Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
    5319 research outputs found

    วัจนกรรมที่ปรากฏในจดหมายของคนฆ่าตัวตาย (SPEECH ACTS USED IN SUICIDE NOTES)

    Get PDF
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวัจนกรรมที่ปรากฏในจดหมายของคนฆ่าตัวตาย เก็บข้อมูลจากจดหมายของคนฆ่าตัวตายที่มีการเผยแพร่และนำเสนอในเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ ได้แก่ https://www.thairath.co.th, https://www.khaosod.co.th และ https://www.dailynews.co.th ตั้งแต่ พ.ศ. 2560-2563 รวมจำนวนทั้งสิ้น 48 ฉบับ วิเคราะห์ข้อมูลตามแนวคิดวัจนกรรมของจอห์น อาร์ เซอร์ล ผลการศึกษาพบว่า ในจดหมายของคนฆ่าตัวตายมีการใช้วัจนกรรม 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) วัจนกรรมกลุ่มบอกกล่าว ประกอบด้วย วัจนกรรมการบอกเล่า 2) วัจนกรรมกลุ่มชี้นำ ประกอบด้วย วัจนกรรมการขอร้อง วัจนกรรมการสั่งสอน วัจนกรรมการปรารถนา 3) วัจนกรรมกลุ่มแสดงความรู้สึก ประกอบด้วย วัจนกรรมการขอโทษ วัจนกรรมการขอบคุณ วัจนกรรมการตำหนิ วัจนกรรมการอำลา วัจนกรรมการให้กำลังใจ วัจนกรรมการอวยพร วัจนกรรมการแสดงความสิ้นหวังและท้อแท้ วัจนกรรมการแสดงความรัก เมื่อพิจารณาการใช้วัจนกรรมในภาพรวมพบว่า มีการปรากฏวัจนกรรมในจดหมายฆ่าตัวตายทั้งสิ้น 133 ถ้อยคำ ซึ่งปรากฏวัจนกรรมกลุ่มแสดงความรู้สึกมากที่สุด 65 ถ้อยคำ คิดเป็นร้อยละ 48.87 รองลงมาคือ วัจนกรรมกลุ่มชี้นำ 37 ถ้อยคำ คิดเป็นร้อยละ 27.82 และวัจนกรรมกลุ่มบอกกล่าวปรากฏน้อยที่สุด 31 ถ้อยคำ คิดเป็นร้อยละ 23.31 คำสำคัญ: วัจนกรรม  จดหมาย  การฆ่าตัวตาย This research aims to study speech acts found in suicide notes. The data has been compiled from suicide notes reported by online news website, namely https://www.thairath.co.th, https://www.khaosod.co.th, https://www.dailynews.co.th between 2017 and 2020, totaling 48 items. The data analysis is conducted based on speech acts theory of Searle (1976). The results prove that speech acts in suicide notes can be divided into three groups as follows: 1) assertives, for example, informing; 2) directives, for instance, requesting, instructing and desiring; 3)expressives, for example, apologizing, thanking, complaining, expressing condolences, encouraging, wishing, depressing, and caring. In overall, 133 phrases of speech acts are used in suicide notes. of those, expressives are mostly found at 65 phrases, accounting for 48.87%, followed by 37 phrases of directives, accounting for 27.82% and 31 phrases of representatives, accounting for 23.31%. Keywords: Speech Acts, Notes, Suicid

    การพัฒนาแบบสอบเขียนตอบ และเกณฑ์การตรวจให้คะแนนอัตโนมัติสำหรับการเขียนสรุปความภาษาไทยในระดับประถมศึกษา (DEVELOPMENT OF THE SUPPLY TYPE TEST AND AUTOMATED SCORING RUBRIC FOR THAI SUMMARY WRITING OF PRIMARY EDUCATION LEVEL)

    Get PDF
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาแบบสอบเขียนตอบการเขียนสรุปความภาษาไทยในระดับประถมศึกษา และ (2) พัฒนาเกณฑ์การตรวจให้คะแนนอัตโนมัติสำหรับแบบสอบเขียนตอบการเขียนสรุปความภาษาไทยแบบแยกองค์ประกอบในระดับประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 287 คน โรงเรียนสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม สังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานครและสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 3 โรงเรียน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบชนิดเขียนตอบการเขียนสรุปความภาษาไทย ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบสอบเขียนตอบการเขียนสรุปความภาษาไทยในระดับชั้นประถมศึกษาสร้างขึ้นตามมาตรฐานและตัวชี้วัดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 วัดคุณภาพผู้เรียนด้านพุทธิพิสัยในระดับสังเคราะห์ เนื้อหาจากแหล่งการเรียนรู้นอกตำราเรียน ใช้คำศัพท์จากบัญชีคำพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการ คัดเลือกประเภทบทอ่านตามหนังสือเรียนภาษาไทยชุดภาษาเพื่อชีวิตของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ ด้านการเล่าเรื่อง ด้านวิทยาศาสตร์ และด้านสังคมและวัฒนธรรมเป็นแบบสอบชนิดเขียนตอบ จำนวน 3 ข้อ 60 คะแนน เวลาสอบ 60 นาที ผลการวิเคราะห์ข้อสอบและแบบสอบ พบว่า เป็นข้อสอบที่นำไปใช้ได้พิจารณาจากมีค่าความยากอยู่ในเกณฑ์นำไปใช้ได้ (p = 0.43-0.61) และสามารถจำแนกผู้สอบได้ (B-Index = 0.20-0.41) มีค่าความตรง (IOC = 0.56-1.00) และค่าความเที่ยงทั้งฉบับใช้ได้ (α = 0.60) ความเที่ยงระหว่างผู้ตรวจและความเที่ยงภายในผู้ตรวจให้คะแนนสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 2) เกณฑ์การตรวจให้คะแนนอัตโนมัติการเขียนสรุปความภาษาไทยแบบแยกองค์ประกอบ พบว่ามี 3 ด้าน 11 รายการ แบ่งเป็นด้านเนื้อหา ได้แก่ ประเด็นสำคัญ และคัดลอกบทอ่าน ด้านวิธีสรุปใจความ ได้แก่ แสดงความคิดเห็น ยกตัวอย่าง อธิบายเพิ่มเติม เครื่องหมายวรรคตอน สรุปประเด็นผิด และสรรพนามบุรุษที่ 1, 2 และด้านภาษา ได้แก่ คำสะกดผิด ประโยคความเรียง และประโยคสมบูรณ์ คำสำคัญ: แบบสอบเขียนตอบ  การเขียนสรุปความ  เกณฑ์การตรวจให้คะแนนอัตโนมัติ      The objectives of this research were (1) to develop the Thai summary writing ability test of the primary level and (2) to develop the automated scoring rubric for Thai summary writing ability test of the primary level. Sample consisted of 287 sixth graders in the primary schools in the academic year of 2020 under the Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation; The Department of Education and The Office of the Basic Education Commission, School Consisted of 3, Purposive sampling technique. The Thai summary writing ability test of the primary level was used as an instrument in this study. Results showed that 1) the Thai summary writing ability test of the primary level was built according to the standards and indicators of the Basic Education Core Curriculum, B.E. 2551 (2008), Measuring the quality of learners was the cognitive domain in the synthetic level. Content from non-textual learning sources under the Ministry of Education's basic vocabulary list. The reading types were selected by Thai language textbooks the language for life series of the Ministry of Education. Including the storytelling, science and society and culture. The test format was a supply type test consisted of 3 questions with full score of 60, and the exam time takes 60 minutes. The results also indicated the supply type test well-being inventory had good: difficulty (p = 0.43-0.61), discrimination power (B-Index = 0.20 - 0.41), validity (IOC = 0.56-1.00), Reliability (α = 0.60), intra-rater reliability and inter-rater reliability gave score correlated significance at the level of 0.01 2) The automated scoring rubric for Thai summary writing ability test of the primary level was comprised of  3 elements, 11 features consisted of the content: keyword and copying, of the summary: commenting, exampling, explanation, punctuation, wrong conclusion, and 1-2 of pronouns, of the language skills: misspellings, composition sentences and complete sentences.  Keywords: The Supply Type Test, Summary Writing, Automated Scoring Rubri

    Effects of A School-Based Pregnancy Prevention Program on Sexual Health Literacy, Pregnancy Prevention Behavior and Sexual Risk Behavior among Female Teenagers and Their Boyfriends: A Pilot Study : Thai Pharm Health Sci J 2022;17(3):264-272.

    No full text
    บทคัดย่อ   วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการป้องกันการตั้งครรภ์โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศ ส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ และลดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของวัยรุ่นหญิงและเพื่อนชาย และความเป็นไปได้ของโปรแกรม วิธีการศึกษา: การวิจัยนำร่องแบบทดลองกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลองและติดตามผล คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามความสมัครใจ กลุ่มตัวอย่างเป็นวัยรุ่นหญิงอายุ 13 - 15 ปีและเพื่อนชาย จำนวน 7 คู่ รวบรวมข้อมูล 6 สัปดาห์ โดยทำกิจกรรมที่โรงเรียน 4 ครั้ง ใช้เวลา 120 นาทีต่อครั้ง (สัปดาห์ที่ 1 - 4) และทำกิจกรรมผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ 2 ครั้ง ใช้เวลา 60 นาทีต่อครั้ง (สัปดาห์ที่ 5 - 6) รวบรวมข้อมูลที่ก่อนเริ่มทดลองโปรแกรม เสร็จสิ้นโปรแกรม (สัปดาห์ที่ 6) และติดตามผล (สัปดาห์ที่ 10) โดยใช้แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศ แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ และแบบสอบถามพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบฟรีดแมนสำหรับการประเมินซ้ำและทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยดันน์-บอนเฟอโรนี ผลการศึกษา: พบว่าหลังการทดลอง คะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศและคะแนนพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ทั้งระยะหลังการทดลองและระยะติดตามผลสูงกว่าก่อนการทดลอง (P-value < 0.05) คะแนนพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศทั้งในระยะหลังการทดลองและระยะติดตามผลต่ำกว่าระยะก่อนการทดลอง (P-value < 0.05) สรุป: มีความเป็นไปได้ที่จะนำโปรแกรมการป้องกันการตั้งครรภ์โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานไปทดสอบในการศึกษาหลัก ซึ่งอาจช่วยส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศ ส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ และลดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของวัยรุ่นหญิงและเพื่อนชายได้   คำสำคัญ: วัยรุ่นหญิง, เพื่อนชาย, พฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์, การป้องกันการตั้งครรภ์โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน, ความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศ, พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ Abstract Objective: To examine the effects of a school-based pregnancy prevention program (SPPP) on sexual health literacy, pregnancy prevention behavior and sexual risk behavior among female teenagers and their boyfriends, and the program’s feasibility. Method: A pilot study of one-group experimental design with pre-test, post-test and follow-up measurements had 7 voluntary dyads of female teenagers aged between 13 - 15 years old and their boyfriends. Data were collected for 6 weeks. Four 120-minute weekly session (weeks 1 - 4) were implemented at school, and two 60-minute sessions were implemented via the LINETM application (weeks 5 and 6). Data were collected before and after (week 6) the program and at follow-up (week 10) using the Sexual Health Literacy Questionnaire, the Pregnancy Prevention Behavior Questionnaire and the Sexual Risk Behavior Questionnaire. Data were analyzed by using descriptive statistics and Friedman for repeated measures with Dunn-Bonferroni post hoc test. Results: The scores of sexual health literacy and pregnancy prevention behavior in both post-test and follow-up were better than that at baseline (P-value < 0.05), and the scores of sexual risk behavior in both post-test and follow-up were lower than that at baseline (P-value < 0.05). Conclusion: SPPP could be further tested in the main study with a larger sample size. The program could improve sexual health literacy, pregnancy prevention behavior, and sexual risk behavior in female teenagers and their boyfriends. Keywords: female teenager, boyfriend, pregnancy prevention behavior, school-based pregnancy prevention program, sexual health literacy, sexual risk behavio

    การวิจัยการใช้กัญชาทางการแพทย์และกัญชาทางการแพทย์แผนไทยระดับเขตสุขภาพที่ 4 Medical Cannabis Use in the Health Region 4 of Thailand: Thai Pharm Health Sci J 2022;17(3):296-307.

    No full text
    บทคัดย่อ   วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาและประเมินผลการจัดบริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์ตามหลักการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (participatory action research; PAR) วิธีการศึกษา: ศึกษาในโรงพยาบาลของรัฐทั้งโรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลชุมชนใน 8 จังหวัดในเขตสุขภาพที่ 4 ในช่วงสิงหาคม 2562 ถึงสิงหาคม 2563 โดยศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยเอื้อและรั้งต่อการสั่งใช้ยากัญชาทำในบุคลากร 140 คนในเขตสุขภาพที่ 4 ส่วนความเห็นต่อการสร้างแนวทางคลินิกกัญชาใหม่ในบุคลากร 30 คนที่เป็นคณะกรรมการพัฒนาคลินิกกัญชาของ จ.สระบุรี ดำเนินการพัฒนาแนวทางการจัดบริการคลินิกกัญชาตาม PAR คือวางแผน ดำเนินการ สังเกต และสะท้อน ผลการศึกษา: จากทั้งหมด 71 โรงพยาบาลในเขต 4 มีโรงพยาบาลที่มีคลินิกกัญชาจาก 8.70% ในปี 2562 (กันยายนถึงธันวาคม 2562) เพิ่มเป็น 32.39% ในปี 2563 (มกราคม - เมษายน 2563) ส่วนสัดส่วนคนไข้ที่ได้รับการสั่งยากัญชาเพิ่มจาก 23.75% เป็น 78.47% ส่วนใน จ.สระบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่ผู้วิจัยได้สร้างแนวทางคลินิกกัญชาพบว่าเดิมมีโรงพยาบาล 3 แห่งที่มีคลินิกกัญชาในช่วงมกราคมถึงเมษายน 2563 (ซึ่งการทดลองแนวทางใหม่ในเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2563) แล้วเพิ่มเป็นครบ 12 แห่งในช่วงสังเกต (หรือประเมิน) (พฤษภาคมถึงสิงหาคม 2563) และสัดส่วนคนไข้ที่ได้รับการสั่งยากัญชาเพิ่มจาก 68.84% เป็น 84.81% แต่มีการสั่งใช้ 6 ใน 20 ผลิตภัณฑ์ยากัญชา สำหรับ 5 ใน 11 กลุ่มอาการ ปัจจัยเอื้อการสั่งใช้กัญชา 3 อันดับแรก คือ สั่งใช้ตามนโยบาย ผู้ป่วยเรียกหายา และยาได้รับการสนับสนุน ส่วนปัจจัยรั้ง 3 อันดับแรก ได้แก่ รูปแบบการจัดบริการที่ไม่เอื้อ ผู้สั่งใช้ยาไม่มีข้อมูล และผู้สั่งใช้ยาไม่มั่นใจประสิทธิภาพยา ความพึงพอใจหลังนำแนวทางคลินิกใหม่มาใช้ค่อนข้างสูง (ค่าเฉลี่ย 4.37 จาก 5 คะแนน)  สรุป: แนวทางบริการคลินิกกัญชาใหม่ทำให้มีสัดส่วนคนไข้ที่ได้รับการสั่งใช้ยากัญชามากขึ้น ควรปรับปรุงแนวทางบริการให้สะดวกต่อผู้ให้บริการมากขึ้นและให้ข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยากัญชาแก่ผู้สั่งใช้มากขึ้น เพื่อให้มั่นใจในการสั่งใช้ยากัญชามากขึ้น คำสำคัญ: คลินิกกัญชาทางการแพทย์, การสร้างแนวทางการจัดบริการคลินิกกัญชา, การวิจัยแบบมีส่วนร่วม, การสั่งใช้ยากัญชา, ปัจจัยเอื้อและปัจจัยรั้ง, เขตสุขภาพที่ 4, จังหวัดสระบุรี   Abstract Objective: To develop and test the new guideline for cannabis clinic as guided by participatory action research (PAR). Method: The study was conducted in all 71 public hospitals in 8 provinces in the Health Region 4 of Thailand from August 2019 to August 2020. Promoting and inhibiting factors for cannabis prescribing were studied in 140 healthcare providers in the Health Region 4; while opinions on developing the nee cannabis clinic guideline were obtained from 30 members of the committee for medical cannabis use of Saraburi province. The process guided by PAR (i.e., plan, action, observation, and reflection) was conducted. Results: Of the 71 hospitals in the Health Region 4, 8.70% and 32.39% of them had cannabis clinic in 2019 (September to December 2019) and 2020 (January to April 2020), respectively. Proportions of patients prescribed with cannabis products increased from 23.75% to 78.47%. In Saraburi province where cannbis clinic guideline was developed and intesnvely implemented, 3 hospitals had cannabis clinic in January to April 2020 (with the implementation from March to April 2020), then all 12 hospitals did so in observation or evaluation period (May to August 2020). Proportions of patients prescribed with cannabis products increased from 68.84% to 84.81%. Only 6 of 20 approved products and 5 of 11 illnesses approved for cannabis use were prescribed. The 3 most found promoting factors included prescribing as mandated by policy, as requested by patients, and as supported by the government; the 3 most found prohibing factors were mpractice service format, inadequate information for prescribers, and low confidence in products efficacy. Satisfaction toward the nw clinic guideline was at a high level (mean = 4.37 out of 5 points). Conclusion: The new cannabis clinic guideline increased the proportions of patients prescribd with cannabis products. More practical guidance and information of efficacy and safety of the products could further enahce the prescribers’ confidence. Keywords: medical cannabis clinic, development of cannabis clinic guideline, participatory action research, cannabis prescribing, promoting and inhibiting factors, Health Regioj 4, Saraburi provinc

    การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาในจังหวัดนครปฐม

    No full text
    การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของการทำงานเป็นทีม 2) ศึกษาระดับของการดำเนินงานของกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 3) ศึกษาระดับความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานเป็นทีมกับการดำเนินงานของกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และ 4) ศึกษาการทำงานเป็นทีมที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กลุ่มตัวอย่างการวิจัยในครั้งนี้ คือ ครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2563 จำนวน 361 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น โดยใช้ขนาดโรงเรียนเป็นชั้น จากนั้นทำการสุ่มอย่างง่าย โดยจับฉลากตามสัดส่วนของขนาดโรงเรียนเพื่อให้ได้จำนวนครบตามกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงของแบบสอบถาม อยู่ระหว่าง 0.80 - 1.00 ได้ค่าความเชื่อมั่นของการทำงานเป็นทีมเท่ากับ .98 และค่าความเชื่อมั่นของการดำเนินงานของกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน สหสัมพันธ์พหุคูณ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบวิธีการคัดเลือกเข้า ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับของการทำงานเป็นทีม โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2) ระดับการดำเนินงานของกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 3) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างการทำงานเป็นทีมกับการดำเนินงานของกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การทำงานเป็นทีมในด้านทีมข้ามสายงานมีความสัมพันธ์กับการดำเนินงานของกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) เท่ากับ 0.97 รองลงมาการทำงานเป็นทีมในด้านทีมเสมือนจริงมีความสัมพันธ์กับการดำเนินงานของกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) เท่ากับ 0.94 รองลงมาการทำงานเป็นทีมในด้านทีมบริหารตนเองมีความสัมพันธ์กับการดำเนินงานของกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) เท่ากับ 0.93 และการทำงานเป็นทีมในด้านทีมแก้ปัญหามีความสัมพันธ์กับการดำเนินงานของกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) เท่ากับ 0.80 และ 4) การทำงานเป็นทีมส่งผลต่อการดำเนินงานของกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนโดย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เรียงลำดับมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านทีมเสมือนจริง มีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ 0.57 ด้านทีมบริหารตนเอง มีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ 0.38 และด้านทีมแก้ปัญหา มีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ 0.11 ตามลำดับ มีอิทธิพลในการพยากรณ์การดำเนินงานกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 กรุงเทพมหานครได้ร้อยละ 96.50 (Adjust R2= 0.965) โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการทำนายเท่ากับ 0.1

    การศึกษาเปรียบเทียบความเสถียรของสีของเรซินคอมโพสิตชนิดบัลค์ฟิลและชนิดนาโนฟิล

    Get PDF
    วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนสีของเรซินคอมโพสิต 4 ชนิด หลังการแช่ในสารละลายชนิดต่าง ๆ เป็นเวลา 24 ชั่วโมงวัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: ชิ้นตัวอย่างเรซินคอมโพสิต 4 ชนิด ๆ ละ 40 ชิ้น ได้แก่ SonicFillTM2, TetricN-Ceram Bulk Fill, FiltekTM One Bulk Fill และ FiltekTM Z350XT เก็บชิ้นตัวอย่างไว้ในน้ำกลั่นที่อุณหภูมิ37 องศาเซลเซียล เป็นเวลา 24 ชั่วโมง แบ่งชิ้นตัวอย่างออกเป็น 4 กลุ่มย่อย (n = 10) และแช่ในสารละลาย4 อย่าง คือ น้ำกลั่น กาแฟ เครื่องดื่มอัดลม และชานม วัดค่าการเปลี่ยนสี (ΔE) ของเรซินคอมโพสิตแต่ละชิ้นก่อนและหลังการแช่ในสารละลาย 4 อย่าง ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียล เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ด้วยเครื่องสเปกโตรโฟโตมิเตอร์ และคำนวณการเปลี่ยนสี วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความแปรปรวนสองทางและสถิติทดสอบบอนโฟโรนีที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (p = 0.05)ผลการทดลอง: เรซินคอมโพสิตมีค่าการเปลี่ยนสีแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยการเปลี่ยนสีของเรซินคอมโพสิตที่แช่ในกาแฟมีค่ามากกว่าสารละลายชนิดอื่น โดยเฉพาะ FiltekTM Z350XT ที่แช่ในกาแฟมีค่าการเปลี่ยนสีมากที่สุดเท่ากับ 5.60สรุปผล: ชนิดของเรซินคอมโพสิตและชนิดของสารละลายเป็นปัจจัยที่มีผลต่อค่าการเปลี่ยนสีของเรซินคอมโพสิตคำสำคัญ: ความเสถียรของสี การเปลี่ยนสี เรซินคอมโพสิต สเปกโตรโฟโตมิเตอร์ A Comparative Study of Color Stability of Bulk Fill and NanofillResin CompositesLunlita Pattaratanasombat  Sirichan Chiaraputt  Chisanu LertthawinchiraAbstractObjective: The purpose of this study was to compare the color stability of four resincomposites after 24 hours of immersion in different solutions.Materials and methods: 40 specimens were each made from four resin composites (Sonic-FillTM2, Tetric N-Ceram Bulk Fill, FiltekTM One Bulk Fill and FiltekTM Z350XT). All of the specimenswere stored in distilled water for 24 hours at 37ºC. The specimens were divided into four subgroups(n = 10) and stored in different type of solutions (water, coffee, coca-cola and milk tea). The colorof all the specimens were measured before and after immersion in solutions for 24 hours at 37ºCwith a spectrophotometer. Then, the color changes (ΔE) were calculated. The data were analyzedby two-way ANOVA and Bonferroni test (p = 0.05).Results: There were a statistically significant difference in color change of resin composites.The color changes of the resin composites immersed in coffee was greater than other solutionsespecially FiltekTM Z350XT immersed in coffee had the highest color change value (5.60).Conclusion: The type of resin composites and solutions from this study affected the colorchanges of the resin composites.Keyword: Color stability, Color change, Resin composite, Spectrophotometer ว.ทันต.มศว ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2565 หน้า 73-85. SWU Dent J. 2021;15(1):73-85

    ผลของสารสกัดว่านหางจระเข้ต่อเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์

    Get PDF
    วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของสารสกัดว่านหางจระเข้ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและยับยั้งการเจริญการทำงานของเอนไซม์กลูโคซิลทรานสเฟอเรส การยับยั้งการสร้างกรด และการยึดเกาะของเชื้อสเตร็ปโตคอคคัสมิวแทนส์ ATCC 25175วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: สารสกัดว่านหางจระเข้แบบผงผสมน้ำนำมาทดสอบหาค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่สามารถยับยั้งการเจริญ (MIC) และค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่ฆ่าเชื้อ (MBC) ของเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์ATCC 25175 ด้วยวิธีการไมโครบรอธไดลูชั่น หลังจากนั้นนำสารสกัดว่านหางจระเข้ที่ระดับความเข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้งการเจริญ และระดับต่ำกว่าความเข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้ง (1/2, 1/4 และ 1/8 ของสารสกัดว่านหางจระเข้) นำมาทดสอบการทำงานของเอนไซม์กลูโคซิลทรานสเฟอเรสโดยคำนวณปริมาณกลูแคนที่เกิดขึ้น การทดสอบการยับยั้งการสร้างกรดโดยวิธีการวัดค่าพีเอชในช่วงเวลา 0-150 นาที และการทดสอบการยึดเกาะของเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์ ATCC 25175 โดยการย้อมคริสตัลไวโอเลตผลการทดลอง: ความเข้มข้นขั้นต่ำสุดในการยับยั้งของสารสกัดว่านหางจระเข้คือ 125 มิลลิกรัม/มิลลิลิตรซึ่งแสดงผลการยับยั้งการเจริญเติบโตที่ 6-10 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้หลังจากผ่านไป 24 ชั่วโมง และไม่สามารถระบุความเข้มข้นสูงสุดของการฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ ที่ความเข้มข้นต่ำสุด ในการยับยั้งของสารสกัดว่านหางจระเข้ไม่แสดงผดงผลการยับยั้งต่อการทำงานของเอนไซมกลูโูคลซิลทรานสเฟอเรสนอกจากนี้ ความเข้มข้นขั้นต่ำสุดในการยับยั้งที่ 1/2, 1/4 และ 1/8 ของสารสกัดว่านหางจระเข้ไม่แสดงผลการยับยั้งการผลิตกรดของเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์ ATCC 25175 อย่างไรก็ตาม สารสกัดว่านหางจระเข้ที่ความเข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้งและระดับความเข้มข้นที่ต่ำกว่าความเข้มข้นขั้นต่ำสุดในการยับยั้ง สามารถยับยั้งการยึดเกาะเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์ ATCC 25175สรุป: สารสกัดว่านหางจระเข้ที่สกัดด้วยน้ำสามารถยับยั้งการยึดเกาะเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์ ATCC 25175 คำสำคัญ: ว่านหางจระเข้ การยึดเกาะของแบคทีเรีย โรคฟันผุ เชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์ ว.ทันต.มศว ปีที่ 15 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2565 หน้า 10-23.SWU Dent J. 2021;15(2):10-23

    การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำที่ตรงมาตรา 8 มาตรา โดยใช้กลวิธีการสอนเล่น-เรียน-ร่วม สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเชียงราย

    Get PDF
    บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำ 2) เพื่อศึกษาผลการพัฒนาทักษะการอ่านคำที่ตรงมาตรา 3) เพื่อประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำ ประชากรเป้าหมาย คือ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการอ่าน จำนวน 1 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) จำนวน 1 แผน และ แผนการสอนเฉพาะบุคคล (IIP) จำนวน 32 แผน แบบฝึกส่งเสริมทักษะการอ่านคำที่ตรงมาตรา 8 มาตรา บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบการอ่านคำแต่ละมาตรา แบบทดสอบการอ่านคำระหว่างเรียน แบบสังเกตความสนใจในการอ่านคำ แบบสังเกตมารยาทในการอ่านคำ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง ค่าประสิทธิภาพ และสถิติบรรยาย  ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการสร้างและพัฒนารูปแบบ ได้แก่ รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำที่ตรงมาตรา 8 มาตราโดยใช้กลวิธีการสอน เล่น-เรียน-ร่วม 8 ขั้นตอน, แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP), แผนการสอนเฉพาะบุคคล (IIP), แบบฝึกส่งเสริมทักษะการอ่านคำ ใช้ร่วมกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การหาประสิทธิภาพของรูปแบบค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพ  E1/E2  เท่ากับ 81.67/82.22 เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2) ผลการพัฒนาทักษะการอ่านคำ จากผลการเปรียบเทียบคะแนนหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการเรียนรู้ พฤติกรรมในการเรียนรู้ของผู้เรียน มีความสนใจในการอ่านคำ และเกิดมารยาทในการอ่านคำ 3) ผลการประเมินรูปแบบ พบว่าเกิดประโยชน์ทุกด้าน รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำที่ตรงมาตรา 8 มาตรา โดยใช้กลวิธีการสอนเล่น-เรียน-ร่วม จึงมีคุณภาพและประสิทธิภาพต่อการพัฒนาทักษะการอ่านคำที่ตรงมาตรา 8 มาตราของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ได้อย่างชัดเจน คำสำคัญ : รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำที่ตรงมาตรา 8 มาตรา, กลวิธีการสอนเล่น-เรียน-ร่วม, ความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการอ่าน  ABSTRACT The purposes of this research are 1) to construct and develop of an instructional model for knowledge management to enhance word reading skill, 2) to investigate the results of the development in word reading skill of 8 standard final letter in Thai language and 3) to evaluate an instructional model for knowledge management to enhance word reading skill of 8 standard final letters in Thai language. The sample was primary 3rd student with learning disabilities. The instruments were an individualized education plans (IEP), 32 individual implementation plans (IIP), exercises to enhance word reading skill on final letters of 8 standard in Thai language, CAI multimedia, achievement tests, word reading tests on each final letters of 8 standard in Thai language, word reading test during learning, and behavior assessment form that focusing on word reading and manners of reading. The data was analyzed by using the consistency index, efficiency value and descriptive statistics. The findings revealed as follow: 1) The efficiency of the Instructional model to enhance word reading skills of 8 standard final letter in Thai language by applying 8 steps of play-learn-join, an individualized education plans (IEP), 32 individual implementation plans (IIP), exercises to enhance word reading skill on final letters of 8 standard in Thai language, CAI multimedia equaled 81.67/82.22 which was higher than required 80/80. 2) the comparing of pre and post score of the development in word reading skill, it showed post-learning scores were higher than pre-learning in all sections whereas the learning behavior of the learners, it presented that they were interested in word reading and having the manners of reading. 3. The evaluation of the effectiveness of the model revealed that there were fruitful benefits in all aspects. An instructional model reading and spelling skills on 8 standard final letters in Thai language by conducting 8 steps of play-learn-join obviously provided the quality and efficiency toward the improvement of word reading skills of 8 standard final letter in Thai language of students with learning disabilities. Keywords: Instructional Model to Enhance Word Reading on Final Letters in the 8 standard groups Of Thai Language, Play-Learn-Join Methods, Student with Learning Disabilities

    ใบนำส่งบทความวิจัย (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์)

    No full text

    กองบรรณาธิการ

    Get PDF

    3,633

    full texts

    5,319

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇