Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
5319 research outputs found
Sort by
การศึกษาผลของพื้นที่ผิวของมวลรวมหยาบต่อการหดตัวของคอนกรีต
A Study on the Effect of Surface Area of Coarse Aggregates on the Shrinkage of Concrete
Chumnahn Noipitak, Saranagon Hemavibool and Sontaya Tongaroonsri
รับบทความ: 21 มิถุนายน 2565; แก้ไขบทความ: 15 มกราคม 2566; ยอมรับตีพิมพ์: 27 กุมภาพันธ์ 2566; ตีพิมพ์ออนไลน์ 4 มิถุนายน 2566
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของพื้นที่ผิวของมวลรวมหยาบต่อพฤติกรรมการหดตัวแบบออโตจีนัส และแบบโดยรวมของคอนกรีต โดยใช้หินปูนเป็นมวลรวมหยาบในการศึกษา ปัจจัยที่ศึกษาประกอบด้วย พื้นที่ผิวของมวลรวมหยาบ และร้อยละช่องว่างระหว่างมวลรวม โดยใช้มวลรวมหยาบที่มีขนาดคละแตกต่างกันเป็นส่วนผสมทำให้ได้พื้นที่ผิวของมวลรวมหยาบมีค่าอยู่ระหว่าง 589–1690 ตร.ซม./กก. ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 เป็นวัสดุประสาน และใช้อัตราส่วนน้ำต่อปูนซีเมนต์เท่ากับ 0.55 จากผลทดสอบพบว่า พื้นที่ผิวของมวลรวมหยาบมีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อใช้มวลรวมหยาบที่มีขนาดเล็กลง และค่าร้อยละช่องว่างระหว่างมวลรวมมีค่าเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มของพื้นที่ผิวของมวลรวมหยาบที่เพิ่มขึ้น พื้นที่ผิวของมวลรวมหยาบมีผลกระทบต่อการหดตัวของคอนกรีตอย่างมีนัยสำคัญ โดยการหดตัวแบบออโตจีนัสและการหดตัวแบบโดยรวมของคอนกรีตมีค่าเพิ่มขึ้นตามปริมาณพื้นที่ผิวของมวลรวมหยาบที่เพิ่มขึ้น และพื้นที่ผิวของมวลรวมหยาบมีผลกระทบต่อการหดตัวแบบโดยรวมมากกว่าการหดตัวแบบออโตจีนัสของคอนกรีต
คำสำคัญ: การหดตัวแบบออโตจีนัส การหดตัวแบบโดยรวม ขนาดโตสุดของมวลรวม ช่องว่างระหว่างมวลรวม
Abstract
This research aimed to study the effect of surface area of coarse aggregates on the autogenous and total shrinkage of concrete. Limestone was used as coarse aggregate in the study. The factors studied consisted of the surface area of the coarse aggregate and the percentage of voids of coarse aggregate. Different particle size distributions of coarse aggre-gate were used for a mixture, which was cause of the surface area of coarse aggregate ranged from 589–1690 sq.cm./kg. The Ordinary Portland cement type 1 was used in this study as binder phase and using the water–to–cement ratio was 0.55. The test results showed that the surface area of coarse aggregates has increased when using smaller coarse aggregates. In addition, the percentage of voids of coarse aggregate was raised with the trend of increased surface area of coarse aggregates. Moreover, the surface area of the coarse aggregate was significantly affects the shrinkage of the concrete. An increase in coarse aggregate surface area was found to increase both autogenous and total shrinkage of concrete. So that, the surface area of the coarse aggregate has a greater impact on total shrinkage of concrete than the autogenous contraction of concrete.
Keywords: Autogenous shrinkage, Total shrinkage, Size of coarse aggregates, Voids of coarse aggregat
การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน กับแนวคิดการเรียนรู้คอนเน็คติวิสม์บนคลาวด์เพื่อส่งเสริม ความฉลาดรู้ทางภูมิศาสตร์และการถ่ายโยงการเรียนรู้ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย: The Development of an Instructional Model using Problem-Based Learning and Connectivism Learning through the Use of Cloud Technology to Enhance Geo-literacy and Transfer Learning Abilities of Upper Secondary School Students
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและแนวคิดการเรียนรู้คอนเน็คติวิสม์บนคลาวด์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางภูมิศาสตร์และการถ่ายโยงการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น การวิจัยประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนแรกเป็นการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และขั้นตอนที่สองเป็นการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 2 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 25 คน โดยเป็นห้องทดลอง 1 ห้อง และห้องควบคุม 1 ห้อง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบวัดความฉลาดรู้ทางภูมิศาสตร์ และแบบวัดความสามารถในการถ่ายโยงการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ (1.) รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและแนวคิดการเรียนรู้คอนเน็คติวิสม์บนคลาวด์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางภูมิศาสตร์และการถ่ายโยงการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ มีขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ คือ (1) กระตุ้นความสนใจด้วยการเผชิญปัญหาที่ท้าทาย (2) สืบค้นความรู้จากเทคโนโลยีสารสนเทศทางภูมิศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจปัญหา (3) ระดมความคิดเพื่อหาข้อสรุปหรือทางออกร่วมกัน และ (4) สร้างผลงานร่วมกันเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนคลาวด์ (2.) ประสิทธิผลของรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีดังนี้ (2.1) นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความฉลาดรู้ทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการถ่ายโยงการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (2.2) นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความฉลาดรู้ทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการถ่ายโยงการเรียนรู้สูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .0
การติดตามการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศหนองหานกุมภวาปีที่มีผลต่อการท่องเที่ยววิถีชุมชนด้วยการสำรวจระยะไกล
Monitoring the Change of Vegetation in Nong Han Kumphawapi Impacting to Tourist–boat Sailing using Remote Sensing
Prawit Suwannarong, Aschara Namthaisong and Songphon Prayochmee
รับบทความ: 25 มีนาคม 2565; แก้ไขบทความ: 12 ตุลาคม 2565; ยอมรับตีพิมพ์: 2 พฤศจิกายน 2565; ตีพิมพ์ออนไลน์: 22 พฤษภาคม 2566
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศหนองหานกุมภวาปีสำหรับใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดการเดินเรือท่องเที่ยวทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี โดยการใช้การสำรวจระยะไกลในการติดตามการเปลี่ยนแปลงลักษณะการปกคลุมผิวน้ำด้วยการตีความด้วยสายตาและติดตามการเปลี่ยนแปลงขนาดพื้นที่การปกคลุมพื้นผิวเชิงเลขด้วยดัชนีพื้นที่ใบ (LAI) ผลการ ศึกษาพบว่าในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2558 ถึง มกราคม พ.ศ. 2563 หนองหานกุมภวาปีมีขนาดพื้นที่การปกคลุมของพืชพรรณต่ำหรือเป็นบริเวณผิวน้ำ สูงสุดเท่ากับ 12,276 ไร่ ต่ำสุดเท่ากับ 1,661 ไร่ เฉลี่ย 7,198 ไร่ มีแนวโน้มลดลง มีขนาดพื้นที่การปกคลุมของพืชพรรณปานกลางจำพวกบัวสาย สูงสุดเท่ากับ 17,218 ไร่ ต่ำสุดเท่ากับ 5,047 ไร่ มีค่าเฉลี่ย 9,989 ไร่ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มีขนาดพื้นที่การปกคลุมของพืชพรรณหนาแน่นสูงจำพวกสนุ่น สูงสุดเท่ากับ 8,251 ไร่ ต่ำสุดเท่ากับ 1,378 ไร่ มีค่าเฉลี่ย 4,952 ไร่ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนี้พบว่าขนาดพื้นที่พืชพรรณหนาแน่นสูงจำพวกสนุ่นมีการกระจายตัวสูงสุดในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนธันวาคมซึ่งอยู่นอกฤดูกาลท่องเที่ยว จึงเป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือท่องเที่ยวน้อย แต่อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของบัวสายได้ในอนาคต
คำสำคัญ: การสำรวจระยะไกล ดัชนีพื้นที่ใบ หนองหานกุมภวาปี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
Abstract
This research aimed to monitor the change of the ecosystem in Nong Han Kumphawapi to use as background information for Tourist–boat Sailing management at Talay Bua Daeng in Udon Thani province by using remote sensing to monitor the change in water surface area, using visual interpretation and monitoring the change of occupied area of the vegetation with Leaf Area Index (LAI). The results of this study revealed that during December 2015 until January 2020, Nong Han Kumphawapi had a low vegetation covered water surface area or it can be calculated as the highest water surface area was 12,276 rai and 1,661 rai for the lowest, the average was 7,298 rai, which tended to decrease. A medium vegetation covered water surface area such as lotus, by the highest, lowest and average of water surface area at 17,218 rai, 5,047 rai and 9,989 rai, resepectively, which tended to increase. A high–density vegetation water covered surface area, such as willow, by the highest, lowest and average at 8,251 rai, 1,387 rai and 4,952 rai, respectively, which tended to increase. Furthermore, there was a high–density vegetation surface area as willows were highly dispersed from June to December, which was not occurring in the tourist season. Therefore, it was less of an obstacle impacting on tourist sailing, but may impact on the growth of lotus in the future.
Keywords: Remote sensing, Leaf area index, Nong Han Kumphawapi, Climate chang
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนออทิสติกในชั้นเรียนรวม โดยใช้กลยุทธ์การออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนออทิสติกในชั้นเรียนรวม โดยการใช้กลยุทธ์การออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ศึกษาเป็นนักเรียนในชั้นเรียนรวมระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวนทั้งหมด 25 คน เป็นนักเรียนทั่วไปจำนวน 24 คน และเป็นนักเรียนออทิสติกจำนวน 1 คน แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สสาร ได้รับการออกแบบ และปรับโดยใช้กลยุทธ์การออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล และนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน กับกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการ และความสามารถของนักเรียนในชั้นเรียนรวมที่มีความหลากหลาย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยการใช้กลยุทธ์การออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล จำนวน 10 แผน แบบทดสอบย่อยก่อนเรียน และหลังเรียนโดยการใช้กลยุทธ์การออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล จำนวน 10 ชุด และแบบสังเกตพฤติกรรม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การเปรียบเทียบคะแนนจากแบบทดสอบย่อยก่อนเรียนและหลังเรียน และผลจากการบันทึกการสังเกตพฤติกรรม ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนออทิสติกในชั้นเรียนรวมมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ภายหลังได้รับการสอนโดยการใช้กลยุทธ์การออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล และ2) นักเรียนออทิสติกมีพฤติกรรมการเข้าชั้นเรียน ความสนใจในการเรียน การปฏิบัติตามคำสั่ง และการทำงานส่งดีขึ้น นอกจากนี้หลังจากการใช้กลยุทธ์การออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากลในชั้นเรียนรวม ยังพบว่านักเรียนทั่วไปทุกคนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นอีกด้ว
การพัฒนาทักษะด้านการเขียนสำหรับนักเรียนที่มีภาวะออทิซึมสเปกตรัม โดยใช้ชุดการเรียนรู้รักการเขียน
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการเขียนของนักเรียนที่มีภาวะออทิซึมสเปกตรัม ใช้การวิจัยกลุ่มตัวอย่างเดี่ยว รูปแบบเส้นฐานและการจัดกระทำ (A-B: Baseline and Intervention Design) กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยสุ่มแบบเจาะจงคือนักเรียนที่มีภาวะออทิซึมสเปกตรัม จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายการศึกษาพิเศษ เพศชาย อายุ 16 ปี จำนวน 1 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ ชุดการเรียนรู้รักการเขียน แบบทดสอบความสามารถด้านเขียน แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห์และเปรียบเทียบความสามารถด้านการเขียนหลังใช้ชุดการเรียนรู้รักการเขียน ผลการวิจัยพบว่าชุดการเรียนรู้รักการเขียนช่วยพัฒนาทักษะด้านการเขียนสำหรับนักเรียนที่มีภาวะออทิซึมสเปกตรัม เรื่องการเขียนเป็นคำ การเขียนเป็นวลี การเขียนเป็นประโยคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลช่วยให้นักเรียนมีความสามารถในการเขียนด้วยตนเองได้ถูกต้องมากขึ้นและเขียนได้ด้วยตนเองได้คล่องขึ้น หลังใช้ชุดการเรียนรู้รักการเขียน พบว่ามีคะแนนสูงขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 31.2
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์กายภาพ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่เน้นความแตกต่างระหว่างบุคคลร่วมกับการสืบเสาะหาความรู้
การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์กายภาพ เรื่อง อากาศและน้ำ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากการจัดการเรียนรู้ที่เน้นความแตกต่างระหว่างบุคคลร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 33 จ.ลพบุรี จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นความแตกต่างระหว่างบุคคลร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ และ 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์กายภาพ โดยดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 วัน วันละ 60 นาที รวมทั้งสิ้น 14 ครั้ง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และคะแนนพัฒนาการ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์กายภาพ เรื่อง อากาศและน้ำ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นความแตกต่างระหว่างบุคคลร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ อยู่ในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ ร้อยละ 81.53) 2) หลังการทดลองนักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์กายภาพ เรื่อง อากาศและน้ำ สูงขึ้นกว่าก่อนการทดลอง โดยมีค่าคะแนนพัฒนาการเฉลี่ยเท่ากับ ร้อยละ 80.60 
Evaluation of Anti-Oral Pathogen Activity and Safety of Lacticaseibacillus paracasei TISTR 2688, Isolated from Fermented Termite Comb.
Objective: This study aimed to evaluate the potential of Lacticaseibacillus paracasei TISTR 2688 to be used in the field of oral health care.
Materials and methods: The strain TISTR 2688 was assessed for its antimicrobial activity using agar well diffusion assay, ability to suppress plaque formation on prosthetic teeth, tolerance to lysozyme, antibiotic susceptibility and acute oral toxicity based on Organization for Economic Co-operation and Development (OECD) Guidelines.
Results: Cell-free supernatant of the strain TISTR 2688 possessed inhibitory activity against Actinomyces vericosus, Aggregatibacter actinomycetemcomitans, Fusobacterium nucleatum subsp. polymorphum, Porphyromonas gingivalis, Prevotella intermedia, Streptococcus mutans, S. sanguinis, and S. sobrinus, but exhibited no antifungal activity against Candida albicans. In terms of safety, TISTR 2688 showed the phenotypic antibiotic susceptibility to ampicillin, chloramphenicol, clindamycin, erythromycin, gentamycin, kanamycin, streptomycin and tetracycline. The acute oral toxicity assay in rats with TISTR 2688 at 1 × 1010 CFU/kg body weight demonstrated no mortality results. In addition, no toxicity or evidence of gross pathological alterations was observed.
Conclusion: Due to its antibacterial activity against some oral pathogens and safety in term of antibiotic susceptibility test together with no acute oral toxicity, L. paracasei TISTR 2688 tend to have potential for development as an oral health care product.
> ว.ทันต.มศว ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2566 หน้า 78-88.
> SWU Dent J. 2023;16(1): 78-88
การเปรียบเทียบปริมาณเคอร์คิวมินจากสารสกัดขมิ้นชันด้วยน้ำมันมะพร้าว ด้วยวิธีให้ความร้อนที่แตกต่าง Comparisons of Curcumin Content in Turmeric Extract in Coconut Oil using Two Heating Methods
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อการเปรียบเทียบปริมาณเคอร์คิวมินจากสกัดขมิ้นชันด้วยน้ำมันมะพร้าวตามวิธีการแพทย์แผนไทยดั้งเดิมและวิธีสมัยใหม่ (วิธีตามประกาศ ฯ ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) วิธีการศึกษา: เตรียมสารสกัดขมิ้นชันโดยนำขมิ้นชันไปทอดในน้ำมันมะพร้าวตามวิธีการแพทย์แผนไทยดั้งเดิม โดยทอดนาน 3 และ 4 ชั่วโมง เตรียมสารสกัดตามวิธีการสมัยใหม่ โดยทอดขมิ้นชันนาน 35, 40 และ 45 นาที แล้วนำสารสกัดขมันชันที่ได้ไปตรวจวิเคราะห์หาปริมาณสารเคอร์คิวมิน ด้วย UV-Visible spectrophotometer ดัดแปลงวิธีการตรวจวิเคราะห์จาก Thai Herbal Pharmacopoeia 2020 โดยใช้ absolute ethanol เป็น blank และวัดค่าการดูดกลืนแสงที่ความยาวคลื่น 425 nm ผลการศึกษา: เมื่อนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วย one way ANOVA พบว่า วิธีการสกัดขมิ้นชันในน้ำมันมะพร้าว นาน 3 ชั่วโมง มีค่าเฉลี่ยของปริมาณสารเคอร์คิวมิน เท่ากับ 0.400 ± 0.014 %w/v ซึ่งมากกว่าวิธีการสกัดขมิ้นชันในน้ำมันมะพร้าว นาน 4 ชั่วโมง 35 นาที 40 นาที และ 45 นาที ที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.038 ± 0.006, 0.155 ± 0.006, 0.144 ± 0.006, 0.116 ± 0.006 %w/v ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.05) แต่วิธีการสกัดขมิ้นชันในน้ำมันมะพร้าว นาน 35 นาที มีค่าเฉลี่ยของปริมาณสารเคอร์คิวมิน น้อยกว่าวิธีการสกัดขมิ้นชันในน้ำมันมะพร้าว นาน 40 นาที เท่ากับ 0.011 ± 0.006 %w/v แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P > 0.05) สรุป: วิธีการสกัดขมิ้นชันด้วยน้ำมันมะพร้าวนาน 3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นวิธีตามองค์ความรู้การแพทย์แผนไทยดั้งเดิม มีปริมาณเฉลี่ยของสารเคอร์คิวมิน มากกว่าวิธีการสกัดวิธีอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.05)
คำสำคัญ: ขมิ้นชัน, เคอร์คิวมิน, น้ำมันมะพร้าว, วิธีการทอด
Abstract
Objective: The purpose of the present study was to compare curcumin content between Thai traditional extraction method of turmeric using coconut oil with modern extraction method (the method mentioned by Thai Food and Drug Administration). Methods: Turmeric extract was prepared by deep - frying turmeric (Curcuma longa L.) in coconut oil for 3 and 4 hours according to Thai traditional medicine practice. For modern extraction method, turmeric was deep fried in coconut oil for 35, 40, and 45 minutes. The UV-Visible spectrophotometer was carried out to determine curcumin in the turmeric extract, which the quantitative determination was modified from the Thai Herbal Pharmacopoeia 2020 using absolute ethanol as a blank and measured the absorbance at 425 nm. Results: The statistical analysis performed by using one-way ANOVA demonstrates that the average content of curcumin in the 3-hours turmeric extract was found to be 0.400 ± 0.014 % w/v, which is significantly higher (P < 0.05) than the average content of curcumin in 4-hours, 35-minutes, 40-minutes, and 45-minutes extracts (0.038 ± 0.006, 0.155 ± 0.006, 0.144 ± 0.006, 0.116 ± 0.006 % w/v, respectively). However, the 35-minutes extract has less average Curcumin content than 40-minutes extract for 0.011 ± 0.006 %w/v with no significant difference (P > 0.05). Conclusion: The turmeric extract obtained from deep - frying turmeric in coconut oil for 3 - hours, which is the extraction method of Thai traditional medicine practice yielded significantly higher average curcumin content than other sample extracts.
Keywords: turmeric, curcumin, coconut oil, deep-frying method
การพัฒนาและประเมินความก้าวหน้าในการเรียนรู้สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนผ่านระบบการประเมิน BEAR
Development and Assessment of Learners’ Learning Progression for Scientific Competency through BEAR Assessment System
Sakkarin Achimar, Pongprapan Pongsophon and Pattamaporn Pimthong
รับบทความ: 9 ธันวาคม 2565; แก้ไขบทความ: 3 มีนาคม 2566; ยอมรับตีพิมพ์: 4 เมษายน 2566; ตีพิมพ์ออนไลน์: 30 กันยายน 2566
บทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการพัฒนาและประเมินความก้าวหน้าในการเรียนรู้สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนผ่านระบบการประเมิน BEAR โดยเริ่มต้นด้วยการนำเสนอที่มาและความสำคัญของการพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียน นิยามและความสำคัญของความก้าวหน้าในการเรียนรู้ การนำเสนอรูปแบบการประเมินแบบ BEAR และกรณีศึกษาเกี่ยวกับการนำรูปแบบการประเมินแบบ BEAR ไปใช้ในการพัฒนาและประเมินความก้าวหน้าในการเรียนรู้การโต้แย้งซึ่งเป็นหนึ่งในสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียน รวมถึงข้อแนะนำในการนำข้อมูลความ ก้าวหน้าในการเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการประเมิน
คำสำคัญ: ความก้าวหน้าในการเรียนรู้ สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ การประเมินเพื่อการเรียนรู้ ระบบการประเมิน BEAR
Abstract
This article aims to present the development and assessment of learners’ learning progression for scientific competency. It begins with presenting the background and significance of the development of scientific competence of learners. It presents the definition and importance of learning progression, BEAR assessment system and the case study of the application of the BEAR assessment system in the development and evaluation of scientific argumentation, one of components of scientific competency. This article discusses how to apply information from learning progression in curriculum development, teaching, and assessment.
Keywords: Learning progression, Science competency, Assessment for learning, BEAR assessment syste
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 : Change Leadership in the 21st
บทคัดย่อ
ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่21เป็นภาวะผู้นำที่มุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงบุคลากรในองค์กรและสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ ด้วยคุณลักษณะภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ด้านวิสัยทัศน์ ด้านการวางแผนกลยุทธ์ ด้านการสื่อสาร ด้านการสร้างความสัมพันธ์กับบุคลากร และด้านการทำงานเป็นทีม จึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบบูรณาการการทำงานในมิติต่างๆ ลดการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรและกระตุ้นบุคลากรทุกฝ่ายให้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงองค์กรไปพร้อมกัน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการแข่งขันและสภาวะวิกฤตต่างๆ ที่องค์กรกำลังเผชิญในศตวรรษที่ 21
ABSTRACT
Change Leadership in the 21st Century is the leadership aiming to change personnel and creating new organizational culture by using leadership characteristics in leader in change, vision, strategic planning , communication, inter-personal relationship and team working. This would create integrative change in working in several dimensions, decrease resistance to change in organization and stimulate participation in organizational drive in competitive environment and concurrent crisis in the 21st century