ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
Not a member yet
1393 research outputs found
Sort by
Knowledge Management of Accounting Development in Sufficiency Economy .
This action research aimed to study an existing accounting of people from 18 Villages at Makoeajae District Muang Lumpoon Province and to regulate the existing accounting making them more suitable. This study was conducted between October 2008 to August 2009. The key participants were people from 18 Villages at Makoeajae District Muang Lumpoon Province.The study instrument for data collection were questionnaire and the seven sub-projects. Statistical analysis were frequency, percentage, means, and standard deviation.
The result showed that this group has known accounting from Bank for Agriculture andAgriculturalCooperatives : BAAC . Many people of this group did not record their transactions. Because they did not understand in accounting.The new accounting of people from 18 Villages at Makoeajae District Muang Lumpoon Province include separating of unnecessary expense from all expense and utilizing the His Majesty the King' s notion “Sufficiency Economy”. Using the new accounting helped the participants to decreasetheirunnecessaryexpense such as buying inexpensive cloths. They gained more monthly saving.งานวิจัย เรื่อง “การจัดการความรู้ทางบัญชีตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง” มีเป้าหมายที่จะแก้ปัญหาและพัฒนาพฤติกรรมการใช้เงินของชุมชนตำบลมะเขือแจ้ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ขอขอบพระคุณสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่สนับสนุนทุนวิจัย และรองศาสตราจารย์ ดร.สมพร รุ่งเรืองกลกิจ ที่กรุณาลงพื้นที่และให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์
ในการดำเนินงานวิจัยงานวิจัยครั้งนี้จะไม่สามารถสำเร็จได้หากไม่ได้รับความอนุเคราะห์ด้านสถานที่และการติดต่อประสานงานกับชุมชนตำบลมะเขือแจ้ จากคุณประเสริฐ อุตตระพยอม กำนันตำบลมะเขือแจ้ และขอขอบคุณ คุณบุญส่ง ธิแจ้ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านเหมืองกวัก ตำบลมะเขือแจ้ จังหวัดลำพูน และคุณสมเดช จันทร์น้ำ อดีตอบต.บ้านใหม่ฝายหิน ที่อนุเคราะห์เป็นวิทยากรและสร้างเครือข่ายในการจัดทำบัญชีตามแนวพระราชดำริ เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงขอขอบคุณชุมชนตำบลมะเขือแจ้ ทุกท่านที่กรุณาให้ความร่วมมือในการดำเนินงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง เป็นอย่างดียิ่ง และขอขอบคุณนักศึกษาวิชาเอกการบัญชีที่สละเวลาเพื่อลงพื้นที่และเก็บข้อมูลการวิจัยการเรียนรู้ที่นักวิจัยได้รับในครั้งนี้จะเผยแพร่ไปยังหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาชุมชนทั่วประเทศให้เกิดเป็นสังคมที่เข้มแข็งตลอดไป หากมีข้อบกพร่องใด ๆ ในรายงานการวิจัยฉบับนี้ นักวิจัยกราบขออภัยและยินดีน้อมรับข้อเสนอแนะสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต
การมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ด้วยกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา กรณีศึกษาป่าต้นน้ำ หมู่บ้านนาปลาจาด ตำบลห้วยผา อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานภาพของป่าต้นน้ำหมู่บ้านนาปลาจาด ตำบลห้วยผา อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเพื่อสร้างรูปแบบกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษาในการเรียนรู้เชิงอนุรักษ์ของชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าต้นน้ำ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยคือประชาชนในชุมชน ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน ภูมิปัญญาในชุมชน เยาวชน ครู อาสาสมัครตำรวจบ้าน เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา – ผาเสื่อ และผู้ที่เกี่ยวข้องในชุมชน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย เทคนิค A – I – C (Appreciation Influence Control) การสำรวจป่าไม้ในชุมชน คุณลักษณะทางกายภาพ ชีวภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณค่าต่อคุณภาพชีวิตของผืนป่าต้นน้ำต่อชุมชน กิจกรรมการเรียนรู้เชิงอนุรักษ์ป่าต้นน้ำของชุมชนด้วยกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล 1 ธันวาคม 2551 – 28 กุมภาพันธ์ 2553ผลการศึกษาจากการสำรวจผืนป่าพบว่า มีการบุกรุกและเข้ามาใช้ประโยชน์โดยคนต่างพื้นที่ ชุมชนจึงกำหนดแนวทางการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำร่วมกัน ด้วยการจัดกลุ่มสำรวจพื้นที่ป่าไม้ในชุมชน การจัดหลักสูตรค่ายสิ่งแวดล้อมสำหรับเยาวชน การจัดตั้งชมรมอนุรักษ์ป่า เพื่อสร้างและปลูกฝังจิตสำนึกของคนในชุมชนและเยาวชนในการอนุรักษ์ ธำรงรักษา ป่าต้นน้ำให้เป็นแหล่งการเรียนรู้และทรัพยากรสำหรับการใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนและพอเพียงมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.
Evaluation of the Clinic Language Project in Rajabhat University Chiang Mai Demonstration School
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการคลินิกหมอภาษา ของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ปีการศึกษา 2552 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ ผู้บริหารโรงเรียน คณะกรรมการดำเนินในโครงการจำนวน 12 คน ครูผู้สอนในโครงการ จำนวน 3 คน ผู้ปกครองนักเรียนจำนวน 10 คน และนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลได้แก่ แบบสอบถาม โดยใช้รูปแบบการประเมินของซิป (CIPP MODEL) ในการประเมินโครงการทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านสภาพแวดล้อม (Context) ด้านปัจจัยนำเข้า (Input) ด้านกระบวนการ (Process) และด้านผลผลิต (Product) แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์โดยใช้ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำเสนอในรูปแบบตารางการประกอบการบรรยาย
ผลการประเมินโครงการคลินิกหมอภาษา ของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏ
เชียงใหม่ ของผู้บริหารโรงเรียน คณะกรรมการดำเนินงานในโครงการ และครูผู้สอนในโครงการ
สรุปผลได้ดังนี้
1. ผลการประเมินด้านสภาพแวดล้อม โดยรวมพบว่า มีความเหมาะสมมาก
2. ผลการประเมินด้านปัจจัยนำเข้า โดยรวมพบว่า มีความเหมาะสมมาก
3. ผลการประเมินด้านกระบวนการ โดยรวมพบว่า มีความเหมาะสมมาก
4. ผลการประเมินด้านผลผลิต โดยรวมพบว่า มีความเหมาะสมมาก
(3)
ผลการประเมินโครงการของผู้ปกครอง สรุปผลได้ดังนี้
1. ผลการประเมินด้านกระบวนการ โดยรวมพบว่า มีความเหมาะสมมาก
2. ผลการประเมินด้านผลผลิต โดยรวมพบว่า มีความเหมาะสมมาก
ผลการประเมินโครงการของนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ สรุปผลได้ดังนี้
1. ผลการประเมินด้านกระบวนการ โดยรวมพบว่า มีความเหมาะสมมาก
2. ผลการประเมินด้านผลผลิต โดยรวมพบว่า มีความเหมาะสมมากThis research of this study was to evaluate the Clinic Language Project in
Rajabhat University Chiang Mai Demonstration School in the academic year 2009. The
Sample under study classified into 12 executive and committee, 3 teachers participated in
This project, 10 parrent and 10 students form prathomsuksa 4-6 that teachers participated in
this project. The data collected by questionnaire. This research was conducted under CIPP
MODEL, framed within the Context, Input, Process and Product. The data analysis used
Percentage, mean and stand deviation reveal with explaining in table.
The result of the evaluation of the project from executive and committee and
Teachers participates in this project were as follows:
1. The result of analysis within context indicated more correspond.
2. The result of analysis within input indicated more correspond.
3. The result of analysis within process indicated more correspond.
4. The result of analysis within product indicated more correspond.
The result of the evaluation from parents were as follows:
1. The total result of process evaluation indicated more correspond.
2. The total result of product evaluation indicated more correspond.
The result of the evaluation from students were as follows:
1. The total result of process evaluation indicated more correspond.
2. The total result of product evaluation indicated more correspond.มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
การใช้สารสกัดจากพืชสมุนไพรพื้นบ้านควบคุมเชื้อรา ก่อโรคแอนแทรคโนสในพริกหวานของเกษตรกร ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
The objective of this study is to study toxicity of local medicinal plant extract against fungal pathogen caused of anthracnose disease in sweet pepper of Pong yang community, Mae Rim district, Chiang Mai for biological control and reduction of chemical pesticide used in the community. The study is divided into 2 categories, that are the community base research about Pong yang community basically data and the situation of sweet pepper farm, and the investigation on the local medicinal plant and toxicity of these plant extracts on fungal pathogen caused of anthracnose disease of sweet pepper. It was found that the Pong yang community is the important agricultural farm for sweet pepper production. The agricultural system for sweet pepper production is hydropronic farming. The plant was grown using potting media in a plastic bag and water and nutrients was delivered to the plants in solution form via a dropping system. Major problems for sweet pepper production are fungal pathogen of anthracnose disease and insect distribution. The sweet pepper farmers used chemical substance such as carboxcin, mancocep and captane for pathogen control. Study on 4 types of crude plant extract including soap pod, dried tobacco, Plucao and Sabsua for growth inhibition of Collectotrichum capsici found that the plant extracts present inhibition effect on both mycelial growth and spore germination. The order of antifungal efficient from high to low was soap pod, Sabsua, Plucao, and dried tobacco for the mycelia growth inhibition, and soap pod, dried tobacco, Sabsua, and Plucao for the spore germination inhibition. Antifungal effect of soap pod and Sabsua was investigated on seed, seedling, fresh fruit and glasshouse stages of sweet pepper plant. The result from all experimental set showed that crude extract of soap pod and Sabsua reduced growth of Collectotrichum capsici. Produce from Sweet pepper plant sprayed with soap pod and Sabsua extract was the same as control plant but the plant height was increased after application of 40 mg/ml soap pod and 2% Sabsua. No disease incident was found during the experimental period.การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์ใช้สารสกัดจากพืชสมุนไพรพื้นบ้านในการควบคุมเชื้อราก่อโรคแอนแทรคโนสในพริกหวานของเกษตรกรตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นแนวทางในการลดการใช้สารเคมีในชุมชน โดยมีการศึกษาวิจัย 2ลักษณะ ได้แก่ การศึกษาข้อมูลพื้นฐานและสภาพการณ์การปลูกพริกหวานของเกษตรกรตำบลโป่งแยง และการค้นหาพืชสมุนไพรพื้นบ้านท้องถิ่นและทดสอบประสิทธิภาพการควบคุมเชื้อราก่อโรคแอนแทรคโนสในพริกหวาน ซึ่งพบว่าตำบลโป่งแยงเป็นแหล่งเกษตรกรรมพืชเศรษฐกิจ พริกหวานที่สำคัญแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ โดยใช้ระบบการปลูกแบบไม่ใช้ดิน (hydropronic) ต้นพริกจะปลูกโดยใช้วัสดุปลูกในถุงพลาสติก มีการให้น้ำและ ปุ๋ยที่เป็นธาตุอาหารกับพริกหวานในรูปแบบสารละลายด้วยระบบน้ำหยด ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชเป็นปัญหาที่สำคัญทำให้ผลผลิตตกต่ำและคุณภาพไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่ต้องการ โดยส่วนใหญ่ความเสียหายของผลผลลิตพริกหวานมีสาเหตุมาเชื้อจุลินทรีย์ในกลุ่มเชื้อราแอนแทรคโนส ซึ่งเกษตรกรมีการควบคุมโดยการฉีดพ่นยาและสารเคมีกลุ่มคาร์บอกซิน แมนโคเซบ หรือแคปแทน สำหรับการศึกษาพืชสมุนไพรจำนวน 4 ชนิด ที่มีศักยภาพในการยับยั้งการเจริญของเชื้อรา Collecttotrichum capsici ที่ก่อโรคแอนแทรคโนสพริกหวาน ได้แก่ สารสกัดจากฝักส้มป่อย ใบยาสูบ พลูคาว และสาบเสือ พบว่าสารสกัดทุกชนิดมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของเส้นใย และการงอกของสปอร์ของเชื้อราดังกล่าว โดยมีประสิทธิภาพเรียงตามลำดับจากมากไปน้อย คือ ส้มป่อย สาบเสือ พลูคาว และยาสูบ สำหรับการยับยั้งการเจริญของเส้นใย และ ส้มป่อย ยาสูบ สาบเสือ และพลูคาว สำหรับการยับยั้งการงอกของสปอร์ เมื่อนำสารสกัดจากส้มป่อย และสาบเสือมาทดสอบการควบคุมการเจริญของเชื้อราระยะเมล็ด ต้นกล้า และผลพริกสด พบว่า ส้มป่อยและยาสูบมีผลในการควบคุมการเจริญของเชื้อเมื่อเทียบกับชุดควบคุมในทุกระยะของการทดลอง ส่วนการฉีดพ่นสารสกัดบนต้นพริกในสภาพแปลงปลูกของเกษตรกรนั้น พบว่าต้นพืชให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อต้นไม่แตกต่างกัน แต่พืชที่ได้รับการฉีดพ่นด้วย 2% สาบเสือ และ 40 มก/มล มีความสูงเพิ่มขึ้นจากชุดควบคุม และไม่พบการเกิดโรคในพืชตลอดระยะเวลาที่ทำการทดลองมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต
Organic Sweet Pepper Production by Bio-extract in Hydroponics Culture for Replacing Chemical Nutrient Fertilizer using on Pong- yang Mae-Rim District Chiang Mai Province
The objective of this study was the application of bio-extract for sweet pepper cultivation using hydroponics system for the farmer in Pong yang community, Mae Rim district, Chiang Mai. Three aspects were studied; i.e. 1) the community base research about Pong yang community basically data and the situation about sweet pepper farm 2) the investigation on bio-extract production from wasted vegetables and ripen fruits and 3) the application of bio-extract for the cultivation of sweet pepper. It was found that the Pong yang sub-district is an important agricultural area for sweet pepper production of Chiang Mai using hydroponics system. The nutrients were supplied to sweet pepper in the form of solution and dropped. One crop of sweet pepper cultivation is 209-330 days and consume chemical fertilizer and hormone totally 25 sets. Production cost is about 120,000-130,000 baht.
The production of bio-extract from raw materials composing of wasted vegetables obtained from the Royal Project factory, Chiang Mai and ripens fruits purchased from Maung Mai market, Chaing Mai was studied. The 5 different instant starters; i.e. MMO-01, MMO-02, MMO-03, PD.2 and PD.3, were used. Subsequently, the quality of every formula of bio-extract was analyzed to select the most suitable bio-extract. The results showed that the MMO-02 produced the highest quality bio-extract comparing to the other starters. After 5 weeks of fermentation, lactic acid was detected as 7.94 (log[cfu/ml]) while the growth of Salmonella-Shigella spp. was inhibited since week 1. The organic matter content, total nitrogen, total phosphorus, total potassium, total calcium and total magnesium were 13.78, 0.28, 0.08, 1.18, 0.24 and 0.20 %, respectively. Moreover, pH and conductivity (EC) were 3.99 and 15.06 dS/m, respectively. Therefore, MMO-02 was selected for the production of bio-extract from wasted vegetables and ripens fruits.
The bio-extract was tested for its efficiency in sweet pepper production using hydroponic system. The experiment was divided into 6 treatments; i.e. water, chemical fertilizer, mixture of chemical fertilizer and bio-extract (8 folds dilution) in the ratio of 1:1, bio-extract (8 folds dilution), bio-extract (16 folds dilution) and bio-extract (32 folds dilution). The height, tree characters, number of fruit, accumulated N, P, K, Ca and Mg content were recorded. The results showed that the growth and development of sweet pepper fed with bio-fertilizer were normal but less than those fed with chemical fertilizer. However, the treatments that fed with bio-fertilizer showed better results than control (water). It might be concluded that bio-extract could be used to reduce the production cost of sweet pepper production. However, the suitable concentration of bio-extract has to be studied in detail.การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการประยุกต์ใช้น้ำสกัดทางชีวภาพในการปลูกพริกหวานด้วยระบบไฮโดรโปนิกสำหรับเกษตรกรตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการศึกษาวิจัย 3 ประเด็น คือ 1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐานและสภาพการณ์การปลูกพริกหวานของเกษตรกรตำบลโป่งแยง 2) การศึกษากระบวนการหมักน้ำสกัดทางชีวภาพจากผักและผลไม้ 3) การทดลองการใช้น้ำสกัดชีวภาพในการปลูกพริกหวานในระดับแปลงเพาะปลูก ซึ่งพบว่าตำบลโป่งแยงเป็นแหล่งเกษตรกรรมพืชเศรษฐกิจ พริกหวานที่สำคัญแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ โดยใช้ระบบการปลูกแบบไม่ใช้ดิน (hydropronic) มีการให้ปุ๋ยและธาตุอาหารกับพริกหวานในรูปแบบสารละลายด้วยระบบน้ำหยด โดยใน 1 ชุดการปลูกพริกหวานซึ่งมีระยะเวลา 209-330 วัน ใช้มีการใช้ปุ๋ยเคมีและฮอร์โมนรวมจำนวน 25 ชุดๆ คิดเป็นต้นทุนประมาณ 120,000-130,000 บาท
คณะผู้วิจัยได้ทำการศึกษาการผลิตน้ำสกัดชีวภาพจากวัตถุดิบที่ประกอบไปด้วยเศษผักเหลือทิ้งจากโรงงานโครงการหลวง จังหวัดเชียงใหม่ และผลไม้สุกงอมที่ได้จากตลาดเมืองใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์สำเร็จรูปต่างกันจำนวน 5 ชนิด ได้แก่ สูตร MMO-01, MMO-02, MMO-03, พด.2 และ พด.3 จากนั้นทำการวิเคราะห์คุณภาพของน้ำสกัดชีวภาพแต่สูตร เพื่อคัดเลือกสูตรที่ดีที่สุดและนำไปใช้ต่อไป ผลการทดลองพบว่าหัวเชื้อสูตร MMO-02 สามารถใช้ผลิตน้ำสกัดชีวภาพจากผักและผลไม้ที่มีคุณภาพดีที่สุดเมื่อเทียบกับการใช้หัวเชื้อสูตรอื่นๆ โดยพบว่าเมื่อสิ้นสุดการหมักในสัปดาห์ที่ 5 สามารถตรวจพบเชื้อแบคทีเรียแลกติกจำนวน 7.94 (log[cfu/ml]) ยับยั้งการเจริญของ Salmonella-Shigella spp. ได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1 พบปริมาณอินทรีย์วัตถุ ไนโตรเจนทั้งหมด ฟอสฟอรัสทั้งหมด โพแทสเซียมทั้งหมด แคลเซียมทั้งหมด และแมกนีเซียมทั้งหมด เท่ากับ 13.78, 0.28, 0.08, 1.18, 0.24 และ 0.20 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ มีค่าความเป็นกรด-ด่างและค่าการนำไฟฟ้าเท่ากับ 3.99 และ 15.06 dS/m ตามลำดับ จึงได้คัดเลือกหัวเชื้อสูตรนี้สำหรับผลิตน้ำสกัดชีวภาพจากผักและผลไม้เพื่อใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีสำหรับปลูกพริกหวานต่อไป
การทดสอบประสิทธิภาพของน้ำหมักชีวภาพที่ได้จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรกับต้นกล้าพริกหวานในระบบไฮโดรโปนิค โดยการทดลองแบ่งเป็น 6 กรรมวิธี คือ น้ำ ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยเคมีผสมน้ำหมักเจือจาง 8 เท่าในอัตราส่วน 1:1 น้ำหมักเจือจาง 8 เท่า น้ำหมักเจือจาง 16 เท่า และน้ำหมักเจือจาง 32 เท่า บันทึกความสูง ลักษณะต้น จำนวนผล และวิเคราะห์ปริมาณธาตุไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) และแมกนีเซียม (Mg) ที่สะสมในต้นพริกหวานพบว่า การใช้น้ำหมักที่เจือจาง 16 เท่า และ 32 เท่า สามารถทำให้พริกหวานมีการเจริญและพัฒนาการได้ตามปกติ แม้จะน้อยกว่าการใช้การปุ๋ยเคมี แต่ยังให้ผลดีกว่าการใช้น้ำ การใช้น้ำหมักชีวภาพสามารถนำมาใช้ลดการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีราคาสูงได้ เพื่อลดต้นทุนการผลิต แต่ต้องมีการทดสอบความเข้มข้นที่เหมาะสมของน้ำหมักชีวภาพก่อนนำไปใช้จริงมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่,สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต
Modification of Cellulose from Plants for Adsorption Metals in Water
The analysis of metal ions in water of Maesareang river community showed thattherearecalciumandmagnesium at high level but some iron and zinc are found. The objective of thisresearch to reduce these metal ions by modifying the structure of cellulose obtained from localplants for absorption them. The best local plant was selected by considering the amount andcharacteristic of cellulose.In this research was investigated in many parameters such as the preparation of cellulose,two types of modified cellulose (type 1: phosphorylation reaction and type 2: using EDTAD asmodifying agent), the equilibrium adsorption time and the effect of pH range of solution. Calciumion and Magnesium ion are the representative of this testing because they are highly amount inwater. The results showed that Leersia hexandra SW was the appropriate local plant whichcontained 30% cellulose after hydrolyzing with 0.2 M NaOH, 2hr 30 min, 90 oC. Cellulose waspurified in 5% v/v HCl heated at 40 oC for 1 hour. The equilibrium absorption time was 30 min.Absorption results showed that both modified celluloses can reduce metal ions in water similar tounmodified. Cellulose and modified cellulose type 1 can absorb calcium, magnesium and zinc inthe basic pH range. Conversely, iron was adsorbed in acidic pH range. Whereas, modifiedcellulose type 2 can absorb calcium and magnesium in both acidic and basic pH valueจากการวิเคราะหปริมาณไอออนโลหะในน้ําในชุมชนลุมน้ําแมสะเรียงพบวามีแคลเซียมและ แมกนีเซียมปริมาณมาก สวน เหล็ก และ สังกะสี มีปริมาณเล็กนอย ในงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงคที่จะลดปริมาณไอออนโลหะเหลานี้โดยใชเซลลูโลสจากพืชในทองถิ่นมาปรับปรุงโครงสรางใหเหมาะสมตอการดูดซับ ซึ่งพืชที่มีอยูในทองถิ่นตองใหปริมาณเซลลูโลสและสภาพเยื่อ
ที่เหมาะสมในการนําไปประยุกตใชในงานวิจัยไดศึกษาถึงการเตรียมเซลลูโลส การปรับปรุงเซลลูโลสสองแบบ (แบบที่ 1 การ
ใชปฏิกิริยา phosphorylation และ แบบที่ 2 การทําปฏิกิริยากับ EDTAD) ระยะเวลาที่เหมาะสมในการดูดซับ และ ผลของ pH ของสารละลายในขณะดูดซับ โดยในเบื้องตนไดทดสอบกับแคลเซียมและ แมกนีเซียมเพราะมีปริมาณมากในน้ําแมสะเรียง จากงานวิจัยพบวาพืชที่เหมาะสมคือหญาไทรใหปริมาณเซลลูโลสรอยละ 30 จากการไฮโดรไลซดวย 0.2 M NaOH เปนเวลา 2 ชั่วโมง 30 นาทีใหความรอน 90oC เซลลูโลสถูกนํามาทําใหบริสุทธิ์โดยแชในสารละลายกรดไฮโดรคลอริก 5% ให
ความรอน 40 oC 1 ชั่วโมง ระยะเวลาที่เหมาะสมในการดูดซับคือ 30 นาที ผลของการดูดซับพบวาเซลลูโลสปรับปรุงทั้งสองแบบสามารถลดปริมาณไอออนโลหะในน้ําไดเชนเดียวกับเซลลูโลสที่ไมไดปรับปรุง โดยใหผลการดูดซับไอออนโลหะในสภาวะที่เหมาะสมดังนี้คือ เซลลูโลสและเซลลูโลสปรับปรุงแบบที่ 1สามารถดูดซับแคลเซียม แมกนีเซียม และสังกะสีไดดีในสารละลายที่เปนเบส สวนเหล็กถูกดูดซับไดดีในสารละลายที่เปนกรด ในขณะที่เซลลูโลสปรับปรุงแบบที่ 2สามารถดูดซับทั้งแคลเซียมและแมกนีเซียมไดดีทั้งชวง pH กรดและเบสสํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชา
The Development of Programmed Instrction on Science Envirobment of Lief for Prathomsuksa 3 at Rajabhat University Chiang Mai Demonstration School
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ชีวิตกับ
สิ่งแวดล้อม ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนจากบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม และเพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 72 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 1 แผน จำนวน 4 ชั่วโมง แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเป็นข้อสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนจำนวน 1 ชุด และบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม จำนวน 1 ชุด แบ่งเนื้อหาเป็น 7 เรื่อง วิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าเฉลี่ยร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คะแนนความแตกต่างระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน แล้วนำไปเทียบเกณฑ์ 80 และหาค่าเฉลี่ย นำเสนอข้อมูลโดยตารางประกอบการบรรยาย
ผลการวิจัยพบว่า
1. ได้แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1แผน รวม 4 ชั่วโมง และบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม จำนวน 1 ชุด เป็นบทเรียนสำเร็จรูปที่มีความเหมาะสมในการนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ
96.1/96.7 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป โดยรวมพบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยคือ 4.52This research’s objective was to Develop the Programmed instruction on Science Envirobment of Lift study to achievement through the Programmed instruction on Science Envirobment of Lift and study the Programmed instruction on Science Envirobment using result evaluation for Prathomsuksa 3 students.
The sample were 72 Prathomsuksa 3 in the second semester on the 2009 academic year, at Rajabhat University Chiang Mai Demonstration School. The research instruments consisted of (1) Local Envirobment of Lift and learning plan on Programmed instruction and used teaching time 4 hours (2) 30 items of pretest and posttest (3) an evaluation the Programmed instruction on Science using result for students 10 items of questionnaire. Data were analyzed by using percentage mean standard deviation and the anylytical description.
The findings of this research were as follows :
1. Science lesson plans on Programmed instruction on Science for Prathomsuksa
3 Students. It had a plans and required 4 hours for teaching and Programmed instruction on Science. Envirobment of Lift was 96.1/96.7
2. The student’s achievement through the Programmed instruction on Science
Envirobment of Lift after the experiment was significantly increased at .01 Level.
3. The result of the evaluation by students on Programmed instruction
on Science of analysis indicated more correspond. The score was 4.52มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
โครงการวิจัย “การพัฒนาระบบแบบสอบถามและ การวิเคราะห์ออนไลน์ : สถานภาพและความสามารถ ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษา”
This research analyzes the development of the questionnaire and theonlinestatusandtheabilitytouseinformation technology students. Respondents aimed to develop a questionnaire for collecting information online. Analyze the status and the ability to use information technology students. Samples of students 1,013 people query is divided into five parts: Part 1: General information about the respondents at the two skills intheuseofinformation technology at the 3 skills in information technology level at 4. The use of information technology andthedemand for information technology and 5 suggestions. In the online query system dealing with a Web server and stored in the database. A web page using PHP. The results showedthatstudents'skillsintheuseofinformationtechnology skill level. Information technology skills are in high level. And arecharacterizedbytheuseofinformationtechnology is different. This research has the information and information technology for students. To assess the ability of students to information technology, which is the goal of further development.การวิจัยนี้เรื่องการพัฒนาระบบแบบสอบถามและการวิเคราะห์ออนไลน์สถานภาพและความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบแบบสอบถามออนไลน์สำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์สถานภาพและความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักศึกษาจำนวน 1,013 คน แบบสอบถามที่ใช้แบ่งเป็น 5 ตอนคือ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 ทักษะความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ตอนที่ 3 ทักษะความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง ตอนที่ 4 ลักษณะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และตอนที่ 5 ความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและข้อเสนอแนะ ในการพัฒนาระบบแบบสอบถามออนไลน์ได้มีการติดต่อกับเว็บเซิร์ฟเวอร์และจัดเก็บในระบบฐานข้อมูล การเขียนเว็บเพจโดยใช้โปรแกรมพีเอชพี ผลการทดลองพบว่านักศึกษามีทักษะความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในระดับชำนาญ ทักษะความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงอยู่ในระดับปานกลาง และมีลักษณะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่แตกต่างกัน การวิจัยนี้ยังได้ข้อมูลและแนวคิดด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับนักศึกษา เพื่อใช้ประเมินความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษาซึ่งเป็นเป้าหมายของการพัฒนาต่อไปมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
การพัฒนากระบวนการทำวิจัยในชั้นเรียนแบบมีส่วนร่วม ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียนของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูก่อนและหลังการอบรม เพื่อพัฒนานักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูให้สามารถใช้กระบวนการวิจัยในชั้นเรียนในการปฏิบัติงานตามสภาพจริง เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลของการทำวิจัยในชั้นเรียน และผลของการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษา และผู้ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนานักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในการทำวิจัยในชั้นเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาที่ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการวิจัย จำนวน 20 คน ประกอบด้วย นักศึกษาสาขาวิชาเอกการศึกษาปฐมวัย คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ภาษาจีนและอาจารย์พี่เลี้ยงในโรงเรียนที่นักศึกษาไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบบันทึก แบบประเมิน ผลงานการวิจัย แนวคำถามในการสัมภาษณ์ และสมุดบันทึกของผู้วิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยนับความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การทดสอบค่าสหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียนของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูหลังได้รับการอบรมสูงกว่าก่อนได้รับการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
การพัฒนานักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูให้สามารถนำกระบวนการวิจัยในชั้นเรียนไปปฏิบัติงานตามสภาพจริง พบว่า นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูสามารถจัดทำโครงร่างการวิจัย ลงมือปฏิบัติการวิจัย และเขียนรายงานการวิจัยโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับคุณภาพดีมาก ตลอดจนสามารถนำเสนอผลงานการวิจัยต่อที่ประชุม
ผลการทำวิจัยในชั้นเรียนและผลการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูความคิดเห็นของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูต่อการมีส่วนร่วมในการทำวิจัยในชั้นเรียนทุกขั้นตอน คืออาจารย์พี่เลี้ยง และผู้ที่มีส่วนร่วมในบางขั้นตอน คือผู้วิจัย ส่วนอาจารย์พี่เลี้ยงเห็นว่าตนเองสามารถสนับสนุนและช่วยเหลือนักศึกษาในการทำวิจัยในชั้นเรียนได้ โดยการมีส่วนร่วมระหว่างอาจารย์พี่เลี้ยงและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยThe purposes of this study were to compare knowledge understanding in classroom research of professional experience practice student teachers before and after training , to develop student teachers, abilities in conducting classroom research during teacher professional experience practice , to study the related between effect of conducting classroom research and effect of teachers professional experience practice and to study the opinions toward participatory in conducting classroom research of professional experience practice student teachers and mentor teachers. The samples were 20 student teachers who volunteer to participate in this project research were as the students from early childhood major subject , mathematic , physic , and Chinese language and 21 mentor teachers in student teachers professional experience practice schools. The research instruments were a test , a questionnaire , a research report evaluation form , a reflect filling and opinions form and an outline questions for interview. The data were analyzed by frequency count , percentage , mean , standard deviation , t-test , and correlation – test. The findings of this research were as follows :
1. The knowledge about classroom research of professional experience practice student teachers after training were statistically significant higher than before training at .01 level.
2. The development process of student teachers , ability in conducting classroom research found that student teachers can write research proposal and research report that was in a very good level as well as the presentation acting in the seminar.
3. The correlation between the ability in conducting classroom research and the ability of
teacher professional experience practice were statistically significant at .01 level.
4. The student teachers, opinions toward the development participatory in conducting classroom research all steps were mentor teachers and some step was researcher. The mentor , opinions toward the development participatory in conducting classroom research were supporting and assistance to the student teachers in conducting participatory classroom research between mentor teachers and university supervisors.มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
The participation action research to develop peanuts products, soybeans products and sesame oil with knowledge management at Pangmoo and Subsoi village Muang district Meahongson province.
แผนงานวิจัยโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนอย่างบูรณาการในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากถั่วลิสง ถั่วเหลืองและน้ำมันงา ทั้งด้านการผลิต การระดมทุนของชุมชน การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม การตลาด การบัญชีและการเงินเพื่อนำรูปแบบการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนภายใต้การพึ่งพาทรัพยากรภายในชุมชนท้องถิ่น ไปเผยแพร่องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยสู่เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่นอื่นๆ ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านปางหมูและบ้านสบสอย ตำบลปางหมู อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน รูปแบบของการวิจัยเป็นการวิจัยแบบประยุกต์ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและมีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของชุมชนประกอบกัน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิตร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าความแปรปรวนและค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การศึกษาประสิทธิภาพการผลิตใช้ฟังก์ชันเส้นพรมแดนการผลิต(Stochastic Frontier Function) วัดประสิทธิภาพของผู้ผลิตถั่วเหลืองแผ่น (ถั่วเน่าแค่บ) ด้วยวิธีการ Data Envelopment Analysis (DEA) การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมด้วยการเปิดเวทีชาวบ้าน ศึกษาปัญหา อุปสรรคและหาแนวทางการดำเนินการที่เหมาะสมของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน การสัมภาษณ์ผู้รู้ในชุมชน การสนทนากลุ่มย่อย การสังเกต การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับสมาชิกและแกนนำกลุ่มวิสาหกิจ ผู้บริหารร้านค้าและศูนย์การค้า พนักงานขาย กลุ่มผู้ซื้อผลิตภัณฑ์ แบบวิเคราะห์เอกสารเพื่อรวมรวมข้อมูลการดำเนินงานของกลุ่มและการจัดโครงการฝึกอบรม เชิงปฏิบัติการจากการวิเคราะห์ผลการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ พบว่า ผู้ผลิตถั่วเหลืองแผ่น(ถั่วเน่าแค่บ) จำนวน 8 ราย มีประสิทธิภาพการผลิตใกล้เคียงกัน คือมีประสิทธิภาพสูงสุดจำนวน 2 ราย และ มีประสิทธิภาพต่ำที่สุดคิดเป็นร้อยละ 85.5 จำนวน 2 รายการไม่มีประสิทธิภาพเกิดขึ้นเนื่องจากการใช้แรงงาน ฟืน ไฟฟ้าและน้ำประปามากเกินไป ส่วนต้นทุนในการผลิตถั่วเหลืองแผ่นต่อครั้งเท่ากับ 700.65 บาท มีรายรับจากการผลิต 650 บาท ดังนั้นผู้ผลิตขาดทุนจำนวน 50.65 บาทต่อการผลิต ครั้งละ 1.5 ถัง ต้นทุนในการผลิตถั่วแปหล่อเท่ากับ 640.86 บาทต่อครั้ง รายรับรวมเท่ากับ 740 บาทต่อครั้ง ดังนั้นผู้ผลิตจะมีกำไรจากการผลิตจำนวน 99.14 บาทต่อการผลิตครั้งละ 28 ลิตร ต้นทุนในการผลิตถั่วแปจ่อเท่ากับ 1,075.52 บาทต่อครั้ง มีรายรับรวมเท่ากับ 1,050 บาทต่อครั้ง ดังนั้นผู้ผลิตจะขาดทุนเท่ากับ 25.52 บาทต่อการผลิตครั้งละ 28 ลิตร ต้นทุนในการผลิตถั่วลิสงคั่วเท่ากับ 800.86 บาทต่อครั้ง มีรายรับรวมเท่ากับ 735 บาทต่อครั้ง ดังนั้นผู้ผลิตจะขาดทุนเท่ากับ 65.86 บาทต่อ การผลิตครั้งละ 20 ลิตร ต้นทุนในการผลิตน้ำมันงาเท่ากับ 1,617.38 บาทต่อครั้ง มีรายรับจาก การผลิต 1,950 บาทต่อครั้ง ดังนั้นผู้ผลิตจะมีกำไรเท่ากับ 332.62 บาทต่อการผลิตครั้งละ 1.5 ถัง การพัฒนารูปแบบการผลิต ผู้ผลิตต้องการหาตลาดและช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น และต้องการพัฒนากระบวนการผลิตให้ได้รับมาตรฐานอาหารและยา แต่ผลตอบแทนจากการผลิตค่อนข้างต่ำ การสะสมทุนของผู้ผลิตน้อยจึงไม่สามารถพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ได้รับมาตรฐานอาหารและยาได้
ผลการวิจัยทางการตลาด พบว่า 1) กลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ้านสบสอย ผู้ผลิตน้ำมันงาตราธัญทิพย์ จากผลการวิจัยพบวิธีการพัฒนารูปแบบการจัดการตลาดที่เหมาะสม คือ กลุ่มต้องขยายตลาดไปยังกลุ่มร้านอาหารเจ โดยกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ คือ ความเป็นน้ำมันงาหีบเย็นที่ใช้พลังงานกังหันน้ำในการผลิต พร้อมทั้งปรับรูปแบบการใช้สีของตราให้สม่ำเสมอเป็นสีเขียวและเหลือง ซึ่งผลจากการทดสอบตลาดพบว่า ธัญทิพย์ได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้รักษาสุขภาพสูงกว่ากลุ่มตลาดนักท่องเที่ยว 2) กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดสารเคมีบ้านปางหมู ผู้ผลิตน้ำมันงา ตราหมอกเปา จากผลการวิจัยพบวิธีการพัฒนารูปแบบการจัดการตลาดที่เหมาะสม คือ กลุ่มควรขยายตลาดเพิ่มอีก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มนักท่องเที่ยวและกลุ่มผู้รักษาสุขภาพ และควรกำหนดกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ คือ การหีบน้ำมันงาด้วยแรงงานสัตว์ เน้นคุณค่าประโยชน์ใช้สอย คือ น้ำมันงาหีบเย็นที่มีคุณค่าสารอาหารและคุณค่าด้านอารมณ์ คือ ร่างกายแข็งแรงสมบรูณ์กำหนดสีเหลืองและน้ำตาลเป็นสีเอกลักษณ์ของตราซึ่งหลังจากการทดสอบตลาด 2 รายการ คือ ขวดขนาด 500 ซี.ซี. และ 300 ซี.ซี. ผลการทดสอบตลาดพบว่า ตลาดผู้รักสุขภาพให้การตอบรับดีกว่ากลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยว 3) กลุ่มงาเพื่อสุขภาพบ้านปางหมู ผู้ผลิตน้ำมันงาตราเกวียน จากผลการวิจัยพบวิธีการพัฒนารูปแบบการจัดการตลาดที่เหมาะสม คือ กลุ่มควรกำหนดกลุ่มตลาดเป้าหมายให้ชัดเจนโดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มตลาดที่นิยมการบำรุงผิวด้วยสารธรรมชาติและกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ที่ ความสามารถในการซึมซับสู่ผิวหนังได้ดีด้วยน้ำมันงาสด 100 % โดยผสมผสานกับจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นดอกไม้และสมุนไพรธรรมชาติ กำหนดคุณค่าประโยชน์ด้านอารมณ์ คือ ความมีสุขภาพผิวที่ดีและควรใช้สีชมพูและขาวสื่อสารถึงความเป็นเอกลักษณ์ของตรา จากทดสอบตลาดในขวดบรรจุ 85 ซี.ซี. พบว่า กลุ่มผู้รักษาสุขภาพจะให้ การตอบรับได้ดีกว่ากลุ่มตลาดนักท่องเที่ยว 4) กลุ่มถั่วแปหล่อแปยีบ้านปางหมู ผู้ผลิตถั่วแปหล่อและแปยีตราถั่วหลวงทอง จากผลการวิจัยพบวิธีการพัฒนารูปแบบการจัดการตลาดที่เหมาะสม คือ กลุ่มควรกำหนดตลาดเป้าหมายหลักไปที่กลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวและผู้รักษาสุขภาพและกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ คือ ถั่วปลอดสารพิษที่คั่วทอดด้วยภูมิปัญญาชาวไทใหญ่แม่ฮ่องสอนโดยมุ่งเน้นคุณค่าประโยชน์ใช้สอยคือความกรอบและไม่แข็งและคุณค่าด้านอารมณ์เป็นถั่วที่ปลอดสารพิษและควรใช้สีเขียว สีขาวและเหลืองในการสื่อสารเอกลักษณ์ของตราและควรมีสื่อที่ให้ความรู้ ณ จุดขายถึงวิธีการรับประทานและคุณค่าทางโภชนาการเพื่อให้ผู้บริโภคมีข้อมูลในการตัดสินใจซื้อมากขึ้น จากทดสอบตลาดจำนวน 2 รายการ คือ ถั่วแปหล่อขนาดบรรจุ 300 กรัมและถั่วแปยีขนาดบรรจุ 200 กรัม พบว่า กลุ่มตลาดผู้รักษาสุขภาพจะให้การตอบรับผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่ากลุ่มตลาดนักท่องเที่ยว 5) กลุ่มผู้ผลิตถั่วเน่าแผ่นบ้านปางหมู ผู้ผลิตถั่วเน่าแค่บ (แผ่น) บ้านไตปางหมู จากผลการวิจัยพบวิธีการพัฒนารูปแบบการจัดการตลาดที่เหมาะสม คือ กลุ่มควรขยายตลาดไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวและกลุ่มผู้รักษาสุขภาพในเขตเมืองนอกเหนือจากการขายส่งเพียงอย่างเดียว โดยใช้ความเป็นถั่วเหลืองสูตรชาวไตแม่ฮ่องสอนเป็นตำแหน่งผลิตภัณฑ์ในการแข่งขันและมุ่งกำหนดคุณค่าประโยชน์ใช้สอยเป็นความอร่อย แห้ง ละเอียดและคุณค่าด้านอารมณ์ที่ความเป็นสูตรต้นตำหรับจากแม่ฮ่องสอนและใช้สีน้ำตาลและสีขาวเป็นสีเอกลักษณ์ของตราจากทดสอบตลาดโดยบรรจุในถุงพลาสติก ขนาดบรรจุ 500 กรัมและสื่อสารการตลาดด้วยแผ่นป้ายฉลาก แท่นวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ แผ่นป้ายให้ข้อมูลสินค้าเพื่อให้ความรู้ด้านผลิตภัณฑ์แก่ผู้บริโภคพบว่า กลุ่มตลาดผู้รักสุขภาพจะให้การตอบรับผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่ากลุ่มตลาดนักท่องเที่ยว
ผลการวิจัยทางการบัญชี พบว่า หลังจากมีการฝึกอบรม กลุ่มเกษตรกรมีความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้น ซึ่งจะนำความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในอนาคตและมีความรู้ในเรื่องการทำบัญชีครัวเรือนมากยิ่งขึ้น โดยหลังจากทำบัญชีครัวเรือนแล้วค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลดลงในระดับมาก และในทางเดียวกัน เงินออมก็มีมากขึ้นเช่นกัน โดยในท้ายที่สุดเกิดการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล ประหยัด และใช้จ่ายเงินเท่าที่จำเป็น ในเรื่องของบัญชีผลิตภัณฑ์นั้น การทำบัญชีผลิตภัณฑ์ทำให้ทราบต้นทุนของผลิตภัณฑ์ในแต่ละเดือนอย่างแท้จริง ทราบผลการดำเนินงานจากการขายผลิตภัณฑ์ และสามารถแยกค่าใช้จ่ายระหว่างค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและค่าใช้จ่ายในการผลิตได้ระดับมาก ทางกลุ่มเห็นว่า รูปแบบของสมุดบัญชีเข้าใจง่ายต่อการบันทึกบัญชีและจะทำบัญชีผลิตภัณฑ์ต่อไปสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต