ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
Not a member yet
1393 research outputs found
Sort by
การจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคในพื้นที่ลุ่มน้ำยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน
This research involved the Water resource management for consumption and water
supply in Yuam Watershed, Mae hong Son Province.The main objective of this project was to
study of the model and the pattern for rectifying water quality for consumption and regulation the
proper pattern for this community also emphasizing to use the participatory action research.
The result has shown that. The pattern of Water resource management for consumption and water supply in Yuam
Watershed consist of 5 steps, the first one was raising awareness and educating the community.
The second step was analysis of water quality in water used for consumption in the community,
the quantity of iron and Manganese in water from water was higher from standard value brought
water couldn’t be used for daily life. The third step was mapping and survey of water resources
for consumption in the community, The fourth step was organizing a workshop about improving
water quality. The fifth step was the community plans to improve water systems for the consumption
and water supply.โครงการวิจัยการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคในพื้นที่ลุ่มน้ำยวม
จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างรูปแบบการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการอุปโภคและ
บริโภคที่มีความเหมาะสมกับชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำยวม โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
ผลการศึกษา พบว่า
รูปแบบการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคที่เหมาะสมกับชุมชนประกอบด้วย
ขั้นตอนที่ 1 การเพิ่มความตระหนักและความรู้ให้กับชุมชน ขั้นตอนที่ 2 การตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ
ในชุมชนจากแหล่งน้ำที่ใช้ในการอุปโภคบริโภคในชุมชน โดยคุณภาพน้ำที่เป็นปัญหามากที่สุด คือ
ปริมาณเหล็กและแมงกานีส ซึ่งมีค่าเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ขั้นตอนที่ 3 การทำแผนที่และสำรวจ
แหล่งทรัพยากรน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคในชุมชนรว่ มกัน ขั้นตอนที่ 4 การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ
เกี่ยวกับระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำแบบต่างๆ และขั้นตอนที่ 5 การทำแผนชุมชนในการปรับปรุง
ระบบน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภ
การวิจัยแบบมีส่วนร่วม โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการจัดการความรู้ และ พัฒนาสื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุ ในพื้นที่เทศบาล เมืองเมืองแกนพัฒนา อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
โครงการวิจัยเรื่อง การวิจัยแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อจัดการความรู้ และพัฒนาสื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุ ในพื้นที่เทศบาลเมืองเมืองแกน พัฒนา อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อศึกษาข้อมูลสุขภาพผู้สูงอายุ เพื่อสร้าง สื่อส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ และเพื่อศึกษาประสิทธิผลของสื่อส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างที่ ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างประชากรที่ศึกษาเพื่อสอบถามด้านสุขภาพในชุมชน โดยการ สุ่มตัวอย่างชาวบ้านในชุมชนมีทั้งหมด 1,492 หลังคาเรือน ทําการกําหนดกลุ่มตัวอย่างของทาโร ยามาเน่ ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 สัดส่วนความคลาดเคลื่อน (+,-) 0.05 ได้กลุ่มตัวอย่าง 735 หลังคาเรือน และกลุ่มตัวแทนชุมชนสําหรับทดสอบระบบ ได้แก่ ผู้สูงอายุ ซึ่งได้มาจากวิธีการสุ่มอย่าง ง่าย จํานวน 30 ท่าน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย การสัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถาม การจัดเวที ประเมิน การใช้ระบบด้วยแบบสอบถาม แบบทดสอบก่อนเรียน แบบฝึกหัด และแบบทดสอบหลังเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ความถี่ ร้อยละ เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าคะแนนความรู้ด้วยการ ทดสอบค่า t-test ประเมินประสิทธิผลทางการเรียนของผู้เรียนด้วยการทดสอบค่า t-score ผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า ด้านโรคประจําตัวในชุมชนเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากที่สุด รองลงมาเป็นโรคเบาหวาน ในด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง อาหารประเภท ปิ้ง ย่าง รมควัน และมีการดื่มชา กาแฟ และน้ําอัดลม และพบว่าสื่อส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นมี ประสิทธิภาพเท่ากับ 84.00/84.67 ซึ่งสูงกว่าสมมุติฐานที่ตั้งไว้ที่ 80/80 และจากการเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า ผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และจากการหาค่าประสิทธิผลทางการเรียนรู้หลังเรียนเพิ่มขึ้น จากก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 33.49 สรุปได้ว่าสื่อส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้น สามารถนําไปใช้ กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
บทเรียนสะเต็มศึกษา เรื่อง แรง งานและพลังงาน
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา เรื่อง แรง งานและพลังงาน และเพื่อประเมินความถูกต้องเหมาะสมของชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา ซึ่งชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ถูกพัฒนาจากการศึกษาตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา เรื่อง แรง งานและพลังงาน คือ ระยะทาง การกระจัด ความเร็ว ความเร่ง และถูกนำมาออกแบบชุดกิจกรรมซึ่งประกอบไปด้วยคู่มือครู แบบบันทึกกิจกรรมและใบความรู้ โดยคำนึงถึงเนื้อหาตามหลักสูตรแกนกลางระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และผู้วิจัยยังศึกษาเพิ่มเติมถึงเรื่องพลังงานความร้อน การถ่ายโอนพลังงานความร้อน ซึ่งเป็นเนื้อหาในระดับชั้นนี้ด้วย โดยทำการเก็บข้อมูลต่างๆ เชิงเทคนิคที่เกี่ยวข้องได้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา 2 เรื่อง คือ เรื่อง รถส่งของ (แรง งาน และพลังงาน) และเรื่อง แผ่นฉนวนความร้อนจากวัสดุธรรมชาติ (พลังงานความร้อน)
การตรวจสอบความถูกต้องของ เนื้อหา รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ความสอดคล้องกับหลักสูตร ของชุดกิจกรรม โดยใช้แบบประเมินดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้องจำนวน 4 ท่าน เป็นผู้ประเมิน ผลการประเมินพบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา สาระวิชา วิทยาศาสตร์ เรื่อง รถส่งของ (แรง งานและพลังงาน) และ แผ่นฉนวนความร้อนจากวัสดุธรรมชาติ (พลังงานความร้อน) มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตั้งแต่ 0.5 – 1.0 หมายความว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาทั้ง 2 เรื่อง มีความถูกต้องเหมาะสมกับจุดประสงค์ เนื้อหาสาระ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้และผู้เรียนเป็นสำคัญมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
The Development of A Short Training Course on The basic of Geometer's Sketchpad (GSP) Program
The purpose of this research is de develops knowledge and skills on on the basic of Geometer's Sketchpad (GSP) Program for people who interest on this program. The sample used are teacher and student who registered High-school Grade 2 of Papae school Maetang District, Chiang Mai in 1st semester of 2018. The tool used in this research consists of documentation for the basic of Geometer's Sketchpad (GSP) and satisfaction questionnaire. The statistics used to analyze the data are percentage and mean.
We found that, the participant satisfied in documentation for the basic of Geometer's Sketchpad (GSP) is 90.20% and satisfied in a short training course on The basic of Geometer's Sketchpad (GSP) Program is 91.80%การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยคือ 1. เพื่อพัฒนาความรู้วิชาการและทักษะการใช้งานเบื้องต้นโปรแกรม The Geometer's Sketchpad (GSP) ให้แก่ผู้ที่สนใจ 2. เพื่อเพิ่มบุคลากรที่มีความรู้ทางวิชาการและทักษะการใช้งานเบื้องต้นโปรแกรม The Geometer's Sketchpad (GSP) ดำเนินการวิจัยกับนักเรียนชั้น ม.2 และครูคณิตศาสตร์ โรงเรียนป่าแป๋วิทยา ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ประจำปีการศึกษา 2561 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย ได้แก่ เอกสารประกอบการอบรมหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้น เรื่อง การใช้งานเบื้องต้นโปรแกรม The Geometer's Sketchpad (GSP) และแบบประเมินความพึงพอใจต่อการอบรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ และค่าเฉลี่ย
ผลการวิจัยพบว่าผู้เข้าอบรมมีความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการอบรมคิดเป็นร้อยละ 90.20 ถือว่าอยู่ในระดับดีมาก และพึงพอใจต่อภาพรวมในการอบรมคิดเป็นร้อยละ 91.80 ถือว่าอยู่ในระดับดีมากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
The Media Construction of Learning and Innovation Skills for 21st Century Learning about Mathematics Camp
The purpose of this research is to construction the media to delvelop the learning and Innovation Skills in 21st Century for Mathematics Camp. The sample used are 21 students who registered High-school Grade 2 of Sansaiyairak school Maetang District, Chiang Mai in 1st semester of 2018. The tool used in this research consists of the media of Learning and Innovation Skills for 21st Century Learning is named “who are you” and The learning test is also used. The statistics used to analyze the data are percentage and mean.
We found that, the students got 77.86% in observation and comparison skills and 83.81% in critical thinking and creative thinking skillsการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ สร้างสื่อเสริมทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม สำหรับการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 เพื่อการจัดค่ายคณิตศาสตร์ดำเนินการวิจัยกับนักเรียนชั้น ม.1 ประจำปีการศึกษา 2561 โรงเรียนอนุบาลสานสายใยรัก เทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย ได้แก่ สื่อเสริมทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม สำหรับการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 เรื่อง “คุณเป็นใคร” และแบบประเมินการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย
ผลการวิจัยพบว่านักเรียนกลุ่มนี้มีทักษะการสังเกตและเปรียบเทียบคิดเป็นร้อยละ 77.86 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับดี และนักเรียนกลุ่มนี้มีทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและความคิดสร้างสรรค์คิดเป็นร้อยละ 83.81 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับดีมากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
The Study of Users' problems and needs for library and Language Learning Center in the Faculty of Humanities and Social Science, Chiang Mai Rajabhat University
The study aimed to explore the users' problems and needs for library and Language Learning Center in the Faculty of Humanities and Social Science, Chiang Mai Rajabhat University. This could be a guideline for developing service of library and Language Learning Center. A total of 291 samples including undergraduate and graduate student and teacher in English program, Thai program and Chinese program. The instrument used for collecting data was a questionnaire and interview
Results of the study revealed that the users’ needs as following, 1) information resources – The users’ needs a high level for book. 2) Process – needs for one stop service. 3) People – Counseling and service mind. 4) Place – Hi-speed internet. And 5) Communication – Promote activity and service by application Facebook Line and Instagram.
The problems that most of users' had at the high level for reference service, information resource are old and less, disturbance sound and Counseling and service mind by staffการศึกษาศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาและความต้องการของผู้ใช้บริการห้องสมุดและศูนย์การเรียนรู้ในคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ 2) เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษามาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงการจัดให้บริการห้องสมุดและศูนย์การเรียนรู้ในคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ อาจารย์และนักศึกษาปริญญาตรี และปริญญาโท คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ภาควิชาภาษาไทย สาขาวิชาภาษาจีน และสาขาวิชาภาษาอังกฤษ จำนวน 291 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์
ผลการวิจัย พบว่า ผู้ใช้บริการมีความต้องการด้านทรัพยากรสารสนเทศ ประเภทหนังสือมากที่สุด ด้านกระบวนการ/ขั้นตอนการให้บริการ มีความต้องการเกี่ยวกับขั้นตอนการใช้บริการในห้องสมุด ในรูปแบบการบริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One stop service) ด้านเจ้าหน้าที่/บุคลากร ต้องการการช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ กระตือรือร้น และเต็มใจช่วยเหลือผู้ใช้บริการ ด้านสถานที่/สิ่งอำนวยความสะดวก ต้องการอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง (WiFi) และด้านการสื่อสาร ต้องการการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของห้องสมุดผ่านเฟซบุ้ก ไลน์ อินสตาแกรม
ปัญหาในการใช้บริการห้องสมุดและศูนย์การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศด้านบริการ ได้แก่ บริการตอบคำถามและช่วยเหลือการค้นคว้า ด้านทรัพยากรสารสนเทศ ได้แก่ ทรัพยากรสารสนเทศมีสภาพเก่า ชำรุด จำนวนไม่เพียงพอ ด้านสถานที่/สิ่งอำนวยความสะดวกของห้องสมุด ได้แก่ เสียงดังรบกวน ด้านเจ้าหน้าที่ห้องสมุด ได้แก่ การช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ เต็มใจให้บริการมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
Integrating Local Wisdom to Promote Extracurricular Activities with Community Participation
The purpose of this research were to manage knowledge and local wisdom in Doi Lo district. Chiangmai Province and to develop a local wisdom curriculum for skill-based activities in primary schools in Doi Loi district, Chiang Mai province. Research on local knowledge management was a qualitative research. By using Participatory Action Research : PAR. There were 3 phases of implementation, monitoring and evaluation. Data analysis by content analysis and descriptive analysis
The development of local wisdom curriculum was research and development for curriculum development. There were 3 steps 1) Study the basic information for curriculum development from teachers, students, parents and local wisdom by interviewing. The instrument was a semi structured interview. 3) Experimental program is divided into 2 phases: pilot study, trial run, and 4) evaluation and improvement of curriculum. In the pilot study, the curriculum was used with 47 grade 1-6 students at Ban Nong Ngao School, Yangkram sub-district, Doilo district to study the suitability of using the curriculum in a real situation. After that the curriculum was experimented with samples who were in grade 1-6 students at 4 schools, 4 sub-district, Doilo district,, Chiang Mai. The experiment took two hours daily for 10 days. Statistics used in data analyses were percentage, mean, S.D. and t-test for dependent samples.
The results were as follows:
Local wisdom represented 23 different species of 9 types of wisdom.
Each type has the knowledge of local knowledge. Provides detailed information on wisdom. By recording the details of wisdom and the local wisdom database is located in Doi Lo. In the video format published through www.doilowis.cmru.ac.th. This research has been well cooperated with all related sectors.
The quality of developed curriculum was highly suitable and having correspondence among curriculum component. And From the experimental used of the curriculum, it was found that students were highly interested in the subject and paid attention in learning. They could cook local food and sweet accordingly. They enjoyed learning the subject. The results of evaluation and curriculum improvement have shown that students’ learning achievement was higher after they were taught with the developed curriculum at a significance level of .05 Overall, satisfaction of students towards the curriculum was in the high levelการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในเขตพื้นที่อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ และเพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้รวบรวมนี้มาพัฒนาการพัฒนาหลักสูตรภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับจัดกิจกรรมเสริมทักษะในโรงเรียนระดับประถมศึกษา อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยการจัดการองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม หน่วยงานหลักที่มีส่วนร่วมได้แก่ ตัวแทนชาวบ้าน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายปกครอง และสถานศึกษา ขั้นตอนการดำเนินงาน 3 ระยะ คือ ระยะเตรียมการ ดำเนินการ และติดตามและประเมิผล ขอบเขตเนื้อหา ได้แก่ องค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นทั้งหมด 9 ประเภท รวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น ในเขตอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วย 4 ตำบล 54 หมู่บ้าน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและพรรณนาความ
ส่วนการพัฒนาหลักสูตรภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการวิจัยและพัฒนาเพื่อพัฒนาหลักสูตร
มีการดำเนินงาน 4 ขั้นตอน 1) ศึกษาค้นคว้าข้อมูลพื้นฐานเพื่อพัฒนาหลักสูตรจากครู นักเรียน ผู้ปกครอง และภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยการสัมภาษณ์ 2) ออกแบบและสร้างหลักสูตร เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง แบบประเมินโครงร่างหลักสูตร 3) ทดลองใช้หลักสูตร แบ่งเป็น 2 ระยะ คือระยะศึกษานําร่องและระยะทดลองใช้หลักสูตร 4) ประเมินผลและการปรับปรุงหลักสูตร กลุ่มตัวอย่างได้แก่ โรงเรียนระดับประถมศึกษา อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 4 โรงเรียนได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (cluster random sampling) โดยใช้ตำบลเป็นหน่วยในการสุ่ม ใช้ระยะเวลาทดลอง 10 วัน ๆ ละ 2 ชั่วโมง รวม 20 ชั่วโมง ใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อน และหลังการใช้หลักสูตร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ หลักสูตรภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับจัดกิจกรรมเสริมทักษะในโรงเรียนระดับประถมศึกษา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้หลักสูตรภูมิปัญญาท้องถิ่น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t-test แบบ Dependent Samples
ผลการวิจัยพบว่า การรวบรวมภูมิปัญญาทั้ง 9 ประเภท ได้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นตัวแทนแต่ละประเภทรวม 23 ชนิด แต่ละชนิดมีผู้ทรงความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นผู้ให้ข้อมูลรายละเอียดภูมิปัญญา ได้ข้อมูลภูมิปัญญาครบถ้วนจึงทำการการบันทึกรายละเอียดของภูมิปัญญาและจัดทำเป็นฐานข้อมูลสารสนเทศภูมิปัญญาท้องถิ่นอำเภอดอยหล่อในรูปแบบวีดีทัศน์เผยแพร่ผ่าน www.doilowis.cmru.ac.th ซึ่งการดำเนินการวิจัยนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
หลักสูตรภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับจัดกิจกรรมเสริมทักษะในโรงเรียนระดับประถมศึกษา อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (X= 4.40, S.D. = 0.41) และผลการทดลองใช้หลักสูตร พบว่านักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาอาหารและขนมพื้นบ้าน ลงมือทำตามขั้นตอน สนุกสนานกับกิจกรรม นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังใช้หลักสูตรสูงกว่าก่อนใช้หลักสูตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีความพึงพอใจต่อหลักสูตรอยู่ในระดับมากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.
การวิเคราะห์มูลค่าเพิ่มของการวิจัยและพัฒนาศักยภาพภาคการเกษตรของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ในกรอบประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน
This study aims to analyze value added of research and develop the potentialities of agriculture of Chiang Mai communities to compete in ASEAN base on sufficiency economy philosophy. It was the qualitative research and supported by quantitative research from the primary data of 20 groups of agriculturists from 17 districts attending the project. All of these groups had potentialities to develop the agricultural products. Participatory action research, SWOT analysis and discussed the result by descriptive statistic such as means
The research found that the weaknesses of agriculturists’ potentialities were that they lacked ability to produce a lot of products and controlled the quantity of productivity in each production cycle. Their threats were that markets had varieties. As a result, training of people were held to increase the potentialities of all these groups; the first training was guideline for the standard of agriculture of safety products; the second training was packaging and development to expand agricultural products on the topic of package technology for agricultural product and packaging for creating agricultural value added and the third training was guideline to apply application for farm management and production of commercial intellectual property. Groups of agriculturists’ potentialities had been 9.63% increased . Thus it could help to expand their operation and got 9 issues of the outcomes as follow; 1) increase the efficiency of agricultural products 25.45% was the highest of increase 2) develop the marketing of agricultural products for community 16.36%; 3) inspect and develop standard of agricultural products; 4) promote agriculture of governmental organizations in communities 10.91%; 5) develop and expand agricultural products to be food safety 9.09%; 6) develop agricultural business groups base on sufficiency economy philosophy5.45%; 7) promote organic agricultural production 5.45%; 8) expand agriculture of communities for commercial and public advantages 5.45% and 9) develop agricultural economic system of communities creatively 3.64%. As a result , agriculturists should accelerate to develop the efficiency of production as the first priority to compete in ASEAN community.การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์มูลค่าเพิ่มของการวิจัยและพัฒนาศักยภาพภาคการเกษตรของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ จำนวนทั้ง 10 ประเด็น ให้มีศักยภาพการแข่งขันในอาเซียนอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและสนับสนุนด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณจากข้อมูลปฐมภูมิของกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 17 ตำบล 20 กลุ่มเกษตรกร ที่มีศักยภาพในการพัฒนาด้านการเกษตร เมื่อเปรียบเทียบในระดับประชาคมอาเซียน อาศัยวิธีการวิจัยแบบมี
ส่วนร่วม (PAR) วิเคราะห์ศักยภาพด้วย SWOT analysis และอภิปรายผลด้วยข้อมูลสถิติ คือ ค่าเฉลี่ยในลักษณะของสถิติเชิงพรรณนา
ผลการวิจัยพบว่า ศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ยังคงมีจุดอ่อนคือ เกษตรกรยังขาดความสามารถในการผลิตสินค้าให้ได้ปริมาณที่มาก และยังขาดความสามารถในการควบคุมปริมาณ คุณภาพผลผลิตในแต่ละรอบการผลิต รวมถึงอุปสรรคที่สำคัญคือ ตลาดสินค้าเกษตรไม่มีความหลากหลาย การวิจัยจึงได้เพิ่มศักยภาพของกลุ่มผ่านกิจกรรมทั้ง 3 โครงการ คือ การอบรม “แนวปฏิบัติมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัย” การอบรม “บรรจุภัณฑ์และการพัฒนาต่อยอดสินค้าเกษตร” ในประเด็น เรื่อง เทคโนโลยีการบรรจุสำหรับสินค้าเกษตรและบรรจุภัณฑ์กับการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร และการอบรม “แนวทางการประยุกต์ใช้แอพพลิเคชั่นเพื่อการบริหารจัดการฟาร์มและการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของชุมชน” และพบว่ากลุ่มเกษตรกรมีผลการประเมินศักยภาพเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 9.63 ซึ่งช่วยในการพัฒนาต่อยอดให้กับกลุ่มเกษตรกรให้ได้ผลลัพธ์ 9 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรมากที่สุด ร้อยละ 25.45 2) ด้านการพัฒนาการตลาดสินค้าเกษตรของชุมชน ร้อยละ 16.36 3) ด้านการตรวจสอบและพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร ร้อยละ 16.36 4) ด้านการส่งเสริมภาคการเกษตรขององค์กรภาครัฐในชุมชน ร้อยละ 10.91 5) ด้านการพัฒนาและต่อยอดสินค้าเกษตรในชุมชนสู่ระบบอาหารปลอดภัย ร้อยละ 9.09 6) ด้านการพัฒนากลุ่มธุรกิจเกษตร ด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ร้อยละ 7.27
7) ด้านการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ร้อยละ 5.45 8) ด้านการต่อยอดภาคการเกษตรของชุมชนให้เกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์และสาธารณะ ร้อยละ 5.45 และ 9) ด้านการพัฒนาระบบเศรษฐกิจการเกษตรของชุมชนอย่างสร้างสรรค์ ร้อยละ 3.64 จึงควรให้เกษตรกรเร่งพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตของกลุ่มเป็นลำดับแรก ซึ่งจะสามารถแข่งขันในประชาคมอาเซียนได้มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
DRIVING THE PHILOSOPHY OF SUFFICIENCY ECONOMY INTO BASIC EDUCATION BAN PANGMAYAO SCHOOL CHIANGDAO DISTRICT CHIANGMAI PROVINCE
The objective of this qualitative research was to driving the philosophy of sufficiency economy into basic education Ban Pangmayao School, Chiang Dao District, Chiang Mai Province. The target group consisted of 46 participants. The data were collected by means of a documentary research, an in-depth interview, and a focus group discussion. The content analysis was employed to analyze the data and the findings are presented descriptively.
The research results are summarized as follows.
The findings reveal that there are three components of the philosophy, namely, sufficiency, logicality, and good immunity, which are based on two conditions: knowledge and ethics. There are two parts of the contents as follows.
Part 1: The administration of the basic education institution based on the philosophy. It is composed of five components as follows.
1. Management and administration consist of four components: policy, academics, budget, and general administration.
2. Curriculum development and instructional management consist of four components: learning units on the philosophy, integration of the philosophy into the instruction process, media and learning resources on the philosophy, and learning management measurement and evaluation based on the philosophy.
3. Personnel development consists of three components: student guidance and support system, student affairs, and activities for social development and public utility.
4. Student development activities are composed of two components: personnel development based on the philosophy and follow up as well as further implementation.
5. Outcomes/achievements are composed of five components: institution, school administrators, school personnel, and students.
Part 2: A guideline for the implementation of the philosophy into the school should be conducted as follows.
1. Designate educational management policies based on the philosophy as the important school policies.
2. Impart the knowledge about the philosophy in school personnel and board members as well as encourage them to put it into practice.
3. Publicize the knowledge about the philosophy to concerned individuals.
4. Revise or improve the administration structure based on the philosophy.
5. Construct, improve or add more projects and activities as well as improve strategic and operation plans of the school.
6. Improve and develop school curricula.
7. Conduct classes according to the school curricula.
8. Improve the atmosphere and environment to facilitate efficient learning.
9. Regulate the supervision system, assessment, follow-up, and operation report.
10. Involve parents and community members in educational management in every important step.การวิจัยเรื่องการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนบ้านปางมะเยา อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนบ้านปางมะเยา อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาจากกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 46 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการสังเคราะห์เนื้อหาและเขียนบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
ในการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนบ้านปางมะเยา อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้ยึด 3 องค์ประกอบหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานเงื่อนไข 2 ประการ คือ เงื่อนไขความรู้และเงื่อนไขคุณธรรม ประกอบด้วยเนื้อหา 2 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1 องค์ประกอบของการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนบ้านปางมะเยา อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ
1. ด้านการบริหารจัดการ มี 4 องค์ประกอบ คือด้านนโยบาย ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ และด้านการบริหารทั่วไป
2. ด้านการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน มี 4 องค์ประกอบ คือด้านหน่วยการเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การเรียนการสอน ด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนการสอนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
3, ด้านการพัฒนาบุคลากร มี 3 องค์ประกอบ คือด้านการแนะแนวและระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ด้านกิจกรรมนักเรียน และด้านกิจกรรมเพื่อพัฒนาสังคมและสาธารณะประโยชน์
4. ด้านการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มี 2 องค์ประกอบ คือด้านการพัฒนาบุคลากรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และด้านการติดตามและขยายผล
5) ด้านผลลัพธ์/ภาพความสำเร็จ มี 5 องค์ประกอบ คือด้านสถานศึกษา ด้านผู้บริหารสถานศึกษา ด้านบุคลากรของสถานศึกษาและด้านผู้เรียน
ส่วนที่ 2 แนวทางการการขับเคลื่อนการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียนบ้านปางมะเยา อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ควรกำหนดแนวทางการดำเนินงานดังนี้
1. กำหนดนโยบายการจัดการศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นนโยบายสำคัญของสถานศึกษา
2. พัฒนาความรู้ความเข้าใจแก่บุคลากรทั้งผู้บริหาร ครู และคณะกรรมการสถานศึกษา และส่งเสริมให้ปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
3. ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้เกี่ยวข้อง
4. ทบทวนหรือปรับปรุงโครงสร้างและพัฒนาการบริหารจัดการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
5. จัดทำ ปรับปรุง หรือเพิ่มเติมโครงการ กิจกรรม และปรับแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการของสถานศึกษา
6. ปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา
7. จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรสถานศึกษา
8. เสริมสร้างบรรยากาศ และสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้
9. จัดระบบนิเทศ ติดตาม ประเมินผล และรายงานผลการดำเนินงาน
10. ให้ผู้ปกครองและชุมชนเข้าร่วมในการจัดการศึกษาในขั้นตอนสำคัญทุกขั้นตอนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรา
DRIVING THE PHILOSOPHY OF SUFFICIENCY ECONOMY INTO BASIC EDUCATION MAE O NAI SCHOOL CHIANGDAO DISTRICT CHIANGMAI PROVINCE
The objective of this qualitative research was to driving the philosophy of sufficiency economy into basic education Ban Mae O Nai School, Chiang Dao District, Chiang Mai Province. The target group consisted of 28 participants. The data were collected by means of a documentary research, an in-depth interview, and a focus group discussion. The content analysis was employed to analyze the data and the findings are presented descriptively.
The research results are summarized as follows.
The findings reveal that there are three components of the philosophy, namely, sufficiency, logicality, and good immunity, which are based on two conditions: knowledge and ethics. There are two parts of the contents as follows.
Part 1: The administration of the basic education institution based on the philosophy. It is composed of five components as follows.
1. Management and administration consist of four components: policy, academics, budget, and general administration.
2. Curriculum development and instructional management consist of four components: learning units on the philosophy, integration of the philosophy into the instruction process, media and learning resources on the philosophy, and learning management measurement and evaluation based on the philosophy.
3. Personnel development consists of three components: student guidance and support system, student affairs, and activities for social development and public utility.
4. Student development activities are composed of two components: personnel development based on the philosophy and follow up as well as further implementation.
5. Outcomes/achievements are composed of five components: institution, school administrators, school personnel, and students.
Part 2: A guideline for the implementation of the philosophy into the school should be conducted as follows.
1. Designate educational management policies based on the philosophy as the important school policies.
2. Impart the knowledge about the philosophy in school personnel and board members as well as encourage them to put it into practice and publicize the knowledge about the philosophy to concerned individuals.
3. Revise or improve the administration structure based on the philosophy.
4. Construct, improve or add more projects and activities as well as improve strategic and operation plans of the school.
5. Improve and develop school curricula and conduct classes according to the school curricula.
6. Improve the atmosphere and environment to facilitate efficient learning.
7. Regulate the supervision system, assessment, follow-up, and operation report.
8. Involve parents and community members in educational management in every important step.การวิจัยเรื่องการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนบ้านแม่อ้อใน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนบ้านแม่อ้อใน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ การดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาจากกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 28 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการสังเคราะห์เนื้อหาและเขียนบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
สรุปผลการวิจัย
การขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนบ้านแม่อ้อใน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดยยึดองค์ประกอบปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี อยู่บนพื้นฐานของเงื่อนไข 2 ประการ คือ เงื่อนไขความรู้และเงื่อนไขคุณธรรม ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหา 2 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1 องค์ประกอบของการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนบ้านแม่อ้อใน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ
1. ด้านการบริหารจัดการ มี 4 องค์ประกอบ คือด้านนโยบาย ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ และด้านการบริหารทั่วไป
2. ด้านการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน มี 4 องค์ประกอบ คือด้านหน่วยการเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การเรียนการสอน ด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนการสอนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
3. ด้านการพัฒนาบุคลากร มี 3 องค์ประกอบ คือด้านการแนะแนวและระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ด้านกิจกรรมนักเรียน และด้านกิจกรรมเพื่อพัฒนาสังคมและสาธารณะประโยชน์
4. ด้านการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มี 2 องค์ประกอบ คือด้านการพัฒนาบุคลากรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และด้านการติดตามและขยายผล
5. ด้านผลลัพธ์/ภาพความสำเร็จ มี 5 องค์ประกอบ คือด้านสถานศึกษา ด้านผู้บริหารสถานศึกษา ด้านบุคลากรของสถานศึกษาและด้านผู้เรียน
ส่วนที่ 2 แนวทางการการขับเคลื่อนการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียนบ้านแม่อ้อใน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ควรกำหนดแนวทางการดำเนินงานดังนี้
1. กำหนดนโยบายการจัดการศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นนโยบายสำคัญของสถานศึกษา
2. พัฒนาความรู้ความเข้าใจแก่บุคลากรทั้งผู้บริหาร ครู และคณะกรรมการสถานศึกษา และส่งเสริมให้ปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้เกี่ยวข้อง
3. ทบทวนหรือปรับปรุงโครงสร้างและพัฒนาการบริหารจัดการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
4. จัดทำ ปรับปรุง หรือเพิ่มเติมโครงการ กิจกรรม และปรับแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการของสถานศึกษา
5. ปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษาและจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรสถานศึกษา
6. เสริมสร้างบรรยากาศ และสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้
7. จัดระบบนิเทศ ติดตาม ประเมินผล และรายงานผลการดำเนินงาน
8. ให้ผู้ปกครองและชุมชนเข้าร่วมในการจัดการศึกษาในขั้นตอนสำคัญทุกขั้นตอนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม