Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
5319 research outputs found
Sort by
การบูรณาการแนวคิดเพื่อกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินสำหรับการบริหารจัดการอุทกภัยโดยใช้การประเมินมูลค่าความเสียหาย: An Integrated Approach to Determine Land Use Zoning for Flood Management by Using Flood Loss Assessment
การกําหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นหนึ่งในมาตรการการจัดการอุทกภัยที่ไม่ใช้โครงสร้าง ซึ่งที่ผ่านมาการกําหนดเขตพื้นที่น้ำท่วมส่วนใหญ่จะกําหนดจากพื้นที่ที่เคยถูกนํา้าท่วมหรือพื้นที่ที่เคยได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ส่งผลให้พื้นที่ที่มีอาคารและพื้นที่อื่น ๆ ในเขตพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมนั้นไม่ได้รับการพัฒนาต่อไป การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเสียหายจากน้ำท่วม โดยประเมินจากการเกิดน้ำท่วมในอดีต บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำน้อย อําเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเสนอแนะแนวทางการกําาหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยประยุกต์ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ในการวิเคราะห์เพื่อจําแนกระดับความถี่จํานวนครั้งของการเกิดน้ำท่วมในอดีตที่แบ่งตามเกณฑ์ คือ ความถี่ต่ำ (3 ครั้งต่อ 10 ปี) ความถี่ปานกลาง (4-7 ครั้งต่อ 10 ปี) และความถี่สูง (8-10 ครั้งต่อ 10 ปี)ส่วนการประเมินความเสียหายจากอุทกภัยพิจารณาความเสียหายที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้จาก 6 ปัจจัย ความเสียหายซึ่งเป็นการวิเคราะห์ความเสียหายเชิงปริมาณและความเสียหายเชิงพื้นที่ในช่องกริดขนาด 100x100 เมตร ที่ได้กําหนดเกณฑ์ของมูลค่าความเสียหายเป็น 3 ระดับ คือ ระดับตํา่า(≤ 0.1 ล้านบาท) ระดับปานกลาง (0.1 ถึง 1.00 ล้านบาท) และระดับสูง (≥ 1.01 ล้านบาท) ส่วนการวิเคราะห์เพื่อการกําหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน ใช้วิธีการวิเคราะห์ทางเลือกแบบหลายปัจจัยสําหรับเพื่อเสนอแนะการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทต่าง ๆ ผลการวิเคราะห์พื้นที่น้ำท่วมตามระดับความถี่ของการประสบน้ำท่วมในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2550-2559) พบว่า แต่ละบริเวณมีระดับความถี่ของการประสบน้ำท่วมที่แตกต่างกัน โดยมีขนาดพื้นที่ประสบน้ำท่วมความถี่สูง พื้นที่ประสบน้ำท่วมความถี่ต่ำ และพื้นที่ประสบน้ำท่วมความถี่ปานกลาง คือ 49.64, 27.78 และ 24.79 ตร.กม. ตามลําดั
การเปลี่ยนผ่านรามัญนิกายจากรามัญประเทศสู่ธรรมยุติกนิกายในสยามประเทศ และจากธรรมยุติกนิกายในสยามประเทศสู่การฟื้นคืนรามัญนิกายในพม่าประเทศ: The Transition of Raman Nikaya from Ramannadesa in Siam and Dhammayut Nikaya in Siam to the Revitalization of Raman Ni
การสถาปนาธรรมยุติกนิกายในรามัญประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2419 เป็นผลสืบเนื่องมาจากการสถาปนาธรรมยุติกนิกายในสยามประเทศในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2368 โดยมีพระอาจารย์ซาย รามัญนิกายเป็นแม่แบบ การเดินทางของรามัญนิกายในรูปของธรรมยุติกนิกายสู่รามัญประเทศภายใต้การปกครองของอังกฤษมีความสําคัญต่อชาวมอญในรามัญประเทศในฐานะเครื่องมือฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนภาษาและพุทธศาสนาแบบมอญ ที่ถูกพม่ากลืนชาติภายหลังแพ้สงครามกรุงหงสาวดีครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2300 การศึกษาวิจัยนี้ เพื่อเติมเต็มประวัติศาสตร์การเดินทางของพุทธศาสนาเถรวาทแบบรามัญนิกายจากจุดตั้งต้นกระทั่งหยั่งรากลงในสยามประเทศตลอดจนทําาความเข้าใจสถานการณ์ทางด้านการเมืองและสังคมของทั้งสองประเทศ ณ ขณะเวลาที่เกิดธรรมยุติกนิกายในสยามประเทศ และปรากฏการณ์การเปลี่ยนผ่านของธรรมยุติกนิกายที่พาวัฒนธรรมมอญจากสยามประเทศย้อนกลับสู่รามัญประเทศโดยมหาเย็น หรือพระไตรสรณธัช (เย็นพุทธวําโส)พระมอญที่เกิดในสยาม เพื่อการฟื้นฟูรามัญนิกายที่เสื่อมถอยภายหลังอาณาจักรมอญล่มสลาย กระทั่งเติบโตแพร่หลายเป็น 1 ใน 9 นิกายหลักที่รัฐบาลเมียนมาให้การรับรองในปัจจุบันนอกจากนี้ยังพบว่าการธํารงอยู่และการแลกรับปรับเปลี่ยนแบบแผนทางพุทธศาสนาในสภาวะของการก้าวข้ามพรมแดนรัฐชาติอย่างมีพลวัตของไทยและเมียนมาแต่อดีตจนปัจจุบัน สะท้อนว่าพุทธศาสนานิกายเถรวาทเป็นแก่นแกนวัฒนธรรมร่วมรากเหง้าของผู้คนในภูมิภาค มีการปรับปรนเพื่อการรับใช้สังคมและการเมืองให้เข้ากับบริบทของวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างมีนัยสําคั
Sunn Hemp (Crotalaria juncea) Seed Oil: A Potential Antioxidant for Emulgel Applications
Sunn hemp (Crotalaria juncea), a valuable legume, is used to improve soil quality, boost crop yields, and reduce pests. Its abundant seeds hold promise for cosmetic applications due to their content of beneficial compounds. This study investigated the antioxidant activity and fatty acid profile of sunn hemp seed oil. The oil was extracted using five different solvents: hexane, dichloromethane, ethyl acetate, acetone, and ethanol. The ethanol extract exhibited the strongest antioxidant activity, measured by its ability to scavenge free radicals (DPPH assay), with a 50% scavenging concentration (SC50) of 53.69 ± 0.02%. This ethanol extract was chosen to formulate an emulgel using a cold process technique. Different seed oil concentrations were tested. Evaluations of the prepared emulgels revealed that the one containing 1% seed oil extract displayed the most desirable properties, demonstrating good physical and chemical stability. The results suggested that sunn hemp seed oil might possess an ability to be used as an active ingredient in the emulgel formula. Further s.tudies about other formulation and clinical efficacy of formulated products should be considered
การควบคุมธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล กรณีศึกษากฎหมายสหภาพยุโรป: The Regulation of Digital Platform Service Businesses: A Case Study of European Union Laws
ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลได้ส่งผลให้สื่อดิจิทัลเข้าถูกนำมาใช้ในการอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น และทำให้ผู้ประกอบธุรกิจหลายรายเลือกใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล(Platform Digital) ที่เป็นสื่อออนไลน์เป็นสื่อกลางในการให้บริการมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดการให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นจำนวนมาก แต่ประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่รองรับธุรกรรมในการซื้อขายสินค้าทางออนไลน์ที่เป็นหนึ่งในการดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลหรือกฎหมายว่าด้วยการควบคุมธุรกิจบริการแพลตฟอร์มในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้หากมีการซื้อขายกันในลักษณะดังกล่าว จึงต้องอาศัยหลักกฎหมายทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายต่าง ๆ ที่แยกย่อยอยู่ในกฎหมายหลายฉบับในควบคุมการซื้อขายสินค้าทางออนไลน์ จึงอาจส่งผลให้เกิดปัญหาของกฎหมายที่อาจมีความขัดกันในบางบริบท จากการศึกษากฎหมายของประเทศไทยรวมถึงกฎหมายที่กำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลในสหภาพยุโรปที่มี การดำเนินการบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันและอยู่ในระหว่างการพัฒนากฎหมายเพื่อให้สอดรับการความเปลี่ยนแปลงไปของสังคม เช่น กฎหมายอีคอมเมิร์ซของสหภาพยุโรป (EU E-Commerce Directive 2000/31/EC) กฎระเบียบสหภาพยุโรปว่าด้วยการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์ (EU Regulation on Platform-to Business Relation หรือ P2B) ร่างกฎหมายบริการดิจิทัล (Digital Service Act) และกฎระเบียบสหภาพยุโรปว่าด้วยตลาดที่แข่งขันได้และยุติธรรมในภาคดิจิทัล (Digital Markets Act) ซึ่งวางหลักการกำกับดูแลในรูปแบบลักษณะของกฎหมายดังกล่าวเป็นการกำกับดูแลแบบบังคับหรือที่เรียกว่ามาตรการกำกับดูแลภายหลังไม่ได้ใช้ระบบการจดทะเบียนหรือระบบอนุญาตแต่อย่างใด แต่มีลักษณะเป็นข้อกำหนดผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่เข้าลักษณะเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้นั้นต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎหมายนั้น ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่าการกำกับดูแลธุรกิจหรือกิจกรรมในระบบดิจิทัลเป็นเรื่องเฉพาะที่จำเป็นต้องมีการออกกฎหมายเพื่อการกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาของกฎหมายที่อาจมีความขัดกันในบางบริบท จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาโดยประเมินและตรวจสอบความจำเป็นประกอบการร่างและพิจารณากฎหมายด้วยอีกประการหนึ่ง
The advancement of digital technology has led to the increased utilization of digital media for daily life convenience and has prompted many businesses to choose digital platforms as their primary means of service delivery. This has resulted in a proliferation of digital platforms providing various services. However, Thailand currently lacks specific laws governing online transactions, especially in the context of digital platform business operations and regulations. Therefore, when conducting such online transactions, general laws stipulated in various statutes that control online commerce are relied upon, potentially leading to legal issues in certain contexts. This study examines Thai laws and the ongoing development of European Union (EU) laws regulating and overseeing digital platform businesses, such as the EU E-Commerce Directive 2000/31/EC, the EU Regulation on Platform-to-Business Relations (P2B), the draft Digital Service Act, and the Digital Markets Act, which introduce regulatory principles in the form of ex-post regulatory oversight without registration or licensing systems but rather through requirements for platform service providers to comply with certain criteria and conditions stipulated in the law. Considering these findings, the researchers suggest that regulating digital businesses or activities should be tailored to address specific needs to avoid potential legal conflicts in various contexts. In light of this, it is essential to conduct comprehensive evaluations, draft legislation, and consider legal aspects for further study
การออกแบบบอร์ดเกม The Secret of Endocrine System เพื่อส่งเสริมแนวคิดวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง ระบบต่อมไร้ท่อ
Designing the Board Game Titled ‘The Secret of Endocrine System’ for Promoting Grade 12 Students’ Scientific Conceptions in the Endocrine System
Partorn Phongpaijit, Suradet Sritha and Orawan Kuhapensang
รับบทความ: 20 ตุลาคม 2566; แก้ไขบทความ: 20 เมษายน 2567; ยอมรับตีพิมพ์: 23 เมษายน 2567; ตีพิมพ์ออนไลน์: 19 มิถุนายน 2567
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนของคณะผู้วิจัยเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีในการสร้างเกมการศึกษาเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เกิดการเรียนรู้เรื่องระบบต่อมไร้ท่อ โดยวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบอร์ดเกมและกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ระบบต่อมไร้ท่อ และศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีในการออกแบบบอร์ดเกม เรื่อง ระบบต่อมไร้ท่อ ที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน กลุ่มที่ศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2565 ที่ยินดีเป็นอาสาสมัครจำนวน 100 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบตรวจความถูกต้องด้านเนื้อหา และกติกาของบอร์ดเกมเรื่องระบบต่อมไร้ท่อ 2) แบบวัดแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบต่อมไร้ท่อ 3) บันทึกหลังสอนของผู้วิจัยและ 4) ใบบันทึกการรับรู้ของนักเรียนเกี่ยวกับการนำบอร์ดเกมมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลจากการหาค่า IOC และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การ์ดเกมทุกใบ มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.8 ข้อมูลในการ์ดมีความถูกต้องเหมาะสมในด้านเนื้อหา และจากการทดสอบเกมกับผู้เชี่ยวชาญได้ข้อสรุปว่าบอร์ดเกมมีความเหมาะสมต่อการนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ทั้งในด้านกลไก กติกา วัสดุ และภาพรวมของเกม 2) ผลการศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีในการออกแบบบอร์ดเกมมีดังนี้ แนวปฏิบัติที่ 1 การปรับรูปแบบการเล่นโดยแบ่งการเล่นเกมเป็นเกมย่อย ๆ ให้เล่นได้ง่ายขึ้น ช่วยให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาเบื้องต้น และสามารถเล่นเกมตามกติกาเต็มรูปแบบง่ายขึ้น แนวปฏิบัติที่ 2 การสร้างความตระหนักและให้ความสำคัญต่อการทำความเข้าใจกติกาของเกมที่กำหนดไว้ก่อนการเล่นจริงในห้องเรียน ช่วยทำให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น และสามารถเชื่อมโยงความรู้ได้ แนวปฏิบัติที่ 3 การสรุปความรู้ในแต่ละคาบเรียนหลังจากการเล่นเกมจบ ควรใช้วิธีการสรุปความรู้ที่หลากหลาย และใช้ข้อมูลบริบทของกลุ่มเป็นฐานในการสรุปความรู้ และแนวปฏิบัติที่ 4 การสื่อสารระหว่างการเล่นเกมโดยการให้นักเรียนพูดชื่อฮอร์โมนและข้อมูลในการ์ด ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์โดยมีเกมเป็นสื่อกลางกระตุ้นให้เกิดการเชื่อมโยงความรู้
คำสำคัญ: บอร์ดเกม ระบบต่อมไร้ท่อ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
Abstract
This research is a classroom action research conducted by the researchers regarding good practices in developing an educational game to promote grade 12 students to learn about the endocrine system. The objectives were to develop the board game and learning activities titled ‘The Secret of the Endocrine System’ and to examine guidelines in designing the board game for use in game–based learning. The study group was comprised of grade 12 students in the academic year 2022 who volunteered to participate. The research tools consisted of: 1) A content validity check form and the rules of the board game titled ‘The Secret of the Endocrine System’; 2) Scientific conceptual test in the endocrine system 3) Post–teaching notes of the researchers; 4) Students’ perception records regarding the use of the board game in learning management. The data were analyzed by using IOC values and performing content analysis. The results indicated as follows: 1) All game cards had an IOC value of at least 0.80. The content of the information on the cards was accurate and appropriate. In addition, testing with experts revealed that the board game was appropriate for use in learning management in terms of its mechanics, regulations, materials, and overall appearance. 2) The results of the study of best guidelines in designing the board game were as follows: Guideline 1: Adjusting the playing style by dividing the game into smaller games makes it simpler for students to comprehend the fun-damental content and play the game according to the complete rules. Guideline 2: Raising awareness and emphasizing the importance of comprehending the rules of the game before actual play in the classroom facilitates a deeper understanding of the contents and an association to knowledge. Guideline 3: Summarizing each class’s knowledge. After playing the game, multiple summarization techniques should be implemented, and the group context information should serve as the basis for knowledge summarization. Guideline 4: Communicating while playing the game by assigning students to inform one another of the names of hormones and information on cards. This facilitates student learning through interaction with the game as a medium for association to knowledge.
Keywords: Board game, Endocrine system, Secondary studen
สมรรถนะการอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์เรื่องทรงกลมฟ้าและปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน
Grade 12 Students’ Scientific Explanation Competency on Celestial Sphere and Astronomical Phenomena through Model–Based Learning
Sasithon Khotabin and Pattawan Narjaikaew
รับบทความ: 20 ตุลาคม 2566; แก้ไขบทความ: 10 มกราคม 2567; ยอมรับตีพิมพ์: 28 มกราคม 2567; ตีพิมพ์ออนไลน์: 18 พฤษภาคม 2567
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบสมรรถนะการอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ เรื่อง ทรงกลมฟ้าและปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 26 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษในจังหวัดสกลนคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร จำนวน 1 ห้องเรียน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่มโดยใช้หน่วยห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ในหน่วยการเรียนดาราศาสตร์ จำนวน 5 แผน และแบบทดสอบสมรรถนะการอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ 5 สถานการณ์ แต่ละสถานการณ์มีคำถาม 3 รูปแบบ ได้แก่ แบบเลือกตอบ เขียนตอบ และเขียนตอบพร้อมวาดภาพประกอบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และมีการทดสอบสมมติฐานโดยใช้การทดสอบทีแบบไม่อิสระจากกัน (t-test for dependent samples) ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานมีสมรรถนะการอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ เรื่อง ทรงกลมฟ้าและปรากฏการณ์ดาราศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 4.82±2.38 (คิดเป็นร้อยละ 18.49) และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 20.88±3.27 (คิดเป็นร้อยละ 80.33) เมื่อพิจารณาสมรรถนะการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ 5 ประเด็นประกอบด้วย 1) การระบุตำแหน่งของวัตถุท้องฟ้าตามระบบพิกัดขอบฟ้า 2) การระบุตำแหน่งของวัตถุท้องฟ้าตามระบบพิกัดศูนย์สูตร 3) ตำแหน่งดวงอาทิตย์วันเปลี่ยนฤดูกาล 4) ตำแหน่งกลุ่มดาวจักรราศี และ 5) เขตเวลามาตรฐานของโลก พบว่าหลังเรียนนักเรียนมีสมรรถนะในระดับที่สูงขึ้นจากก่อนเรียนทั้ง 5 ประเด็น
คำสำคัญ: สมรรถนะการอธิบาย สมรรถนะการอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ ทรงกลมฟ้า ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ แบบจำลองเป็นฐาน
Abstract
The purpose of this research was to study and compare students’ scientific explanation competency on celestial sphere and astronomical phenomena before and after learning through model–based learning. The participants in the study consisted of 26 grade 12 students who were studying in the first semester of the 2023 academic year in a special large–sized secondary school under the Sakon Nakhon Secondary Educational Service Area Office. The sampling technique was cluster sampling using classroom as a sampling unit. The one–group pretest–posttest design was used to evaluate students’ scientific explanation competency. The research instruments consisted of 5 lesson plans based on model–based learning and 5 astronomical events, a testing situation, which each of these situations was followed by three types of questions: simple multiple choices, explanation writing, and model drawing plus explanation writing. Frequency, mean, standard deviation, and percentage were used for data analysis, and t-test for dependent samples was used for hypothesis testing. The research results found that the students had scientific explanation competency after learning higher than these before learning. The average scores of the pretest and posttest were 4.82±2.38 (18.49%) and 20.88±3.27 (80.33%), respectively. In addition, considering students’ competency on 5 astronomical events: 1) the location of celestial objects relative to the horizontal coordinate system, 2) the location of celestial objects relative to the equatorial coordinate system, 3) the location of the sun at a variety of times as the seasons change, 4) the location of the zodiac con-stellations, and 5) the world's standard time zones. It was found that students had higher levels of competency in all 5 astronomical events after learning.
Keywords: Explanation competency, Scientific explanation competency, Celestial sphere, Astronomical phenomena, Model–based learnin
การประเมินความต้องการจำเป็นในการวางแผนกลยุทธ์ทางการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2: NEEDS ASSESSMENT FOR STRATEGIC PLANNING OF EDUCATIONAL INTITUTIONS EDUCATIONAL, UNDER PHICHIT PRIMARY EDUCATION SERVICE AREA OFFICE 2
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาสภาพที่เป็นจริงและสภาพที่ควรจะเป็นในการวางแผนกลยุทธ์ทางการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 2)จัดลำดับความต้องการจำเป็นในการวางแผนกลยุทธ์ทางการศึกษา 3) เพื่อเปรียบเทียบสภาพที่เป็นจริงและสภาพที่ควรจะเป็นในการวางแผนกลยุทธ์ทางการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูในสถานศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 จำนวน 297 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความสอคล้องของแบบสอบถาม อยู่ระหว่าง 0.80 - 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของสภาพที่เป็นจริงมีค่าเท่ากับ 0.919 และค่าความเชื่อมั่นของสภาพที่ควรจะเป็นมีค่าเท่ากับ 0.993 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีจัดเรียงลำดับความต้องการจำเป็น (PNI Modified) และค่าสถิติ t-test (Independent)
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพที่เป็นจริงในการวางแผนกลยุทธ์ทางการศึกษา อยู่ในระดับมาก ( = 3.95) ส่วนสภาพที่ควรจะเป็นในการวางแผนกลยุทธ์ทางการศึกษา อยู่ในระดับมาก ( = 4.45) 2) ผลการจัดลำดับความต้องการจำเป็นในการวางแผน กลยุทธ์ทางการศึกษา ปรากฏดังนี้ อันดับ 1 คือ การแปลงแผนกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติในสถานศึกษา (0.79) อันดับ 2 การกำหนดสาระสำคัญของแผนกลยุทธ์ของสถานศึกษา(0.54) อันดับ 3 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของสถานศึกษา (0.45) อันดับ 4 การกำหนดแนวทางและมาตรการในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ (0.43) และอันดับ 5 การกำหนดสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการศึกษาของสถานศึกษา (0.33) ผลการเปรียบเทียบสภาพที่เป็นจริงและสภาพที่ควรจะเป็นในการวางแผนกลยุทธ์ทางการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
Abstract
The objectives of this research were to 1) Study the actual and supposed conditions in educational strategic planning of schools under the Phichit Primary Educational Service Area Office Office 2 2) Prioritize the needs necessary for planning educational strategies. 3) To compare the actual situation and the situation that should be in the educational strategic planning of the schools under the Office of Phichit Primary Educational Service Area 2. The sample used in the research was school administrators.The sample used in the research was school administrators The samples were 297 school teachers and educational personnel under Phichit Primary Education Service Area Office 2, using stratified random sampling and proportional sampling. The tool used in this research was a questionnaire with a 5-level The correlation of the questionnaire was between 0.80 -1.00. Estimation scale with a confidence value of actual condition equal to 0.919 and a confidence value of expected condition equal to 0.993 Data were analyzed using mean values. standard deviation and index values sorted by need (PNI Modified)
The research findings were as follows: 1) the actual situation in educational strategic planning; at a high level ( = 3.95). As for the condition that should be used in educational strategic planning at a high level
( = 4.45). 2) The results of prioritizing needs for educational strategic planning were as follows: The first rank was the conversion of the strategic plan into practice in educational institutions (0.79), the second defining the essence of the educational institution's strategic plan (0.54), the third rank, the analysis of the educational institution environment (0.45), setting guidelines and measures in Driving policies into practice (0.43) Defining problems and needs in educational management of educational institutions (0.33) 3) The results of comparing the actual conditions and the conditions that should be used in the educational strategic planning of schools under the Office of Phichit Primary Educational Service Area Office 2 found that there were statistically significant differences that level 0.0
อิทธิพลของภาวะผู้นำกลุ่มของผู้บริหารสถานศึกษา ต่อผลการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ในสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง: THE INFLUENCE OF GROUP LEADERSHIP AND TO BE NUMBER ONE PERFORMANCE OF SECONDARY SCHOOL ADMINISTRATORS IN THE SECOND EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE SINGBURI ANGTHONG
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำกลุ่มของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับ ผล การดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ของผู้บริหารสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ของอิทธิพลของภาวะผู้นำกลุ่มของผู้บริหารสถานศึกษากับระดับผลการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE และ 4) ภาวะผู้นำกลุ่มของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง จำนวน 285 คน จากนั้นสุ่มแบบแบ่งชั้นและสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบสอบถามระหว่าง 0.60 ขึ้นไป ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามภาวะผู้นำกลุ่มของผู้บริหารสถานศึกษา เท่ากับ .823 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ของผู้บริหารสถานศึกษา เท่ากับ .784 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ
ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำกลุ่มของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับผลการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง โดยรวมอยู่ระดับมาก 3) ภาวะผู้นำกลุ่มของผู้บริหารสถานศึกษา มีความสัมพันธ์กับการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ในสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง โดยรวมอยู่ระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) = .892 และ 4) ภาวะผู้นำกลุ่มของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยภาวะผู้นำกลุ่มของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อผลการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ในสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง ร้อยละ 69.30
ABSTRACT
The purposes of this research were as follows: (1) to study group leadership of school administrators and TO BE NUMBER ONE project performance of Secondary School Administrators (2) to study the relationship between group leadership of school administrators and TO BE NUMBER ONE project performance of Secondary School Administrators, and (3) to study group leadership of school administrators that affected TO BE NUMBER ONE project performance of Secondary School Administrators. The sample was 285 school teachers in the Second Educational Service Area Office Singburi Angthong stratified random sampling was used to calculate the sample size and simple random sampling. The instruments used questionnaires and the Index of Item Objective Congruence was valued at more than 0.60 the group leadership of administrators was .823, and the reliability of TO BE NUMBER ONE project performance was at .784. The statistics used for data analysis included mean, percentage, standard deviation, Pearson Product Moment Correlation Coefficient, and Multiple Regression. The results were as follows: (1) the overall group leadership of school administrators was at a high level; (2) the overall TO BE NUMBER ONE project performance was at a high level; (3) the group leadership of school administrators was highly correlated, with a statistical significance of .01 and the correlation coefficients (r) = .893; and (4) group leadership of school administrators significantly affected TO BE NUMBER ONE project performance of Secondary School Administrators with a statistical significance of .05. All aspects affected TO BE NUMBER ONE project performance of Secondary School Administrators in the Second Educational Service Area Office Singburi Angthong at 69.30%
ผลของการใช้ชุดฝึกอบรมตามแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับนักเรียนที่มีปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์ สำหรับครูระดับชั้นมัธยมศึกษา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้ชุดฝึกอบรมตามแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ ในการเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับนักเรียนที่มีปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์ สำหรับครูระดับชั้นมัธยมศึกษา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ศึกษาเป็นครูในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 โรงเรียนโนนสูงพิทยาคารสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี จำนวน 33 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1. ชุดฝึกอบรมตามแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ ประกอบด้วยเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับนักเรียนที่มีปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Kolb ด้วยกระบวนการ 4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นสร้างประสบการณ์ 2) ขั้นสังเกตปฏิกิริยาตอบสนอง 3) ขั้นมโนทัศน์เชิงนามธรรม และ4) ขั้นทดลอง นำมาใช้สำหรับการอบรม 2. แบบวัดความรู้เกี่ยวกับนักเรียนที่มีปัญหาด้านพฤติกรรมและอารมณ์ จำนวน 26 ข้อ ใช้วัดความรู้ก่อนและหลังการอบรม 3. การสนทนากลุ่มแบบมีโครงสร้างเพื่อรับรู้ความคิดเห็นต่อชุดฝึกอบรมตามแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์หลังการอบรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคะแนนเพิ่มสัมพัทธ์ ผลการวิจัย พบว่า ผลการวิเคราะห์พัฒนาการด้านความรู้เกี่ยวกับนักเรียนที่มีปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์ ของกลุ่มเป้าหมาย หลังการฝึกอบรมมีคะแนนเพิ่มสัมพัทธ์โดยรวมคิดเป็นค่าเฉลี่ยร้อยละ 59.88 แสดงให้เห็นว่าหลังฝึกอบรมกลุ่มเป้าหมายมีความรู้สูงขึ้