ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
Not a member yet
1393 research outputs found
Sort by
Participatory Action in Sustainable Land use for Agricultural system on Ban Eang watershed Saluang Sub District Maeteang District, Chiang Mai Province
การศึกษาการมีส่วนร่วมในระบบการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน บนพื้นที่
ลุ่มน้ำบ้านเอียก ตำบลสะลวง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้
ประโยชน์ที่ดิน ลักษณะดิน พืชพรรณ เพื่อหาแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน และแหล่งเรียนรู้
เกี่ยวกับระบบการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรดินในการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยชุมชนมีส่วน
ร่วม
พื้นที่ลุ่มน้ำบ้านเอียกมีพื้นที่ทั้งหมด ประมาณ 5,189.89 ไร่ มีการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ตาม
ลักษณะภูมิประเทศ ได้แก่ พื้นที่ปลูกข้าวที่ราบ บริเวณ ชิงเขาหรือตีนเขาปลูกข้าวขั้นบันได พื้นที่
บริเวณที่เป็นที่ลาดหลังเขา ปลูกไม้ผล บริเวณไหล่เขา ปลูกพืชไร่ บริเวณที่เป็นยอดเขาเป็นพื้นที่ป่า
ลักษณะของดินในพื้นที่ได้รับอิทธิจากวัตถุต้นกำเนิดดินประเภทหินไนส์ ดินมีการพัฒนาการตัวสูง
ค่าปฏิกิริยาของดินมีค่าเป็นกรดปานกลางถึงกรดจัดมากในดินบน และเป็นกรดปานกลางถึงกรด
จัดในดินล่าง ปริมาณอินทรียวัตถุมีค่าสูงปานกลางถึงสูงมากในดินบน และต่ำปานกลางถึงต่ำ
มากในดินล่าง ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ มีค่าปานกลางถึงต่ำในดินบน และต่ำปานกลาง
ถึงต่ำมากในดินล่าง ปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ มีค่าสูงถึงสงมากในดินบน และปาน
กลางถึงต่ำในดินล่าง ปริมาณแคลเซียมที่สกัดต่ำมากถึงปานกลางในดินบน และต่ำถึงต่ำมากใน
ดินล่าง ปริมาณแมกนีเซียมที่สกัดได้ มีค่าปานกลางถึงต่ำในดินบน และต่ำถึงต่ำมากในดินล่าง
จากการประมาณการสูญเสียดินโดยสมการการสูญเสียดินสากล ในพื้นที่มีปริมาณการสูญเสียดิน
รุนแรงถึงรุนแรงมาก ถึง 4,396.30 ไร่
ชุมชนมีการรวมกลุ่มกันในการผลิตและใช้ปุ๋ยหมักเพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินรวมถึง
เพิ่มปริมาณธาตุอาหารของดิน และทำให้ประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีเพิ่มมากขึ้น การใช้ปุ๋ยเคมีโดย
ใส่ตามผลการวิเคราะห์ดิน สร้างแปลงสาธิต ในระบบของการผลิตพืชมีการใช้วัสดุคลุมแปลงและ
ปลูกแฝกเป็นแถบอนุรักษ์เพื่อช่วยชะลอการชะล้างพังทลายของหน้าดิน และช่วยในการเก็บ
ความชื้นในดิน ระบบน้ำใช้ระบบสปริงเกอร์Participatory action in sustainable land use for agricultural system on Ban Eang
watershed in Saluang sub district Mae Teang district, Chiang Mai province studied land
use for agricultural, soil characteristics were to manage and planning land use system
and demonstration plot for sustainable land use for agriculture by local people.
Topographic sequence land use in Ban Eang watershed about 5,189.89 rai
were classified for lowland paddy rice, terrace paddy rice, back slope orchard, shoulder
field crop and forest in summit. Soil were high developed from residuum gneiss, soil
reaction was strongly acid to extremely acid in topsoil and moderately acid to strongly acid in
subsoil, available phosphorus and potassium were low in topsoil and low to very low in subsoil,
extractable calcium and magnesium were low in topsoil and low to very low in subsoil and Organic
matter content was lower in orchard system. Soil loss was high to very high for 4,396.30 rai in
this area.
Participatory action of people to produced compost for soil physical and soil
chemical improvement. Chemical fertilizer management following soil analysis was used to
improve soil chemical properties. In demonstration plot, soil munching, vetiver grass and
springer were used in this plot.สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต
โครงการบูรณาการ การจัดการเรียนรู้การสื่อสารชุมชน แบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของท้องถิ่น จังหวัดชียงใหม่
การวิจัยเรื่อง “โครงการบูรณาการการจัดการเรียนรู้การสื่อสารชุมชนแบบมีส่วนร่วม
เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น จังหวัดชียงใหม่” มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ
สร้างและพัฒนานักประชาสัมพันธ์ชุมชนประจำท้องถิ่น ในจังหวัดเชียงใหม่ด้วยวิธีการจัดการ
การเรียนรู้ (LM) ด้านการสื่อสารและการใช้สื่อเทคโนโลยีของชุมชนโดยชุมชน และบูรณาการ
ร่วมกับชุมชนในการเพิ่มศักยภาพของคนในชุมชนกลุ่มเป้าหมายคือ องค์การบริหารส่วนตำบล
จำนวน 42 ตำบล 18 อำเภอ ทั่วจังหวัดเชียงใหม่ ให้รู้จักการใช้หลักการสื่อสารแบบมีส่วนร่วม
ในการนำเสนอแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่นของตนเองได้อย่าง
เหมาะสม วิธีการศึกษาใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) กับ ในการบูรณาการ
ร่วมกันของนักประชาสัมพันธ์ชุมชนประจำท้องถิ่น ชุมชน และองค์กรในท้องถิ่น กับการผลิต
สื่อที่กระตุ้นและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น 4 ด้านคือ ด้านเศรษฐกิจ
การเกษตรและการท่องเที่ยว ด้านสังคม ด้านการศึกษาและด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อม
แนวทางในการจัดการเรียนรู้ครั้งนี้เริ่มจากการพัฒนานักประชาสัมพันธ์ท้องถิ่น จำนวน
9 คน ซึ่งเป็นนักประชาสัมพันธ์ยุวชนของมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้
ร่วมกันกับชุมชนให้สามารถผลิตสื่อสารสนเทศเพื่อการประชาสัมพันธ์ท้องถิ่น โดยการนำเสนอ
การดำเนินงานโครงการภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่นในจังหวัดเชียงใหม่
ทั้งสิ้น 42 องค์การบริหารส่วนตำบล ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนในท้องถิ่นสามารถเรียนรู้ร่วมกัน
เชิงบูรณาการกับหน่วยงานในท้องถิ่นของตนเองกับการผลิตสื่อที่กระตุ้นและส่งเสริมการพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น 4 ด้านคือ สื่อสารสนเทศเพื่อการสนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่น
ด้านเศรษฐกิจ การเกษตรและการท่องเที่ยว จำนวน 17 ชิ้นงาน สื่อสารสนเทศเพื่อการสนับสนุน
การพัฒนาท้องถิ่นด้านสังคม จำนวน 14 ชิ้นงาน สื่อสารสนเทศเพื่อการสนับสนุนการพัฒนา
ท้องถิ่นด้านการศึกษา จำนวน 6 ชิ้นงาน และสื่อสารสนเทศเพื่อการสนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่น
ด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อม จำนวน 5 ชิ้นงาน ผลงานสื่อสารสนเทศที่ผลิตได้ของชุมชนถูก
นำเสนอผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท) จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่เดือนกันยายน
ถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2551 การประชาสัมพันธ์ดังกล่าวจะทำให้ชุมชนได้ทราบทิศทางการ
พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่นของตนเองและเกิดการกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับ
แนวทางการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปLearning management for the participation of community communication to develop economic and social of local communities in Chiang Mai has the objective to create and develop public relations in Chiang Mai local communities by arranging the learning management of mass communication and technological media of local communities. The target group is 42 sub-districts administrative organizations from 18 districts in Chiang Mai joining in this project. Participatory action research among local public relations for producing media was held to motivate and develop 4 social and economic development plans; economic, agriculture, tourism, social, education, hygienic and environment.
The guideline to arrange the learning management started from creating 9 local public relations, young public relation researchers from Chiang Mai Rajabhat University, in order to promote learning with local communities in order to produce information to publicize their own communities. The study was that local communities can learn to produce media to motivate and develop 4 economic and social plans consisting of 17 pieces of mass media work to promote the development of economic, agriculture and tourism, 14 pieces of mass media work to promote in social; 6 pieces of mass media to promote in education and 5 pieces of mass media work to promote in hygienic and environment. All of these mass media are broadcasted in the television of Thailand Channel 11, Chiang Mai from September 2008 to November 2008. This public relation make people know the direction to develop economic and social of their own communities and motivate them to take part in the local communities’ development.สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาต
A Participatory Instruction Text for Communicative English Skills for People Involved in the Tourism Industry in Chiang Mai Province
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบมีส่วนร่วม มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารให้เหมาะสมกับชุมชนและกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เฉพาะคือ
1) เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารให้เหมาะสมกับชุมชนเป้าหมาย
2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ของการใช้ทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของกลุ่มเป้าหมาย
3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อการฝึกทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารฯ
4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อวิชาภาษาอังกฤษท่องเที่ยว 2 ภาคเรียนที่ 1/2551 ที่ให้นักศึกษาได้มีโอกาสลงพื้นที่จริง
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) บุคลากรด้านการท่องเที่ยวในชุมชนวัดกู่ม่านมงคลชัย ซึ่งประกอบด้วย ผู้ประกอบอาชีพด้านการท่องเที่ยวจากอำเภอดอยสะเก็ด อำเภอสันทราย และอำเภอสันกำแพง จำนวน 3 อาชีพ ได้แก่ อาชีพนวดแผนโบราณ อาชีพทำผลิตภัณฑ์พวงกุญแจไม้สักตอกเงิน และอาชีพขายของหัตถกรรม จำนวน 33 คน 2) นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว 2 ประจำภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 21 คน ซึ่งผู้วิจัยเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการในการเรียนทักษะภาษาอังกฤษของบุคลากรด้านการท่องเที่ยว 2) แบบทดสอบก่อนและหลังการฝึกทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับบุคลากรด้านการท่องเที่ยว และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการร่วมดำเนินการวิจัยของนักศึกษา
ผลการวิจัยพบว่า
1. ผู้วิจัยได้สร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารที่เหมาะสมกับชุมชนและกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่
2. ผู้เข้าอบรมมีทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับธุรกิจการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นหลังจากได้รับการอบรมโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับธุรกิจการท่องเที่ยว
3. ผู้เข้าอบรมมีความพึงพอใจกับความรู้ที่ได้รับซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอาชีพของตนได้
4. นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 มีความพึงพอใจที่ได้นำความรู้จากการเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว 2 มาใช้ในฐานะผู้ช่วยนักวิจัยในการลงพื้นที่จริงThe purpose of this study were to create and develop “A Participatory Instruction Text for Communicative English Skills for People Involved in the Tourism Industry in Chiang Mai Province”. There are specific purpose as follows:
1) To create a participatory instruction text for communicative English skills to be suitable for people involved.
2) To find out the people involved achievement score in using a participatory instruction text for communicative English skills.
3) To find out a satisfaction of people involved to a practice course and a participatory instruction text for communicative English skills.
4) To find out a satisfaction of students who registered and studied in the English for Tourism 2 course in the first semester, academic year 2008 to be the research assistants in the real situation.
The samples consisted of 2 groups 1) 33 people involved in the tourism industry Temple Community from Doisaket District, Sansai District and Sankampeng District, Chiang Mai Province 2) 21 Students who registered with the English for Tourism 2 course in the first semester of the academic year 2008. Data were collected by using 1) a questionnaire for the needs of people for involved in the tourism industry communicative English skills and topics 2) Pretest and Posttest of Communicative English Skills for people involved 3) A questionnaire for the students. The data were analyzed by T-test and percentage.
The research results were as follows :
1. A participatory instruction text for communicative English skills was suitable for people involved and served their needs.
2. Communicative English Skills of people involved in the Tourism Industry in Chiang Mai was increased after learning through a participatory instruction text.
3. People involved had a high level of a satisfaction to a practice course and a participatory instruction text for communicative English skills which could be useful to their careers.
4. Students who registered and studied in the English for Tourism 2 course in the first semester, academic year 2008 had a high level of a satisfaction not only in being proud to be the research assistants in the real situation, but also using their knowledge to help people in the community.มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
ความปลอดภัยบนระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย
หนังสือ ความปลอดภัยบนระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย เล่มนี้ ผู้เขียนได้จัดทำขึ้นมีวัตถุประสงค์ที่จะให้นักศึกษาใช้ค้นคว้าและอ้างอิงรวมถึงสามารถนำมาใช้ประกอบการเรียน การสอนในหลายรายวิชา เช่น ระบบรักษาความปลอดภัยบนคอมพิวเตอร์ ระบบการสื่อสารข้อมูล และผู้ที่สนใจทั่วไปใช้อ่านเพื่อเสริมความรู้ ผู้เขียนได้เรียบเรียงเนื้อหาทั้งหมดขึ้นจากการศึกษาค้นคว้าหนังสือและตำราต่าง ๆ รวมถึงรวบรวมจากอินเตอร์เน็ต ผู้เขียนได้เรียบเรียงขึ้นในลักษณะของการบรรยาย การเปรียบเทียบ และยกตัวอย่าง เพื่อจะได้นำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารและทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนได้แบ่งเนื้อหาสาระออกเป็น 9 บท โดยมีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ บทนำ โปรแกรมที่สร้างความเสียหายแก่ระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย
การเข้ารหัสและถอดรหัส ไฟร์วอลล์ ความปลอดภัยในการใช้งานอีเมล์ ความปลอดภัยของระบบปฏิบัติการ ความปลอดภัยบนเว็บ การบริหารระบบเครือข่ายและการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัย การเจาะระบบรักษาความปลอดภัย ทั้งนี้เพื่อให้นักศึกษา บุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งผู้สนใจ สามารถนำทฤษฎีที่นำเสนอในหนังสือมาประยุกต์ใช้ด้วยตนเองได้
อนึ่งผู้เขียนขอขอบคุณ ผู้เขียนตำราที่ใช้อ้างอิงประกอบการค้นคว้าและเรียบเรียง ขอขอบคุณคณาจารย์ทุกท่านที่กรุณาให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รูปแบบการพิมพ์ดังที่ปรากฎอยู่นี้ หวังว่าหนังสือเรื่องความปลอดภัยบนระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย เล่มนี้คงอำนวยประโยชน์ต่อการเรียนการสอน การค้นคว้าวิจัย และการอ้างอิงเป็นอย่างดีมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม
The Participation Action Research to develop golden dried longans with Knowledge Management at Muangkwak Village Muang Lamphun Province.
แผนงานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพ ศักยภาพการบริหารจัดการกลุ่มแบบมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตลำไยอบแห้งสีทอง พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนอย่างบูรณาการในการผลิตและจำหน่ายลำไยอบแห้งสีทองทั้งด้านการผลิต การระดมทุนของชุมชน การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม การตลาดและการบัญชี ตลอดจนเพื่อหารูปแบบการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนภายใต้การพึ่งพาทรัพยากรภายในชุมชนท้องถิ่นของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเหมืองกวัก หมู่ 5 ตำบลมะเขือแจ้ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูนและเผยแพร่องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยสู่เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่นอื่นๆ
แผนงานวิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการออกแบบสอบถามสำหรับกลุ่มประชากรทั้งหมด สอบถามผู้ผลิตลำไยอบแห้งในเขตพื้นที่บ้านเหมืองกวัก หมู่ 5 และบ้านใหม่เหมืองกวัก หมู่ 19 ตำบลมะเขือแจ้ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน จำนวน 37 ครัวเรือน รูปแบบของการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและมีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของชุมชนประกอบกัน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิตร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าความแปรปรวนและค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การศึกษาประสิทธิภาพการผลิตใช้ฟังก์ชันเส้นพรมแดนการผลิต(Stochastic Frontier Function) วัดประสิทธิภาพของผู้ผลิตลำไยอบแห้งสีทองด้วยวิธีการ Data Envelopment Analysis (DEA) การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมด้วยการเปิดเวทีชาวบ้าน ศึกษาปัญหา อุปสรรคและหาแนวทางการดำเนินการที่เหมาะสมของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน
ผลการวิจัย พบว่า พบว่าชาวบ้านยังไม่เข้าใจและเห็นถึงความสำคัญของการรวมกลุ่มกันเท่าที่ควร กลุ่มมีลักษณะของการจัดตั้งมากกว่าการก่อตั้ง เนื่องจากเป็นการรวมกลุ่มกัน เพื่อขอกู้เงินเป็นวัตถุประสงค์หลัก ทำให้ไม่เกิดการรวมกลุ่มกันในการดำเนินกิจกรรมร่วมกันอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนากระบวนการผลิต การขายสินค้า หรือการจัดหาวัตถุดิบร่วมกัน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่จัดตั้งขึ้นมีรูปแบบการทำงานที่ยังไม่เข้มแข็ง เป็นการรวมกลุ่มกันอย่างหลวม ๆ ตามเงื่อนไขของการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐเป็นหลัก
การพัฒนากระบวนการผลิตให้เหมาะสมสอดคล้องกับทรัพยากรของท้องถิ่นนั้น ผู้ผลิตทั้งหมดเห็นด้วยกับการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐาน กระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานเป็นปัญหาเนื่องจากขนาดการลงทุนไม่เหมาะสมผู้ประกอบการมีเงินลงทุนน้อยจึงใช้วัสดุ อุปกรณ์ที่หาได้ภายในท้องถิ่นซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตอาหาร ปัญหาที่พบจากการศึกษาได้แก่ ปัญหาขาดแคลนเงินทุนและแหล่งทุนสนับสนุน ปัญหาราคาลำไยอบแห้งสีทองตกต่ำ ปัญหาราคาวัตถุดิบสูง ปัญหาราคาฟืนสูงและหายาก ปัญหาการขาดการรวมกลุ่มในการผลิตไม่มีอำนาจต่อรอง การพัฒนากระบวนการผลิตที่ผู้ผลิตจะดำเนินการ ได้แก่ ผู้ผลิตจะต้องรวมกลุ่มกันผลิตและจำหน่ายโดยเน้นความสะอาด จัดกระบวนการผลิตให้เป็นระบบ ปรับปรุงห้องแกะเนื้อ คว้านเมล็ดลำไยให้สะอาด ปราศจากฝุ่น ปรับปรุงเตาอบลำไยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อให้ใช้พลังงานหรือเชื้อเพลิงลดลง จัดทำบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมเพื่อจำหน่ายปลีก ตราสินค้าที่กลุ่มจะเลือกใช้และพัฒนาเป็นตราสินค้าของลำไยอบแห้งสีทอง คือ “บ้านเหมืองกวัก” มีโลโก้เป็นรูปพวงลำไยสีน้ำตาลมีใบสีเขียว ใช้สโลแกนโฆษณาว่า “ของดีเมืองหริภุญชัย รสชาติถูกปาก หวาน กรอบ อร่อย” มีตำแหน่งผลิตภัณฑ์ในการแข่งขัน คือ ลำไยคุณภาพจากแหล่งกำเนิดแท้ ๆ และมีเอกลักษณ์ของตรา คือ เป็นลำไยเนื้อสีทองคุณภาพสูงจากภูมิปัญญาชาวบ้านบรรจุในถุงพลาสติกใส ขนาดบรรจุตั้งแต่ 50 กรัม 100 กรัม 150 กรัม 250 กรัม 500 กรัม และขนาดใหญ่สุด 1,000 กรัม
การหารูปแบบของวิสาหกิจชุมชนที่เหมาะสมกับทรัพยากรท้องถิ่นที่มีความเป็นไปได้คือ ผู้ผลิตต้องรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยอบแห้งสีทอง โดยบริหารจัดการในรูปของสหกรณ์ การจัดจำหน่ายควรแยกบรรจุเพื่อการขายปลีกจะทำให้มูลค่าเพิ่มของผลผลิตสูงขึ้นจำหน่ายได้ในราคาสูงขึ้นแก้ปัญหาการกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง ดังนั้นการรวมกลุ่มทั้งหมู่บ้านเพื่อเสนอโครงการให้หน่วยงานในท้องถิ่น เช่น เทศบาลตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัดเข้ามาช่วยเหลือสร้างโรงเรือนสำหรับ คัด แยกและบรรจุที่ได้มาตรฐานมากขึ้นตลอดจนการจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานสำหรับการคัด แยกและบรรจุเพื่อให้การผลิตเป็นไปตามมาตรฐานการผลิตอาหารและยา(อย.)และควรมีการประชาสัมพันธ์ให้หมู่บ้านเหมืองกวักหรือตำบลมะเขือแจ้เป็นแหล่งผลิตลำไยอบแห้งสีทองประจำจังหวัดลำพูนเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของลำไยอบแห้งสีทองของจังหวัดต่อไปThe purpose of this study were to investigate potential of management of community enterprises, i.e. dried golden longans production; to develop model of management for local enterprise; and to distribute this discovered form to other networks of local enterprises.
The research was conducted by using questionnaires asking 37 household in Muang Kwak Village, Muang District of Lamphung Province. It also employed Participatory Action Research (PAR) in order to gain qualitative data. Its data analysis was directed by utilizing statistic criterion as frequencies, percentages, means, variants and standard deviations. The analysis on producer’s efficiency was processed by Stochastic Frontier Function with Data Environmental Analysis (DEA) method. For action researching, public hearing technique was utilized to investigate the problems, the treats and cooperates of community enterprises.
The study found that local communities do not understand and take advantage of the idea of forming a bargaining group. The existing congregation has not been utilized to develop production processes, to buy raw materials and to distribute the products. Ironically, it was mainly set for asking for loans from outsiders.
Regarding the development of production processes, producers agree to raise its standard in order to meet requirements; however, they could not do because of lacking of fund, soaring price of raw materials, volatility of longans, difficulties in finding sources of energy to dry longans, etc. In order to solve this problem, the producers should get together in both production and distribution processes. Efficiency and clean should be among the first priority. To meet this end, stoves should be improved so that they would consume less amount of energy. It should be noted here that the most suitable packages for the product to be displayed are 50 grams, 150 grams, 250 grams, 500 grams, and 1,000 grams.
The study suggests that the producers should unit as a cooperative. They should also ask for assistance from local administrations in order to build standardized factories for local people. This factory would perform the whole production processes to meet the standard of Food and Drug Agency. Finally, Muangkwak Village of Tambol Makuajea should be promoted as the original source of producing dried golden longans of Lamphun Province.สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต
Reducing Dust in the Yarn dye with Ebony colourant using the water steaming process
ผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติจากมะเกลือสีน้ำตาลเข้มเป็นที่นิยมของผู้ซื้อจากต่างประเทศ แต่มีการผลิตไม่มากนัก เนื่องจากจะเกิดฝุ่นผงของมะเกลือในขบวนการผลิต ผู้ผลิตเกิดอาการแพ้และมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคในระบบทางเดินหายใจ จึงได้สร้างหม้ออบไอน้ำสำหรับอบไอน้ำเส้นด้ายในปริมาณมาก เพื่อศึกษากระบวนการลดฝุ่นผงสีย้อมมะเกลือด้วยการอบไอน้ำ และ ผลของการอบไอน้ำ กลุ่มตัวอย่างเป็นสมาชิกกลุ่มทอผ้าบ้านช่างเคิ่ง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ศึกษาเวลาในการอบไอน้ำที่ 20 30 และ 40 นาที ทำการศึกษาโดยการทดลอง การสังเกต และสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย
การสร้างหม้ออบไอน้ำทรงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 75 เซนติเมตร สูง 75 เซนติเมตร ใช้วางบนกระทะขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 93 เซนติเมตร อบเส้นด้ายครั้งละ 60 ไจ ใช้น้ำ 45 ลิตร อุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส ใช้ผ้าชุบน้ำอัดโดยรอบส่วนต่อของหม้ออบไอน้ำกับกระทะ ผลพบว่า เส้นใยพองฟู เส้นด้ายมีความนุ่ม น้ำหนักลดลง มีฝุ่นผงมะเกลือจากการล้างน้อยกว่าเส้นด้ายที่ไม่อบไอน้ำร้อยละ 81.80 ใช้ปริมาณน้ำในการล้างเส้นด้ายน้อยกว่าร้อยละ 60 ผู้ผลิตมีความพึงพอใจในการใช้เส้นด้ายที่ผ่านการอบไอน้ำ เวลา 30 นาที ในกระบวนการทอผ้าด้วยเส้นด้ายที่อบไอน้ำทั้งหมดพบว่ามีฝุ่นผงมะเกลือน้อยกว่าเส้นด้ายที่ไม่อบน้ำ ร้อยละ 77.03 และใช้เวลาในกระบวนการทอผ้าน้อยกว่า ร้อยละ18.77 ได้ผ้ายาวกว่าร้อยละ14.81 ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการอบไอน้ำ ประมาณเมตรละ 1.31 บาทThe dark brown cotton fabric made from yarn which was dyed with natural colorant of Ebony is widely appreciated in the foreign consumer ; but it is not enough manufactured due to the problem of dust emitted in the processes. It is evidenced that workers involved in the processes are at risk with allergy or respiratory illnesses. This study attempts to experiment the water steaming as a process of reducing the dust caused by the ebony dye. A large steaming pot was made such that it could accommodate a large amount of yarn. The experiment took place at the village Baan Chang Kerng, Chiang Mai and the subjects were the members of the weaving group of the village. Three treatments of water steaming were given : 20, 30 and 40 minutes. Observation and interview with the subjects were conducted and the data were analyzed qualitatively and quantitatively. The percentage and arithmetic mean statistics were employed.
The steamer constructed is cylindrical in shape with the base of 75 cm. and the height of 75 cm. placed on the top of the pan of 93 cm. in diameter with a piece of cotton pressed between the joint to keep the steam. In each steaming , 60 skeins were used with water 45 liters and at 90 celcius. It is found that the water steaming makes the yarn softer, lighter. When washing, the water –steamed yarn gives less dust than does un-steamed yarn by 81.80 % with less water used by 60.0 %. The weavers are satisfied with the water steaming for 30 minutes. The steamed yarn gives out less dust during weaving than does the un-teamed yarn by 77.03 %, uses less time by 18.77 % , yields longer fabric by 14.81 %. The cost is higher from the steaming is 1.31 bath per meter.สภาวิจัยแห่งชาต
ผลการดำเนินงานตามแผนงานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนาชุมชนชนบทสู่ชุมชนเมืองอย่างมีความสุข กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
แผนงานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาชุมชนชนบทสู่ชุมชนเมืองอย่างมีความสุข : กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุมชนชนบทของตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ สู่ชุมชนเมืองที่มีความสุขด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ซึ่งมีโครงการวิจัยภายใต้แผนงานวิจัยนี้ จำนวน 5 โครงการย่อยคือ โครงการวิจัยและพัฒนาการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเขตชานเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน โครงการวิจัยและพัฒนาบล็อกปูพื้นที่ใช้ขี้เถ้าขยะมูลฝอยเป็นวัสดุผสม โครงการวิจัยและพัฒนาศูนย์เด็กเล็กต้นแบบในอุดมคติแบบมีส่วนร่วม โครงการศึกษาความเป็นพิษและองค์ประกอบทางเคมีและอนุภาคขนาดเล็กของอากาศในพื้นที่ตำบลดอนแก้ว และโครงการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคในพื้นที่ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
แผนงานวิจัยนี้ได้ดำเนินการโดยลำดับคือ ศึกษาบริบทชุมชนในตำบลดอนแก้ว ศึกษาดูงานจากหน่วยงานที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนา ประชุมปฏิบัติการวางแผนงานร่วมกับท้องถิ่น ทุกโครงการย่อยปฏิบัติการตามแผนดังกล่าว และประชุมรายงานความก้าวหน้าต่อผู้อำนวยการแผนงานเป็นระยะๆ ท้ายสุดจึงจัดประชุมสัมมนาเพื่อสรุปแผนงานวิจัยร่วมกัน
ผลการวิจัย พบว่า อบต.ดอนแก้วได้เครือข่ายเด็กและเยาวชนจำนวน 3 เครือข่าย คือ เครือข่ายสายน้ำสายสัมพันธ์ เครือข่ายดนตรีและเยาวชน และเครือข่ายเยาวชนรักการอ่าน อบต.-
ดอนแก้ว มีศูนย์เด็กเล็กต้นแบบในอุดมคติที่ได้มาตรฐานไว้บริการชุมชน ชุมชนใน อบต.ดอนแก้ว มีทักษะในการแปรสภาพขยะเป็นผลิตภัณฑ์ได้ 5 ชนิด คือ บล็อกปูถนน กระเบื้องบุผนัง ฝ้า-เพดาน บล็อกก่อผนังและวัสดุตกแต่งเลียนแบบธรรมชาติ อบต.ดอนแก้วได้รูปแบบการแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำในชุมชนด้วยการวิเคราะห์น้ำพร้อมทำระบบการกำจัดสนิมเหล็กในน้ำบ่อตื้นได้สำเร็จ และชุมชนได้ความรู้เกี่ยวกับมลพิษทางอากาศ พร้อมกับจิตสำนึกร่วมกันรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต
The Participatory Process to Strengthen the Suburb Children and Teenagers : A Case Study on Donkaew Sub district, Mae Rim District, Chiang Mai Province.
โครงการวิจัยการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพปัญหาของชุมชนในเขตชานเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ศึกษาปัจจัยในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในเขตชานเมือง และ ทดลองปฏิบัติการแก้ไขปัญหาชุมชนในเขตชานเมือง โดยใช้กระบวนการ มีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนในท้องถิ่น ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีระยะเวลาในการศึกษาระหว่างปี พ.ศ.2551 ถึง 2552
วิธีการวิจัยเป็นการวิจัยแบบประยุกต์ที่เน้นการเข้าไปศึกษาข้อมูลในชุมชนและนำผลการศึกษาชุมชนไปทดลองปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาของชุมชนโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาคมตำบล เด็กและเยาวชน โดยเข้าไปศึกษาข้อมูลของตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จำนวน 10 หมู่บ้าน เพื่อทราบสภาพปัจจุบันและปัญหาของชุมชน และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาคมโดยการจัดเวทีประชาคม ร่วมกัน เพื่อแสวงหาศักยภาพของชุมชนและสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนโดยเด็กและเยาวชนเป็นผู้ปฏิบัติการ
ผลการศึกษาวิจัยที่สำคัญพบว่าตำบลดอนแก้ว เป็นชุมชนลักษณะกึ่งเมืองกึ่งชนบทรูปแบบการดำเนินชีวิตเป็นทั้งการใช้ชีวิตแบบชุมชนเมืองและชุมชนชนบท ที่เรียกว่าเป็นชุมชนเขตชานเมือง การขยายตัวของเมืองเชียงใหม่ที่ส่งผลกระทบถึงตำบลดอนแก้ว คือประชากรของตำบลมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจากการย้ายถิ่นจากเขตเมืองออกสู่บริเวณชานเมือง รูปแบบการดำเนินชีวิตของคนในชุมชนเปลี่ยนไปจากการให้ความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีใช้การดำเนินชีวิตแบบเมืองมากขึ้น เด็กและเยาวชนบางหมู่บ้านมีการแข่งขันกันสูง ทำให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชนน้อย ปัญหาของหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านพบว่ามีปัญหาที่ต่างกัน อันเป็นเนื่องมาจากการขยายตัวของเมือง
การจัดเวทีประชาคมเป็นกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วม ในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยเด็กและเยาวชนได้รับทราบถึงปัญหาของชุมชน และร่วมกันเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่พบในชุมชนตลอดจน ได้นำเสนอ แนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันในเรื่อง สิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรม และการศึกษาในโดยทุกกลุ่ม ได้ทดลองปฏิบัติการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน โดยการสร้างเครือข่ายเด็กและเยาวชนหมู่บ้าน และตำบลของตนเอง สมาชิกของเครือข่ายได้แสดงภาวะความเป็นผู้นำ โดยการทำหน้าที่ในการประสานการทำงาน การจัดกิจกรรมในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนร่วมกัน และมีองค์กรภาครัฐในชุมชนสนับสนุนอยู่ คือ องค์การบริหารส่วนตำบล ดอนแก้ว ทำให้เด็กและเยาวชน มี ความมั่นใจ มีความกระตือรือร้น มีความสามัคคีความคุ้นเคยกัน มีความผูกพัน ในการทำงานร่วมกันมากขึ้น เด็กและเยาวชนสามารถดำเนินการจัดกิจกรรมแก้ไขปัญหาของชุมชนได้โดยการทำงานกลุ่มร่วมกันในหมู่บ้าน ทำให้เกิด ความเข้มแข็งของเครือข่ายเด็กและเยาวชนของหมู่บ้านและตำบล
การจัดกิจกรรมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนแบบมีส่วนร่วมโดยมีเด็กและเยาวชนเป็นแกนนำ ได้ใช้เวทีประชาคมเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินการในลักษณะของเครือข่าย และมีการบันทึกข้อมูลร่วมกันของผู้วิจัยและเด็กและเยาวชนในชุมชนพบว่า ปัจจัยในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน คือการมีข้อมูลของชุมชนที่ชัดเจน การใช้เวทีประชาคมเป็นเครื่องมือในการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม และ การสร้างเครือข่ายการทำงานของเด็กและเยาวชนThe aims of the study, “Developing the strength of the Community by Participating Process of the Children and Youth in Don Kaew Sub district, Mae Rim District, Chiang Mai Province,” are to study the problems of the communities in the suburban areas of Chiang Mai Province, to study the factors of strengthening the suburban communities, and to experiment on solving the problems of suburban communities by using the participating process of the children and youth in Don Kaew Subdistrict, Mae Rim District, Chiang Mai Province. The duration of the study is from 2551-2552 B.E.
The method of the research focuses on gathering the information of the community and the utilizes it in the experiment process for problem solving of the community by using the participating process of the children and youth in ten Moo Ban in Don Kaew Subdistrict, Mae Rim District. The reasons are to Study the Present condition and problems of the community and to create participation of the people in order to find the potential of the community and building the participating process for activities of strengthening the community by the children and youth.
It was found that Don Kaew Subdistrict was the community of half urban and half rural. The ways of life were the mixture of those of urban and rural communities. The expansion of Chiang Mai Province affected Don Kaew Subdistrict. The population increased because people moved from an urban area to a rural area. The ways of life of the people in the community changed from being co-operative and helpful to be more like the urban life style. The Children and youth in some Moo Ban were more competitive and less active in the activities of the community. The problems of each Moo Ban were different according to the expansion of the town.
Civil Society Forum was to develop the process of participating in strengthening the community. The children and youth were informed the problems of the community and gave comments on how to solve problems concerning environment, cultural conservation, and education. The children and youth experimented on strengthening the community by using the participating process to develop the network of children and youth in their own Moo Ban and subdistricts. The network members showed their leadership by co-ordinating
And organizing activities in strengthening their community with the assistance of the government sector in the community, which supported the confidence, anxiety and companionship. The children and youth were able to conduct the activities in order to solve the problems of the community by working together which would strengthen the network of the children and youth in Moo Ban and subdistricts.
The activities of strengthening the community by using the participating process of the children and youth, the Civil Society Forum, networking and recording the information by the researcher and the children and youth. It was found that the factors of creating the strength of the community were as follows: having accurate information of the community, using the Civil Society Forum as a tool to create the process of participation, and creating the network of the children and youth.สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต
การจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ในพื้นที่ ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
โครงการวิจัย การจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ในพื้นที่ตำบล
ดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์หลัก คือ ศึกษารูปแบบและแนวทางการปรับปรุงคุณภาพน้ำสำหรับการอุปโภคและบริโภค รวมทั้งร่วมกันกำหนดรูปแบบที่มีความเหมาะสม โดยการศึกษาคุณภาพน้ำจากบ่อน้ำตื้นในพื้นที่ พบว่า ยังไม่สามารถนำมาอุปโภคบริโภคได้ทันที คุณภาพน้ำที่เป็นปัญหามากที่สุด คือ ปริมาณเหล็กและแมงกานีส ซึ่งมีค่าเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนการศึกษาคุณภาพน้ำจากระบบประปา พบว่า ปัญหาที่พบมากที่สุดคือ ความขุ่น ปริมาณของแข็งทั้งหมด และปริมาณเหล็ก ที่ยังมีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐาน
ในส่วนของการศึกษารูปแบบและแนวทางการปรับปรุงคุณภาพน้ำ สำหรับการอุปโภคและบริโภคที่มีความเหมาะสมกับชุมชน ประกอบด้วย กิจกรรมการทำระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำเพื่อการบริโภคในชุมชน, กิจกรรมการทำระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือน, กิจกรรมการทำสารกรองสำหรับกำจัดสนิมเหล็ก, กิจกรรมการทำถังดักไขมันสำหรับครัวเรือน และกิจกรรมการปรับปรุงระบบประปาหมู่บ้านหมู่ที่ 2
ผลการดำเนินงานตามกิจกรรมดังกล่าว พบว่า เมื่อพิจารณาผลตอบแทนทางด้านเศรษฐศาสตร์ (B/C ratio) พบว่า ทุกกิจกรรมมีผลตอบแทนทางด้านเศรษฐศาสตร์มากกว่า 1แสดงให้เห็นว่าทุกกิจกรรมให้ผลประโยชน์มากกว่าต้นทุน โดยกิจกรรมที่ให้ผลตอบแทนทางด้านเศรษฐศาสตร์มากที่สุด คือ กิจกรรมการทำระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำเพื่อการบริโภค
ในชุมชน และกิจกรรมการทำระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำเพื่อการบริโภคในครัวเรือน ตามลำดับThis research involved The Water Resource management for consumption in Donkeaw district , Amphur Maerim, Chaing mai Province .The main objective of this project was to study of the model and the pattern for rectifying water quality for consumption and regulation the proper pattern for this community also emphasizing to use the participatory action research. The result has shown that mostly water usage and consumption for people were from shallow water pits and a local water supply without treated. The quantity of iron and Manganese in water from water pit was higher from standard value brought water couldn’t be used for daily life and in the same time the main problem in water from a local water supply was the turbidity, high value of total solids and higher iron quantity from standard value.
In the section of study in pattern and way to improve the water quality which proper for water consumption of the people in this area consist of a water treatment system for consumption and water supply in house hold level and community water drinking system, an innovation for producing filtering substance for ferric removal activities, the grease trap well in household production activities and a local water supply treatment activities in the second village.
After operating all of these activities, the benefit-cost ratio (B/C ratio) considering in all of activities found that their B/C ratio higher than 1.0 each. This was shown that all activities provide benefits more than their costs. The highest B/C ratio activity is community water drinking system followed by water treatment system for consumption level respectively.สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต
Simple method of making Pleurotus ostreatus mushroom spawn
การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสารละลายไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (H2O2)
ในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในวัสดุเลี้ยงเชื้อเห็ดนางรม (Pleurotus ostreatus) รวมทั้งศึกษาการเจริญและ
ผลผลิตเห็ดที่ได้ โดยทำการเปรียบเทียบเชื้อเห็ดที่ผลิตโดยกรรมวิธีแบบดั้งเดิมคือใช้อาหารวุ้นพีดีเอซึ่งนึ่ง
ฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งความดันไอน้ำ กับอาหารวุ้นพีดีเอและอาหารลูกเดือยที่ฆ่าเชื้อด้วย H2O2 โดยทำการ
ขยายเชื้อเห็ดโดยไม่ใช้ตู้เขี่ยเชื้อ
ผลการทดลองพบว่าเมื่อเพิ่มเข้มข้นของ H2O2 ในอาหารเลี้ยงเชื้อเห็ดส่งผลให้เปอร์เซ็นต์การ
ปนเปื้อนจากเชื้อจุลินทรีย์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง โดยไม่ขึ้นกับวัสดุที่ใช้ทำอาหารเลี้ยงเชื้อ สารละลาย
H2O2 0.45% w/v สามารถยับยั้งการปนเปื้อนในระดับที่ยอมรับได้ และเมื่อนำเชื้อเห็ดไปทำการทดสอบ
เลี้ยงในก้อนขี้เลื่อย ปรากฏว่าเชื้อเห็ดที่ได้มาจากเมล็ดลูกเดือยที่ฆ่าเชื้อด้วย H2O2 0.45% w/v ใช้ระยะเวลา
ในการที่เชื้อเห็ดเดินเต็มถุงเพาะและจำนวนวันเฉลี่ยที่ใช้ในการเกิดดอกสั้นกว่าเชื้อเห็ดที่ซื้อมาจาก
ท้องตลาดที่ผลิตโดยวิธีดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าน้ำหนักสดของดอกเห็ดที่ได้จะไม่แตกต่างกันทาง
สถิติก็ตาม กรรมวิธีที่นักวิจัยพัฒนาขึ้นมาสามารถผลิตเชื้อเห็ดที่มีคุณภาพไม่แตกต่างกับการผลิตเชื้อเห็ด
แบบดั้งเดิม ทำได้สะดวกและง่ายกว่า ไม่จำเป็นต้องใช้หม้อนึ่งความดันไอน้ำและตู้เขี่ยเชื้อThe mother culture of mushroom requires adequate equipment which may not be afforded by
small laboratories or producers. In this work, simple sterile cultures for mother culture of oyster
mushroom (Pleurotus ostreatus) using direct application of hydrogen peroxide (H2O2) disinfectants by
preparing sterile medium without autoclaving and inoculating explants without the laminar air-flow
cabinet were developed.
Contamination trend to decrease when increased percentage of H2O2. The level of culture
contamination was within acceptable limits in 0.45% w/v H2O2 treatment. The method is suitable for
the preparation of both agar media and Job’ tear media.
Growth and development comparison of oyster mushroom with two different mythologies: a
traditional methodology and a new methodology were also studied. The results showed that mycelium
grew faster in the new methodology; moreover, it took a shorter time for producing fruiting body when
compared with a traditional methodology. Both methods gave no significantly different in yield (fresh
weight and basic characteristics). Thus, contamination could be reduced without the use of expensive
equipment by using this simple method.กองทุนวิจัยสำหรับอาจารย์และบุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม