Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
5319 research outputs found
Sort by
FOLKSONG ACROSS BORDERS: UNVEILING THE CHINESE FOLKSONG “JASMINE FLOWER” THROUGH THREE PIANO ADAPTATIONS FROM RUSSIA, AUSTRALIA, AND GERMANY:
The Chinese folksong “Jasmine Flower” is regarded as one of China’s most renowned folksongs. It has several regional variations. Over time, it has been adapted for music played with traditional Chinese musical instruments, as well as for more recent compositions for piano. This article examines three piano adaptations of this iconic Chinese folksong by composers from Russia, Australia, and Germany, highlighting their unique compositional styles and cultural interpretations. It probes deeply into how each composer intricately integrates and applies the folksong within their distinct cultural and historical contexts, particularly emphasising their technical and stylistic approaches. Based on the concept of musical syncretism, the study employs a comprehensive methodology, including in-depth harmonic, textural, and structural analyses, as well as an exploration of the integration of folk elements and innovative compositional techniques. The comparative analysis provides insights into the global dissemination and creative evolution of "Jasmine Flower", significantly contributing to the discourse on cross-cultural musical adaptations and their broader implications. The study also examines how traditional motifs are reinterpreted through modern musical language, balancing preservation and creativity
ชุมชนกับการเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติแผ่นดินไหวกรณีศึกษาบ้านมาย ตําบลวังเงิน อําเภอแม่ทะ จังหวัดลําปาง: Community and Preparing of Earthquake Disaster: A Case Study of Banmind, Wangngoen Sub-District, Maetha District, Lampang Province
การศึกษาเรื่อง ชุมชนกับการเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติแผ่นดินไหวในพื้นที่บ้านมาย ตําบลวังเงิน อําเภอแม่ทะ จังหวัดลําปาง ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาการเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติแผ่นดินไหวของชุมชน 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติแผ่นดินไหวของประชาชน 3) เพื่อเสนอแนวทางบริหารจัดการเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติแผ่นดินไหวของชุมชน โดยประชากรที่ใช้ในการศึกษาด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือและวิธีการดําาเนินงานวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย เอกสาร ตํารา ทฤษฎีงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การใช้แบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การสนทนากลุ่ม การจัดเวทีอบรมเชิงปฏิบัติการ ผลการศึกษาสรุปได้ว่าประชาชนที่อาศัยในชุมชนบ้านมาย ไม่ทราบว่า ชุมชนมีความเสี่ยงจากการเกิดแผ่นดินไหว และประชาชนทุกคนไม่ทราบขนาดความรุนแรงของแผ่นดินไหว แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่จะทราบวิธีการเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติแผ่นดินไหวจากหอกระจายข่าวหมู่บ้าน โทรทัศน์ และวิทยุ ก็ตาม แต่ไม่เคยเข้ารับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับภัยพิบัติแผ่นดินไหว ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติแผ่นดินไหวของประชาชน ประกอบด้วย ปัจจัยด้านการมีส่วนร่วม ด้านข้อมูลข่าวสาร ด้านจิตสํานึก และด้านทัศนคติ สําหรับแนวทางการบริหารจัดการของชุมชน ประกอบด้วยด้านการป้องกัน ด้านระบบการบริหารจัดการ และด้านการสนับสนุนฟื้นฟ
การเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ของแรงงานนอกระบบ ในจังหวัดเชียงใหม่: Preparation for Elder Life of Informal Workersin Chiang Mai Province
บทความวิจัยนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงสถานภาพ ทางสังคมและเศรษฐกิจของแรงงานนอกระบบที่จะเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ และการเตรียมความพร้อมของ แรงงานในการเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ทำการศึกษาโดยการเก็บแบบสอบถามจากแรงงานรับจ้างและแรงงาน ที่ประกอบอาชีพอิสระ อายุในช่วง 50-59 ปีจำ นวน 400 ราย ผลการศึกษาในกลุ่มแรงงานรับจ้าง พบว่า ส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่มีการศึกษาตํ่ากว่าระดับ ปริญญาตรีมีบ้านพักของตนเอง ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ทำ งานนอกสถานที่ เช่น ขับรถรับจ้าง และ รับจ้างในภาคเกษตร มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 13,000 บาทต่อเดือน มีการออมเงินโดยการฝากเงินกับ ธนาคารเป็นหลัก และมูลค่าทรัพย์สินทางการเงินที่มีมากที่สุดคือ เงินฝากในธนาคาร รองลงมาคือ สลาก และเงินฝากในกองทุนหมู่บ้าน การประกันความเสี่ยงในชีวิต พบว่า ส่วนใหญ่แรงงานจะเลือกทำ ประกัน เกี ่ยวกับการรักษาพยาบาลเพื ่อใช้ในยามเจ็บป ่วย และการทำ ประกันชีวิตเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ ในยามชรา และกรณีเจ็บป่วย เสียชีวิต และกรณีทุพลภาพ ด้านสุขภาพ พบว่า มีแรงงานรับจ้างที่เจ็บป่วย และเป็นโรค ร้อยละ 53.37 ส่วนใหญ่ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับความดัน โรคเบาหวาน และโรคเกี่ยวกับ สายตา ซึ่งจากการศึกษาพบว่า แรงงานมีค่าใช้จ่ายในการรักษาหัวใจสูงกว่าโรคชนิดอื่นๆ การเตรียม ความพร้อมในการเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ พบว่า แรงงานรับจ้างส่วนใหญ่คาดหวังว่าจะทำ งานเพื่อให้มีรายได้ จนถึงอายุเฉลี่ย 66 ปีมีความต้องการทำ งานในอาชีพเดิม อาชีพรับจ้างภาคเกษตร และทำ งานอิสระ เป็นอาชีพที่แรงงานมีความต้องการทำสูงกว่าอาชีพอื่น และมีความต้องการให้มีรายได้หลังเกษียณ ประมาณ เฉลี่ย11,000 บาทต่อเดือน ถึงจะเพียงพอต่อการยังชีพ และนอกจากรายได้จากการทำงานแล้ว ผู้สูงอายุยังมีรายได้จากช่องทางอื่นๆคือรายได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน ลูกหลานส่งมาให้และมีเงินออม ที่เก็บไว้การเตรียมความพร้อมด้านสังคม พบว่า ส่วนใหญ่แรงงานมีผู้ให้พึ่งพิง หรือพึ่งพาในยามชรา ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่จะดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว คือ บุตร สามี/ภรรยา และพี่น้อ
ความร่วมมือในการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อพื้นที่ชนบทของประเทศไทย: Collaboration in Increase Production of Doctorfor Rural Area of Thailand
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเงื่อนไขที่นำ ไปสู่ความร่วมมือและกระบวนการจัดการ ความร่วมมือในโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธี ดำ เนินการวิจัยด้วยการศึกษาเอกสาร การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์เชิงลึกจาก ผู้ให้ข้อมูล จำ นวน 12 คน ผลการวิจัยค้นพบว่าเงื่อนไขที่นำ ไปสู่ความร่วมมือในโครงการผลิตแพทย์ เพิ่มเพื่อชาวชนบท ได้แก่ (1) ปัญหาสมองไหลและการกระจายตัวของแพทย์ในพื้นที่ชนบท (2) ความ ไม่มีประสิทธิผลของการรักษาแพทย์ให้คงอยู่ในพื้นที่ชนบท (3) ความร่วมมือที่มีอยู่เดิมในการการผลิต แพทย์เข้าสู่ระบบราชการ สำ หรับกระบวนการจัดการความร่วมมือ พบว่าโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อ ชาวชนบทมีสำ นักงานบริหารโครงการแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบทเป็นศูนย์กลางของความร่วมมือ มีโครงสร้างความร่วมมือแบบเป็นทางการค่อนข้างสูงและอิงอาศัยกับระบบราชการแบบสายบังคับ บัญชาเป็นหลัก รวมทั้งมีการบริหารจัดการความร่วมมือผ่านการพึ่งพาอาศัยทรัพยากรจากเครือข่าย หน่วยงานภาครัฐหลายองค์กรใน 3 มิติได้แก่ การผลิตแพทย์ การจัดสรรแพทย์และการติดตาม แพทย์ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม รูปแบบความร่วมมือในการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อพื้นที่ชนบทที่เกิดขึ้นได้ สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการจัดการภาครัฐที่อาศัยแนวคิดการพึ่งพาทรัพยากรและแนวคิดเครือข่าย เป็นฐานของการดำ เนินงา
ผลการจัดการสมรรถนะการเรียนรู้ของผู้เรียนด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ระดับปริญญาตรี: Results of Learning Performance Management of Science and Technology Undergraduates
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการสมรรถนะการเรียนรู้ของผู้เรียนด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีระดับปริญญาตรีตามกรอบมาตรฐานการเรียนรู้ที่พึงประสงค์ในศตวรรษที่21 จำ นวน 5 ด้าน คือ 1) ด้านคุณธรรม จริยธรรม 2) ด้านความรู้3) ด้านทักษะทางปัญญา 4) ด้านทักษะความ สัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และ 5) ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้เรียนระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 4 ของวิทยาลัย เทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ปีการศึกษา 2559 จำ นวน 358 คน ใช้วิธีสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ(Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามสมรรถนะการเรียนรู้จำ นวน 1 ฉบับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยง เบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบอิสระ (t-test Independent) และการวิเคราะห์ความแปรปรวน ทางเดียว (One-Way ANOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1)การจัดการสมรรถนะการเรียนรู้ของผู้เรียนภาพรวม อยู่ในระดับมาก โดยผลการจัดการสมรรถนะการเรียนรู้ของผู้เรียน รายด้าน อยู่ในระดับมากทั้ง 5ด้าน 2)การเปรียบเทียบ การจัดการสมรรถนะการเรียนรู้ของผู้เรียนระหว่างเพศชายและเพศหญิง พบว่า ไม่แตกต่างกัน อย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .0
ความตระหนัก ความคาดหวัง และการรับรู้ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มีต่อภัยเสี่ยง และมาตรการความปลอดภัยแหล่งท่องเที่ยว: The Analysis of International Tourists’ Awareness, Expectation, and Perception toward Incident Risks and Destination Safety Measures
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาปัจจัยด้านความปลอดภัยของแหล่งเที่ยวที่สำ คัญ เพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทย ด้วยศึกษาความ ตระหนักและการรับรู้ถึงภัยเสี่ยง ความคาดหวังและการรับรู้ที่มีต่อมาตรการความปลอดภัยของแหล่ง ท่องเที่ยว รวมถึงการสร้างปัจจัยด้านความปลอดภัยแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยการศึกษาอาศัย การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มประชากรในการวิจัยได้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 7 ภูมิภาค โดยใช้ แบบสอบถามเป็นเครื่องมือหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูลจำ นวน 492 ตัวอย่าง และวิเคราะห์ผลด้วย สถิติเชิงพรรณนา รวมทั้งการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสำ รวจตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ผลการศึกษาพบว่า ระดับความตระหนักและการรับรู้ต่อภัยเสี่ยงในแหล่งท่องเที่ยวอยู่ในระดับค่อนข้างต่าและต ํ ่าตามลำ ํ ดับ โดยปัจจัยที่ควรเน้นความสำคัญคือด้านการคิดเงินเกินราคาของผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ในขณะที่ ระดับความคาดหวังและการรับรู้ต่อมาตรการความปลอดภัยของแหล่งท่องเที่ยวอยู่ในระดับปานกลาง และสูงตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสำ รวจ พบว่ามีเพียง 28 ปัจจัยที่สำคัญและถูกจัดกลุ่มเป็น 5 ตัวแปรองค์ประกอบ ได้แก่ด้านสภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้ของแหล่งท่องเที่ยว ด้านมาตรการ การรองรับของแหล่งท่องเที่ยว ด้านมาตรการการป้องกันของแหล่งท่องเที่ยว ด้านสภาวะทางพลเมือง และการเมืองของแหล่งท่องเที่ยวและด้านอาชญากรรมของแหล่งท่องเที่ยว โดยมีค่าร้อยละควา
การหาค่าความเร่งโน้มถ่วงของโลกผ่านการทดลองการเคลื่อนที่แบบตกอิสระโดยใช้แอปพลิเคชัน Phyphox บนสมาร์ตโฟน
Determining the Acceleration of Gravity through a Free–Falling Motion Experiment using Phyphox Application based on Smartphone
Kanok–on Khampui and Jarunee Khempila
รับบทความ: 6 กันยายน 2566; แก้ไขบทความ: 6 กุมภาพันธ์ 2567; ยอมรับตีพิมพ์: 5 มีนาคม 2567; ตีพิมพ์ออนไลน์: 9 พฤษภาคม 2567
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าความเร่งโน้มถ่วงที่คำนวณได้จาก 3 ชุดทดลอง คือ ชุดทดลองเชิงพาณิชย์ ชุดทดลองที่ประยุกต์ใช้ฟังก์ชัน acoustic stopwatch และชุดทดลองที่ประยุกต์ใช้ฟังก์ชัน acceleration with g ซึ่งเป็นฟังก์ชันในแอปพลิเคชัน Phyphox บนสมาร์ตโฟน โดยทดลองปล่อยวัตถุให้เคลื่อนที่แบบตกอิสระที่การกระจัดมีค่าในช่วง 0.2 ถึง 0.8 เมตร และวิเคราะห์ความเร่งโน้มถ่วงโดยตรงจากสมการการเคลื่อนที่หนึ่งมิติ และคำนวณจากความชันของความสัมพันธ์เชิงเส้นระหว่างการกระจัดและเวลายกกำลังสอง ผลการศึกษาพบว่า ความเร่งโน้มถ่วงที่ใช้ชุดทดลองเชิงพาณิชย์ ที่ประยุกต์ใช้ฟังก์ชัน acoustic stopwatch และฟังก์ชัน acceleration with g มีค่า 9.909 9.8496 และ 9.8984 เมตร/วินาที2 คิดเป็นค่าความคลาดเคลื่อนร้อยละ 1.32 0.71 และ 1.21 ตาม ลำดับ จากการทดสอบทางสถิติพบว่า ความเร่งโน้มถ่วงเฉลี่ยที่ได้จากทั้ง 3 ชุดทดลองมีค่าไม่แตกต่างกัน แต่ชุดทดลองที่ประยุกต์ใช้ฟังก์ชัน Acoustic stopwatch สามารถทดลองได้ง่ายกว่าเหมาะสมกับระดับมัธยมศึกษา
คำสำคัญ: ความเร่งโน้มถ่วง การเคลื่อนที่หนึ่งมิติ การตกอิสระ แอปพลิเคชัน
Abstract
This research focuses on investigating and comparing the acceleration of gravity derived from three distinct experimental setups: a commercial kit, an experiment utilizing the acoustic stopwatch function, and another using the acceleration with g function available in the Phyphox smartphone application. These experiments involved dropping objects from heights within the range of 0.2 to 0.8 m. To determine the acceleration of gravity, two methods were employed: direct calculation using one–dimensional motion equation and computation based on the slope of the linear relationship between displacement and time squared. The findings revealed the acceleration of gravity obtained through three distinct methods: using a commercial experimental kit, the acoustic stopwatch function, and the acceleration with g function, resulting in values of 9.909, 9.8496, and 9.8984 m/s2, respectively. These values corresponded to the percentage error of 1.32%, 0.71%, and 1.21%, respectively. When comparing these results, it became an evidence that the average acceleration of gravity obtained from all three experimental setups did not exhibit differences statistically. However, the experimental setup employing the acoustic stopwatch function is better suited for secondary school settings due to its simplicity and ease of use.
Keywords: Acceleration of gravity, One–dimensional motion, Free–falling, Applicatio
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชั้นเรียนรวม ด้วยการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชั้นเรียนรวม ด้วยการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ศึกษาเป็นนักเรียนในชั้นเรียนรวมระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวนทั้งหมด 30 คน เป็นนักเรียนทั่วไปจำนวน 29 คน และเป็นนักเรียนออทิสติกจำนวน 1 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาอังกฤษเรื่อง Weather and Seasons ได้รับการออกแบบและปรับด้วยการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล และนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและความสามารถของนักเรียนในชั้นเรียนรวมที่มีความหลากหลาย จำนวน 4 แผน และ 2) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 1 ชุด 20 ข้อ นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และผลจากการบันทึกหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชั้นเรียนรวมมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษ ภายหลังได้รับการสอนด้วยการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 80.83 อยู่ในระดับดีเยี่ยม
การพัฒนาความสามารถในการสร้างตัวแทนความคิดเรื่องการไทเทรตกรดและเบส โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยวิธีการสืบเสาะความรู้ สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถในการสร้างตัวแทนความคิดเรื่องการไทเทรตกรดและเบสโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยวิธีการสืบเสาะความรู้ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนเรื่องการไทเทรตกรดและเบสโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยวิธีการสืบเสาะความรู้ และ 3) ประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้เรื่องการไทเทรตกรดและเบสโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยวิธีการสืบเสาะความรู้ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 29 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้ระยะเวลาในการวิจัย 12 ชั่วโมง เครื่องมือวิจัยคือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยวิธีการสืบเสาะความรู้ 2) แบบวัดความสามารถการสร้างตัวแทนความคิด 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย 2 ค่าจากกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่ไม่เป็นอิสระจากกัน ผลวิจัยพบว่า 1) ก่อนเรียนผู้เรียนส่วนใหญ่ร้อยละ 63.45 ไม่สามารถสร้างตัวแทนความคิดได้อย่างสมบูรณ์อยู่ในระดับ 0 โดยผู้เรียนไม่สามารถวาดรูปและอธิบายขั้นตอนการทดลองและการเปลี่ยนแปลงสมการกรดและเบส รวมถึงปฏิกิริยาสะเทินที่เกิดขึ้นจากการไทเทรตกรดและเบสได้ แต่หลังเรียนผู้เรียนส่วนใหญ่ร้อยละ 75.87 มีความสามารถในการสร้างตัวแทนความคิดอยู่ในระดับ 3 โดยผู้เรียนสามารถอธิบายปรากฎการณ์ทางเคมีทั้ง 3 ระดับ คือ มหภาค จุลภาค และสัญลักษณ์ได้อย่างสมบูรณ์ 2) การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบหลังเรียน (x̄= 24.59, S.D. = 0.91) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบก่อนเรียน (x̄ = 11.55, S.D. = 0.79) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.43, S.D. = 0.71) ผลการวิจัยพบว่าการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยวิธีการสืบเสาะความรู้ที่เน้นการจำลองสถานการณ์นี้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีโอกาสสังเกตและสำรวจความเชื่อมโยงในระดับมหาภาค จุลภาคและสัญลักษณ์ สามารถพัฒนาความเข้าใจในเนื้อหาเคมีเชิงลึกของผู้เรียนได้ นอกจากนี้กิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นนี้ยังช่วยลดความยากและความซับซ้อนของเนื้อหาซึ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเข้าใจเนื้อหาเคมีได้มากยิ่งขึ้