Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
    5319 research outputs found

    การเตรียมพื้นผิวไทเทเนียม และโลหะผสมไทเทเนียมเพื่อเพิ่มการยึด ติดกับวัสดุยึดติดชนิดเรซิน: การทบทวนวรรณกรรม: Surface Treatment of Titanium and Titanium Alloy to Improve Bond Strength to Resin Cement: A review literature

    No full text
    ไทเทเนียม และโลหะผสมไทเทเนียมถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของรากฟันเทียม โดยเฉพาะหลักยึด สิ่งปลูกฝัง ซึ่งทำหน้าที่รองรับชิ้นงานบูรณะบนรากฟันเทียม อย่างไรก็ตามหลักยึดสิ่งปลูกฝังไทเทเนียมนั้นมีข้อจำกัด ในด้านความสวยงาม เนื่องจากมีสีที่เข้มทึบ และสามารถแสดงสีผ่านเนื้อเยื่อรอบรากฟันเทียมได้ เพื่อแก้ไขปัญหา ดังกล่าว จึงพิจารณาเลือกใช้หลักยึดสิ่งปลูกฝังชนิดสองชิ้น โดยอาศัยฐานโลหะผสมไทเทเนียมยึดติดกับหลักยึด สิ่งปลูกฝังวัสดุเซอร์โคเนีย หรือยึดติดกับครอบฟันโดยตรงด้วยวัสดุยึดติดชนิดเรซิน ซึ่งการยึดติดระหว่างวัสดุทั้ง สองชนิดดังกล่าวกับฐานโลหะผสมไทเทเนียมนั้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความทนทาน และความสำเร็จ ของวัสดุบูรณะบนรากฟันเทียม ดังนั้นการเตรียมพื้นผิวของวัสดุไทเทเนียม และโลหะผสมไทเทเนียมด้วยวิธีทางกล และวิธีทางเคมี จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดการยึดติดกับวัสดุยึดติดชนิดเรซินที่ดีขึ้น อันจะนำไปสู่ความสำเร็จ และความคงทนของวัสดุบูรณะบนรากฟันเทียมต่อไป Abstract Titanium and titanium alloy have been widely used as essential components in dental implant systems. One of their applications is implant abutments, which support restoration for dental implants. However, titanium abutments have aesthetic limitations due to their dense and dark color, which can be shown through the peri-implant tissue. To deal with this challenge, a two-piece abutment system has been considered, using a titanium alloy base attached to the abutment part. This base can be connected to the zirconia abutment or directly to the crown using resin cement. Adhesion between these two different types of materials is a critical factor influencing the durability and success of the restoration. Therefore, the surface treatment of both titanium and titanium alloy materials using mechanical and chemical methods must be done to promote better adhesion with the resin cement, which will contribute to increased success and longevity of dental implant restorations

    การพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาโดยใช้รูปแบบ ST2C Model เพื่อยกระดับคุณภาพเด็กปฐมวัยตามแนวคิด “เด็กดี วิถีพอเพียง”

    Get PDF
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ 1) พัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาโดยใช้รูปแบบ ST2C Model เพื่อยกระดับคุณภาพเด็กปฐมวัยตามแนวคิด “เด็กดี วิถีพอเพียง” และ 2) ประเมินประสิทธิผลของนวัตกรรมการจัดการศึกษาโดยใช้รูปแบบ ST2C Model เพื่อยกระดับคุณภาพเด็กปฐมวัยตามแนวคิด “เด็กดี วิถีพอเพียง” โครงการวิจัยนี้ดำเนินการวิจัยโดยใช้การวิจัยเชิงผสานวิธี (mixed method) กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยครูปฐมวัยจำนวน 2 คน และเด็กปฐมวัยจำนวน 29 คน จากโรงเรียนวัดหนองคุ้ม จังหวัดปราจีนบุรี ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจงและกลุ่มเป้าหมายสมัครใจและยินดีให้ข้อมูลการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถาม แผนการจัดกิจกรรม แบบบันทึกผลการจัดกิจกรรม และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1) นวัตกรรมการจัดการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพเด็กปฐมวัยตามแนวคิด “เด็กดี วิถีพอเพียง” ที่เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาคือรูปแบบ ST2C Model ประกอบด้วย S (School): สถานศึกษาพัฒนาการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยอย่างมีประสิทธิภาพ T (Teacher):  ครูปฐมวัยมีศักยภาพด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยอย่างเต็มศักยภาพ C (Classroom): การออกแบบห้องเรียนสำหรับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพตามบริบทของสถานศึกษา C (Community): การบริหารจัดการศึกษาที่เน้นทุกฝ่ายมีส่วนร่วม 2) ผลการศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรมการจัดการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพเด็กปฐมวัยตามแนวคิด “เด็กดี วิถีพอเพียง” พบว่า 2.1) ด้านการพัฒนาคุณภาพการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เด็กปฐมวัย พบว่าสถานศึกษาสามารถจัดทำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยที่คลุมพัฒนาการของเด็กทั้ง 4 ด้าน สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ครูสามารถจัดกิจกรรมบูรณาการที่หลากหลายเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่เหมาะสมกับวัย และครูสามารถประเมินพัฒนาการของเด็กอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง 2.2) ด้านการบริหารจัดการสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย พบว่าสถานศึกษาสามารถบริหารจัดการการจัดการศึกษาโดยใช้รูปแบบ ST2C Model ที่เน้นทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบโดยใช้วงจรคุณภาพ PDCA ซึ่งส่งผลให้ได้รับรางวัลระดับชาติและเป็นแนวปฏิบัติที่ดี และ 2.3) ด้านผลลัพธ์คุณภาพของเด็กปฐมวัย พบว่าเด็กมีพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน สมวัยเต็มศักยภาพทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา นอกจากนี้กิจกรรมยังส่งเสริมคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ให้เด็กมีคุณธรรม จริยธรรม รู้จักใช้ชีวิตอย่างพอเพียง มีความสุข และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขตามแนวคิด “เด็กดี วิถีพอเพียง” ผลที่ได้การวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับหน่วยงานด้านการศึกษาในการนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยที่เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาต่อไ

    คำแนะนำสำหรับผู้เขียนและการเตรียมต้นฉบับบทความ

    No full text
    คำแนะนำสำหรับผู้เขียนและการเตรียมต้นฉบับบทควา

    ชาวจีนในดัตช์อีสต์อินดีส: บทบาทชาวจีนในการพัฒนาเมืองเดลี-เมดาน สุมาตราเหนือในศตวรรษที่ 19: Chinese in Dutch East Indies: The Roles of Chinese in Developing Deli-Medan,North Sumatra in the 19th Century

    Get PDF
               ชาวจีนจำนวนมากเดินทางเข้ามายังเดลี-เมดานในช่วงศตวรรษที่ 19 ในฐานะแรงงานสัญญาจ้างเพื่อพัฒนาเขตเกษตรกรรมของดัตช์บนเกาะสุมาตราโดยเฉพาะบริเวณตะวันออกของสุมาตราเหนือครอบคลุมพื้นที่ของเดลี เซอดัง (Deli-Serdang) และเมืองเมดาน (Medan) ในปัจจุบัน พื้นที่ดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นให้กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมสมัยใหม่ มีการเพาะปลูกพืชหลายชนิด โดยพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดในพื้นที่ขณะนั้น คือ ใบยาสูบ ซึ่งความประสบความสำเร็จในการผลิตและส่งออกส่งผลให้เศรษฐกิจในพื้นที่เจริญเติบโตจนรัฐบาลอาณานิคมได้ก่อตั้งเมืองเมดานขึ้นเป็นเมืองบริหารของรัฐบาลในสุมาตรา บทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่องพื้นที่ความทรงจำ: บทบาทชาวจีนและเครือข่ายในการสร้างเมืองจอร์จทาวน์และเดลี-เมดานในฐานะเมืองพี่น้อง มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการเดินทางอพยพเข้ามาของชาวจีนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจของดัตช์บนเกาะสุมาตราและสะท้อนภาพการเจริญเติบโตของเดลี-เมดานผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มชาวจีนอพยพ คือ กลุ่มแรงงานและพ่อค้านักลงทุนชาวจีนในศตวรรษที่ 1

    แนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการใช้ทนายความที่รัฐจัดหาให้ แก่ผู้ต้องหาหรือจำ เลยในคดีอาญา: The Problem-Solving Ways of Using Public Defender for the Alleged Offender or the Accused

    Get PDF
                    ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการบัญญัติกฎหมายเพื่อรับรองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึง กระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม อีกทั้งเพื่อให้เกิดความสอดคล้องและ ต่อเนื่องในการอำ นวยความยุติธรรมดังกล่าว รัฐยังได้มีการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ให้ได้รับความยุติธรรมอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะคนที่มีฐานะยากจนหรือเป็นคนชายขอบของสังคมที่มัก จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ยากกว่าคนกลุ่มอื่น ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะตกอยู่ในฐานะผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือจำ เลย โดยการจัดตั้งกองทุนยุติธรรม การให้บริการปรึกษาหรือช่วยเหลือทางกฎหมาย รวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือด้านทนายความที่รัฐเป็นผู้จัดหาให้ในการต่อสู้คดีอันเป็นไปตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่อย่างไรก็ตาม การให้ความช่วยเหลือดังกล่าว โดยเฉพาะระบบการให้ความช่วยเหลือด้าน ทนายความที่แม้มีการปรับปรุง แก้ไขเพื่อให้การให้บริการเป็นไปอย่างรวดเร็ว บริสุทธิ์ ยุติธรรมแล้ว ก็ตาม ยังพบว่ามีปัญหาอีกมากมายที่แก้ไขไม่ตรงตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการคุ้มครองสิทธิ ของประชาชนให้เกิดความเป็นธรรมได้เท่าที่ควร ซึ่งในบทความนี้เป็นการรวบรวมปัญหาและแนวทาง เพื่อเป็นข้อเสนอแนะต่อการจัดทำ นโยบายที่นำ ไปสู่การแก้ไขปัญหาระบบทนายความที่รัฐจัดหาให้แก่ ผู้ต้องหาหรือจำ เลยให้เหมาะสมต่อไ

    อาชญากรรมเศรษฐกิจ: การหลอกลวงการเก็งกำ ไรอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ : Economic Crimes: Foreign Exchange Frauds

    Get PDF
              การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการหลอกลวงและปัจจัยที่ส่งผลต่อการตกเป็นเหยื่อ การเก็งกำ ไรอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และเสนอแนวทางการป้องกันการตกเป็นเหยื่อการ เก็งกำ ไรอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยศึกษาจากการวิจัยเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์ เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชน และผู้ที่ตกเป็นเหยื่อหรือผู้เสียหาย จำ นวน 17 คน ผลการวิจัยพบว่าวิธีการหลอกลวงประชาชนให้ตกเป็นเหยื่อการเก็งกำ ไรอัตราแลกเปลี่ยน เงินตราต่างประเทศมี2 กรณีคือ 1) กรณีผู้กระทำความผิดที่เป็นบุคคลธรรมดามีวิธีการสอนให้เก็ง กำ ไรด้วยตัวเองผ่านบริษัทเก็งกำ ไรในต่างประเทศ โดยผู้กระทำผิดจะได้เงินจากการสอนคอร์สสัมมนา 2) กรณีผู้กระทำความผิดที่เป็นนิติบุคคลมีวิธีการตั้งทีมงานชักชวนและอ้างว่าใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ หุ่นยนต์เก็งกำ ไร มีการันตีผลตอบแทนและระยะเวลาที่จะได้รับผลตอบแทนซึ่งทั้งสองกรณีเป็นความ ผิดฐานฉ้อโกงประชาชนที่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ สำ หรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตกเป็นเหยื่อพบว่ามี8 ปัจจัย ได้แก่1) เศรษฐกิจ2)ความโลภ 3) เทคโนโลยีสมัยใหม่4)การคบหาสมาคม 5) ภาพลักษณ์6)ความรู้ ความเข้าใจ 7) กิจวัตรประจำวัน และ 8) การทำ งานภาครัฐ สำ หรับแนวทางการป้องกันการตกเป็น เหยื่อควรได้รับการบูรณาการจากหน่วยงานด้านการเงินการธนาคาร หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ภาคประชาชน และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องควรมีการจัดตั้งคณะทำ งาน (Task Force) ทำ งานร่วมกัน ในเชิงรุกทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ ข้อเสนอแนะการวิจัย ได้แก่ 1) ควรมีการจัดตั้ง ศูนย์อาชญากรรมเศรษฐกิจแชร์ลูกโซ่ 2) พิจารณาจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเหยื่อแชร์ลูกโซ่ 3) ผลักดั

    การพัฒนาวิธีการพยากรณ์ผลการเลือกตั้งด้วยการประยุกต์วิธีของพาเวีย : Develop the Methods of Forecasting ElectionResults by Applying Pavia’s Method

    Get PDF
             การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการพยากรณ์ผลการเลือกตั้งด้วยการประยุกต์วิธีของ พาเวีย และเพื่อเปรียบเทียบความคลาดเคลื่อนของการพยากรณ์ผลการเลือกตั้งระหว่างวิธีของพาเวีย และการประยุกต์วิธีของพาเวีย กับผลการเลือกตั้งจริง เป็นการนำแนวทางการพยากรณ์ผลการเลือกตั้ง ของพาเวียที่ใช้ข้อมูลการสำ รวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง (โพล) มาใช้ในการพยากรณ์ผลการ เลือกตั้ง โดยการพัฒนาครั้งนี้ได้ใช้ตัวแปรส่วนบุคคลเข้ามาช่วยพัฒนาการพยากรณ์ให้มีความถูกต้อง มากขึ้น ข้อมูลที่ใช้ในการพัฒนาการพยากรณ์การเลือกตั้งครั้งนี้ใช้ข้อมูลการสำ รวจความคิดเห็นก่อน การเลือกตั้งจากการดำ เนินการสำ รวจของสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ที่สำ รวจความคิดเห็น ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554 วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ในเขตกรุงเทพมหานคร ทั้งหมด 33 เขตเลือกตั้ง ได้กลุ่มตัวอย่างจำ นวน 19,130 ตัวอย่าง สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การถดถอยโลจิสติค และการ ทดสอบความคลาดเคลื่อนโดยใช้ผลรวมค่าสัมบูรณ์ของผลต่างระหว่างค่าจริงกับค่าพยากรณ

    มิติเชิงพื้นที่และการบริโภคเชิงสัญญะของเสื้อผ้าวินเทจและ เสื้อผ้ามือสอง ในอำ เภอเมืองเชียงใหม่ : Spatial Dimension and Consumption of Sign ofVintage and Second-Hand Clothes in Chiang Mai City

    Get PDF
             กว่าสิบปีที่ผ่านมา ธุรกิจเสื้อผ้าวินเทจและเสื้อผ้ามือสองในประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างภาพลักษณ์ใหม่ขึ้นมา จากเดิมที่คุณภาพของเสื้อผ้าวินเทจและเสื้อผ้ามือสองและ สถานภาพทางเศรษฐกิจสังคมของผู้ซื้อมักถูกมองในแง่ลบ งานวิจัยเชิงคุณภาพชิ้นนี้มีจุดประสงค์เพื่อ ทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเสื้อผ้าวินเทจและเสื้อผ้ามือสองที่แสดงออกในมิติเชิงพื้นที่ รวมถึงเหตุผลในการเลือกซื้อสินค้าและการบริโภคเชิงสัญญะของเสื้อผ้า จากการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ประกอบการร้านเสื้อผ้าวินเทจและเสื้อผ้ามือสองทั้งหมด 10 ร้าน และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริโภค อีก 10 ราย ในอำ เภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าสามารถแบ่งร้านได้เป็น 2 ประเภท คือ ร้านที่นำสินค้ามาขายผ่านพ่อค้าคนกลาง และร้านที่เจ้าของร้านได้คัดเลือกสินค้าด้วยตนเองจากแหล่ง ผลิต สำ หรับร้านประเภทแรกมักพบใกล้ตลาดสดและตลาดนัดของอำ เภอเมืองเชียงใหม่ มีสินค้าหลาย ประเภทและช่วงราคาที่กว้าง ส่วนร้านประเภทที่ 2 ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจติดห้างสรรพสินค้า และ ผู้ขายเพิ่มช่องทางการขายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ มีประเภทของสินค้าที่จำ เพาะเจาะจงและมีราคา ตั้งต้นสูงกว่าในร้านประเภทแรก ผู้บริโภคในจังหวัดเชียงใหม่จึงมีทั้งกลุ่มที่ซื้อเพื่อตอบสนองข้อจำกัด ทางเศรษฐกิจ และเพื่อเสพคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ของเสื้อผ้า คุณค่าของสินค้าเสื้อผ้าวินเทจและเสื้อผ้า มือสองประกอบขึ้นจากการได้สัมผัสถึงคุณสมบัติทางกายภาพของตัวผ้า รวมถึงเรื่องราวและสถานที่ ต่าง ๆ ที่สินค้านั้น ๆ ได้ไปข้องเกี่ยว ร้านเสื้อผ้าวินเทจและร้านเสื้อผ้ามือสองจึงเป็นพื้นที่ที่ความจริง และความฝัน อดีตและปัจจุบันมาบรรจบกัน เป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนความรู้และเชื่อมความสัมพันธ์ อีกทั้งการได้สวมใส่เสื้อผ้ามือสองยังเป็นการเปลี่ยนพื้นที่ร่างกายให้เป็นพื้นที่ทางอัตลักษณ์อีกด้วย จะเห็นได้ว่าพื้นที่ทางกายภาพและพื้นที่ทางสังคมของทั้งร้านและสินค้าเสื้อผ้ามือสองมีความสัมพันธ์ ที่แยกกันไม่ออ

    การใช้ยาปฏิชีวนะและยาปฏิชีวนะตกค้างในฟาร์มปลานิล: ข้อมูลเบื้องต้นในจังหวัดพะเยา ประเทศไทย Antibiotic Use and Antibiotic Residue in Nile Tilapia Farms: Preliminary Evidence in Phayao, Thailand

    Get PDF
    บทคัดย่อ วัตถุประสงค์: เพื่อสำรวจความรู้และพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล และวิเคราะห์สารตกค้างของยาปฏิชีวนะในเนื้อปลาเบื้องต้น วิธีการศึกษา: ผู้วิจัยสัมภาษณ์เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล 28 คนในอำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ด้วยแบบสอบถามที่ได้รับการตรวจคุณภาพในเรื่องความรู้และพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล พร้อมทั้งใช้ชุดตรวจวิเคราะห์การตกค้างของยาปฏิชีวนะในเนื้อปลาในปลานิลจำนวน 15 ตัวอย่าง ผลการศึกษา: เกษตรกรมีความรู้เรื่องข้อบ่งใช้ในการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อการรักษาโรคในปลา แต่มีเกษตรกรที่อ่านเลขทะเบียนยาได้เพียงร้อยละ 42.86 ทราบวันหมดอายุของยาเพียงร้อยละ 32.14 และเข้าใจวิธีใช้ตามคำแนะนำบนฉลากได้อย่างถูกต้องเพียงร้อยละ50.00 เกษตรกรจำนวนมากไม่ทราบเรื่องยาปฏิชีวนะตกค้างในสิ่งแวดล้อม การดื้อยาปฏิชีวนะ และการติดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ เกษตรกรบางรายไม่ใช้ยาตามฉลากหรือคำแนะนำของเจ้าหน้าที่และสัตวแพทย์ ทิ้งภาชนะบรรจุและกากเคมีไม่ถูกวิธี ทั้งนี้ ไม่พบยาปฏิชีวนะตกค้างในตัวอย่างเนื้อปลาจากฟาร์มทั้ง 15 ตัวอย่าง สรุป: เกษตรกรกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่ ยังคงขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยาและให้ข้อมูลพฤติกรรมการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมในการเลี้ยงปลานิล เพื่อลดปัญหาการดื้อยาในอนาคต จำเป็นต้องส่งเสริมการดำเนินการเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่เกษตรกรเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ คำสำคัญ: การใช้ยาปฏิชีวนะ; การดื้อยาปฏิชีวนะ; ยาปฏิชีวนะตกค้าง; ปลานิล; ไทย Abstract Objective: To determine knowledge and behavior of using antibiotics among tilapia farmers, in addition to a preliminary analysis of antibiotic residues in fish fillets. Methods: This study recruited 28 tilapia farmers in Muang district of Phayao Province, Thailand. The questionnaires on knowledge and self-reported practice were validated by experts. Antibiotic residues were quantified in 15 tilapia samples using a field test kit. Results: Farmers possessed general knowledge of the objectives of antibiotic applications. However, poor understanding existed. Only 42.86% and 32.14% of farmers could correctly identify drug registration numbers and expiration dates, respectively. Furthermore, 50% reported adhering to label instructions, suggesting a potential disconnect between knowledge and practice. A lack of awareness regarding environmental antibiotic residues, antibiotic resistance, and resistant infections was identified. Inappropriate drug use practices included the dose exceeding recommended dosages and improper disposal of medication containers and waste. No antibiotic residues were detected in the 15 samples of fish fillets. Conclusion: There was a knowledge deficit and potential misuse of antibiotics in tilapia farming practices. Interventions and educational initiatives promoting responsible antibiotic use and proper waste management are crucial to address knowledge gaps and ensure sustainable aquaculture practices. Keywords: antibiotic use; antibiotic resistance; antibiotic residue; Tilapia; Thailand

    3,633

    full texts

    5,319

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇