ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
Not a member yet
1393 research outputs found
Sort by
A study of the effectiveness of leadership on the performance of the local admistrative organization: upper northern provinces group 1
A communication strategy for the mobilization of the holistic child development network at the Darunathon foundation
Language and Life Security: A Case Study of Mynmar Workforce in Nakhonping Area, Muang District, Chiang Mai Province
The research on " Language and Life Security: A Case Study of Mynmar Workforce in Nakhonping Area, Muang District, Chiang Mai Province aims to study 1) the roles of language towards life security of the Mynmar workforce (Tai Yai) and Thai people in Nakhonping area, Muang district, Chiang Mai province. 2) to construct a supplementary book on Language and Security: Thai-Tai Yai Languages for Thai people and Tai Yai workforce in Nakhonping area, Muang district, Chiang Mai province. 3) to study the effectiveness of the book on life security of the workforce. The applied research and the participatory action research were used for the research methodology.
The research tools are the constructed supplementary book, the rating scale questionnaire for the opinion towards the supplementary book, the multiple-choice reading achievement test, and the rating scale questionnaire on the life security for personnel. The data collection was divided in to 3 phases: 1) the pre-data collection (studying relevant documents, researches and literatures), 2) the tool construction (the supplementary book , the test, and the questionnaires), and 3) the third phase (the experiment of the supplementary book and the data analysis which the basic statistic was used to analise the mean and the standard deviation).
The findings are that both Thai sample group and Tai Yai sample group agree that the roles of the language towards everyday life and life security is "the highest" ( xˉ = 4.83) and ( xˉ = 4.78). Moreover both groups are certainly think that the language is also the most necessary towards service receiving and culture understanding ( xˉ = 4.63 and xˉ = 4.69) ; the effectiveness of the supplementary book of the Tai Yai group is (E1 / E2) 87.80 / 86.67, while of the Thai people is (E1 / E2) 90.93 / 89.19; the opinion of the Tai Yai group towards the book is in the excellent level (X = 4.91), while of the Thai group is in the good level (X = 4.43) ; and the finding on the level of the life security and social for personnel is in the average level (X = 3.25).การวิจัย เรื่อง "ภาษากับความมั่นคงในชีวิต: กรณีศึกษาแรงงานพม่าในแขวงนครพิงค์
อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่" ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทของภาษาต่อความมั่นคงในชีวิตและสังคมของคนไทยและแรงงานชาวไทใหญ่ 2) เพื่อสร้างหนังสือเสริมประสบการณ์
ชุด ภาษาเพื่อความมั่นคงในชีวิต: บทเรียนภาษาไทย-ไทใหญ่ ให้กับแรงงานชาวไทใหญ่และคนไทยในแขวงนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ และ 3) เพื่อศึกษาผลการใช้หนังสือเสริมประสบการณ์ดังกล่าวว่ามีบทบาทและส่งผลต่อความมั่นคงในชีวิตของกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ ซึ่งการวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยประยุกต์ร่วมกับวิธีการวิจัยและพัฒนาเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research)
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ หนังสือเสริมประสบการณ์ ชุด ภาษาเพื่อความมั่นคงในชีวิต: บทเรียนภาษาไทย-ไทใหญ่ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านหนังสือเสริมประสบการณ์ ชุด ภาษาเพื่อความมั่นคงในชีวิต: บทเรียนภาษาไทย-ไทใหญ่ แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อหนังสือเสริมประสบการณ์ฯ ดังกล่าว โดยลักษณะคำถามเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) และ แบบประเมินความมั่นคงของมนุษย์และสังคมส่วนบุคคล ในการการเก็บข้อมูล แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1) ระยะก่อนเก็บข้อมูล ได้แก่การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2) ระยะสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ หนังสือเสริมประสบการณ์ ชุด ภาษาเพื่อความมั่นคงในชีวิต: บทเรียนภาษาไทย-ไทใหญ่ และ 3) ระยะที่ 3 คือ นำหนังสือประสบการณ์ที่สร้างแล้วเสร็จไปทดลองใช้กับกลุ่มเป้าหมาย จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของหนังสือด้วยสูตร E1/E2 วิเคราะห์ระดับความมั่นคงในชีวิตและสังคม และวิเคราะห์หาระดับความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อหนังเสริมประสบการณ์ ด้วยสถิติพื้นฐาน ค่าเฉลี่ย (X) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
ผลการวิจัย พบว่า ผลการศึกษาบทบาทของภาษาต่อความมั่นคงในชีวิตและสังคม นั้นกลุ่มเป้าหมายชาวไทยเห็นว่าภาษามีบทบาทต่อการสื่อสารในชีวิตประจำวันอยู่ในระดับมากที่สุด ( xˉ = 4.83) ภาษามีบทบาทที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ในระดับมากที่สุดเช่นกัน ( xˉ = 4.83) ส่วนบทบาทของภาษาที่ช่วยให้เกิดความรู้สึกมั่นใจในการเข้ารับบริการต่าง ๆ และทำให้เข้าใจวัฒนธรรมของเจ้าของภาษามากขึ้น ( xˉ = 4.63) เช่นเดียวกับแรงงานต่างด้าวชาวไทใหญ่ที่เห็นว่า ภาษามีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ในระดับมากที่สุด ( xˉ = 4.78) ภาษาทำให้รู้สึกปลอดภัยในชีวิตประจำวัน และกระบวนการในการเรียนรู้ภาษาทำให้สามารถนำไปใช้ ในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมได้ ในระดับมากที่สุด เช่นกัน ( xˉ = 4.75) นอกจากนี้ยังเห็นว่าบทบาทของภาษามีความสำคัญในการสร้างความมั่นใจในการสื่อสารกับผู้อื่น ความรู้สึกมั่นใจ ในการเข้ารับบริการต่าง ๆ และทำให้เข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรมมากขึ้น ในระดับมากที่สุดเท่ากัน ( xˉ = 4.69) ส่วนผลการทดลองใช้หนังสือเสริมประสบการณ์ ชุดภาษาเพื่อความมั่นคงในชีวิต: บทเรียนภาษาไทย-ไทใหญ่ กับกลุ่มเป้าหมายชาวไทใหญ่ พบว่า การใช้หนังสือกับกลุ่มเป้าหมายชาวไทใหญ่มีประสิทธิภาพกระบวนการและผลลัพธ์ (E1 / E2) เท่ากับ 87.80 / 86.67 ส่วนกลุ่มเป้าหมายชาวไทยได้ประสิทธิภาพกระบวนการและผลลัพธ์ (E1 / E2) เท่ากับ 90.93 / 89.19 สำหรับผลจากการประเมินความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมายต่อหนังสือเสริมประสบการณ์ฯ พบว่า กลุ่มเป้าหมายชาวไทใหญ่มีความคิดเห็นอยู่ในระดับดีมาก (xˉ = 4.91) ในขณะที่กลุ่มเป้าหมายชาวไทย มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับดี (xˉ = 4.43) และ ผลจากการประเมินความคิดเห็นต่อระดับความมั่นคงของมนุษย์และสังคมส่วนบุคคลพบว่ากลุ่มเป้าหมายชาวไทใหญ่ความคิดเห็นต่อระดับความมั่นคงของมนุษย์และสังคมส่วนบุคคลของตนอยู่ในระดับ ปานกลาง (xˉ = 3.25)สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.
รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน บ้านสันทรายหลวง อาเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่
การวิจัยเรื่อง “รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านสันทรายหลวง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่” เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research PAR) มุ่งเน้นศึกษารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน
ผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยคือ กลุ่มผู้สูงอายุชมรมสร้างเสริมสุขภาพ ตำบลสันทรายหลวง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่จำนวนทั้งสิ้น 50 คน ร่วมกับผู้นำชมรมและคณะกรรมการชมรม ชมรมผู้สูงอายุชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านท่อ นักศึกษาสาขาบริหารทรัพยากรมนุษย์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ 1.แบบสัมภาษณ์ 2.แบบบันทึกภาคสนามในระหว่างดำเนินกิจกรรมตามรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพ และ 3.แบบบันทึกการสังเกตในระหว่างดำเนินกิจกรรมตามรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพ โดยการจัดรูปแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพพัฒนาจากข้อค้นพบจากการดำเนินการวิจัยระยะที่หนึ่งในด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย จิตใจและสังคม และการดูแลตนเอง
ผลการวิจัยพบว่า 1.รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุแบบมีส่วนร่วมประกอบด้วย 5 กลวิธี คือ 1) การวิเคราะห์ชุมชนแบบมีส่วนร่วมเพื่อค้นหาความต้องการของผู้สูงอายุ 2) การรับประทานอาหารสุขภาพ 3) การออกกำลังกายรำไท้จี่ชี่กง การรำพัด การฟ้อนเจิง 4) การดูแลตนเองด้านจิตใจและสังคมผ่านกิจกรรมด้านสังคมเรียนรู้ประสบการณ์ของผู้สูงอายุ สนทนาธรรม การปฏิบัติธรรม ฝึกสมาธิ และกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ 5) กิจกรรมบูรณาการในการดูแลสุขภาพตนเองของกรมอนามัยฝึกให้เป็นกิจวัตรประจำวัน ได้แก่ การล้างมือและการใช้ช้อนกลาง เสริมด้วยกิจกรรม ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพนี้ทำให้ผู้สูงอายุตระหนักในการดูแลสุขภาพตนเองและมีสุขภาพดีขึ้น และ 2. การสร้างกลไกความร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุขชุมชนบ้านสันทรายหลวง และหน่วยงานด้านสุขภาพอื่นๆ ภายในชุมชนที่เอื้อต่อการสร้างรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม การพัฒนาศักยภาพในการขับเคลื่อนและสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชนจำเป็นต้องหาแนวร่วมมารวมพลังกับชมรมผู้สูงอายุ จากการขับเคลื่อนงานของชมรมสร้างเสริมสุขภาพ อันเกิดจากกลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนนั้น เริ่มจากแนวทางการดำเนินกิจกรรมโดยเน้นการมีส่วนร่วม การแสดงความคิดเห็น รับฟังซึ่งกันและกัน ความเสียสละและให้อภัยกัน ช่วยสร้างเสริมบรรยากาศของการทำงานร่วมกัน จึงได้นำมาสู่การทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการสนับสนุนการดำเนินงานและกิจกรรมของผู้สูงอายุบ้านสันทรายหลวงระหว่างโรงพยาบาลสันทราย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสันทรายหลวง เทศบาลตำบลสันทรายหลวง ชมรมผู้สูงอายุ ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน และชมรมสร้างเสริมสุขภาพสันทรายหลวง เพื่อแสวงหาความร่วมมือระหว่างกันในอันที่จะพัฒนาสุขภาวะในทุกด้านของผู้สูงอายุในชุมชนสันทรายหลวง
สรุป: รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุแบบมีส่วนร่วมประกอบด้วยกิจกรรมหลัก คือ การกินอาหารที่มีคุณค่าและปลอดภัย การออกกำลังกายเป็นประจำ การดูแลสุขอนามัยตนเอง และจิตสงบเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ง่ายสามารถนำไปใช้ขยายผลได้โดยปรับให้เหมาะสมกับบริบทและต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องรวมทั้งติดตามประเมินผลอย่างครบวงจร ตลอดจนการเชื่อมโยงผู้สูงอายุเข้ากับภาคีอื่นๆ อาทิ เครือข่ายด้านสุขภาพ หน่วยงานภาครัฐ เช่น เทศบาลตำบล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล เพื่อให้ชมรมผู้สูงอายุได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และแหล่งสนับสนุนอื่นๆ ทั้งงบประมาณ วิทยาการ กระบวนการฝึกอบรมด้านความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการส่งเสริมสุขภาพให้เหมาะสมกับวัยอย่างยั่งยืนต่อไปสกว.ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่
A Model of Public Health System Management by the Community Participation of Muang Kaen Municipality, Maetang District, Chiang Mai Province
The purposes of this research were to study the settings and the potential of the community in contributing to the public health system management through community participation and to propose a model of public health system management through community participation. This research is qualitative research and used the Participatory Action Research (PAR) technique. The population was people who lived in Moo 5, Ban Tha Ton Pui Community of Muang Kaen Municipality, Maetang District, Chiang Mai Province. The sample group were 82 people consists of the community leader, the community committee and representative groups are established in community. The sample groups were selected by purposive sampling and snowball sampling technique. Data were collected for nine months by using in-depth interviews, focus group discussions and participatory and non-participatory observation. Data were analyzed by using Analytic Induction and using Methodological Triangulation was brought to verify the validity of data.
The research was found that the community’s lifestyle has been related to its cultures, traditions and beliefs in the health care issues inherited from their ancestors coupled with the Professional Sector. Therefore, the community health care has relied on and involved to the Folk Sector, Professional Sector and Popular Sector these could be treated when illness. In the aspect of the management of community health care, it was found that the control of communicable disease, which have been the problem of the community was solved by community and involved people participations. On the other hand, there was few activities about the health promotion activities. Moreover, most people in the community were not exposed to the values of the health promotion through physical exercises.
The model of public health system management by the community participation base on the community decision and needs. The process starts from community participation to analysis the problem and seek the way to solve the problem according to their ways of life. Also, the community conducted the health sector development plan, and organized the activities that are appropriate to the context of the current community by focus on the participation of all the involved parties. There was the community Health Promotion Committee has been the key driver to run the operations and there were the groups in community has responded to run the activities. This model has ignited public awareness and the people realized the importance of their health, as well as interest and on increase in the participation of health promotion activities.การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและศักยภาพของชุมชนที่เอื้อต่อการจัดการระบบสุขภาพภาคประชาชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และสร้างรูปแบบการจัดการระบบสุขภาพภาคประชาชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและใช้เทคนิคการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ประชาชนหมู่ที่ 5 ชุมชนบ้านท่าต้นปุย เทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน กรรมการหมู่บ้าน และตัวแทนกลุ่มต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นในชุมชน จำนวน 82 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจงและแบบอ้างอิงต่อเนื่องแบบปากต่อปาก เก็บข้อมูลเป็นเวลา 9 เดือน โดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก สนทนากลุ่ม สังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แบบอุปนัย และตรวจสอบแบบสามเส้าด้านวิธีรวบรวมข้อมูลเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
ผลการวิจัย พบว่า ชุมชนมีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อในการดูแลสุขภาพ
ที่ถ่ายทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษควบคู่ไปกับระบบการแพทย์สมัยใหม่ ส่งผลให้การดูแลและรักษาสุขภาพ
ของชุมชนจะพึ่งพิงและเกี่ยวข้องกับระบบการแพทย์พื้นบ้าน ระบบการแพทย์สมัยใหม่ และระบบการแพทย์ภาคประชาชนในการบำบัดรักษาโรคเมื่อเกิดการเจ็บป่วย การจัดการด้านสุขภาพของชุมชน พบว่า การควบคุมโรคติดต่อที่เป็นปัญหาของชุมชนได้รับความร่วมมือทั้งจากชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่กิจกรรมด้านการส่งเสริมสุขภาพของชุมชนมีจำนวนน้อย ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีค่านิยมในการสร้างเสริมสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย
รูปแบบการจัดการระบบสุขภาพภาคประชาชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เป็นการทำงานที่เกิดขึ้นภายใต้การตัดสินใจและความต้องการของชุมชน ประชาชนมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหาร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน รวมทั้งจัดทำแผนพัฒนาสุขภาพและจัดกิจกรรมที่มีความเหมาะสมกับบริบทของชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย มีคณะกรรมการส่งเสริมสุขภาพชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อนการดำเนินงาน มีกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชนเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินกิจกรรม รูปแบบการจัดการนี้ทำให้ประชาชนเกิดความตระหนักและเห็นความสำคัญของสุขภาพ มีความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของชุมชนมากขึ้นสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.
การพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการของมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่กับท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่
This research aims to study guidelines to develop the potentiality of tourism management in Chiang Mai. It is the qualitative research and supported by qualitative analysis. Primary data collected from 11 groups of local tourism who were willing to join in this project. SWOT analysis and focus group were used in order to know the context and the potentiality of communities to manage their tourism. There are 8 types of tourism in communities; 1) small and micro economic enterprise tourism; 2)cultural tourism ; 3)health tourism; 4)agro-tourism; 5)historical tourism; 6)tourism management by local peopld;7)management of tourism resources and 8)tourism connect to local organizations. Quantitative data collected from the benefit cost of tourism operation. Descriptive statistics such as mean and percentage were used to analyze the data.
The finding showed that communities can operate all 8 types of tourism business. They have the potentiality to manage their organizations. Most of them however lack ability to analyze the benefit cost. There are 8 ways to develop the potentiality of tourism management; 1)enhance people’s potentialities to manage tourism by rendering them knowledge and create their leadership to do the business of tourism; 2) create knowledge and make people how to efficiently allocate the benefit from tourism; 3)promote communities to do various kinds of tourism by making products and operate tourism business together; 4) minimize the public relations cost of tourism; 5)and 6) local communities should participate to develop the information technology by producing the videos of tourism; 7) create the network of community organizations such as scholars, researchers from local educational institutions and local administrative organizations to set up the strategic plan of tourism and 8) create and develop plan to manage the resources of tourism and preserve them as well as operate their tourism business together so that it will make the development of tourism sustainably.การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการของมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่กับท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่” มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและสนับสนุนด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณ ข้อมูลปฐมภูมิรวบรวมจากกลุ่มท่องเที่ยวชุมชน จำนวน 11 ชุมชน ที่สมัครใจในการร่วมเวทีเสวนาปฏิบัติการ อาศัยกระบวนการ SWOT และการ Focus group เพื่อให้ทราบบริบทและศักยภาพของการดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวโดยชุมชนทั้ง 8 ประเภท ได้แก่ 1) การท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงวิสาหกิจชุมชน 2) การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 3) การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 4) การท่องเที่ยว
เชิงเกษตร 5) การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ 6) การจัดการด้านการท่องเที่ยวโดยทรัพยากรบุคคล 7) การบริหารทรัพยากรการท่องเที่ยว และ 8) การท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับองค์กรท้องถิ่นในชุมชน นำไปสู่การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณที่ได้จากแบบประเมินต้นทุนและผลตอบแทนการดำเนินธุรกิจการท่องเที่ยวโดยชุมชน จากนั้นนำมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติอย่างง่าย คือ ค่าเฉลี่ยและค่าร้อยละ
ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงผลการประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดเชียงใหม่
ผลการวิจัยพบว่าชุมชนสามารถประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยชุมชนทั้ง 8 ประเภท ได้เป็นอย่างดี มีศักยภาพด้านการบริหารจัดการองค์กร แต่ส่วนใหญ่ยังขาดศักยภาพด้านการทำกำไร เนื่องจากขาดความรู้และความเข้าใจในการวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนของการทำธุรกิจชุมชน ผลการวิจัยนำไปสู่แนวทางการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ได้ 8 แนวทางที่เชื่อมโยงกัน โดยเริ่มจากแนวทางที่ 1 คือการเพิ่มศักยภาพของบุคคลในการจัดการท่องเที่ยวตั้งแต่ระดับการให้ความรู้สู่การสร้างภาวะผู้นำทางธุรกิจท่องเที่ยวแนวทางที่ 2 คือการสร้างความรู้และส่งเสริมความเข้าใจในการจัดสรรผลประโยชน์ของการท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางที่ 3 คือ การส่งเสริมให้ชุมชนทำการท่องเที่ยวที่หลากหลายมีการผลิตสินค้าในลักษณะของวิสาหกิจชุมชนร่วมกับการนำเที่ยวในชุมชน แนวทางที่ 4 ต้องลดต้นทุนการประชาสัมพันธ์ของการท่องเที่ยวโดยชุมชนซึ่งเป็นต้นทุนที่ค่อนข้างสูง แนวทางที่ 5 และ 6 คือ การใช้กระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสื่อสารสนเทศเพื่อการศึกษาร่วมกับชุมชนในการผลิตสื่อการศึกษาในรูปแบบวีดีทัศน์ของการท่องเที่ยว แนวทางที่ 7 คือ การสร้างเครือข่ายกับองค์กรชุมชนในแนวราบและแนวตั้ง ทั้งนักวิชาการในท้องถิ่น นักวิจัยของหน่วยงานทางการศึกษาท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวโดยชุมชน และนำไปสู่แนวทางที่ 8 คือการสร้างและพัฒนาแผนการบริหารจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยวที่ชุมชนต้องอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเที่ยวร่วมกับการดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวโดยชุมชน จึงจะก่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืนได้สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.
A Study of Social Context in Thai - South China Boarder Trade of Thai Upper Northern 10 Lines of Handicraft
This research aims to 1) study the community contexts: social, culture, tradition and physical data in Southern China area 2) study the consumption behavior and its related factors of people in Southern China area 3) study the customers' perception and need in 10 fields of upper northern Thai handicraft products in Southern China area and how it affects to the products format. This is a mixed method research; qualitative and quantitative. The population group was the consumers in Kunming city of Yunnan province, Southern China and questionnaires were used as a research tool.
This research found that Kunming city is a capital city and has the most potential in every aspects, compared with other cities in Yunnan province. It is located in the north of the middle province, near Tian Shi Lake, with 6.2 million population. Because of warm climate through the year, Kunming is known as a "spring city". Kunming has the largest economy in Yunnan and is being developed to be a southern Asia trade center. There are both railway and road which connected to the sea ports via many the cities in Thailand, Vietnam and Laos. Chiang Rung or Jinghong in Chinese is a city in and the seat of Xishuangbanna Dai Autonomous Prefecture, located in the far south of China's Yunnan province, the nearest Chinese city to Thailand. Xishuangbanna or Sibsongpunna in Thai means 12,000 paddy fields which referred to 12 cities. There are 966 kilometers border long with Laung Nam Tha and Phong Salee of Laos and Shan of Myanmar. The main river is Khong river and it is believed that it was the Nan Jao kingdom in the past. Chiang Rung, Menghai, and Mengla are the main cities in Sibsongpunna with 880,000 populations, which three tenths are Tai. Local industries are still the main industry of Sibsongpunna, while the tourist industry is growing fast also.
Because of being a developing city, the consumption behavior of people in Kunming is almost the same as people in the big city. They love quality, safety and brand name products and also open to the good imported products, especially for Thai's products. Thai fruits, food, dry food and snacks are very popular in Kunming.
The Consumption behavior of people in Sibsongpunna is divided on their economic potential. In Chiang Rung, people consume like people in a big city, while people in surrounded cities have lower purchasing power. And also the taste, which are different between people in and out the city, people in surrounded cities will not pay much attention to the technology and modern products, because of their purchasing power. Handicraft products will not draw much attention from them especially for Thai's because the style is quite the same.
For the customers' perception and need in 10 fields of upper northern Thai handicraft products in Southern China area and how it affects to the products format, this research found out from the research tool that the 5 most famous Thai products which were accepted as a handicraft and souvenir are wood crafting products, silver/metal, Sa paper, silk and bamboo weaving products. The marketing mix which related to the buying decision of people are product, price, place and promotion.การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลด้านบริบทชุมชนด้านสังคม วัฒนธรรม ประเพณี และข้อมูลทางกายภาพในพื้นที่จีนตอนใต้ 2) เพื่อศึกษาปัจจัย และพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าเพื่ออุปโภคและบริโภคของผู้บริโภคในพื้นที่จีนตอนใต้ และ 3) เพื่อศึกษาการรับรู้ และความต้องการผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยของกลุ่มผู้บริโภค ในพื้นที่จีนตอนใต้ ที่มีผลต่องานหัตถกรรมช่าง 10 สาขาของภาคเหนือตอนบน การวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Methods) และวิธีวิจัยแบบเชิงปริมาณ (Quantitative Methods) ประชากร ได้แก่ ผู้บริโภคในตลาดจีนตอนใต้ในพื้นที่นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเรื่อง การรับรู้และความต้องการด้านงานหัตถกรรมไทยของผู้บริโภคในจีนตอนใต้ที่มีผลการรูปแบบงานหัตถกรรมช่าง 10 สาขา ของภาคเหนือตอนบน
ผลการวิจัย พบว่า บริบทชุมชนนครคุนหมิง เป็นเมืองเอกและเป็นเมืองที่มีศักยภาพมากที่สุดในยูนนาน ตั้งอยู่ตรงกลางค่อนไปทางเหนือของมณฑลติดกับทะเลสาบเตียนฉือ ปัจจุบันมีประชากรประมาณ 6.2 ล้านคน และเนื่องจากเป็นเมืองที่มีอุณหภูมิอบอุ่นตลอดทั้งปี คุนหมิงจึงมีอีกชื่อว่า “เมืองฤดูใบไม้ผลิ” คุนหมิงมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของยูนนาน และกำลังก่อสร้างพัฒนาเมือง เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการติดต่อค้าขายกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียใต้ และเชื่อมโยงการคมนาคมทางรถไฟและทางรถยนต์เชื่อมโยงกับเมืองต่าง ๆ ในประเทศไทย เวียดนาม และลาว ไปสู่ท่าเรือทางทะเล และ บริบทชุมชนเมืองเชียงรุ่ง เขตปกครองตนเองชนชาติไทสิบสองปันนา ถือว่าเป็นเมืองที่อยู่ใกล้ประเทศไทยมากที่สุด ซึ่งสถานะของเมืองสิบสองปันนา จัดเป็น “จังหวัดปกครองตนเอง” ของชาวไทหรือไต ตั้งอยู่ทางใต้สุดของยูนนาน มีความหมายว่า “นาสิบสองพันปัน” หรือ “นา 12,000 ผืน” ซึ่งหมายถึง “เมือง 12 เมือง” มีพรมแดนติดกับแขวงหลวงน้ำทา แขวงพงสาลี ของประเทศลาว และรัฐฉาน ของประเทศพม่า โดยมีชายแดนระยะทางประมาณ 966 กิโลเมตร สิบสองปันนามีแม่น้ำหลานชาง (แม่น้ำโขง) ไหลผ่านตอนกลางเชื่อกันว่า ในสมัยโบราณ เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรน่านเจ้าด้วย สิบสองปันนามีเมืองสำคัญ คือ เมืองจิ่งหง อำเภอเหมิงไห่ (Menghai) และอำเภอเหมิ่งล่า (Mengla) ปัจจุบันมีประชากรอาศัยอยู่ราว 880,000 คน โดยเป็นชาวไท/ไต ร้อยละ 30 ของประชากรทั้งหมด อุตสาหกรรมที่สำคัญของสิบสองปันนาส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมพื้นเมือง และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าเพื่ออุปโภคและบริโภคของชาวคุนหมิง สภาพโดยรวมเป็นเมืองที่กำลังพัฒนา ประชาชนมีศักยภาพในการบริโภคสินค้าเหมือนกับผู้บริโภคในเมืองใหญ่ทั่วไป ดังนั้น พฤติกรรมการบริโภคสินค้าต่าง ๆ จะเหมือนกับผู้บริโภคของจีนในใหญ่อื่น ๆ ที่กำลังพัฒนาเช่นเดียวกัน ผู้บริโภคนิยมใช้สินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และสินค้าแบรนด์เนม รวมถึงเปิดใจรับและบริโภคสินค้าจากประเทศอื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะสินค้าของไทยทั้งผลไม้ อาหาร อาหารแห้ง ผลิตภัณฑ์ขนมประเภทต่าง ๆ ได้รับความนิยมในคุนหมิงเป็นอย่างมาก พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าเพื่ออุปโภคและบริโภคของชาวสิบสองปันนา การเลือกซื้อสินค้าของชาวสิบสองปันนา โดยเฉพาะในเมืองเชียงรุ่ง โดยส่วนใหญ่ผู้บริโภคในเมืองมีลักษณะคล้ายผู้บริโภคในเมืองขนาดใหญ่ของจีน เช่นที่ เมืองคุนหมิง ยี่ซี เป็นต้น ผู้บริโภคมีกำลังซื้อ ความต้องการบริโภคสินค้า มีลักษณะคล้ายกัน แต่หากเป็นรอบนอกหรือเขตอื่น ๆ ลักษณะของผู้บริโภคจะมีกำลังซื้อที่น้อยลง อีกทั้ง รสนิยมของผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองจะมีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างไปจากผู้บริโภครอบนอก อีกทั้ง ประชากรส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อย ชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ดังนั้น รูปแบบการบริโภคที่เป็นความทันสมัย หรือเทคโนโลยีอาจจะยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เพราะเนื่องจากรายได้ที่เป็นปัจจัยหลัก อีกทั้ง หากจะนำสินค้าที่เป็นหัตถกรรมจากไทยมาจำหน่ายก็อาจไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรเพราะเนื่องจากสินค้าของชนเผ่า หรือชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ เป็นสินค้าหัตถกรรมคล้ายคลึงกับของไทย
การรับรู้ และความต้องการผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยของกลุ่มผู้บริโภค ในพื้นที่จีนตอนใต้ ที่มีผลต่องานหัตถกรรมช่าง 10 สาขาของภาคเหนือตอนบน สินค้าที่ผู้ตอบแบบสอบถามคิดว่าใช่งานหัตถกรรม ของฝาก ของที่ระลึก ที่ขึ้นชื่อของไทย 5 อันดับแรก คือ ไม้แกะสลัก เครื่องเงิน / งานโลหะ กระดาษสา ผ้าไหม และงานจักสาน ด้านปัจจัยส่วนผสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ ได้แก่ ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ปัจจัยด้านราคา ปัจจัยด้านสถานที่/การจัดจำหน่าย ปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาดสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.
The role of the Tai Yai monks among Tai Yai migrant workers in Muang Chaing Mai district, Chiang Mai Province
The Study of Academic Achievement of Undergraduate Students at Chiang Mai Rajabhat University in Behaviour Management for Children with Special needs course (SPE 3201) through Cooperative Learning by STAD (Student Team-Achievement Division)
The purpose of this research was to study the academic achievement of
undergraduate students at Chiang Mai Rajabhat University in behaviour management for
children with special needs course (SPE 3201) through cooperative learning by STAD
(Student Team-Achievement Division). The total of 85 students studied in the first semester
of 2013 academic year. The instruments for this research consisted of the activity plan using
STAD (Student Team Achievement Division) technique on the behaviour management for
children with special needs course (SPE 3201) and two the academic achievement tests
(Mid -term and final). Data were analysed by using frequency, mean, and standard deviation.
The research results were as follows:
1. Most of students (37.65%) performed very good in their academic
achievement followed by excellent level 27.06%, good 23.53%, fairly good 7.06 %, fair 3.53% and poor 1.17 % respectively.
2. Overall, the students had their means score (M) = 81.27 and standard
deviation (SD) = 7.13. These implied that there was no difference of the students’ the academic achievement in behaviour management for children with special needs course (SPE 3201) through cooperative learning by STAD (Student Team-Achievement Division).การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาพิเศษ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ในรายวิชา การจัดการพฤติกรรม (SPE 3201)โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาสาขาการศึกษาพิเศษ ชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 จำนวน 85 คน มีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคแบบ STAD (Student Team Achievement Division) รายวิชา การจัดการพฤติกรรม (SPE 3201) และ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 2 ฉบับ คือ แบบทดสอบระหว่างเรียน และ แบบทดสอบปลายภาคเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย พบว่า
1. นักศึกษาส่วนใหญ่มีผลการเรียนอยู่ในระดับดีมาก ร้อยละ 37.65 รองลงมาคือระดับดีเยี่ยม ร้อยละ 27.06, ระดับดี ร้อยละ 23.53, ระดับดีพอใช้ ร้อยละ 7.06, ระดับพอใช้
ร้อยละ 3.53 และระดับอ่อนมาก ร้อยละ 1.17 ตามลำดับ
2. นักศึกษามีคะแนนเฉลี่ย 81.27 คะแนนต่อคน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) เท่ากับ 7.13 แสดงว่า นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ในวิชา การจัดการพฤติกรรม (SPE 3201) โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD แตกต่างกันน้อยกองทุนวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม