Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
5319 research outputs found
Sort by
ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของโอเทเสโคนาโซลในการรักษาเชื้อราในช่องคลอด แบบกลับมาเป็นซ้ำ Clinical Efficacy and Safety of Oteseconazole in Recurrent Vulvovaginal Candidiasis Management
บทคัดย่อ
การติดเชื้อราในช่องคลอดแบบเป็นซ้ำสามารถพบได้ทั่วไปในผู้หญิงทั่วโลก โดยมีการอักเสบแบบซ้ำซากภายในช่องคลอดและอวัยวะเพศภายนอก ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อราแคนดิดาเป็นเชื้อก่อโรค “oteseconazole” เป็นยาต้านเชื้อราอะโซลชนิดใหม่ ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาโดยลดอัตราการกลับมาเป็นซ้ำและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ยา โดยการปรับแบบให้โมเลกุลยามีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไซโตโครม P450 ในเชื้อราอย่างจำเพาะ จึงทำให้มีโอกาสเกิดอันตร-กิริยากับยาอื่นได้ต่ำลงอีกด้วย จากคุณสมบัติเฉพาะทางเภสัชจลนศาสตร์ของยานี้ เช่น ครึ่งชีวิตที่ยาวนาน และการกระจายยาในเนื้อเยื่อได้สูง ทำให้ผู้ป่วยสามารถบริหารยาได้เพียงสัปดาห์ละครั้ง ส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีความร่วมมือในการรักษา จากข้อมูลทางคลินิกพบว่า oteseconazole มีประสิทธิผลที่ดีในการลดโอกาสการกำเริบของภาวะติดเชื้อราในช่องคลอด ในขณะที่รายงานการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยมีอาการไม่รุนแรง เช่น อาการด้านทางเดินอาหาร และปวดศีรษะ
คำสำคัญ: เชื้อราในช่องคลอดและปากช่องคลอดแบบกลับมาเป็นซ้ำ, เชื้อแคนดิ-ดา, ยาต้านเชื้อรากลุ่มอะโซล, โอเทเสโคนาโซล
Abstract
Recurrent vulvovaginal candidiasis (RVVC) is a chronic condition affecting millions worldwide, characterized by repeated episodes of vaginal and vulvar inflammation caused by Candida species. Oteseconazole, a novel oral azole antifungal, has been developed to address the limitations of existing therapies, including incomplete resolution and high recurrence rates. Oteseconazole demonstrates potent and selective inhibition of fungal cytochrome P450 enzymes, resulting in sustained antifungal activity and significantly reduced recurrence rates. Its unique pharmacokinetic properties, including long half-life and high tissue distribution, support once-weekly dosing for maintenance therapy and may enhance patient adherence. Clinical trials report high rates of mycological and clinical cures with minimal adverse events, primarily mild gastrointestinal symptoms, and headache. Importantly, oteseconazole’s selective mechanism reduces the risk of drug-drug interactions and off-target effects. These findings suggest that oteseconazole might be a safe and effective option for managing RVVC, offering durable relief and reducing the burden of recurrent infections.
Key words: Recurrent vulvovaginal candidiasis, Candida species, novel oral azole antifungal, oteseconazol
ประสิทธิผลในการเลิกดื่มนมขวดในเด็กปฐมวัย (1-2 ปี) ระหว่างการใช้แชทบอทและการให้ทันตสุขศึกษาแบบดั้งเดิม การทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม: Effectiveness in Bottle Weaning Towards Early Childhood (1–2 Year-Old) Between Using Chatbot and Conventional Oral Health Education: A Randomized Controlled Trial
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลการเลิกขวดนมและระดับความรู้ ทัศนคติ ทักษะการเลิกขวดนมในเด็กอายุ 1-2 ปี เปรียบเทียบระหว่างการแนะนำโดยทันตบุคลากรและแชทบอท
วิธีการศึกษา: การทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมแบบปกปิดข้อมูลทางเดียว ในผู้ปกครองที่ดูแลเด็กที่มี อายุ 1-2 ปี ที่ยังไม่เลิกขวดนม ที่มารับบริการที่คลินิกเด็กสุขภาพดี และจากสถานรับเลี้ยงเด็กในจังหวัดนครสวรรค์และสงขลา ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2566 ถึง มีนาคม พ.ศ. 2567 สุ่มกลุ่มทดลองเป็น 2 กลุ่ม จำนวนกลุ่มละ 56 คน คือ 1. กลุ่มศึกษา ใช้แชทบอท “ลาก่อนนะ เจ้าขวดนม” ส่งข้อมูลต่อเนื่อง 21 วัน วันละ 2-3 นาที โดยส่งข้อความทุก 24 ชั่วโมง 2. กลุ่มควบคุม ได้รับการสอนเลิกขวดนมโดยทันตบุคลากรที่ผ่านการอบรมในเนื้อหาที่มีขอบเขตเดียวกันกับการใช้แชทบอทเป็นเวลา 5-10 นาที เก็บข้อมูลก่อนและหลังงานวิจัย 60 วัน โดยใช้แบบสัมภาษณ์
ผลการวิจัย: มีผู้เข้าร่วมงานวิจัย 108 คน สูญเสียการติดตาม 3 คน มีอัตราการเข้าร่วมของกลุ่มศึกษา และกลุ่มควบคุมร้อยละ 96.3 และ 98.1 ตามลำดับ เด็กอายุโดยเฉลี่ย 15.9 ± 3.2 เดือน ก่อนการศึกษา คะแนนความรู้ ทัศนคติและทักษะการเลิกขวดนม ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างสองกลุ่ม หลังการศึกษามีการเลิกขวดนมในกลุ่มศึกษาและกลุ่มควบคุม ร้อยละ 44.2 และ 30.2 ตามลำดับ โดยไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.137) ยกเว้นระดับความรู้ของกลุ่มศึกษามีมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.009) ส่วนพฤติกรรมการดื่มขวดนมพบว่า พฤติกรรมการดูดนมกล่องหรือแก้วมีความถี่ (ครั้ง/วัน) ของ การดูดนมกล่องหรือแก้วในกลุ่มศึกษา และกลุ่มควบคุม เท่ากับ 2.3 และ 1.5 ตามลำดับโดยแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.003) ส่วนพฤติกรรมการดื่มขวดนมอื่น ๆ ไม่มีความแตกต่างกันในทั้งสองกลุ่มการวิจัยคะแนนทัศนคติและทักษะการเลิกขวดนม ดีขึ้นในทั้งสองกลุ่ม โดยไม่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.079 และ p = 0.287 ตามลำดับ) ระดับความพึงพอใจในภาพรวมของผู้ใช้แชทบอท อยู่ในระดับพอใจมากที่สุด คือ 4.6 ± 0.7 คะแนน
สรุปผลการวิจัย: ประสิทธิผลการสอนจากแชทบอท ไม่แตกต่างจากการสอนโดยทันตบุคลากร ในประเด็นของการเลิกขวดนม ระดับทัศนคติ ทักษะการเลิกขวดนม ขณะที่ระดับความรู้ในกลุ่มแชทบอท สูงกว่าการสอนโดยทันตบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนคะแนนความพึงพอใจต่อการใช้แชทบอทในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด การนำแชทบอทไปใช้เพื่อสนับสนุนการเลิกขวดนม นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เพิ่มโอกาสการเข้าถึงของประชาชนได้
Abstract
Objective: To compare the effectiveness of bottle weaning and assess the level of knowledge, attitudes, skills of bottle weaning in children aged 1-2 years between chatbot and health care providers groups.
Methods: Randomized controlled single-blind trial was conducted in Nakhon Sawan and Songkhla provinces, Thailand during October 2023-March 2024. Parents of bottle-feeding children aged 1-2 years with internet access were allocated into 2 groups. Each group consisted of 56 participants. Group I: an intervention group received 21-day chatbot-based bottle weaning education namely, “La Gon Na Jaw Khaud Nom”. Group II: a control group received 5-10 minutes instruction from trained healthcare providers. Data were collected at baseline and 60 days post-enrollment via interviews, assessing bottle weaning status, knowledge, attitudes, skills, and chatbot satisfaction.
Results: The participants consisted of 108 parents of children. 3 parents were lost to follow-up. Follow-up rates for intervention and control groups were 96.3% and 98.1%, respectively. The average child’s age was 15.9 ± 3.2 months. At baseline, there were no significant differences between the 2 groups in knowledge, attitudes, and skills. In an evaluation phase, there was no significant difference in bottle weaning rates between two groups (intervention: 44.2%, control: 30.2%, p = 0.137). The intervention group demonstrated significantly higher knowledge levels (p = 0.009) and daily milk consumption from cups and glasses (2.3 vs. 1.5 times per day, p = 0.003). Both groups improved in attitudes and skills, with non-significant differences between groups (p = 0.079 and 0.287, respectively). Chatbot satisfaction was extremely high (4.6 ± 0.7/5).
Conclusion: Chatbot-based education was comparable to healthcare provider instruction for bottle weaning, with superior results in knowledge and the frequency of cup/glass feedings. Very high user satisfaction suggests chatbot viability as an alternative educational tool for bottle weaning
การพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมทักษะการดำรงชีวิตและการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำหรับบุคคลออทิสติกวัยผู้ใหญ่
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมทักษะการดำรงชีวิตและการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับบุคคลออทิสติกวัยผู้ใหญ่ วิธีดำเนินการวิจัย คือ ศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและสัมภาษณ์ผู้ปกครองที่ที่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีบทบาทเป็นผู้ปกครองผู้มีประสบการณ์เลี้ยงลูกออทิสติกด้วยตนเองอย่างน้อย 18 ปี จำนวน 15 คน จัดทำร่างหลักสูตรและประเมินโดผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวข้อง จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า หลักสูตรส่งเสริมทักษะการดำรงชีวิตและการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับบุคคลออทิสติกวัยผู้ใหญ่ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคคลออทิสติกที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป มีความสามารถในการดำเนินชีวิตอย่างอิสระและอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข สาระสำคัญประกอบด้วย 6 รายวิชา คือ 1) ภาษาและการสื่อสาร 2) การดำเนินชีวิตประจำวัน 3) บุคลิกภาพและทักษะทางสังคม 4) นันทนาการและสุนทรียศิลป์ 5) การงานและอาชีพ 6) การดำรงชีวิตในชุมชน โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ คือ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) ที่ให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติด้วยตนเองและมีส่วนร่วมกับผู้ฝึกด้วยสื่อและวิธีการที่หลากหลายในสภาพแวดล้อมจริง และมีวิธีการวัดและประเมินผลโดยการประเมินผลตามสภาพจริง
Editorial Board, SWU Dent J. Volume 18 No.1 (January-June) 2025
สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ สำหรับวิทยาสารทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ฉบับที่ 1 ประจำปี พ.ศ.2568 ทางกองบรรณาธิการฯ ได้คัดสรรผลงานทางวิชาการที่หลากหลายและมีคุณภาพมาเผยแพร่เช่นเดิมครับ สำหรับเล่มนี้ประกอบไปด้วยบทวิทยาการจำนวน 9 บทความ ครอบคลุมสาขาทันตกรรมชุมชนทันตกรรมสำหรับเด็ก ชีววิทยาช่องปาก ทันตกรรมรากเทียม และวิทยาเอนโดดอนด์
ทั้งนี้ช่วงปลายปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นเจ้าภาพในการจัดงานประชุมขององค์กรผู้บริหารคณะทันตแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (อ.บ.ท.ท.) ครั้งที่ 21 ระหว่างวันที่13–15 พฤศจิกายน พ.ศ.2567 ณ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม และเปิดโอกาสให้ผลงานทางวิชาการที่ผ่านการคัดเลือกให้นำเสนอในงานประชุมดังกล่าว สามารถเลือกเผยแพร่ผลงานลงเล่ม ว.ทันต.มศว ปีที่ 18 ฉบับที่ 1พ.ศ. 2568 ได้ โดยต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกและพิจารณาผลงานทางวิชาการตามมาตรฐานการพิจารณบทความของ SWU Dent J.
ดังนั้นบทความทั้งหมดที่ลงตีพิมพ์ในวารสารฉบับนี้ จึงเป็นบทความซึ่งส่งมาร่วมนำเสนอในงานประชุมดังกล่าวบทความทั้งหมดที่ตีพิมพ์ในเล่มนี้ ผ่านการนำเสนอผลงานในรูปแบบ Oral Presentation หรือ Poster Presentation ในสถานที่จัดงานโดยไม่มีการบันทึกวีดิโอเผยแพร่ มีเพียงบทคัดย่อของบทความเท่านั้นที่ลงเผยแพร่ในเล่มสูจิบัตรและรายงานสืบเนื่องการประชุมวิชาการของงานประชุมฯ
เริ่มตั้งแต่เล่มนี้เป็นต้นไป ทางกองบรรณาธิการได้มีการปรับคณะทำงานเล็กน้อย รวมทั้งเพิ่มเติมกองบรรณาธิการ รุ่นใหม่ไฟแรงมาเสริมการทำงาน พร้อมทั้งมีการปรับการจัดรูปแบบตีพิมพ์ให้เป็นไปตามสากลนิยมมากขึ้น และเรายังคงยึดมั่นพัฒนาคุณภาพวารสารฯ เพื่อเป็นช่องทางในการเผยแพร่ ส่งเสริมสนับสนุนงานวิจัยและวิชาการและเป็นสื่อสัมพันธ์ทางวิชาการในสาขาทันตแพทยศาสตร์และสาขาวิชาการที่เกี่ยวข้อง สำหรับรายละเอียดท่านผู้อ่านสามารถดูข้อมูลได้ตั้งแต่เล่มนี้เป็นต้นไปครับ
ในฐานะตัวแทนของกองบรรณาธิการฯ ผมขอขอบพระคุณผู้นิพนธ์ทุกท่านที่ได้มอบความไว้วางใจให้วิทยาสารทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นช่องทางในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และผมขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่ได้อุทิศและทุ่มเทแรงกายใจในการพิจารณาบทความทางวิชาการให้ถูกต้องและเป็นไปตามมาตรฐานครับ ซึ่งความพยายามมุ่งมั่นรักษาคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ SWU Dent J. ได้รับ การรับรองคุณภาพวารสารวิชาการ “กลุ่มที่ 1 และ ACI” ตามประกาศผลการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย THAI-JOURNAL CITATION INDEX (TCI) รอบที่ 5 (รับรองคุณภาพวารสารเป็นเวลา 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2568-2572)
และวิทยาสารทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ยังคงเปิดรับบทความทางวิชาการประเภทต่าง ๆ ทั้งบทความวิจัย บทความปริทัศน์ และรายงานผู้ป่วยที่น่าสนใจทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษตลอดทั้งปีครับ จึงขอเชิญชวนผู้นิพนธ์ทุกท่านส่งบทความทางวิชาการด้านทันตแพทยศาสตร์และสาขาที่เกี่ยวข้อง ตามช่องทางที่ได้ แนะนำไว้ทางหน้าเว็บไซต์ออนไลน์ของวิทยาสารฯ สุดท้ายนี้ผมขออำนวยพรให้กองบรรณาธิการทุกท่าน ท่านผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้นิพนธ์และผู้อ่านทุกท่าน มีแต่ความสุขกายสุขใจ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และคิดสมหวังในทุก ๆ สิ่งตามที่ท่านปรารถนา ตลอดทั้งปีนี้ครับ
สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2568 อีกครั้งครับ ผศ.ดร.ทพ.ชัชพันธุ์ อุดมพัฒนากร บรรณาธิการวิทยาสารทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโร
การออกแบบและพัฒนาเครื่องวัดพลังงานไฟฟ้าในระบบไฟฟ้าสามเฟสเพื่อสังเกตการณ์การใช้พลังงานไฟฟ้าของอาคารปฏิบัติการเทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี: DESIGN AND DEVELOPMENT OF 3 PHASE ENERGY METERS FOR ENERGY MONITORING: CASE STUDY OF SURATTHANI RAJABHAT UNIVERSITY'S INDUSTRIAL TECHNOLOGY LABORATORY DEPARTMENT
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อออกแบบพัฒนาและหาประสิทธิภาพของเครื่องวัดการใช้พลังงานไฟฟ้าระบบสามเฟส ที่สามารถแสดงผลในรูปแบบออนไลน์และแสดงผลที่หน้าเครื่องมือวัดจากโมดูล PZEM004TV3.0(100A)ประมวลผลด้วยไมโครคอนโทรลเลอร์ Node MCU ESP8266 แสดงพารามิเตอร์ต่างๆแสดงผลบนกระดานแสดงผลบันทึกค่าพลังงานไฟฟ้าที่ใช้และคำนวณค่าไฟฟ้า โดยแบ่งการทดลองเป็น 3 รูปแบบ 1) ทดสอบหาประสิทธิภาพกับโหลดคงที่ 2) ทดสอบหาประสิทธิภาพกับโหลดมอเตอร์สามเฟส 3) ทดสอบวัดการใช้กำลังไฟฟ้าภายในอาคาร โดยทดลองเปรียบเทียบจากการวัดและบันทึกค่าด้วยเครื่องต้นแบบ PZEM004TV3.0(100A) เครื่อง PQA824 และ เครื่อง EPM 07S ผลการทดลองเมื่อเปรียบเทียบทั้งสามเครื่องพบว่าค่าพลังงานไฟฟ้า ระยะเวลา 8 ชั่วโมงเฉลี่ย 6.88 kWh โดยค่าความผิดพลาดเฉลี่ยไม่เกิน 1.75% และค่าสหสัมพันธ์ระหว่างเครื่องมือทดสอบที่ 0.98 มีความแม่นยำในการวัดสูง ผลการทดสอบประสิทธิภาพการวัดกำลังไฟฟ้าและการคำนวณค่าใช้จ่ายเป็นเงินบาทไทย ในการทดสอบด้วยโหลดมอเตอร์สามเฟสใช้พลังงานทั้งหมด 15.68 kWh และค่าใช้จ่ายทั้งหมด 49.36 บาท และวัดค่าพลังงานไฟฟ้าไฟฟ้าในระบบสามเฟสต่อเนื่องระยะเวลา 26 วัน ภายในอาคารปฏิบัติการเทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรมบันทึกค่าในช่วงที่บันทึก 297.97 kWh ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 938.07 บาท
คำสำคัญ : เครื่องวัดพลังงานไฟฟ้า, ไมโครคอนโทรลเลอร์, ระบบไฟฟ้าสามเฟส
Abstract
The objective of this study is to design, develop, and evaluate the efficiency of a three-phase electrical energy metering device that can show results in an online format as well as on the instrument panel from the PZEM004TV3.0(100A) module processed by the Node MCU ESP8266 microcontroller. It shows numerous parameters on a display board, tracks power use, and calculates electricity costs. The studies are separated into three categories: 1) testing efficiency with constant loads, 2) testing efficiency with three-phase motor loads, and 3) testing power consumption within a building. The comparative studies were carried out by measuring and recording values using the PZEM004TV3.0 (100A) prototype device, PQA824 power analyzer, and EPM 07S power analyzer. The results of the experiments, when compared to all three devices, revealed that the average electrical energy consumption over an 8-hour period was 6.88 kWh, with an average error of no more than 1.75% and a correlation coefficient of 0.98, indicating high measurement accuracy. From results demonstrated that performance tests for measuring electrical power and computing costs in Thai Baht, while testing with three-phase motor loads, indicated total energy consumption of 15.68 kWh and a total cost of 49.36 Baht. Furthermore, measuring continuous three-phase electrical energy use within the building over 26 days period gave results of 297.97 kWh at a total cost of 938.07 Baht.
Keywords : Electric energy meter, Microcontroller, Three-phase electrical syste
คุณลักษณะทางบวกสำหรับวิชาชีพครู: กรณีศึกษาครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี: POSITIVE CHARACTERISTICS OF THE TEACHING PROFESSION: A CASE STUDY OF PRINCESS MAHA CHAKRI AWARD-WINNING TEACHERS
บทคัดย่อ
การศึกษาคุณลักษณะทางบวกสำหรับวิชาชีพครู กรณีศึกษาครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการการศึกษาคุณลักษณะทางบวกสำหรับวิชาชีพครู จากครูที่ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) โดยผู้วิจัยกำหนดผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key informants) ที่เป็นครูที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกในระดับต่าง ๆ จากคณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีได้รับรางวัลคุณากร รางวัลครูยิ่งคุณ รางวัลครูขวัญศิษย์ อาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ที่มีประสบการณ์ด้านการสอนในหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต/ครุศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยของรัฐ / ในกำกับของรัฐ และมหาวิทยาลัยกลุ่มราชภัฏ และศิษย์เก่าคณะศึกษาบัณฑิต/ครุศาสตร์บัณฑิตมหาวิทยาลัยของรัฐ / ในกำกับของรัฐ และมหาวิทยาลัยกลุ่มราชภัฏ การวิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) โดยมีข้อสรุปแบบอุปนัย (Induction) ผลการศึกษาพบว่า คุณลักษณะทางบวกสำหรับวิชาชีพครูประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) ด้านวิธีการสอน คือ การให้ความรักก่อนให้ความรู้ โดยครูมีการให้ความรู้โดยเน้นการปฏิบัติจริงพร้อมจัดกิจกรรมให้มีหลากหลาย เพื่อค้นหาพรสวรรค์ของตนเอง 2) ด้านการดูแลช่วยเหลือศิษย์ คือ การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นการปฏิบัติจริง มีการให้ความรักกับนักเรียนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันเสมือนลูกหลานของตนเอง มีความปรารถนาดีต่อศิษย์และเป็นผู้ให้ 3) ด้านการพัฒนา คือ เรียนรู้ตลอดเวลา สร้างเครือข่ายความร่วมมือ ผลจากการวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ในการพัฒนาคุณลักษณะเชิงบวกของนิสิตครู เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมต่อการเข้าสู่วิชาชีพครูต่อไป
คำสำคัญ : คุณลักษณะทางบวก, นิสิตครู , วิชาชีพครู
Abstract
This study on positive characteristics of the teaching profession, a case study of Princess Maha Chakri Award-winning teachers, aimed to examine the positive attributes of teachers who received the Princess Maha Chakri Award. Qualitative research employed in-depth interviews with key informants, including teachers selected at various levels by the Princess Maha Chakri Award Foundation Committee and received the Khunakorn Award, Khruyingkhun Award, and Khrukhwansit Award. Additionally, the study included faculty members from faculties of education with experience teaching Bachelor of Education programs at public universities, autonomous public universities, and Rajabhat universities, as well as alums from these institutions. Data analysis was conducted using content analysis of induction. The findings revealed that positive characteristics of the teaching profession comprise three main aspects: 1) Teaching methods: Prioritizing love before knowledge, emphasizing practical learning, and organizing diverse activities to discover students' talents. 2) Student care and support: Teaching management focuses on practical learning, offering equal love and care to all students as if they were their own children. It emphasizes goodwill toward students and embodies the spirit of giving. 3) Professional development: Engaging in continuous learning and building collaborative networks. The research results can be utilized to develop positive characteristics in pre-service teachers, preparing them for entry into the teaching profession.
Keywords : Positive characteristics, Pre-service teachers, Teaching Profession
การวิเคราะห์องค์ประกอบการบริหารสถานศึกษานำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดสตูล: Factor Analysis of Administration of Pilot Educational Institutions in the Educational Innovation Area , Satun Province
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อการวิเคราะห์องค์ประกอบการบริหารสถานศึกษานำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดสตูล และ2) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องขององค์ประกอบการบริหารสถานศึกษานำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดสตูล ประชากร ได้แก่ ครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่การทำงานในสถานศึกษานำร่อง พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดสตูล ปีการศึกษา 2566 จำนวนทั้งหมด 405 คน สำหรับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่ปฏิบัติหน้าที่การทำงานในสถานศึกษานำร่อง พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดสตูล โดยเทียบจากตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan (1970) และเทียบสัดส่วนของจำนวนผู้บริหารสถานศึกษาต่อจำนวนครูจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 201 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 16 คน ครู จำนวน 185 คน ซึ่งทำการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยวิธีการจับสลาก เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามความคิดเห็นแบบประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.992 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์องค์ประกอบการบริหารสถานศึกษานำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดสตูล กับข้อมูลเชิงประจักษ์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป
ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบการบริหารสถานศึกษานำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดสตูล พบว่ามีองค์ประกอบ (ตัวแปรแฝง) 6 องค์ประกอบ และ ตัวแปรสังเกตได้ 23 ตัวบ่งชี้ ซึ่งเรียงลำดับตามค่าน้ำหนักองค์ประกอบ คือ การพัฒนานวัตกร ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม การบริหารงานวิชาการ นวัตกรรมเชิงระบบ การบริหารแบบมีส่วนร่วม และการบริหารแผนนวัตกรรม 2) ผลการตรวจสอบความสอดคล้องโมเดลโครงสร้างองค์ประกอบการบริหารสถานศึกษานำร่อง ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดสตูล กับข้อมูลเชิงประจักษ์ พบว่า มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับสอดคล้องกลมกลืนดี ซึ่งมีค่าสถิติไค-สแควร์ เท่ากับ 136.091 ที่ P-Value = 0.710 ค่าไค-สแควส์สัมพัทธ์ เท่ากับ 0.932 ค่าดัชนีวัดความสอดคล้องเปรียบเทียบ (CFI) เท่ากับ 1.000 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (GFI) เท่ากับ 0.948 ค่าดัชนีความสอดคล้องที่ปรับแก้แล้ว (AGFI) เท่ากับ 0.902 ค่าดัชนีรากของค่าเฉลี่ยกำลังสองของความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (RMR) เท่ากับ 0.011 ค่ารากของค่าเฉลี่ยกำลังสองของความคลาดเคลื่อน (RMSEA) เท่ากับ 0.00
การบริหารการบริการแนะแนวของโรงเรียนขยายโอกาส ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1: School guidance management expands opportunities under the jurisdiction of the Uttaradit Primary Educational Service Area Office 1
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นและแนวทางการบริหารการบริการแนะแนว ของโรงเรียนขยายโอกาส ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้มาจากการคำนวณโดยใช้ตารางเครซี่และมอร์แกน จำนวน 226 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถาม 2) แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1. ความต้องการจำเป็นของการบริหารการบริการแนะแนวของโรงเรียนขยายโอกาส ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 ในงานการบริการงานแนะแนวทั้ง 5 บริการมีความต้องการจำเป็นอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งมีค่าเฉลี่ยสูงสุดตามลำดับ ได้แก่ บริการให้การปรึกษา บริการจัดวางตัวบุคคล บริการสำรวจ บริการสนเทศ และบริการ ติดตามผล 2. แนวทางการบริหารการบริการแนะแนวของโรงเรียนขยายโอกาส ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 แยกเป็นรายด้าน ดังนี้ 1. บริการสำรวจเป็นรายบุคคล (Individual Inventory Service) โรงเรียนควรจัดทำโครงสร้างหน้าที่ชัดเจนโดยมีครูประจำชั้นเป็นผู้สำรวจข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล และควรมีการส่งต่อข้อมูลให้กับครูในระดับชั้นต่อไป มีการจัดเวลาสำหรับการแลกเปลี่ยนแนวคิดและแก้ปัญหาเกี่ยวกับการสำรวจข้อมูล รวมถึงมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ
สำรวจข้อมูล 2.บริการสนเทศ (Information Service) โรงเรียนควรมีการประชุมเพื่อวางแผน กำหนดนโยบายและวัตถุประสงค์ด้านการบริการสนเทศ รวมถึงการออกแบบกิจกรรมแนะแนว กำหนดปฏิทินการติดตามและประเมินผล และควรมีการสะท้อนผลร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนารูปแบบและวิธีการให้เป็นระบบ 3.บริการให้การปรึกษา (Counseling Service) โรงเรียนควรมีการวางแผนกระบวนการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้รับคำปรึกษา โดยมุ่งเน้นส่งเสริมป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ ของนักเรียน มีการกำหนดแบบบันทึกการให้คำปรึกษาเป็นขั้นตอน เพื่อรวบรวมข้อมูลการให้คำปรึกษาอย่างเป็นระบบ ครูผู้เกี่ยวข้องควรมีการประเมินและติดตามผลเพื่อพัฒนารูปแบบและวิธีการให้คำปรึกษาให้ดียิ่งขึ้น 4.บริการจัดวางตัวบุคคล (Placement Service) โรงเรียนควรจัดการประชุมเพื่อวางแผน กำหนดนโยบาย และวัตถุประสงค์ด้านการบริการจัดวางตัวบุคคล กำหนดรูปแบบและจัดระดับความจำเป็นเร่งด่วนในการให้ความช่วยเหลือ มีการเชิญวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญมาสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในสาขาวิชาที่เหมาะสม รวมถึงครูผู้เกี่ยวข้องควรมีการสะท้อนผลและถ่ายทอดองค์ความรู้ร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาบุคลากร5. บริการติดตามผล (Follow-up Service) โรงเรียนควรจัดการประชุมเพื่อวางแผน กำหนดนโยบาย และวัตถุประสงค์ด้านการบริการติดตามผล มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อติดตามผล ในการประเมินผลและวิเคราะห์ผล มีการกำหนดตารางการประชุม PLC ที่สม่ำเสมอ เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และแนวทางที่นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยื
ปัจจัยที่มีผลต่อการแยกอำนาจหน้าที่ควบคุมวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษาออกจากอำนาจหน้าที่ควบคุมของคณะกรรมการคุรุสภา
การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการแยกอำนาจหน้าที่ควบคุมวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษาออกจากอำนาจหน้าที่ควบคุมของคณะกรรมการคุรุสภาใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านลักษณะงานที่ทำ พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษาปฏิบัติงานที่มีลักษณะเหมือนกันคือ ด้านการบริหารวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไป ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษาเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกลุ่มหรือชุมชนเดียวกัน แตกต่างจากผู้ประกอบวิชาชีพครูที่มีลักษณะงานที่ทำเป็นงานการเรียนการสอนเป็นหลัก ด้านจำนวนผู้ประกอบวิชาชีพ พบว่า ณ วันที่ 20 กันยายน 2567 ผู้ประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษามีจำนวน 85,466 คน ผู้บริหารการศึกษามีจำนวน 7,917 คน รวมจำนวน 93,383 คน และจะมีเพิ่มขึ้นมาก ถือได้ว่าผู้ประกอบวิชาชีพทั้งสองมีจำนวนมากเพียงพอที่จะแยกออกจากอำนาจหน้าที่การควบคุมการประกอบวิชาชีพของคณะกรรมการคุรุสภาไปรวมกันจัดตั้งองค์กรวิชาชีพควบคุมดูแลกันเอง และด้านการควบคุมวิชาชีพเดียวกัน พบว่า ผู้ประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษาในปัจจุบันอยู่ภายใต้การควบคุมวิชาชีพของคณะกรรมการคุรุสภาซึ่งมีวิชาชีพผู้ประกอบวิชาชีพครูและผู้ประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์รวมอยู่ด้วย และแตกต่างจากผู้ประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่มีผลต่อการแยกอำนาจหน้าที่การควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษาออกจากอำนาจหน้าที่ควบคุมของคณะกรรมการคุรุสภาไปจัดตั้งองค์กรวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา เรียกว่า สภาผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา โดยมีกฎหมายว่าด้วยสภาผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษาซึ่งตราโดยรั