 X 35 เซนติเมตร ตามลำดับ แต่ละหน่วยทดลองมีขนาด 3 X 5 ตารางเมตร ใช้ต้นกล้าอายุ 30 วัน ปักดำจำนวน 3 ต้นต่อกอ เมื่อต้นข้าวอายุ 15 วันหลังปักดำ ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ และเมื่อข้าวเริ่มสร้างรวงอ่อนใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยแต่งหน้า เมื่อข้าวสุกแก่ 2/3 จากปลายรวงหรือเข้าสู่ระยะพลับพลึงจึงเก็บเกี่ยวข้าวบริเวณส่วนกลางของแปลงย่อยพื้นที่ 2 X 4 ตารางเมตร ผลการทดลองพบว่า ระยะปลูกข้าวหอมกระดังงาทำให้ความสูง จำนวนต้นต่อกอ ความยาวรวง เมล็ดต่อรวง และผลผลิตมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กล่าวคือ การใช้ระยะปลูก 30 X 30 เซนติเมตรทำให้องค์ประกอบผลผลิตดีที่สุด ส่งผลให้ข้าวหอมกระดังงามีผลผลิตมากที่สุดคือ 490 กิโลกรัมต่อไร่ รองลงมาได้แก่การใช้ระยะปลูก 35 X 35 เซนติเมตร และ 25 X 25 เซนติเมตร ซึ่งให้ผลผลิต 470 และ 460 กิโลกรัมต่อไร่ตามลำดับ ส่วนการใช้ระยะปลูก 20 X 20 เซนติเมตรให้ผลผลิตน้อยที่สุดคือ 410 กิโลกรัมต่อไร่คำสำคัญ : ระยะปลูก การเจริญเติบโต ผลผลิต ข้าวหอมกระดังง
ประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาโดยประยุกต์แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อความรู้ ความเชื่อและพฤติกรรมการป้องกันโรคกระดูกพรุนในนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จังหวัดยะลา
การวิจัยกึ่งทดลองนี้Kมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสุขศึกษาโดยประยุกต์แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพของนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ต่อความรู้ ความเชื่อและพฤติกรรมการป้องกันโรคกระดูกพรุน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนหญิง โรงเรียนสุทธิศาสน์วิทยา เป็นกลุ่มทดลองและโรงเรียนดำรงวิทยา เป็นกลุ่มเปรียบเทียบ ที่สมัครใจเข้าร่วมกิจกรรม กลุ่มละ 19 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ โปรแกรมสุขศึกษาโดยประยุกต์แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน แบบสอบถามความเชื่อด้านสุขภาพ แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันโรคกระดูกพรุนและแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคกระดูกพรุน วิเคราะห์ข้อมูลโดย สถิติเชิงพรรณนาและสถิติอ้างอิง เป็นสถิตินอนพาราเมตริก ได้แก่ Wilcoxon Rank Sum test, Mann-Whitney test และ Kruskal-Wallis test และสถิติพาราเมตริก ได้แก่ Independent t-test, One way ANCOVA และ Two-way repeated measure ANOVA ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมสุขศึกษา มีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน ความเชื่อด้านสุขภาพ การรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันโรคกระดูกพรุน และพฤติกรรมการป้องกันโรคกระดูกพรุน สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมสุขศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คำสำคัญ : โปรแกรมสุขศึกษา ความเชื่อด้านสุขภาพ พฤติกรรมการป้องกันโรคกระดูกพรุ
การวิเคราะห์เนื้อหาวารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาวารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และ 2) เพื่อศึกษาพัฒนาการของเนื้อหาวารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จำนวน 18 ฉบับ โดยเป็นบทความวิจัย และบทความวิชาการ ทั้งหมด 207 บทความ ซึ่งผู้วิจัยใช้แบบวิเคราะห์เนื้อหาในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าร้อยละและค่าความชัน ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มผู้เขียนบทความที่พบมากที่สุดคือ อาจารย์ ร้อยละ 41.43 2) รูปแบบของบทความที่พบมากที่สุดคือ บทความวิจัย ร้อยละ 75.80 3) เนื้อหาของบทความด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มากที่สุด ร้อยละ 72.90 เมื่อจำแนกรายด้านย่อย พบว่า มีเนื้อหาของบทความด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ มากที่สุด ร้อยละ 28.50 4) ประเภทของรายการอ้างอิงที่พบมากที่สุดคือ หนังสือ/ตำรา ร้อยละ 94.20 5) แนวโน้มของกลุ่มผู้เขียนบทความที่มีตำแหน่งทางวิชาการระดับรองศาสตราจารย์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากที่สุดในอัตรา 2.143 บทความต่อปีที่สัมประสิทธิ์ของการตัดสินใจ 0.948 6) แนวโน้มของรูปแบบบทความวิจัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากที่สุดในอัตรา 3.514 บทความต่อปีที่สัมประสิทธิ์ของการตัดสินใจ 0.813 7) แนวโน้มของเนื้อหาของบทความด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากที่สุดในอัตรา 4.943 บทความต่อปีที่สัมประสิทธิ์ของการตัดสินใจ 0.856 เมื่อจำแนกรายด้านย่อย พบว่า เนื้อหาด้านวิทยาศาสตร์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากที่สุดในอัตรา 0.543 บทความต่อปีที่สัมประสิทธิ์ของการตัดสินใจ 0.869 8) แนวโน้มของประเภทของรายการอ้างอิงที่เป็นบทความวารสาร/บทความวิจัย/บทความวิชาการ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากที่สุดในอัตรา 5.457 บทความต่อปีที่สัมประสิทธิ์ของการตัดสินใจ 0.816 และ 9) แนวโน้มของค่า Thai-Journal Impact Factors มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตรา 0.063 ต่อปีที่สัมประสิทธิ์ของการตัดสินใจ 0.889 คำสำคัญ: การวิเคราะห์เนื้อหา วารสาร มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร
ผลของการเสริมกากเนื้อในเมล็ดปาล์มน้ำมันในอาหาร ต่อสมรรถภาพการผลิตของไก่เนื้อ
การศึกษาผลของการเสริมกากเนื้อในเมล็ดปาล์มน้ำมันในอาหารต่อสมรรถภาพการผลิตของไก่เนื้อวางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอด (Completely randomized design: CRD) ใช้ไก่เนื้อสายพันธุ์ Cobb อายุ 1 วัน จำนวน 480 ตัว แบ่งการทดลองออกเป็น 4 กลุ่ม ๆ ละ 3 ซ้ำ ๆ ละ 40 ตัว ซึ่งการทดลองแบ่งออกเป็น 3 ช่วงอายุคือ 1-21, 22-35 และ 36-42 วัน ทำการสุ่มไก่เนื้อให้ได้รับอาหารทดลอง 4 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุมได้รับอาหารพื้นฐาน (T1) และกลุ่มที่เสริมกากเนื้อในเมล็ดปาล์มน้ำมันที่ระดับ 10, 20 และ 30 เปอร์เซ็นต์ (T2 T3 และ T4) ตามลำดับ ทั้งนี้ตลอดการทดลองแบ่งการเลี้ยงเป็น 3 ช่วงอายุ คือ 1-21 22-35 และ 36-42 วัน โดยไก่เนื้อทั้งหมดเลี้ยงภายในโรงเรือนระบบเปิด บันทึกน้ำหนักไก่ทดลองที่อายุ 1, 21, 35 และ 42 วัน บันทึกปริมาณอาหารที่ให้ ปริมาณอาหารที่เหลือ และจำนวนไก่ตาย เพื่อคำนวณหาน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ปริมาณอาหารที่กินต่อตัว อัตราการแลกเนื้อและอัตราการตาย จากผลการทดลอง พบว่าการเสริมกากเนื้อในเมล็ดปาล์มน้ำมันในอาหารที่อายุ 22-35 วัน ในระดับ 10, 20 และ 30 เปอร์เซ็นต์ มีผลให้น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและปริมาณอาหารที่กินของไก่เนื้อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม อย่างไรก็ตาม การเสริมกากเนื้อในเมล็ดปาล์มน้ำมันในอาหารไก่เนื้อ พบว่ามีผลให้สมรรถภาพการผลิตของ ไก่เนื้อที่อายุ 1-42 วัน ทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05) คำสำคัญ : กากเนื้อในเมล็ดปาล์มน้ำมัน สมรรถภาพการผลิต ไก่เนื้
ความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาหลังผ่าตัด ความถี่ของอาการ ความทุกข์ทรมานจากอาการความกลัวการหกล้มและกิจกรรมทางกายของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจภายหลังการผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาหลังผ่าตัด ความถี่ของอาการ ความทุกข์ทรมานจากอาการ และความกลัวการหกล้มกับกิจกรรมทางกายของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ภายหลังการผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจภายหลังการผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ ที่มาตรวจที่แผนกผู้ป่วยนอก คลินิกศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และโรงพยาบาลตำรวจ จำนวน 159 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความถี่ของอาการ แบบสอบถามความทุกข์ทรมานจากอาการ แบบสอบถามความกลัวการหกล้ม และแบบสอบถามการทำกิจกรรมทางกาย ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และหาความเที่ยงจากแบบประเมินได้เท่ากับ .95,.95,.98 และ .81 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า 1) การทำกิจกรรมทางกายของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจภายหลังการผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 42.01 (S.D.=16.11) 2) ระยะเวลาหลังผ่าตัดมีความสัมพันธ์ทางบวกกับกิจกรรมทางกายของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ภายหลังการผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r=.343) 3) ส่วนความถี่ของอาการ ความทุกข์ทรมานจากอาการและความกลัวการหกล้มมีความสัมพันธ์ทางลบกับกิจกรรมทางกายของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ภายหลังการผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r=-.282, -.280 และ -.443) ตามลำดับข้อเสนอแนะ ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายให้มีความเหมาะสม ช่วยปรับปรุงการพยาบาลให้มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายอย่างต่อเนื่องในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ภายหลังการผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจหลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล คำสำคัญ: อาการ การหกล้ม กิจกรรมทางกาย ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใ
ผลกระทบจากการใช้เถ้าถ่านหินบดละเอียดต่อกำลังอัดและความทนทานของคอนกรีตที่ใช้มวลรวมจากการย่อยเศษคอนกรีต
บทความนี้มุ่งศึกษาการนำเถ้าถ่านหินซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง มาใช้เป็นวัสดุปอซโซลานแทนที่ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 เพื่อปรับปรุงคุณภาพของคอนกรีตที่ใช้มวลรวมจากการย่อยเศษคอนกรีต โดยหล่อคอนกรีตจากปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 ให้มีอัตราส่วนน้ำต่อวัสดุประสานเท่ากับ 0.48 ควบคุมค่าการยุบตัวให้อยู่ระหว่าง 5 ถึง 10 ซม. ใช้เถ้าถ่านหินบดละเอียดแทนที่ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 ในอัตราส่วนร้อยละ 20, 35 และ 50 โดยน้ำหนักวัสดุประสานจากนั้นแบ่งคอนกรีตออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือคอนกรีตที่ใช้มวลรวมจากธรรมชาติ กลุ่มที่ 2 คือคอนกรีตที่ใช้ทรายแม่น้ำและมวลรวมหยาบจากการย่อยเศษคอนกรีต และกลุ่มที่ 3 คือ คอนกรีตที่ใช้มวลรวมละเอียดและมวลรวมหยาบจากเศษคอนกรีต ทำการทดสอบกำลังอัด ค่าสัมประสิทธิ์การซึมของน้ำผ่านคอนกรีต การแทรกซึมของอิออนคลอไรด์ และการหดตัวแบบแห้งของคอนกรีต ผลการทดสอบ พบว่า การใช้เถ้าถ่านหินบดละเอียดแทนที่ปูนซีเมนต์บางส่วน สามารถช่วยพัฒนากำลังอัดของคอนกรีตที่ใช้มวลรวมจากการย่อยเศษคอนกรีตให้สูงขึ้น โดยเฉพาะคอนกรีตที่ใช้มวลรวมหยาบจากการย่อยเศษคอนกรีตสามารถพัฒนากำลังอัดให้มีค่าเทียบเท่าคอนกรีตควบคุมได้ที่อายุ 28 วัน เถ้าถ่านหินบดละเอียดสามารถช่วยลดค่าสัมประสิทธิ์การซึมของน้ำผ่านคอนกรีตที่ใช้มวลรวมจากการย่อยเศษคอนกรีตให้มีค่าต่ำกว่าคอนกรีตที่ใช้มวลรวมจากการย่อยเศษคอนกรีตที่ไม่ใช้เถ้าถ่านหินบดละเอียดประมาณ 2 เท่า และต่ำกว่าค่าสัมประสิทธิ์การซึมของน้ำผ่านคอนกรีตควบคุมประมาณ 1.5 เท่า นอกจากนี้การใช้เถ้าถ่านหินบดละเอียดเป็นวัสดุประสานส่งผลให้คอนกรีตที่ใช้มวลรวมจากการย่อยเศษคอนกรีตมีความต้านทานการแทรกซึมของอิออนคลอไรด์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผลรทดลองยังได้แนะนำอัตราส่วนเถ้าถ่านหินบดละเอียดที่เหมาะสมที่ให้คุณสมบัติที่ดีทั้งด้านกำลังอัด การทึบน้ำ และความต้านทานการแทรกซึมของอิออนคลอไรด์ของคอนกรีต คือร้อยละ 35 โดยน้ำหนักวัสดุประสาน ส่วนการหดตัวแบบแห้งของคอนกรีตที่ใช้มวลรวมจากการย่อยเศษคอนกรีตมีค่าลดลงตามอัตราส่วนการแทนที่ของเถ้าถ่านหินบดละเอียดที่เพิ่มขึ้น คำสำคัญ : เถ้าถ่านหิน มวลรวมจากการย่อยเศษคอนกรีต กำลังอัด สัมประสิทธิ์การซึมของน้ำ การแทรกซึมของอิออนคลอไรด
เซลล์เชื้อเพลิงพลังงานทางเลือกใหม่สำหรับอนาคต
บทความวิชาการนี้นำเสนอการศึกษาวิวัฒนาการ ความสำคัญของเซลล์เชื้อเพลิง กระบวนการทำงานของเซลล์เชื้อเพลิง ชนิดของเซลล์เชื้อเพลิง การประยุกต์ใช้งานและการพัฒนาเซลล์เชื้อเพลิงในปัจจุบันและอนาคต โดยได้ทำการศึกษาทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมาพบว่า เซลล์เชื้อเพลิงเป็นแหล่งพลังงานอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้มีการพัฒนารวมถึงใช้งานกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยเซลล์เชื้อเพลิง คือ อุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่แปลงผันพลังงานเคมีของเชื้อเพลิง เช่น แก๊สไฮโดรเจน มีเทน เมทานอล แก๊สธรรมชาติ หรือแก๊สจากถ่านหิน ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าโดยอาศัยกระบวนการทางไฟฟ้าเคมี โดยต้องมีเชื้อเพลิงไหลเข้าไปในระบบตลอดเวลา ผลที่ได้จากกระบวนการทางเคมีไฟฟ้าของเซลล์เชื้อเพลิงบางชนิด เช่น เซลล์เชื้อเพลิงแบบเกลือคาร์บอเนตหลอมเหลว หรือเซลล์เชื้อเพลิงแบบออกไซด์แข็ง นอกจากผลิตพลังงานไฟฟ้าแล้วยังสามารถนำเอาความร้อนที่ผลิตได้เป็นจำนวนมากนั้นนำไปผลิตไอน้ำหรือน้ำร้อนไปผ่านกังหันก๊าซหรือเทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อนำเอาความร้อนนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ ข้อดีของเซลล์เชื้อเพลิง คือ มีประสิทธิภาพการทำงานสูง ไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากกระบวนการทำงานของเชื้อเพลิงไม่ได้ถูกเผาไหม้ และยังไม่มีเสียงดังรบกวนเกิดขึ้น ซึ่งในปัจจุบันนักวิจัยทั่วโลกได้ทำการพัฒนาระบบและประยุกต์ใช้งานเซลล์เชื้อเพลิงในด้านต่าง ๆ เพื่อให้สามารถทดแทนแหล่งพลังงานที่กำลังจะหมดไปในอนาคต คำสำคัญ : เซลล์เชื้อเพลิง กระบวนการทางไฟฟ้าเคมี พลังงา
การพัฒนาระบบการสอนตามแนวทฤษฎีพหุปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
การจัดการเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันส่วนใหญ่ เนื้อหาของการเรียนจะมีเนื้อหาแบบเดียว ซึ่งไม่ตอบสนองกับความต้องการของผู้เรียนที่มีหลากหลายความสามารถ (เก่ง, ปานกลาง และอ่อน) งานวิจัยนี้ จึงมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสังเคราะห์กรอบแนวคิดรูปแบบการสอนตามแนวทฤษฎีพหุปัญญาบนครือข่ายอินเทอร์เน็ต 2) เพื่อพัฒนาระบบการสอนตามแนวทฤษฎีพหุปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และ 3) เพื่อประเมินระดับความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่อระบบการสอนตามแนวทฤษฎีพหุปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่พัฒนาขึ้น วิธีดำเนินการวิจัยมีขั้นตอนคือ สังเคราะห์กรอบแนวคิด วิเคราะห์และออกแบบระบบ พัฒนาระบบ ทดสอบระบบ และประเมินระดับความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านความเหมาะสมของระบบ ผลพัฒนาระบบ MII ที่ได้ 2 ส่วน คือ 1) โปรแกรมหลัก BackEnd และ 2) ส่วนของบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผู้วิจัยได้นำระบบที่พัฒนาขึ้นทดสอบแบบ Black-Box โดยใช้วิธีการทดสอบแบบ Test Case พบว่า ฟังก์ชันการทำงานของระบบในแต่ละส่วนย่อยๆแต่ละส่วนทำงานได้ถูกต้อง ผลการประเมินระดับความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่อระบบ MII ผู้วิจัยได้นำระบบที่พัฒนาขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและประเมินความเหมาะสมด้านการทดสอบฟังก์ชันการทำงานของระบบอยู่ในระดับมากที่สุด คำสำคัญ : การพัฒนาระบบการสอน ทฤษฎีพหุปัญญา เครือข่ายอินเทอร์เน็
ประสิทธิภาพคู่มือการให้ความรู้ สำหรับหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพความต้องการพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพแนวทางการให้ความรู้โดยใช้คู่มือการให้ความรู้สำหรับหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น กลุ่มตัวอย่างได้แก่หญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นที่มาฝากครรภ์ที่แผนกฝากครรภ์ โรงพยาบาลบางปะกง โดยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 30 คน การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการและแนวทางเกี่ยวกับการให้ความรู้ ระยะที่ 2 การพัฒนาคู่มือการให้ความรู้ สำหรับหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นและนำมาหาความตรงตามเนื้อหา ระยะที่ 3 การประเมินประสิทธิภาพคู่มือการให้ความรู้ สำหรับหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยคู่มือการให้ความรู้สำหรับหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น แบบประเมินความรู้ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) สภาพปัญหา ความต้องการและแนวทางเกี่ยวกับการให้ความรู้ พบว่าการให้ความรู้ สำหรับหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น ยังไม่มีการจัดการศึกษาอย่างเต็มรูปแบบ ส่วนใหญ่ต้องการให้มีการจัดการให้ความรู้โดย ใช้คู่มือเพื่อนำไปทบทวนต่อเนื่องที่บ้านได้ 2) คู่มือการให้ความรู้สำหรับหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นมีค่าคะแนนความตรงทางเนื้อหา CVI เท่ากับ 0.80 แปลว่าอยู่ในระดับสูง มีคุณภาพดีเหมาะสมสำหรับนำไปใช้ 3) การประเมินประสิทธิภาพคู่มือการให้ความรู้ พบว่าหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นมีความรู้เพิ่มมากขึ้นหลังการศึกษาคู่มือด้วยตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่งผลให้มารับบริการ มีการดูแลตนเองอย่างมีคุณภาพ และน้ำหนักในสัปดาห์ที่ 28 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความพึงพอใจในการใช้คู่มือ และความพึงพอใจต่อการนำความรู้และทักษะไปใช้ประโยชน์ได้อยู่ในระดับมาก คำสำคัญ : คู่มือการให้ความรู้ ประสิทธิภาพคู่มือ หญิงตั้งครรภ์วัยรุ่