Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
    5319 research outputs found

    สารบัญ

    Get PDF
    สารบั

    การประยุกต์ใช้เตาชีวมวลชนิด Top–Lit Up–Draft (TLUD) ในการย้อมสีเตยหนามด้วยขมิ้นชัน (Curcuma longa L.)

    Get PDF
    Application of Top–Lit Up–Draft (TLUD) Biomass Stove for Dyeing of Toei Nam with Turmeric (Curcuma longa L.)   Surpanee Wunsri, Palachai Khaonuan, Noppadon Podkumnerd, Kosin Teeparuksapun, Nicha Prasongchan, Phattharapha Joypod and Rarin Khuawaraphan   รับบทความ: 11 มิถุนายน 2566; แก้ไขบทความ: 4 พฤศจิกายน 2566; ยอมรับตีพิมพ์: 6 พฤศจิกายน 2566; ตีพิมพ์ออนไลน์: 18 ธันวาคม 2566   บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาเตาชีวมวลชนิด TLUD และนำมาประยุกต์ใช้ในการย้อมสีเตยหนามด้วยขมิ้นชัน โดยประกอบเตาชีวมวลชนิด TLUD ซึ่งใช้ถังขนาด 200 ลิตร เป็นโครงสร้างภายนอก จากนั้นทดสอบสมรรถนะด้วยวิธีการต้มน้ำเดือด (WBT) จากนั้นนำเตาไปย้อมสีเส้นเตยหนามด้วยสารธรรมชาติ และนำเส้นเตยหนามที่ผ่านการย้อมมาขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ โดยการวิจัยพบว่า เตาชีวมวลชนิด TLUD จากถัง 200 ลิตร มีประสิทธิภาพเชิงความร้อน (h) เท่ากับ 17.55±0.14% จากการนำเตาไปย้อมเส้นเตยหนามด้วยขมิ้นพบว่าค่าสีก่อนและหลังการย้อมมีค่าแตกต่างกัน (p < 0.01) โดยที่การย้อมใบหนามเตยด้วยขมิ้นไม่เป็นการลดสมบัติเชิงกล (ความต้านทานแรงดึง) เมื่อนำเส้นเตยหนามที่ผ่านการย้อมด้วยขมิ้นไปขึ้นรูปผลิตภัณฑ์กระเป๋าพบว่าเส้นเตยหนามสามารถสานขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ได้อย่างดี คำสำคัญ:  เตาชีวมวลชนิด TLUD  เตยหนาม  ย้อมสี   Abstract The purpose of this research was to develop a TLUD biomass stove and applied for the dyeing of Toei Nam (Pentaspadon velutinus Hook.f.) with turmeric. A TLUD biomass stove was assembled using a 200–liter tank as an external structure. After that, the performance was investigated by using the water boiling test (WBT) method, then the stove was used for the dyeing of Toei Nam using turmeric. The results showed that TLUD biomass stove from a 200–liter tank has a thermal efficiency (h) of 17.55±0.14%. The TLUD biomass stove dyeing P. velutinus Hook.f. with turmeric found that the pre–dyeing and post–dyeing color values were statistically different (p < 0.01). Dyeing of P. velutinus Hook.f. leaves with curcumin did not reduce the mechanical properties (tensile strength) and thus P. velutinus Hook.f. can be weaved into the product well. Keywords: TLUD biomass stove, Pentaspadon velutinus Hook.f., Dyein

    ดัชนีผู้แต่ง

    Get PDF

    สารบัญ

    Get PDF

    ภาษี 'บุก' คนธรรมดา

    Get PDF
    หนังสือเรื่อง “ภาษี ‘บุก’ คนธรรมดา” เขียนโดย ถนอม เกตุเอม หรือเป็นที่รู้จักในฐานะบล็อกเกอร์ด้านภาษี “TaxBugnoms” โดยเจตนาของผู้เขียนตั้งใจให้หนังสือเล่มนี้ช่วยให้ผู้อ่านรู้สึกว่าภาษีเป็นเรื่องที่ง่ายและเข้าใจได้สำหรับคนธรรมดาทุกคน ซึ่งทุกคนไม่จำเป็นต้องเข้าใจภาษีทุกเรื่อง แต่ให้เข้าใจเรื่องภาษีที่เกี่ยวข้องกับตัวเองก็เพียงพอแล้

    การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการปฐมพยาบาลด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

    Get PDF
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรอบรมการปฐมพยาบาลด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) ประเมินประสิทธิผลของหลักสูตรการปฐมพยาบาลด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 60 คน ซึ่งได้จากการสุ่มอย่างง่าย โดยแบ่งเป็นนักเรียนนำร่อง จำนวน 30 คน และนักเรียนในสถานการณ์จริง 30 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) หลักสูตรอบรมการปฐมพยาบาล 2) แบบประเมินหลักสูตรฝึกอบรม 3) แบบทดสอบความรู้เรื่องการปฐมพยาบาล และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจต่อหลักสูตรการฝึกอบรม ดำเนินการวิจัย 2 ระยะ ระยะที่ 1 การสร้างหลักสูตรฝึกอบรมการปฐมพยาบาลด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ ระยะที่ 2 การทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลของหลักสูตรฝึกอบรมการปฐมพยาบาลด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือในสถานการณ์จริง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติทดสอบค่าที ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการประเมินหลักสูตรฝึกอบรมการปฐมพยาบาลด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่าหลักสูตรฝึกอบรมการปฐมพยาบาลในภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลของการใช้หลักสูตรอบรมการปฐมพยาบาลด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่าคะแนนทดสอบหลังเรียนมีคะแนนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจต่อหลักสูตรฝึกอบรมการปฐมพยาบาลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่า โดยภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านเนื้อหา ด้านผู้สอน ด้านกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ และด้านการวัดและประเมิน ตามลำดั

    ความสามารถในการปิดสีของเซรามิกชนิดลิเทียมไดซิลิเกตแคด/แคมบนพื้นหลังเรซินสีเหมือนฟันที่ต่างกัน

    Get PDF
    จุดประสงค์: เพื่อศึกษาความสามารถในการปิดสีของเซรามิกชนิดลิเทียมไดซิลิเกตแคด/แคม ความโปร่งแสงปานกลาง ที่ความหนาต่าง ๆ บนพื้นหลังเรซินสีเหมือนฟันที่ต่างกัน วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: ชิ้นงานถูกเตรียมโดยใช้บล็อกไอพีเอสอีแมกซ์แคด ความโปร่งแสงปานกลาง สี A2 แบ่งเป็น 4 กลุ่มตามความหนาแผ่นเซรามิกได้แก่ 0.5, 1.0, 1.5 และ 2.0 มิลลิเมตร กลุ่มละ 20 ชิ้น และแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มย่อยตามสีพื้นหลังเรซินสีเหมือนฟันได้แก่ ND3, ND5, ND7 และ ND9 (n = 5) นำแผ่นเซรามิกไปเคลือบผิวและเผา จากนั้นยึดเข้ากับแผ่นเรซินสีเหมือนฟันด้วยเรซินซีเมนต์ชนิดบ่มตัวสองรูปแบบวาริโอลิ้งค์เอสเทติก สีใส วัดค่าสีชิ้นงานด้วยเครื่องสเปกโทรโฟโตมิเตอร์ หาค่าการเปลี่ยนแปลงของสีที่มองเห็นโดยเปรียบเทียบกับบล็อกอ้างอิง ทำการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการจับคู่แบบทูกีย์ โดยกำหนดระดับความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95 (p = 0.05) ร่วมกับการใช้เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนสีที่สามารถรับรู้ได้และเกณฑ์ความคลาดเคลื่อนสีที่สามารถยอมรับได้ ผลการทดลอง: เซรามิกมีค่าการเปลี่ยนแปลงของสีที่มองเห็นลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อมีความหนาเพิ่มขึ้น โดยมีค่าน้อยที่สุดในกลุ่มความหนา 0.5 มิลลิเมตร และมากที่สุดในกลุ่มความหนา 2.0 มิลลิเมตร พื้นหลังเรซินสีเหมือนฟันสี ND9 ส่งผลให้เซรามิกมีค่าการเปลี่ยนแปลงของสีที่มองเห็นมากที่สุด รองลงมาคือสี ND5, ND3 และ ND7 ตามลำดับ โดยไม่มีกลุ่มความหนาใดเลยที่มีค่าการเปลี่ยนแปลงของสีที่มองเห็นน้อยกว่าเกณฑ์ความคลาดเคลื่อนสีที่สามารถยอมรับได้บนสี ND9 สรุปผล: ความหนาของเซรามิกและสีพื้นหลังส่งผลให้เซรามิกชนิดลิเทียมไดซิลิเกตแคด/แคม ความ โปร่งแสงปานกลาง มีค่าการเปลี่ยนแปลงของสีที่มองเห็นแตกต่างกัน โดยกลุ่มการทดลองส่วนใหญ่มีค่าการเปลี่ยนแปลงของสีที่มองเห็นมากกว่าเกณฑ์ความคลาดเคลื่อนสีที่สามารถยอมรับได้ > ว.ทันต.มศว ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2566 หน้า 118-133. > SWU Dent J. 2023;16(1): 118-133

    ปัจจัยเสี่ยงของภาวะเลือดเป็นกรดจากกรดแลคติกในเลือดสูงเนื่องจากยาเม็ทฟอร์มิน ในคนไข้เบาหวานชนิดที่ 2 ที่ใช้ยาเม็ทฟอร์มิน Risk Factors of Metformin-associated Lactic Acidosis in Type 2 Diabetic Patients Using Metformin

    Get PDF
    บทคัดย่อ วัตถุประสงค์: เพื่อทดสอบปัจจัยเสี่ยงของภาวะเลือดเป็นกรดจากกรดแลคติกในเลือดสูงเนื่องจากยาเม็ทฟอร์มิน (MALA) ในคนไข้เบาหวานชนิดที่ 2 ที่ใช้ยาเม็ทฟอร์มิน วิธีการศึกษา: การศึกษาแบบเคส-คอนโทรลมีตัวอย่างเป็นคนไข้เบาหวานชนิดที่ 2 ที่กินยาเม็ทฟอร์มินที่มีข้อมูลการรักษาในเวชระเบียนของโรงพยาบาลมหาสารคามในช่วง 1 มกราคม 2561 ถึง 31 ธันวาคม 2563  เคสคือคนไข้ที่เกิด MALA ส่วนคอนโทรลคือคนไข้ที่ไม่เกิด MALA ทดสอบปัจจัยเสี่ยง 38 ปัจจัยที่อาจสัมพันธ์กับ MAL โดยการวิเคราะห์ univariate จากนั้นทดสอบปัจจัยที่สัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญโดย multiple logisic regression analysis แสดงความเสี่ยงด้วยค่า adjusted odds ratio (adj. OR) พร้อมค่า 95% confidence interval (CI) ผลการศึกษา: มีเคส 37 ราย และคอนโทรล 74 ราย พบว่ามี 3ปัจจัยที่สัมพันธ์กับ MALA ได้แก่ เพศชาย (adj. OR = 6.319, 95% CI = 2.166 - 18.433, P-value = 0.001) ยาเม็ทฟอร์มินขนาดสูง ³ 2,000 มก.ต่อวัน (adj. OR = 12.153, 95% CI = 4.076 - 36.238, P-value < 0.001) และภาวะไตเสื่อมเรื้อรัง ระยะ 2 และ 3 (adj. OR = 7.709, 95% CI = 1.511 - 39.339,  P-value = 0.014) สรุป: เพศชาย ยาเม็ทฟอร์มินขนาดสูง และโรคไตเรื้อรังระยะ 2 และ 3 มีความเสี่ยงในการเกิด MALA มากกว่าเพศหญิง ยาเม็ทฟอร์มินขนาดต่ำ และโรคไตเรื้อรังระยะ 1 หรือไม่มีโรคไตเรื้อรัง คำสำคัญ: ภาวะเลือดเป็นกรดจากกรดแลคติกในเลือดสูงเนื่องจากยาเม็ทฟอร์มิน, คนไข้เบาหวานชนิดที่ 2, ปัจจัยเสี่ยง, การรักษา, ผลลัพธ์ทางคลินิก Abstract Objective: To investigate risk factors, treatment modalities, and clinical outcomes of metformin-associated lactic acidosis (MALA). Method: In this case-control study, type 2 diabetic patients taking metofrmin in the medical records of Mahasarakham Hospital between 1 January 2018 to 31 December 2020 were reviewed. Patients who developed lactic acidosis were cases; while those who did not were controls.  A total of 38 risk factors were tested were tested for associations with MALA using univariate analysis. Significant factors were further tested in multiple logistic regression analysis. Adjusted odds ratio (adj. OR) with 95% confidence interval (CI) were presented. Results: A total of 37 and 74 cases and cxontrols were included, respectively. Three risk factors were significantly associated with MALA: men (adj. OR = 6.319, 95% CI = 2.166 - 18.433, P-value = 0.001), metformin dose of ³ 2,000 mg/day (adj. OR = 12.153, 95% CI = 4.076 - 36.238, P-value < 0.001), and chronic kidney disease (CKD) stage 2 or 3 (adj. OR = 7.709, 95% CI = 1.511 - 39.339,  P-value = 0.014). Conclusion: Men, high dose metformin and CKD stage 2 or 3 were significantly more likely to experience MALA than women, metformin lower dose, and CKD stage 1 or no CKD. Keywords: metformin-associated lactic acidosis, type 2 diabetic patients, risk factors, treatment, clinical outcomes 

    ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความมั่นใจในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันโดยไม่หกล้มของผู้ป่วยสูงอายุที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง Factors Associated with Fall Efficacy among Older Adult Patients Admitted in A Private Hospital

    Get PDF
              บทคัดย่อ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาระดับและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความมั่นใจในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันโดยไม่หกล้ม (fall efficacy) ของผู้ป่วยสูงอายุ วิธีการศึกษา: สุ่มตัวอย่างแบบง่ายจำนวน 97 คน จากผู้ป่วยสูงอายุในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ส่วนบุคคล เครื่องวัดความดันโลหิตแบบอัตโนมัติ แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน แบบสัมภาษณ์การรับรู้ความสามารถในการทรงตัว และแบบประเมินความมั่นใจในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันโดยไม่หกล้ม ทดสอบความสัมพันธ์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมนแรงค์ออเดอร์ (rs) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พอยท์ไบซีเรียล (rpb) ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างมีความมั่นใจในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันโดยไม่หกล้มในระดับสูง ร้อยละ 78.35 และสัมพันธ์ทางบวกกับการรับรู้ความสามารถในการทรงตัว และความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันในระดับปานกลาง (rs  = 0.581, P-value < 0.001, rs  = 0.581, P-value < 0.001 ตามลำดับ) และสัมพันธ์ทางลบกับความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนท่าระดับปานกลาง (rpb  = -0.328, P-value < 0.01) และจำนวนอุปกรณ์การแพทย์พันธ์ในระดับต่ำ (rs = -0.293, P-value <  0.01) สรุป: ผู้ป่วยสูงอายุที่รักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนมีความมั่นใจในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันโดยไม่หกล้มในระดับสูง และสัมพันธ์ทางบวกกับการรับรู้ความสามารถในการทรงตัวและความสามารถในการ และทางลบกับความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนท่าและจำนวนอุปกรณ์การแพทย์ คำสำคัญ: ความมั่นใจในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันโดยไม่หกล้ม, ผู้ป่วยสูงอายุ, การรับรู้ความสามารถในการทรงตัว, ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ­­­Abstract Objective: To determine level of efficacy and its associating factors in older adults hospitalized in a private hospital. Method: Older adult patients hospitalized in a private hospital by simple random sampling was recruited (N = 97). Research instruments included demographic questionnaire, automatic blood pressure monitor, the Modified Barthel Activities of Daily Living (ADL)Index, perceived balance ability question, and the Fall-Efficacy Scale. Associations between fall efficacy and its associating factors were based on Spearman ranked order correlation coefficient (rs) and point-biserial correlation coefficient (rpb). Results: Majority of the participants a high level of fall efficacy (78.35%). Fall efficacy was significantly, positively correlated with perceived balance abilities and capability to perform ADL with a moderate level (rs  = 0.581, P-value < 0.001, rs  = 0.581, P-value < 0.001, respectively), and negatively correlated with orthostatic hypotension with a moderate level (rpb  = -0.328, P-value < 0.01) and number of medical devices used with a low level (rs = -0.293, P-value <  0.01). Conclusion: Fall efficacy in older adults hospitalized in a private hospital was at a high level, and positively correlated with perceive balance ability and capability to perform ADL, and negative correlated with orthostatic hypotension and number of medical devices used. Keywords: fall efficacy, older adult patients, perceived balance ability, activity of daily livin

    การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับการศึกษาและความสามารถในการเดิน ขณะรบกวนกระบวนการคิดในผู้สูงอายุ Associations between Education Levels and Gait Performance during the Cognitive Dual Tasking in Older Adults

    Get PDF
    วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาถึงผลกระทบของระดับการศึกษาต่อความสามารถในการเดินและต่อกระบวนการคิดที่เกี่ยวกับความจำทำงานในการทำกิจกรรม 2 อย่างพร้อมกันในผู้สูงอายุ วิธีการศึกษา: ผู้สูงอายุกลุ่มที่มีระดับการศึกษาต่ำ จำนวน 20 คน และระดับการศึกษาสูง จำนวน 20 คน เข้าร่วมการศึกษานี้ โดยทั้งสองกลุ่มมีอายุเฉลี่ยใกล้เคียงกัน (อายุเฉลี่ย 68.25 ± 3.46 ปี ในกลุ่มระดับการศึกษาต่ำ และอายุเฉลี่ย 67.85 ± 5.51ปี ในกลุ่มระดับการศึกษาสูง การประเมินความสามารถในการเดินจะประเมินขณะเดินเป็นระยะทาง 10 เมตร และประเมินขณะเดินระยะทาง 10 เมตรร่วมกับการทำกิจกรรมทางความคิด กิจกรรมทางความคิด ประกอบด้วยกิจกรรมลบเลขทีละ 3 กิจกรรมบอกตัวเลขตามที่ได้ยิน และกิจกรรมบอกชื่อคำที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรที่กำหนด โดยจะมีการสุ่มลำดับของกิจกรรมทางความคิดขณะเดิน ผลการศึกษา: ระดับการศึกษามีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อความเร็วในการเดิน (F(1,152) = 13.66, p < 0.001) ช่วงเวลาในการก้าว (F(1,152) = 11.53, p < 0.01) ระยะก้าวขา (F(1,152) = 15.81, p < 0.001) และจำนวนก้าวต่อนาที (F(1,152) = 14.57, p < 0.01) อย่างไรก็ตามระดับการศึกษาไม่มีผลต่อความแปรปรวนในการเดิน และผลของการทำกิจกรรมสองอย่างพร้อมกันด้านกระบวนการคิด สรุป ระดับการศึกษามีผลต่อการเดินในการตรวจประเมินความสามารถในการทรงตัวขณะเดินด้วยวิธีรบกวนกระบวนการคิดและการเคลื่อนไหวในผู้สูงอายุ โดยในผู้มีระดับการศึกษาสูงเดินได้เร็วกว่า อย่างไรก็ตามระดับการศึกษาไม่มีผลต่อความแปรปรวนในการเดินและผลของการทำกิจกรรมสองอย่างพร้อมกันในกระบวนการคิดที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางความคิดความจำทำงาน คำสำคัญ: กระบวนการคิด, การรบกวนกระบวนการคิด, ระดับการศึกษา, การเดิน Abstract Objective: To examine whether there are education differences in dual-task performances with working memory tasks in older adults. Methods: Twenty older adults with a low level of education and 20 older adults with a high level of education participated in the present study. Both groups have a similar age range (low level of education aged 68.25 ± 3.46, high level of education aged 67.85 ± 5.51). Gait was assessed under single task (10-meter walk without a cognitive task) and dual-task (walk with a cognitive task). Three cognitive tasks that were simultaneously performed during walk were subtraction, auditory working memory, and phonologic fluency that randomized in order. Results: Main effects of education were found for gait speed (F(1,152) = 13.66, p < 0.001), stride time (F(1,152) = 11.53, p < 0.01), stride length (F(1,152) = 15.81, p < 0.001), and cadence (F(1,152) = 14.57, p < 0.01). Education levels had no significant main effects on gait variability and cognitive dual-task effect (DTE). Conclusion: Education levels significantly affected gait performances in older adults. The older adults with a high education level demonstrated better performances during walking simultaneously with cognitive tasks. However, no effects of education were found on gait variability and cognitive DTE. Keywords: cognitive, dual-task interference, education level, gai

    3,633

    full texts

    5,319

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇