ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
Not a member yet
1393 research outputs found
Sort by
การรู้เท่าทันสื่อการจำหน่ายสินค้าสุขภาพทางอินเทอร์เน็ตของประชาชนในอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
This descriptive research aims to study media exposure behaviors, media literacy and factors affecting media literacy on health product distribution on the internet of people. The sample used in this study was people aged 20 and over in Muang Chiang Mai district, Chiang Mai province. Data was collected by using questionnaires and analyzed by descriptive statistics, inferential statistics, content analysis and thematic analysis.
The results showed that people in this study are more female than male in the age of 20-29 years, buddhist and employee. Most of them have marital status, bachelor's degree, monthly income less than or equal to 10,000 baht and no medical condition.
The study of media exposure behaviors on health product distribution on the internet resulted that most of people are exposed to the media every day, use smartphone and spend 30 minutes to 1 hour each time for media exposure or ordering products, choose a date based on the ease of exposure and the exposer period is from 18.01-00.00. It is also found that most of people recognize and purchase health products for themselves. The reason for media exposure or ordering product is that it is convenient to access information, ordering and shipping. The purpose of ordering health products is product trials, most of people order food supplements, ordering 1-2 pieces at a time and the average value is 1,300 Baht, destination payment, and satisfied with the product. The exposure to health product information on internet affects people, making purchases easier, more often, and more expenses. Problem of the exposure of health product information on the Internet is exaggeration of some products.
The analysis of media literacy on health product distribution on the internet found that in the overall, media literacy of people is at a moderate level (x ̅= 3.26+0.74). A study of personal factors affecting media literacy, the results showed that sex and medical condition of people have no effect on media literacy (p=0.77 and 0.92, respectively) while age, education and monthly income of people have a statistically significant effect on media literacy (p=0.02, 0.00 and 0.02, respectively).การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา พฤติกรรมการเปิดรับสื่อ การรู้เท่าทันสื่อ และปัจจัยที่มีผลต่อการรู้เท่าทันสื่อการจำหน่ายสินค้าสุขภาพทางอินเทอร์เน็ตของประชาชน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมาน การวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์สรุปประเด็น
ผลการศึกษาพบว่า ประชาชนในการศึกษาครั้งนี้เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย มีอายุอยู่ในช่วง 20-29 ปี นับถือศาสนาพุทธ ประกอบอาชีพรับจ้าง ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรส จบการศึกษาระดับปริญญาตรี รายได้ต่อเดือนน้อยกว่าหรือเท่ากับ 10,000 บาท และไม่มีโรคประจำตัว
การศึกษาพฤติกรรมการเปิดรับสื่อการจำหน่ายสินค้าสุขภาพทางอินเทอร์เน็ต พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีการเปิดรับสื่อทุกวัน ใช้สมาร์ตโฟนและใช้เวลาในการเปิดรับข้อมูลหรือสั่งซื้อสินค้า 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมงต่อครั้ง เลือกวันตามสะดวกในการเปิดรับข้อมูลและช่วงเวลาที่ใช้เปิดรับข้อมูลอยู่ในช่วง 18.01 น.-00.00 น. นอกจากนี้ยังพบว่าประชาชนส่วนใหญ่รู้จักและซื้อสินค้าสุขภาพให้แก่ตนเอง เหตุผลที่เลือกเปิดรับข้อมูลหรือสั่งซื้อสินค้า คือ ความสะดวกรวดเร็วในการสืบค้นข้อมูล การสั่งซื้อ และการรับ-ส่งสินค้า วัตถุประสงค์ในการสั่งซื้อสินค้าสุขภาพ คือ ต้องการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ ส่วนใหญ่สั่งซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีการสั่งซื้อครั้งละ 1-2 ชิ้นและมีมูลค่าเฉลี่ย 1,300 บาท มีการชำระเงินปลายทาง และมีความพึงพอใจในสินค้าที่ซื้อ การเปิดรับข้อมูลสินค้าสุขภาพทางอินเทอร์เน็ตมีผลกระทบต่อประชาชนคือทำให้ซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น บ่อยขึ้น และทำให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ปัญหาในการเปิดรับข้อมูลสินค้าสุขภาพทางอินเทอร์เน็ตพบว่าสินค้าบางชนิดมีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการรู้เท่าทันสื่อการจำหน่ายสินค้าสุขภาพทางอินเทอร์เน็ต พบว่า ในภาพรวม การรู้เท่าทันสื่อของประชาชนอยู่ในระดับปานกลาง (x ̅= 3.26+0.74) การศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อการรู้เท่าทันสื่อ ผลการวิเคราะห์พบว่า เพศและการมีโรคและไม่มีโรคประจำตัวของประชาชนไม่มีผลต่อการรู้เท่าทันสื่อ (p=0.77 และ 0.92 ตามลำดับ) ในขณะที่อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือนของประชาชน มีผลต่อการรู้เท่าทันสื่ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
การศึกษาทางแสงของระบบดาวคู่บางระบบ จากภาพถ่ายโดยกล้องดิจิตอล DSLR
งานวิจัยนี้สนใจศึกษาแนวทางการทำวิจัยดาราศาสตร์ทางแสง โดยใช้ภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์ ร่วมกับกล้องดิจิตอล DSLR เป็นอุปกรณ์รับสัญญาณ ซึ่งได้ทำการศึกษาระบบดาวคู่ 2 ระบบ คือ วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงคาบการแปรแสงของระบบดาวคู่ RW Comae Berenices ที่ได้จากการสังเกตการณ์เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ
พระชนมพรรษา นครราชสีมา จากการวิเคราะห์พบว่ามีคาบการโคจรอัตราการโคจรเพิ่มขึ้น 0.00186 วินาทีต่อปี ซึ่งหมายถึงระยะห่างระหว่างดาวทั้งสองมีค่าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อธิบายได้ด้วยทฤษฎี Thermal Relaxation Oscillation (TRO) และนอกจากนี้ยังพบว่าค่า O – C มีการเพิ่มขึ้นของคาบการโคจร และมีการเปลี่ยนแปลงเป็นคาบซ้อนกันอยู่ ซึ่งสามารถอธิบายได้ถึงการมีอยู่ของวัตถุที่สามที่มีรัศมีวงโคจรอยู่ที่ประมาณ 1.83 AU และมีคาบการโคจรของสมาชิกดวงที่สามประมาณ 34.55 ปี
การศึกษาระบบดาวคู่ V1977 Orion ได้จากการสังเกตการณ์เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ 2560 ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา เมื่อศึกษาสมบัติทางกายภาพของระบบดาวคู่นี้ โดยใช้โปรแกรม Wilson – Devinney พบว่ามีระนาบมุมเอียง (i) ประมาณ 50.86 องศา มีอัตราส่วนมวลที่คำนวณได้เป็น (q) มีค่า 1.60 และเมื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงคาบ
การแปรแสงของระบบดาวคู่ V1799 Orion พบว่าคาบการโคจรมีค่าลดลงด้วยอัตรา 1.41 × 10- 2 วินาที/ปี ซึ่งหมายถึง การลดลงของระยะห่างระหว่างดาวสมาชิกทั้งสองดวงของระบบดาวคู่เป็นผลอันเนื่องมาจากกลไกการถ่ายเทมวลสารระหว่างสมาชิกทั้งสอง จึงมีแนวโน้มว่าระบบดาวคู่ V1799 Orion นี้มีวิวัฒนาการที่สอดคล้องกับทฤษฎี Angular Momentum Loss (AML)มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
การจัดการความรู้ภาคเกษตรของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ประชาคมอาเซียน
This research aims to study the potentiality of Chiang Mai agricultural communities and develop the potentiality of Chiang Mai agricultural communities concerning knowledge management in organization of Chiang Mai Communities to compete in ASEAN community base on sufficiency economy. It was the qualitative research and supported by quantitative research from the primary data of 20 groups of agriculturists from 17 districts attending the project. All of these groups had potentialities to develop the agricultural products. Participatory action research, SWOT analysis and 7 steps of knowledge management were discussed the result of study.
The research found that the strengths of the potentiality of agriculturists were that members were specialized in production and could transfer knowledge to interested people. Their weaknesses were that agriculturists lack abilities to produce a lot of products and control the quantity and quality of productivity in each production cycle. They however were supported by many organizations both knowledge and budgets. Their threat was that agricultural market had no varieties.
The research result leaded to 6 issues of knowledge arranged by priority; (1) knowledge to manage factors of production 35.09%; (2) knowledge to increase the efficiency of production 24.56% ; (3) knowledge to produce organic agricultural products and safety products 22.81% ; (4) knowledge to manage marketing 7.02%; (5) knowledge of agricultural product processing in order to expand the value 5.26% and (6) knowledge to produce agricultural products to get good agricultural practices (GAP) 5.26 %. It should emphasize agriculturitsts to develop and expand knowledge concerning factors of production management so that they can produce products efficiently in accordance with sufficiency economy philosophy.การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพชุมชนเกษตรในจังหวัดเชียงใหม่ และเพื่อพัฒนาศักยภาพภาคการเกษตรของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ในประเด็นการจัดการความรู้ภาคเกษตรของชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ จากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ประชาคมอาเซียน อย่างสร้างสรรค์ เพื่อการแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน บนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและสนับสนุนด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณจากข้อมูลปฐมภูมิของกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 17 ตำบล 20 กลุ่มเกษตรกร ที่มีศักยภาพในการพัฒนาสินค้าเกษตรชุมชน เมื่อเปรียบเทียบในระดับประชาคมอาเซียน อาศัยวิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) วิเคราะห์ศักยภาพด้วย SWOT analysis และอภิปรายผล
การจัดการความรู้ (Knowledge Process) 7 ขั้นตอน
ผลการวิจัยพบว่า ศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ มีจุดแข็งคือ กลุ่มเกษตรกรมีสมาชิกที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการผลิต และสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจ แต่ยังคงมีจุดอ่อนคือ เกษตรกรยังขาดความสามารถในการผลิตสินค้าให้ได้ปริมาณที่มาก และยังขาดความสามารถในการควบคุมปริมาณ คุณภาพผลผลิตในแต่ละรอบการผลิต ส่วนโอกาสที่สำคัญคือ กลุ่มเกษตรกรมีหน่วยงานที่คอยให้ความช่วยเหลือทั้งด้านความรู้และเงินทุน แต่อุปสรรคที่สำคัญคือ ตลาดสินค้าเกษตรไม่มีความหลากหลาย
ผลการวิจัยได้องค์ความรู้ 6 ด้าน เรียงลำดับความสำคัญ ดังนี้ (1) องค์ความรู้ในการจัดการปัจจัยการผลิต ร้อยละ 35.09 (2) องค์ความรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ร้อยละ 24.56
(3) องค์ความรู้ในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์และสินค้าปลอดภัย ร้อยละ 22.81 (4) องค์ความรู้ในการจัดการตลาด ร้อยละ 7.02 (5) องค์ความรู้ในการแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อต่อยอดมูลค่า ร้อยละ 5.26 และ (6) องค์ความรู้ในการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน (GAP) ร้อยละ 5.26 จึงควรเน้นให้เกษตรกรพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ในด้านการจัดการปัจจัยการผลิตให้ผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
แผนกลยุทธ์การเพิ่มขีดความสามารถของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ในกรอบประชาคมอาเซียน ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการ กับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ปีที่ 3
This research aims to analyze the 9 impacts of Chiang Mai community towards the potentiality of Chiang Mai communities under ASEAN communities. All of these 9 impacts consisted of community business, community agriculture, local administrative organization, health, hygiene and environment, natural resource management, children and youth, elderly and disable people, education, social and culture as well as value added of projects to increase the potentiality of communities and also to propose guidelines to make plans to increase the potentialities of Chiang Mai communities. It is the qualitative research and supported by quantitative research from primary data of 2,064 communities in Chaing Mai. Participatory action research including positive and negative analysis were used in this study. Descriptive analysis such as mean, percentage and standard deviation as well as content analysis were also used to fulfill the quantitative data.
This study could create 9 projects with 36 strategies to increase the poetntialities of Chiang Mai communities. It could create turn around, aggressive , stable and retrenchment of 9 strategies in each project. Local administrative organizations would bring all of these strategies to make plans and projects to increase the potentialities of communities and ask for the permission from administrative staffs to transform plans to operate. All of local administrative organizations could make 9 projects to increase community business consisting of community business, community agriculture, local adminstrative organization, health, hygiene and environment, natural resource management, organization of childeren and youth, organization of elderly and disable people, education and social –culture.
The next phase will follow up and evaluate the achievement of all of these 9 projects which could be the best practice for other communities. It may integrate to work with other communities outside Chiang Mai and extend the study to 7 provinces in the upper north of Thailand such as Chiang Mai, Phayaow, Phrae , Nan, Lumphoon, Lumpang and Mae Hongsorn.การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ต่อการเพิ่มศักยภาพความเข้มแข็งของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้กรอบประชาคมอาเซียน ทั้ง 9 ด้าน ได้แก่ ด้านธุรกิจชุมชน ด้านเกษตรชุมชน ด้านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้านสุขภาพ อนามัย และสิ่งแวดล้อม ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ด้านเด็กและเยาวชน ด้านผู้สูงอายุและผู้พิการ ด้านการศึกษา ด้านสังคมและวัฒนธรรม และเพื่อประเมินมูลค่าเพิ่มของโครงการในการเพิ่มขีดความสามารถของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ต่อการเสนอแนะแนวทางในการสร้างแผนเพิ่มขีดความสามารถของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้กรอบประชาคมอาเซียน โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและสนับสนุนด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณจากข้อมูลปฐมภูมิของชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งสิ้น 2,064 ชุมชน อาศัยวิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) วิเคราะห์ผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบ ข้อเสนอแนะ และแนวทางเตรียมความพร้อมของชุมชน กรณีวิเคราะห์เชิงปริมาณจะอภิปรายผลด้วยสถิติอย่างง่าย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน กรณีวิเคราะห์เชิงคุณภาพ จะใช้การวิเคราะห์เนื้อหา มาประมวลเพื่อยืนยันและเสริมข้อมูลเชิงปริมาณให้มีความสมบูรณ์ขึ้น
ผลการวิจัยสามารถสร้างกลยุทธ์ในการเพิ่มขีดความสามารถของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ในกรอบประชาคมอาเซียน ทั้ง 9 ด้าน ได้จำนวน 36 กลยุทธ์ โดยสามารถสร้างกลยุทธ์เชิงรุก กลยุทธ์พลิกฟื้น กลยุทธ์การรักษาเสถียรภาพ และกลยุทธ์ตัดทอน โครงการละ 9 กลยุทธ์ มูลค่าเพิ่มของโครงการเพิ่มขีดความสามารถของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้กรอบประชาคมอาเซียน พบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะใช้กลยุทธ์ที่ได้ไปจัดทำแผนและโครงการเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนในแต่ละด้าน และยื่นขออนุมัติจากผู้บริหารและทีมสภาของเทศบาลตำบลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลเพื่อนำแผนไปสู่การดำเนินงาน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการได้สร้างโครงการต่าง ๆ ซึ่งเป็นมูลค่าเพิ่มของการวิจัยครั้งนี้ให้บรรจุลงในแผนพัฒนาของอปท. โดยโครงการที่อปท.ได้จัดทำขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนสู่ประชาคมอาเซียน มีทั้งหมด 9 โครงการ ผ่านการเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานโครงการ โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ประกอบไปด้วย ด้านธุรกิจชุมชน 1 โครงการ ด้านเกษตรชุมชน 1 โครงการ ด้านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1 โครงการ ด้านสุขภาพ อนามัย และสิ่งแวดล้อม 1 โครงการ ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ 1 โครงการ ด้านองค์กรเด็กและเยาวชน 1 โครงการ ด้านองค์กรผู้สูงอายุและผู้พิการ 1 โครงการ ด้านการศึกษา 1 โครงการ และด้านสังคมและวัฒนธรรม 1 โครงการ
โครงการวิจัยในระยะต่อไปจะได้ดำเนินการปฏิบัติการและติดตาม ประเมินผล เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของกลยุทธ์การเพิ่มขีดความสามารถของชุมชน ทั้ง 9 ด้าน ในกรอบประชาคมอาเซียนซึ่งจะเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่น สามารถนำไปบูรณาการการทำงานกับชุมชนนอกจังหวัดเชียงใหม่ และขยายผลการวิจัยให้เกิดประโยชน์ของการนำไปใช้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะ 7 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
The satisfaction of Service Office of Education Chiang Mai Rajabhat University
การศึกษางานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มีต่อสำนักงานคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ โดยกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ คณาจารย์ นักศึกษา บุคลากรภายในหรือภายนอกคณะ จำนวน 200 คน เครื่องมือที่ ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้คือ แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการของสำนักงานคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ โดยนำข้อมูลจากข้อเสนอแนะของผู้รับบริการจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสำรวจพบว่างานบริหารงานทั่วไป สำนักงานคณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มีผลการประเมินความพึงพอใจในภาพรวมได้คะแนนเฉลี่ย 4.56 ±0.50 อยู่ในระดับมีความพึงพอใจมากที่สุด งานด้านวิชาการ สำนักงานคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มีผลการประเมินความพึงพอใจในภาพรวมได้คะแนนเฉลี่ย 4.24 ±0.82 อยู่ในระดับมีความพึงพอใจมาก งานศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู สำนักงานคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มีผลการประเมินความพึงพอใจในภาพรวมได้คะแนนเฉลี่ย 4.48 ±0.65 อยู่ในระดับมีความพึงพอใจมาก และงานด้านกิจการนักศึกษา สำนักงานคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มีผลการประเมินความพึงพอใจในภาพรวมได้คะแนนเฉลี่ย 4.42 ±0.76 อยู่ในระดับ มีความพึงพอใจมากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
Integrating Local Wisdom : Local wisdom Curriculum development for Learning Skill on Free Time in Elementary school, Doi Lo District, Chiang-Mai Province
The purposes of this research were to: 1) develop local wisdom Curriculum for learning skill on free time in elementary school, Doi Lo district, Chiang-Mai province, and to study the effectiveness of a local curriculum. The research and development procedure were comprised of four steps : 1) study the fundamental data to develop a local curriculum by teachers, students, local wisdom and student’s guardian by interviewing. 2) design and construct the local curriculum. The research tools were semi-structured interview and curriculum outline 3) implement the curriculum into two periods : pilot study and curriculum experiment. In the pilot study, the curriculum was used with 47 grade 1-6 students at Ban Nong Ngao School, Yangkram sub-district, Doilo district to study the suitability of using the curriculum in a real situation. After that the curriculum was experimented with samples who were in grade 1-6 students at 4 schools, 4 sub-district, Doilo district,, Chiang Mai. The experiment took two hours daily for 10 days. Statistics used in data analyses were percentage, mean, S.D. and t-test for dependent samples.
The results of this study have shown that :1) The quality of developed curriculum was highly suitable and having correspondence among curriculum component; consisted the following elements : rationale, introduction, vision, mission, morale, objectives, learners’ competencies, desired qualifications, curriculum structure, subject and learning standards, learning standards and indicators, course description, units, learning arrangement, contents, time, instruction guidelines, educational media and resources, and learning evaluation and measurement. 2) From the experimental used of the curriculum, it was found that students were highly interested in the subject and paid attention in learning. They could cook local food and sweet accordingly. They enjoyed learning the subject. The results of evaluation and curriculum improvement have shown that students’ learning achievement was higher after they were taught with the developed curriculum at a significance level of .05 Overall, satisfaction of students towards the curriculum was in the high level.การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับจัดกิจกรรมเสริมทักษะในโรงเรียนระดับประถมศึกษา อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ 2) ศึกษาผลการใช้หลักสูตรภูมิปัญญาท้องถิ่น ดำเนินการวิจัยโดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาค้นคว้าข้อมูลพื้นฐานเพื่อพัฒนาหลักสูตรจากครู นักเรียน ผู้ปกครอง และภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยการสัมภาษณ์ 2) ออกแบบและสร้างหลักสูตร เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง แบบประเมินโครงร่างหลักสูตร 3) ทดลองใช้หลักสูตร แบ่งเป็น 2 ระยะ คือระยะศึกษานําร่องและระยะทดลองใช้หลักสูตร ระยะนําร่องนําหลักสูตรไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 โรงเรียนวัดหนองหลั้ว ตําบลยางคราม อําเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 47 คน ศึกษาความเหมาะสมการใช้หลักสูตรในสภาพจริง เครื่องมือที่ใช้คือหลักสูตรภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับจัดกิจกรรมเสริมทักษะในโรงเรียนระดับประถมศึกษา และ 4) ประเมินผลและการปรับปรุงหลักสูตร กลุ่มตัวอย่างได้แก่ โรงเรียนระดับประถมศึกษา อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 4 โรงเรียนได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (cluster random sampling) โดยใช้ตำบลเป็นหน่วยในการสุ่ม ใช้ระยะเวลาทดลอง 10 วันๆ ละ 2 ชั่วโมง รวม 20 ชั่วโมง ใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อน และหลังการใช้หลักสูตร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ หลักสูตรภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับจัดกิจกรรมเสริมทักษะในโรงเรียนระดับประถมศึกษา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้หลักสูตรภูมิปัญญาท้องถิ่น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t-test แบบ Dependent Samples
ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับจัดกิจกรรมเสริมทักษะในโรงเรียนระดับประถมศึกษา อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( = 4.40, S.D. = 0.41) มีความสอดคล้องระหว่างองค์ประกอบของหลักสูตร ได้แก่ คำชี้แจงในการใช้หลักสูตร ความนำ วิสัยทัศน์ พันธกิจ หลักการ จุดหมาย สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ โครงสร้างหลักสูตร สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัด คำอธิบายรายวิชา หน่วยการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ เนื้อหา เวลาเรียน แนวการจัดการเรียนการสอน สื่อและแหล่งการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ และ 2) ผลการทดลองใช้หลักสูตร พบว่า นักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาอาหารและขนมพื้นบ้าน ลงมือทำตามขั้นตอน สนุกสนานกับกิจกรรม นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังใช้หลักสูตรสูงกว่าก่อนใช้หลักสูตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีความพึงพอใจต่อหลักสูตรอยู่ในระดับมากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
การใช้และความต้องการใช้ฐานข้อมูลเอกสารฉบับเต็มในรูปอิเล็กทรอนิกส์ (Thai Digital Collection : TDC) ของนักศึกษาบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
Thai Digital Collection Use and Demand of Graduate Students in Thai Digital
Collection (TDC) in Chiang Mai Rajabhat University. The research purpose to study the patterns, methods, characteristics and uses in education, research, pattern, user friendly for information searching and computer and network for use the Thai Digital Collection (TDC) of graduate students Chiang Mai Rajabhat University.
Representative sample was 71 graduate and doctoral degree students in Chiang Mai Rajabhat University whose studied in 2011-2016. The research instruments used in this study were questionnaire, data analysis by the percentage, mean and standard deviation.
The research found that most graduate students are female. They are less than 30 years old and most of them are under the curriculum and teaching. The purpose is to use to do research and thesis. The reasons for usage the database because easy access from anywhere and anytime. They able to access from home through remote access. They use keyword for searching and by simple word. The frequency of use is uncertain and use around 1-3 hours per one time.
During the period of 16.00-24.00 hrs., The results of the search were completely accurate. They had learned by themselves and acknowledge the service from friend and co-worker by their own laptop and read the information immediately. They storage the document by print out the paper. The most common problem is that the access network has data access delayed and it usually takes time to wait.
Requirement for study, learning and research found that the database is beneficial to their research, thesis and work. The average is at the highest level. The full text document database found that requirement for an online database format. The average is at the highest level.
The ease of finding information can be found by searching on both internal and external campus. The average is at the highest level. For computer and network
issues were found that the graduate students wanted more computers for searching database in their own department and faculty had the highest level.
The results indicate the necessity of the main library, they request regularly promote and train the use of Thai Digital Collection (TDC) and should develop network speed up to get the faster access and increase the number of computers in the department and faculty clients. Evermore, It also increases the efficiency of the computer used to query the database to meet the needs of users.การวิจัยเรื่อง การใช้และความต้องการใช้ฐานข้อมูลเอกสารฉบับเต็มในรูปอิเล็กทรอนิกส์ (Thai Digital Collection : TDC) ของนักศึกษาบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา รูปแบบ วิธีการ ลักษณะการใช้ และความต้องการใช้ ในด้านการเรียน การศึกษา ค้นคว้า ด้านรูปแบบ ด้านความสะดวกในการค้นหาข้อมูล และด้านเครื่องคอมพิวเตอร์และเครือข่ายเพื่อการใช้ฐานข้อมูลเอกสารฉบับเต็มในรูปอิเล็กทรอนิกส์ ของนักศึกษาบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักศึกษาระดับปริญญาโท และระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่คงสภาพการเป็นนักศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2554-2559 จำนวน 71 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาบัณฑิตศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุน้อยกว่า 30 ปี เป็นนักศึกษาระดับปริญญาโท และส่วนใหญ่สังกัดสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มีวัตถุประสงค์การใช้ เพื่อทำวิจัย/วิทยานิพนธ์ สาเหตุที่ใช้สามารถสืบค้นได้ทุกสถานที่ และตลอดเวลาที่ต้องการ มีการเข้าใช้จากที่บ้านผ่านระบบเข้าถึงทางไกล โดยใช้วิธีการสืบค้นโดยใช้คำสำคัญ/อย่างง่าย มีความถี่ในการใช้ไม่แน่นอน และมีระยะเวลาที่ใช้แต่ละครั้ง 1-3 ชั่วโมง ในช่วงเวลา 16.00-24.00 น. ผลการสืบค้นได้รับเนื้อหาข้อมูลครบถ้วนถูกต้อง มีการเรียนรู้การใช้ด้วยตนเอง โดยทราบข่าวแหล่งการให้บริการจากจากเพื่อน/ผู้ร่วมงานแนะนำ เข้าถึงจากแหล่งบริการของสำนักหอสมุด โดยใช้คอมพิวเตอร์พกพา (Note book) และอ่านข้อมูลจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ทันที มีการจัดเก็บข้อมูลด้วยการ Print การนำข้อมูลออกทางกระดาษ ปัญหาที่พบมากที่สุดคือระบบเครือข่ายที่เข้าใช้มีการแสดงผลข้อมูลล่าช้า ต้องใช้เวลาในการรอ
ความต้องการใช้ด้านการเรียน การศึกษา ค้นคว้า พบว่า ฐานข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อการค้นคว้าวิจัย/วิทยานิพนธ์/งานของท่าน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านรูปแบบฐานข้อมูลเอกสารฉบับเต็มในรูปอิเล็กทรอนิกส์ พบว่า ต้องการรูปแบบฐานข้อมูลออนไลน์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านความสะดวกในการค้นหาข้อมูล พบว่า สามารถสืบค้นข้อมูลโดยสืบค้นจากคอมพิวเตอร์ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านเครื่องคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายเพื่อการใช้ พบว่า นักศึกษาบัณฑิตศึกษาต้องการเพิ่มจำนวนคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการสืบค้นฐานข้อมูลในภาควิชา/คณะ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุดผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของสำนักหอสมุด ให้มีการประชาสัมพันธ์และฝึกอบรมการใช้ฐานข้อมูลเอกสารฉบับเต็มในรูปอิเล็กทรอนิกส์อย่างสม่ำเสมอ และควรเพิ่มขีดความสามารถด้านความเร็วของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ให้มีความเร็วสูงเพื่อช่วยให้การประมวลผลได้เร็วขึ้น และเพิ่มจำนวนคอมพิวเตอร์ในภาควิชา/คณะ ให้เพียงพอต่อความต้องการ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการสืบค้นฐานข้อมูลให้สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานของผู้ใช้มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
DEVELOPMENT OF HEALTHY HOME GARDEN VEGETABLE PRODUCTION MODEL IN SALUANG-KEELEK COMMUNITY, MAE RIM DISTRICT, CHIANG MAI PROVINCE
The purpose of this research was to developing model of healthy home garden vegetable production at Saluang-Keelek community, Maerim district, Chiang Mai province. This research utilized mixed methodology. A sample group used for this research consisted of 58 people were accidental sampling. Quantitative data were collected using questionnaire. Qualitative data were collected using participation workshop, in-depth interview and focus group. Data were analyzed using descriptive and analytic statistic and content analysis. The results showed that people had knowledge in high level (Mean = 0.73, S.D. = 0.42), produced healthy home garden vegetable production in sometimes (Mean = 2.03, S.D. = 0.75). The efficiency of learn about production of vermicompost showed scores posttest were higher than pretest by significant (P-value = 0.047). A model development of healthy home garden vegetable production by workshop training and established knowledge resource were increased the knowledge about production of the vermicompost. The results of the activities lead concept to develop their skills of making compost from agricultural waste instead of burning.การวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อพัฒนารูปแบบการผลิตพืชผักสวนครัวเพื่อสุขภาพระดับครัวเรือนในชุมชนสะลวง-ขี้เหล็ก อำเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม ใชรูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน สุมตัวอยางแบบบังเอิญจากประชาชนที่สนใจ จำนวน 58 คน เก็บรวบรวมขอมูลเชิงปริมาณดวยแบบสอบถาม ใชการสัมภาษณ กระบวนการกลุม และการอบรมเชิงปฏิบัติการแบบมี สวนรวมในการรวบรวมขอมูลเชิงคุณภาพ วิเคราะหขอมูลดวยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติวิเคราะห และการวิเคราะหเชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบวา ประชาชนมีความรูเกี่ยวกับพืชผักเพื่อสุขภาพโดยรวมอยูในระดับรูมาก (คาเฉลี่ย = 0.73, คาสวนเบี่ยงเบน มาตรฐาน = 0.42) การปฏิบัติเกี่ยวกับการผลิตพืชผักเพื่อสุขภาพโดยรวมอยูในระดับการปฏิบัติเปนบางครั้ง (คาเฉลี่ย = 2.03, คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.75) ในสวนของประสิทธิผลของแหลงเรียนรูการผลิตปุยหมักจากเศษอินทรียวัตถุโดยใช ไสเดือนดินยอยสลาย เมื่อวิเคราะหความแตกตางของคาคะแนนทดสอบความรูเฉลี่ยกอนและหลังการเรียนรู พบวา คาคะแนน ทดสอบความรูเฉลี่ยหลังเรียนรูมีคาสูงกวากอนการเรียนรูอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ .05 (P-value = 0.047) การพัฒนารูปแบบการผลิตพืชผักเพื่อสุขภาพทั้งการอบรมเชิงปฏิบัติการและการสรางแหลงเรียนรูไดเพิ่มพูนองคความรู ดานการผลิตปุยหมักจากเศษวัชพืชโดยใชไสเดือนดินยอยสลาย โดยผลจากการดำเนินกิจกรรมไดกอใหเกิดความคิดรวบยอด ในตนเองของประชาชนนำไปสูการพัฒนาทักษะในการผลิตปุยหมักจากเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่ปกติจะตองเผาทิ้ง คำสำคัญ : การผลิตพืชผักสวนครัว, สุขภาพ, ครัวเรือน, แหลงเรียนร
IMPLEMENTING BRAIN-BASED LEARNING ACTIVITIES TO DEVELOP LISTENING-SPEAKING SKILLS OF PRATHOMSUKSA 1 STUDENTS
This research was aimed to compare listening-speaking skills of Prathomsuksa 1 students before and after using Brain-Based Learning Activities and study the self-confidence of Prathomsuksa 1 students in using Brain-Based Learning Activities. The target group was 20 Prathomsuksa 1/1 students in the first semester of the academic year 2012 at Thungphabodratbamroong Municipality School, Sanpatong District, Chiang Mai. The experimental instrument used in this research were 1) 18 lesson plans using Brain-Based Learning Activities 2) listening-speaking skills test 3) Self-confidence evaluation form of Prathomsuksa 1/1 students. The data had been analyzed by using mean, percentage standard deviation and t-test. The result reveals that after using Brain-Based Learning Activities in the class Prathomsuksa 1/1 students had improved their listening-speaking skills. Their post-test scores were higher than the pre-test scores, which significant at .01 statistical levels and the self-confidence of students increased after using Brain-Based Learning Activities.การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อเปรียบเทียบทักษะการฟง-พูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 กอนและหลังการใชกิจกรรมการเรียนรูโดยใชสมองเปนฐาน และเพื่อศึกษาพฤติกรรมความเชื่อมั่นในตนเองของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปที่ 1 ระหวางการใชกิจกรรมการเรียนรูโดยใชสมองเปนฐาน กลุมตัวอยางที่ใชในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 1 (ทุงฟาบดราษฎรบำรุง) อำเภอสันปาตอง จังหวัดเชียงใหม ในภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2555 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัย ประกอบดวย แผนการจัดการเรียนรูโดยกิจกรรมการเรียนรู ใชสมองเปนฐาน จำนวน 18 แผนๆ ละ 1 แบบ ทดสอบความสามารถดานการฟงและพูดภาษาอังกฤษชั้นประถมศึกษาปที่ 1 และแบบประเมินพฤติกรรมความเชื่อมั่นในตนเองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 โดยการวิเคราะหใชสถิติคาเฉลี่ย รอยละ สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบคาที (t-test) ผลการศึกษาพบวา ผลสัมฤทธิ์ของทักษะการฟง-พูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 หลังเรียนสูงกวา กอนเรียนอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีพัฒนาการพฤติกรรมความเชื่อมั่นในตนเองสูงขึ้น เมื่อเรียน โดยใชกิจกรรมการเรียนรูโดยใชสมองเปนฐา
A COMPARATIVE STUDY OF COMPLEX SENTENCES IN THREE ENGLISH ACADEMIC BOOKS
The purposes of the study are: to investigate the frequency of complex sentences; to classify the subtype of complex sentences, and to investigate the frequency of each subtype of complex sentences which occurred in three different English academic books used in Naresuan University: “Accounting Principles”, “TIETZ Fundamentals of Clinical Chemistry”, and “System Dynamics”. The grammatical analysis used in this study focused on the finite dependent clauses which are based on Biber et al.’s framework. This analysis found that complex sentences tended to occur approximately in one-third of all sentences in the three selected academic books. In “Accounting Principles”, it occurs 29.75%, “TIETZ Fundamentals of Clinical Chemistry”, 36.50% and “System Dynamics” 32.14%, respectively. In the 29 subtypes of finite dependent clauses being compared in three academic books, relative clauses occurred at the highest frequency in all. Each book shows that relative clauses are the important clauses because relative clauses are used to give more information to define or identify the things talked about. Relative clauses are used to make the readers understand the contents more easily and clearly.งานวิจัยชิ้นนี้มีจุดมุงหมายเพื่อสำรวจหาความถี่ของสังกรประโยค เพื่อจำแนกอนุประโยคประเภทตางๆ ของสังกร ประโยคที่เกิดขึ้น และเพื่อสำรวจหาความถี่ของอนุประโยคประเภทตางๆ ที่ปรากฏในหนังสือเชิงวิชาการภาษาอังกฤษที่ใชใน มหาวิทยาลัยนเรศวร จำนวน 3 เลม ไดแก “Accounting Principles”, “TIETZ Fundamentals of Clinical Chemistry” และ “System Dynamics” การศึกษาครั้งนี้เนนสังกรประโยคประเภท finite dependent clauses โดยใชกรอบ การวิเคราะหของ Biber และคณะ จากการศึกษาพบวามีการใชสังกรประโยคประมาณเกือบหนึ่งในสามของหนังสือทั้ง 3 เลม โดยปรากฏเปนรอยละดังนี้ “Accounting Principle” (29.75) “System Dynamics” (36.50) และ “TIETZ Fundamentals of Clinical Chemistry” (32.14) เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบอนุประโยคยอยทั้ง 29 ประเภทของ finite dependent clauses พบวาหนังสือทั้ง 3 เลมมีการปรากฏของอนุประโยคประเภท relative clause มากที่สุด ที่เปนเชนนี้เนื่องจาก relative clause เปนประโยคที่ถูกใชเพื่อเปนการใหขอมูลและใชเพื่อขยายความใหผูอานไดเขาใจเนื้อความไดงายและชัดเจนมากยิ่งขึ้