ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
Not a member yet
    1393 research outputs found

    Application of Electrocoagulation to the Isolation of Folic Acid in Local Vegetable in Chiang Mai Province.

    No full text
    The purpose of the research was to study appropriate conditions for the folic acid isolation by electrocoagulation and determination of the quantity of folic acid in local vegetable in Chiang Mai Province. The results of study was that folic acid dissolved in NaHCO3 0.02 M and had a clear yellow solution with pH 8.19, max 360 nm, electrocoagulation 60 minute, electric current 2.02 A and 31.3 V. After filtered, the solution had max between 280-282 nm. By TLC test, folic acid was found in the sediment. Determination of folic acid in sediment from electrocoagulation of 7 vegetables shows that Momordica charantia Linn, Raphanus sativus var Linn, Ceylon Spinach, Gymnema inodorum Decne, Sauropus androgynus, Sechium edule (Jacq) Swartz and Leptonycnia heteroclita Kurz has 39.409, 27.871, 27.655, 18.253, 18.150, 17.407 and 10.349 milligrams per 100 grams of sample respectively.ในการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการแยกกรดโฟลิกด้วยวิธีจับก้อนด้วยไฟฟ้าและหาปริมาณกรดโฟลิกในผักพื้นบ้านในจังหวัดเชียงใหม่ จากการศึกษาพบว่ากรดโฟลิกละลายในตัวทำละลาย NaHCO3 0.02 M จะได้สารละลายสีเหลืองใส วัดค่า pH ได้เท่ากับ 8.19 และค่าการดูดกลืนคลื่นสูงสุด (λmax) ที่ 360 nm เมื่อผ่านการจับก้อนด้วยไฟฟ้าเป็นเวลา 60 นาทีใช้กระแส 2.02 A และ 31.3 V นำสารทั้งหมดไปกรอง และนำส่วนที่เป็นสารละลายไปวัดค่า λmax พบว่าจะได้ค่าระหว่าง 280-282 nm และเมื่อนำตะกอนที่ได้จากการจับก้อนด้วยไฟฟ้า และสารละลายที่ผ่านการกรอง นำไปละลายแล้วทดสอบด้วยวิธี TLC พบว่า ในส่วนของสารละลายจากตะกอนจะมีผลหรือจุดที่แยกตรงกับสารละลายกรดโฟลิก ดังนั้นเมือผ่านการจับก้อนด้วยไฟฟ้า กรดโฟลิกจะอยู่ในส่วนของตะกอน จากการศึกษาการจับกันด้วยไฟฟ้าในสารละลายที่สกัดได้จากผักตัวอย่าง 7 ชนิด ได้แก่ ผักหวานป่า ผักหวานบ้าน ผักขี้หูด ผักเซียงดา ผักปลัง มะระหวาน และมะระขี้นกทำการจับก้อนด้วยไฟฟ้าเป็นเวลา 60 นาที ทำการกรอง จะได้น้ำหนักของตะกอนอยู่ระหว่าง2.24-8.78 กรัม ปริมาณกรดโฟลิกในสารละลายที่สกัดจากผักตัวอย่างโดยการจับก้อนด้วยไฟฟ้าในผักตัวอย่างได้ดังนี้ มะระขี้นก, ผักขี้หูด, ผักปลัง, ผักเซียงดา, ผักหวานบ้าน, ผักมะระหวาน และผักหวานป่า จะมีกรดโฟลิก 39.409, 27.871, 27.655, 18.253, 18.150, 17.407 และ 10.349 mg/100 g ผักตัวอย่าง ตามลำดั

    การจัดการความรู้ทางการตลาดเพื่อพัฒนาวิสาหกิจชุมชนในการผลิตผลิตภัณฑ์จากถั่วลิสง ถั่วเหลือง และน้ำมันงา ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านปางหมูและบ้านสบสอย ตำบลปางหมู อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

    No full text
    The objectives of this research were to study the present and future condition and marketing potential of peanuts products (Pae-lor and Pae-jee), soilbean products (Thua-nao-cap) and Sesame oil (Namman-nga) and to develop the appropriated marketing management that was consistent with the group’s resource and capability. The data collections were brain storming, deep interview, focus group, observation, data analysis and participatory action training. The research was a Participatory Action Research (PAR) and conducted from 1 October 2008 to 30 September 2009. The results showed that (1) The Sobsoi Credit Union group had to expand market to vegetarian restaurant, positioned the product to cold-pressed oil with water turbine, changed brand color and brand identity to green and yellow. The market test found that “Tanyathip Brand” was accepted from health care market than tourist groups. (2) The Pangmoo green organic sesame group had to expand market to health care and tourist market, positioned the product to animal extraction method (cow or buffalo), changed brand color and brand identity to yellow and brown. The market test found that “Morkpao Brand” was accepted from health care market than tourist groups. (3) The Pangmoo health care sesame oil group had to concentrate to natural skin care treatment, positioned the product to real 100 % sesame oil, changed brand color and brand identity to pink and white. The market test found that “Trakwian Brand” was accepted from health care market than tourist groups. (4) The Pangmoo production group of Pae-lor and Pae-jee had to concentrate to tourist and health care market, positioned the product to the nontoxic organic peanut roasted by Thai-Yai wisdom, changed brand color and brand identity to green, white and yellow, used point of purchase (POP) to inform the usage and nutrition values to customers. The market test found that “Thua Luang Thong Brand” was accepted from health care market than the tourist. (5) The Pangmoo soybean production group had to penetrate to tourist and health care market in the city, instead of selling through only wholesaler, positioned the product to Thai-Yai original formula, changed brand identity color to brown and white. The market test found that “Thua-Nao Cap Bantai Brand” was accepted from health care market than the tourist market.การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและศักยภาพในการดำเนินการด้านการตลาดของผลิตภัณฑ์จากถัวลิสงถั่วเหลือง และน้ำมันงาในปัจจุบันและในอนาคตและเพื่อก่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองได้ และเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการด้านการตลาดของวิสาหกิจชุมชนที่เหมาะสม สอดคล้องกับทรัพยากร และขีดความสามารถใช้เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลคือ การจัดทำเวทีชุมชน การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่มย่อย การสังเกต การวิเคราะห์เอกสารและการจัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2551 ถึง 30 กันยายน 2552 ผลการศึกษาพบว่า (1) กลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านสบสอย มีศักยภาพในการทาการตลาดที่สูง มีตราสินค้าที่เป็นที่ยอมรับของตลาด มีกรรมวิธีการหีบน้ำมันงาด้วยพลังงานจากกังหันนา กลุ่มตลาดเป้าหมาย คือ กลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดผู้รักษาสุขภาพ และร้านขายอาหารเจเพื่อสุขภาพในจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน มีตำแหน่งผลิตภัณฑ์เป็นน้ำมันงาที่ผลิตโดยใช้พลังงานกังหันนา ใช้ชื่อตราในการจำหน่าย คือ "ธัญทิพย์" รูปแบบการจัดการตลาดที่ควรพัฒนาต่อไป คือ การขยายตลาดและช่องทางการจัดจำหน่ายไปยังกลุ่มร้านอาหารเจ เน้นการทำตลาดกับกลุ่มผู้รักสุขภาพมากกว่ากลุ่มตลาดนักท่องเที่ยว (2) กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดสารเคมีบ้านปางหมู มีศักยภาพในการทำการตลาดในระดับปานกลางมีกรรมวิธีการผลิตน้ำมันงาด้วยแรงงานสัตว์ (วัวและควาย) มีศูนย์การเรียนรู้อาชีพงาและมีการสาธิตหีบน้ำมันงาด้วยแรงงานสัตว์แก่ลูกค้า เน้นการทำตลาดกับกลุ่มนักท่องเที่ยว มีตำแหน่งผลิตภัณฑ์เป็นน้ำมันงาหีบเย็นด้วยแรงงานสัตว์ที่มีคุณสมบัติดูดซมเข้าผิวหนังได้ดี ใช้ชื่อตราในการจำหน่าย คือ "หมอกเปา" รูปแบบการจัดการตลาดที่ควรพัฒนาต่อไป คือ การพัฒนาตราสินค้า การกำหนดจุดขาย ให้ชัดเจน สื่อสารถึงเอกลักษณ์และความแตกต่างให้กลุ่มตลาดเป้าหมาย และควรขยายตลาดไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวและกลุ่มผู้รักษาสุขภาพ เพราะได้การตอบรับดีกว่ากลุ่มนักท่องเที่ยว (3) กลุ่มงาเพื่อสุขภาพบ้านปางหมูมีศักยภาพในการทำการตลาดในระดับปานกลาง มีตำแหน่งผลิตภัณฑ์เป็นนามันงาที่ผสมกลีบดอกไม้และสมุนไพรจากธรรมชาติ ที่สามารถซมซับสู่ผิวหนังได้ดีด้วยน้ำมันงาสด 100% ใช้ซื้อตราในการจำหน่าย คือ "น้ามันงาตราเกวียน" รูปแบบการจัดการตลาดที่ควรพัฒนาต่อไป คือ การเน้นจุดขายไปที่ความเป็นน้ำมันงาที่มีกลีบดอกไม้และสมุนไพรจากธรรมชาติ และควรทำตลาดให้แข็งแกร่งในแม่ฮ่องสอนก่อนแล้วจึงค่อยขยายตลาดสู่กลุ่ม ผู้รักสุขภาพในจังหวัดใกล้เคียงต่อไป (4) กลุ่มผู้ผลิตถั่วเน่าแผ่นบ้านปางหมู มีศักยภาพในการทำการตลาดในระดับปานกลาง ผลิตโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ทำมาจากถ้าเหลือง 100% มีรสชาติเข้มข้น มีตำแหน่งผลิตภัณฑ์เป็น ถั่วเน่าแผ่นสูตรต้นตำหรับแม่ฮ่องสอน ใช้ชื่อตราในการจำหน่ายคือ "ถั่วเน่าแผ่นบ้านไตปางหมู" รูปแบบการจัดการตลาดที่ควรพัฒนาต่อไป คือ การพัฒนาคุณภาพของสินค้าให้คงที่สม่ำเสมอพร้อมกับพัฒนารูปแบบของบรรจุภัณฑ์และตราสินค้าให้สะอาด และการสื่อสารถึงประโยชน์และคุณค่าของผลิตภัณฑ์ผ่านการสื่อสาร ณ จุดขายและขยายการจัดจำหน่ายผ่านร้านอาหารเพื่อให้ลูกค้ารู้จักสินค้าได้มากขึ้น (5) กลุ่มถั่วแปหล่อแปยีบ้านปางหมู มีศักยภาพในการทำการตลาดในระดับปานกลาง เป็นสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีตำแหน่งผลิตภัณฑ์เป็นถั่วที่กรอบ ไม่แข็ง คั่วทอดด้วยภูมิปัญญาชาวไทใหญ่ แม่ฮ่องสอน ไม่ใช้สารเคมีในการผลิต ใช้ชื่อตราในการจำหน่าย คือ "ถั่วหลวงทอง" รูปแบบการจัดการตลาดที่ควรพัฒนาต่อไป คือ การขยายช่องทางการจัดจำหน่ายไปยังร้านขายของชำหรือร้านขายผลิตภัณฑ์ของขบเคี้ยว โดยเน้นย้ำจุดขายไปที่ความเป็นถั่วที่กรอบ ไม่แข็ง และไม่ใช้สารเคมีในการผลิ

    Hydrogen peroxide – An Eff ective Agent for the Sterilization of Plant Tissue Culture Media.

    No full text
    ปัจจุบันการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชมีถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในงานขยายพันธุ์พืชอย่างกว้างขวาง มีการสร้างห้อง ปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเพื่อการค้ากันอย่างแพร่หลาย แต่ข้อเสียของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชคือ การสร้าง ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือ และสารเคมีเฉพาะทางมีราคาแพง เชน่ หมอ้ นึ่งความดันไอน้ำ (Autoclaves) ตูย้ า้ ยเนื้อเยื่อ (Air sterile cabinets) ซึ่งต้องใช้ต้นทุนสูงในการจัดสรร อีกทั้งยังต้องใช้เทคนิคปลอดเชื้อที่ซับซ้อนและยุ่งยาก ผู้ปฏิบัติงานต้องมีการเรียนรู้ และฝึกปฏิบัติตนให้มีความชำนาญจึงจะสามารถปฏิบัติได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้พยายามหาวิธีการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในอาหารเพาะเลี้ยงพืช ด้วยการใช้สารเคมีแทนการฆ่าเชื้อ ด้วยหม้อนึ่งความดันไอน้ำ Yanagawa et al. (1995) ศึกษาการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์โดยใช้คลอรีนพ่นลงไปในอาหาร เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสูตร MS โดยไม่นึ่งฆ่าเชื้อ พบว่าสามารถฆ่าเชื้อได้ และไม่มีผลต่อส่วนเนื้อเยื่อของดอกเบญจมาศ และคาร์เนชั่นที่นำมาเพาะเลี้ยง Matsumoto et al. (2005) ศึกษาฆ่าเชื้อโดยใช้โซเดียมไฮโปคลอไรด์ในอาหาร เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสูตร MS โดยไม่นึ่งฆ่าเชื้อ พบว่าที่ความเข้มข้น 0.002 เปอร์เซ็นต์ w/v มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อ การฆ่าเชื้อพวกแบคทีเรียบางชนิด แต่ที่ความเข้มข้น 0.01 เปอร์เซ็นต์ w/v และ pH 5.4 เท่านั้นจึงจะสามารถควบคุม และฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ แต่วิธีนี้อาหารจะมีสภาพเป็นกรดจึงอาจเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อพืชบางชนิดได้ Rafael et al. (2001) พบว่า ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (Hydrogen peroxide ; H2O2) สามารถชะลอการเจริญเติบโตของ เชื้อแบคทีเรียในช่วงแรกได้ Snow (1985) ได้ทดลองผสม H2O2 ลงในอาหารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยไม้ พบว่า ที่ความ เข้มข้น 0.005 เปอร์เซ็นต์ w/v สามารถฆ่าเชื้อได้ และไม่เป็นพิษต่อโปรโตคอมของกล้วยไม้ ส่วนการทดลองของ Curvetto et al. (2006) ประสบความสำเร็จในการทดลองนำ H2O2 มาใช้ในการฆ่าเชื้อในอาหารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ที่ความเข้มข้นต่างกัน คือ 0.005 0.01 0.015 และ 0.02 เปอร์เซ็นต์ p/v ลงไปบนอาหารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ดอกลิลลี่ โดยต้องให้ความร้อนกับอาหารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อก่อน 40 นาที แล้วรอจนอุณหภูมิลดลงประมาณ 50 องศาเซลเซียส จึงเติม H2O2 แล้วนำไปให้ความร้อนอีก 30 นาที เปรียบเทียบกับวิธีการฆ่าเชื้อโดยใช้หม้อนึ่ง ความดันไอน้ำ พบว่า การปนเปื้อนของวิธีการฆ่าเชื้อโดยใช้หม้อนึ่งความดันไอน้ำ ต่ำกว่าการใช้ H2O2 แต่ก็เป็นอัตรา ที่ยอมรับได้ ยิ่งไปกว่านั้นการใช้ H2O2 ที่ความเข้มข้น 0.02 เปอร์เซ็นต์ p/v ส่งผลให้หัวย่อยของลิลลี่มีการเจริญและ น้ำหนักสดที่ดีกว่าที่ใช้วิธีการฆ่าเชื้อโดยใช้หม้อนึ่งความดันไอน้ำ ปัจจุบันในประเทศไทยได้มีการใช้ H2O2 ควบคุม การปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ในอาหารเพาะเลี้ยงเชื้อเห็ด (ธัญญา, 2552; ธัญญา, 2553) วิธีการดังกล่าวสามารถทำได้ ง่าย โดยไม่ต้องใช้หม้อนึ่งความดันไอน้ำในการนึ่งฆ่าเชื้อวัสดุเพาะและไม่ใช้ตู้เขี่ยเนื้อเยื่อเห็ด H2O2 เป็นของเหลวที่ไม่คงตัว ไม่มีสี มีรสขม มักทำอยู่ในรูปสารละลายในน้ำความเข้มข้น 3 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ (กองควบคุมวัตถุเสพติดสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, 2552) เป็นสารทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค ที่ผิวหนัง ใช้ในทางเภสัชกรรม ทำน้ำยาบ้วนปากและน้ำยาฆ่าเชื้อ (McDonnell and Russell, 1999) ใช้ฟอกสีฟัน ฟอกสีในอาหาร หาซื้อไดง้ า่ ย และมีความปลอดภัยในการใชง้ านสูง ดังนั้น H2O2 จึงเปน็ สารฆา่ เชื้อที่มีความเหมาะสม ต่อการนำมาทดลองในครั้งนี้ ซึ่งนักวิจัยได้ทำการวิจัยและพัฒนาจนได้วิธีการที่ไม่ซับซ้อน และที่สำคัญไม่ต้องใช้หม้อนึ่งความดันไอน้ำในการฆ่าเชื้อในอาหารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งสามารถนำไปใช้ทดแทนวิธีดั้งเดิมที่ใช้หม้อนึ่ง ความดันไอน้ำได

    Knowledge Management Process to Development Product Designs and Analysis Community Business Potentiality, Doi Saket District, Chiang Mai Province

    No full text
    The purposes of this research aim to study the community’s need about product and community’s potential development, to study product pattern concerning with concept, design methods, manufacturing procedure, local wisdom, attitude, environment, natural capital aff ecting to product pattern including knowledge management on community’s product development by design experts. Also, it is to provide the knowledge management to analyze the potential of marketing, manufacturing and community business operation on self-suffi ciency economy basis by His Majesty the King Rama IX for sustainable life quality and community business development with knowledge management process and utilization of Qualitative Research and Participatory Action Research. The research sample groups are 46 groups from 14 sub-districts in Doi Saket district, Chiang Mai province. According to the study, it was found that the community needs to improve the products and potential within their group in order to develop knowledge and expertise in manufacturing and designing their further products. Also, for the study on product pattern and design method, the community business groups design and develop their products by giving opinion as the group president will be in charge of supervising the manufacturing and designing. On, manufacturing process, it is performed by instructing procedures from group president to members. After that, members will instruct to other members. On, community product knowledge management process and potential of management, marketing, manufacturing, and operating, it was found that after being instructed for variety of knowledge from researchers and lecturers including knowledge exchanging session, community business groups have become more prepared to improve themselves and to perform with better eff ectiveness. Also, they are able to apply self-suffi ciency economy concept for their business, operations and community business for sustainability.การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการชุมชนเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และศักยภาพชุมชน การศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์ในด้านแนวความคิด กลวิธีการออกแบบ ขั้นตอนการผลิต ภูมิปัญญาชาวบ้าน ทัศนคติ สภาพแวดล้อม ต้นทุนทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อรูปแบบผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการจัดการความรู้ด้านการออกแบบ พัฒนาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ และการจัดการความรู้ เพื่อการวิเคราะห์ศักยภาพ ด้านการจัดการ การตลาด การผลิต และการดำเนินงานเกี่ยวกับธุรกิจชุมชนบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อการพัฒนาชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืน ด้วยกระบวนการจัดการความรู้ และวิธีวิจัยเชิงคุณภาพกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีสว่ นรว่ ม โดยมีกลุม่ ตัวอยา่ งการศึกษา ไดแ้ ก ่ กลุม่ ผูป้ ระกอบการ ในพื้นที่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 46 กลุ่ม จาก 14 ตำบล ผลจากการวิจัย พบว่า กลุ่มธุรกิจชุมชนมีความต้องการที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ และศักยภาพในกลุ่มตนเองเพื่อ การพัฒนาความรู้ ความเชี่ยวชาญในการผลิต การออกแบบผลิตภัณฑ์ การศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์และกลวิธี การออกแบบกลุ่มธุรกิจชุมชนมีการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นการร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยมีประธานกลุ่ม เป็นผู้ควบคุมดูแลการผลิตการออกแบบ ส่วนขั้นตอนการผลิตเป็นการถ่ายทอดกลวิธีปฏิบัติงานจากประธานกลุ่ม ไปสู่สมาชิกภายในกลุ่ม หลังจากนั้นสมาชิกภายในกลุ่มจะเป็นผู้ถ่ายทอดให้แก่สมาชิกคนอื่นๆ ต่อไป การจัดการ ความรู้ด้านการออกแบบพัฒนาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชน และศักยภาพด้านการจัดการ การตลาด การผลิต และ การดำเนินงานด้านธุรกิจชุมชน พบว่า จากการที่กลุ่มธุรกิจชุมชนได้รับการบริการความรู้ด้านต่างๆ โดยคณะผู้วิจัย วิทยากร รวมถึงจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ส่งผลให้ธุรกิจชุมชนมีความพร้อมในการพัฒนาตนเอง และการปฏิบัติงาน ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการจัดการธุรกิจของตน เพื่อ การดำเนินงานพัฒนาชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืนต่อไ

    Development of a Video Documentary Reflecting Society and the Way of Life of Lahu Labourers in Ampher Meuang Chiang Mai

    No full text
    The purpose of this research is to study the social condition and the way of life of Lahu labourers in order to make a good attitude in living in Chiang Mai of Lahu labourers. This thesis is a quantitative research using a questionnaire created as a tool to collect data from people who watched a video documentary of Lahu labourers living in Patan Sub-district, Chang Pueak District, a total 56 persons. The analysis result was presented with descriptive statistics, frequency distribution, percentage, mean, standard deviation, and presentation of result of hypothesis testing. The research result revealed that the people watching the video of Lahu labors are Lahu labourers having different attitudes towards coming to live in Chiang Mai; content of the video of Lahu labourers affected the good attitude of Lahu labourers coming to live in Chiang Mai, the audience getting knowledge from the non-fiction; the presentation pattern with moderator having tactic of story opening, storytelling, language using, original soundtrack song, soundtrack, sequence of shot technique, technique from computer graphics; The time of presentation affected the good attitude to living in Chiang Mai; The audience are able to take advantage of the presentation pattern of the non-fiction to be a guideline for their living; Most of the audience had opinion that the non-fiction of Lahu labors can help to make understanding, give knowledge, and make a good attitude for the Lahu labourers about living in Chiang Mai and would be useful for one studying or interested in the matter of Lahu labourers.การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพสังคมและวิถีชีวิตของแรงงานชนเผ่าลาหู่ และ เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ดีในการมาอาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ของแรงงานชนเผ่าลาหู่ การวิจัยนี้ เป็นวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามที่สร้างขึ้นเป็นเครื่องมือในการเก็บ รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ชมที่ชมสื่อสารคดีวีดิทัศน์ แรงงานชนเผ่าลาหู่ ที่อาศัยอยู่ใน ตำบลป่าตัน และตำบลช้างเผือก จำนวน 56 คน นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เสนอผลการทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยพบว่า จากตัวอย่างผู้ที่ชมสารคดีวีดิทัศน์ เรื่องแรงงานชนเผ่าลาหู่ แรงงานที่เคย มีทัศนคติด้านลบต่อนายจ้างในอำเภอเมืองเชียงใหม่ มีการปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ดีขึ้นต่อนายจ้าง มากขึ้น เนื้อหาของสารคดี แรงงานชนเผ่าลาหู่ มีผลต่อทัศนคติที่ดีในการอาศัยในจังหวัดเชียงใหม่ ของแรงงานต่างด้าวชนเผ่าลาหู่ โดยแรงงานได้รับสาระความรู้จากสารคดี รูปแบบ การนำเสนอที่มี ผูด้ ำเนินเรื่องมีกลวิธีการเปดิ เรื่อง การเลา่ เรื่อง การใชภ้ าษา เพลงประกอบ เสียงบรรยาย ภาพประกอบ เทคนิคการลำดับภาพ เทคนิคที่เกิดจากภาพคอมพิวเตอร์กราฟิก ที่ดีทำให้สามารถสื่อความหมายที่ ต้องการได้เป็นอย่างดี ระยะเวลาในการนำเสนอมีความเหมาะสมกับเนื้อหาสาระในสารคดี แรงงาน ชนเผ่าลาหู่สามารถใช้ประโยชน์จากรูปแบบการนำเสนอจากสารคดี เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการ ดำเนินชีวิตได้ แรงงานชนเผ่าลาหู่ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าสารคดีแรงงานชนเผ่าลาหู่ ช่วยสร้าง ความรูค้ วามเขา้ ใจและปรับทัศนคติที่ดีในการอาศัยอยูใ่ นจังหวัดเชียงใหม ่ และสามารถเปน็ ประโยชนแ์ ก่ ผู้ที่กำลังศึกษาหรือว่าสนใจเรื่องราวของแรงงานชนเผ่าลาหู

    The Knowledge Management to Develop Community Business Enterprise in Cotton Products, Case Study: The Hand Made Cotton Weaving Groups at Donluang Village, Tambon Maerang, Amphur Pasang, Lamphun Province.

    No full text
    แผนงานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนารูปแบบการจัดการธุรกิจชุมชนอย่าง บูรณาการในด้านการผลิต การตลาด เงินทุน และการบริหารจัดการกลุ่ม และเพื่อศึกษาสภาพและ ศักยภาพการบริหารจัดการ กลุ่มผ้าฝ้ายทอมือบ้านดอนหลวงแบบมีส่วนร่วม ผลการวิจัย (1) ด้าน การพัฒนากระบวนการจัดการทางการตลาด พบว่า กลุ่มควรขยายตลาดไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยว สถานศึกษา โรงแรม และร้านอาหาร กำหนดจุดขายเป็นผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายทอมือแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ตั้งราคาขายที่สัมพันธ์กับตำแหน่งผลิตภัณฑ์ใหม่ เพิ่มช่องทางการขายทางออนไลน์จัดทำสปอตโฆษณา ผ่านวิทยุชุมชน และการโฆษณาผ่านเว็บไซต์ ควรเพิ่มพนักงานขายแสวงหาคำสั่งซื้อ และร่วมมือกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์สินค้า และใช้การตลาดทางตรงสร้างลูกค้าใหม่ๆ และรักษา ลูกค้าเดิม (2) ด้านการพัฒนากระบวนการผลิต พบว่า การตั้งราคาขายและผลตอบแทน ส่วนใหญ่ ร้อยละของผลตอบแทนจากการขายส่ง จะต่ำกว่าร้อยละ 10 ถึง 7 รายการ จาก 12 รายการที่ผลิต และระหว่างร้อยละ 10.0-20.0 จำนวน 4 รายการ โดยมีเพียง 1 รายการผลิตเท่านั้น ที่ให้ผลตอบแทน มากกว่าร้อยละ 20.0 ส่วนปัญหาสำคัญที่เกิดจากการผลิต คือ ปัญหาการขาดผู้สืบทอดการทอผ้าฝ้าย ราคาวัตถุดิบสูง ขาดช่างฝีมือ ขาดความรู้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และขาดเทคโนโลยี ที่จะใช้ในการ ผลิตและการออกแบบ (3) ด้านความต้องการทางการเงินและแหล่งเงินทุนในการดำเนินธุรกิจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะใช้เงินทุนส่วนตัวในการผลิต แต่มีบางส่วนที่ใช้บริการจากสถาบันการเงิน ของรัฐ ส่วนปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นจากการใช้แหล่งเงินทุน คือ ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันวงเงินกู้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมสูง และยังขาดความรู้ในการขอกู้ยืมเงิน โดยวัตถุประสงค์การขอสินเชื่อ ก็เพื่อนำไปซื้อวัตถุดิบและนำมาใช้จ่ายเป็นค่าจ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการกู้ยืมจากสถาบันการเงินของรัฐ และมีความตอ้ งการที่จะกูยื้มเงินในระยะเวลาปานกลาง ระยะสั้น และระยะยาวในสัดสว่ นที่ใกลเ้ คียงกันและ (4) ด้านการบริหารจัดการกลุ่ม พบว่า กลุ่มเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2525 โดยมีสมาชิก 10 คน จนเมื่อปี 2535 ได้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มทอผ้าบ้านดอนหลวงขึ้น และได้รับคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้าน อุตสาหกรรมดีเด่นในปี 2542 ต่อมาในปี 2543 ได้ก่อสร้างศูนย์รวมผลิตภัณฑ์เครือข่ายกลุ่มทอผ้า หัตถกรรมพื้นบ้าน โดยมีประธานกลุ่มทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลศูนย์เป็นหลัก และหากมีคำสั่งซื้อจากลูกค้า ประธานกลุ่มจะเป็นผู้แจกจ่ายงานให้กับสมาชิกตามความถนัดของแต่ละคน กลุ่มมีการจัดแบ่ง โครงสร้างองค์กรตามหน้าที่ โดยแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายการเงินและบัญชี ฝ่ายการผลิต และ ฝ่ายการตลาด แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มยังไม่มีการติดตามและควบคุมผล การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม มากนัก และการบริหารงานกลุ่มงานส่วนใหญ่จะมีประธานกลุ่มทำแต่เพียงผู้เดีย

    The Development of Reading and Writing Skill for the Special Need Students in the School of Chiangmai Municipality

    No full text
    The purposes of this research were ; 1) to develop the Reading and Writing Skill Package for the Prathomsuksa 4 Students with Special Needs in the School of Chiangmai Municipality and 2) to study the achievement of Reading and Writing Skill of the Students with Special Needs. The population of this research were the Prathomsuksa 4 Special Needs Students whose studied in the School of Chiangmai Municipality in second semester of the academic year 2010. The sampling groups consisted of 15 students in 7 schools. The research design was the Quasi-Experimental Research with One-Group Pre-test and Post-test. The research instruments were 1) The Reading and Writing Skill Package for the Prathomsuksa 4 Students with Special Needs. There was the Farm House Unit, which included of 3 stories; Cool Stream to the Sea, Gold Rice Field, and Home Sweet Home, 2) the Individualized Learning Plan and 3) the Pre-test and Post-test. In data analysis, the means and percentage of scores were used. Research findings were as follows : The efficiency of the Reading and Writing Skill Package for the Prathomsuksa 4 Students with Special Needs in the School of Chiangmai Municipality were specified at 80.00/80.00 percent. The result of the experimental were 87.38 /89.00 percent. The criteria for passing the evaluation by the students was set at least 75 percent of the whole evaluation on Reading and Writing Skills. This criterion was considered as “pass” for the improvement on Reading and Writing Skills. The findings revealed that the achievement of Reading and Writing Skill of Prathomsuksa 4 Students with Special Needs in the School of Chiangmai Municipality after using the Reading and Writing Skill Package were 14 students got higher score than the criterion but 1 student was bellowed the criterion. The lowest score was 67.50; 2 students got the highest score, those were 100 percent. The comparison for the students’ Reading and Writing Skill progressive scores showed that the achievement in Reading and Writing Skill of Prathomsuksa 4 Students with Special Needs in the School of Chiangmai Municipality after using the Reading and Writing Skill Package in the Farm House Unit, include of 3 stories, were increased during 35.00 to 65.00 percent. But the mean percentage of Writing Skill were higher than Reading Skill. The mean percentage of Writing skill were 50.33 and Reading skill were 47.33การวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ในโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครเชียงใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสื่อพัฒนาทักษะการอ่านและเขียน ของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครเชียงใหม่ และเพื่อศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครเชียงใหม่ ที่เรียนโดยใช้สื่อที่สร้างขึ้น ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ด้านการอ่านและเขียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนในโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษด้านการอ่านและ เขียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนในโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 15 คนในโรงเรียน 7 โรง แผนแบบการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบหนึ่งกลุ่ม วัดกอ่ นและหลัง (The One Group Pre-test/Post-test Design) เครื่องมือที่ใชใ้ นการวิจัย ประกอบดว้ ย ชุดฝึกทักษะการอ่านและเขียนภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีปัญหาด้านการอ่าน และเขียน หน่วยบ้านไร่ปลายนา จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ ธารน้ำใสไหลสู่ทะเล ท้องทุ่งสีทอง และ บ้านน่าอยู่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านการอ่านและการเขียนภาษาไทยสำหรับนักเรียนที่มี ความต้องการพิเศษเฉพาะบุคคล (Individualized Learning Plan หรือ ILP) ด้านการอ่านและเขียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และแบบทดสอบก่อนเรียนกับหลังเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าสถิติพื้นฐาน ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละและค่าเฉลี่ยร้อยละ สรุปผลการวิจัยได้ว่า ชุดฝึกทักษะการอ่านและเขียนสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครเชียงใหม่ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ เท่ากับร้อยละ 87.38/89.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ สำหรับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครเชียงใหม่ที่เรียนโดยใช้สื่อที่สร้าง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 75 จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 14 คนและมีเพียง 1 คน ที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน โดยมีคะแนนต่ำสุดร้อยละ 67.50 ทั้งนี้นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์มีคะแนน รวมสูงสุดคือร้อยละ 100 จำนวน 2 คน เมื่อเปรียบเทียบความก้าวหน้าของพัฒนาการด้านการอ่านและเขียน ของนักเรียน พบรายละเอียด ดังนี้ ผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะการอ่านและเขียนของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ในโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครเชียงใหม่ ที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านและเขียนของนักเรียน ที่มีความต้องการพิเศษชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หน่วยบ้านไร่ปลายนา ทั้ง 3 เรื่อง มีผลสัมฤทธิ์ด้าน การอ่านและการเขียน มีพัฒนาการเพิ่มขึ้น ระหว่างร้อยละ 35.00 ถึงร้อยละ 65.00 เท่ากัน แต่เมื่อพิจารณาร้อยละของผลการพัฒนาโดยรวมแล้วปรากฏว่าผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะการเขียน สูงกว่าการอ่าน โดยผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะการเขียนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 50.33 ส่วนทักษะด้านการอ่าน มีร้อยละ 47.3

    DEVELOPMENT FOR HEALTH PROMOTION MODEL IN ELDERLY BASED ON COMMUNITY PARTICIPATION

    No full text
    The objectives of this study were to development for health promotion model in elderly based on community participation. A total of 293 participants were sampling from elderly in Suthep Municipality Muang District, Chiang Mai Province. Data were collected using questionnaire, Focus group and in-depth interviews. Quantitative data were analyzed using descriptive statistic and Pearson Correlation Coefficient and qualitative data using content analysis. The results showed that consisted were positive significant relationship between needs of social support and health promoting behaviors (r=0.421, p=0.002). The guidelines for the health promotion model in elderly found that first the perception of their health, practice healthy habits, workshops were to increase knowledge of health and integrated approach to promoting healthy behaviors in lifestyle.การวิจัยฉบับนี้เป็นการพัฒนาแนวการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุบนฐานการมีส่วนร่วมอันจะนำไปสู่แนวทางการปฏิบัติร่วมกันของชุมชน สุ่มตัวอย่างจากผู้สงอายุในเขตเทศบาลตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 293 คนเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม การสนทนากลุ่ม และการสมภาษณ์เชิงลุก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ เชิงพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคมเพื่อสร้างพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพกับพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r=0.421, p=0.002) ส่วนแนวทางการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างสุขภาพในผู้สูงอายุพบว่า ควรเริ่มต้นจากการรับรู้ภาวะสุขภาพของตนเองการฝึกปฏิบัติพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ การอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ และการบูรณาการแนวทางการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพเข้ากับวิถีการดำเนินชีวิต ตามลำดั

    การวิจัยแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อจัดการความรู้ และพัฒนาสื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุ ในพื้นที่เทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

    No full text
    โครงการวิจัยเรื่อง การวิจัยแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อจัดการความรู้ และพัฒนาสื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุ ในพื้นที่เทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อศึกษาข้อมูลสุขภาพผู้สูงอายุ เพื่อสร้างสื่อส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ และเพื่อศึกษาประสิทธิผลของสื่อส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างประชากรที่ศึกษาเพื่อสอบถามด้านสุขภาพในชุมชน โดยการสุ่มตัวอย่างชาวบ้านในชุมชนมีทั้งหมด 1,492 หลังคาเรือน ทำการกำหนดกลุ่มตัวอย่างของทาโร ยามาเน่ ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 สัดส่วนความคลาดเคลื่อน (+,-) 0.05 ได้กลุ่มตัวอย่าง 735 หลังคาเรือน และกลุ่มตัวแทนชุมชนสำหรับทดสอบระบบ ได้แก่ ผู้สูงอายุ ซึ่งได้มาจากวิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 30 ท่าน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย การสัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถาม การจัดเวที ประเมินการใช้ระบบด้วยแบบสอบถาม แบบทดสอบก่อนเรียน แบบฝึกหัด และแบบทดสอบหลังเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ความถี่ ร้อยละ เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าคะแนนความรู้ด้วยการทดสอบค่า t-test ประเมินประสิทธิผลทางการเรียนของผู้เรียนด้วยการทดสอบค่า t-score ผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า ด้านโรคประจำตัวในชุมชนเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากที่สุด รองลงมาเป็นโรคเบาหวาน ในด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง อาหารประเภท ปิ้ง ย่าง รมควัน และมีการดื่มชา กาแฟ และน้ำอัดลม และพบว่าสื่อส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.00/84.67 ซึ่งสูงกว่าสมมุติฐานที่ตั้งไว้ที่ 80/80 และจากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า ผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และจากการหาค่าประสิทธิผลทางการเรียนรู้หลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 33.49 สรุปได้ว่าสื่อส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้น สามารถนำไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.

    การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับการส่งเสริมและอนุรักษ์ผักพื้นบ้านในพื้นที่ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

    No full text
    การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับการส่งเสริมและอนุรักษ์ผักพื้นบ้านในพื้นที่ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลการใช้ประโยชน์ผักพื้นบ้านในพื้นที่ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และสร้างเครือข่ายการเรียนรู้การใช้ประโยชน์ผักพื้นบ้านและเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นในด้านการอนุรักษ์พืชผักพื้นบ้านให้ชุมชน โดยใช้ข้อมูลจากการลงพื้นที่เพื่อรวบรวมผักพื้นบ้านร่วมกับ ชาวบ้านตำบลช่อแล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีจำนวนชาวบ้านเข้าร่วมโครงการจำนวน 6 คน โดยทำการเก็บรวบรวมตัวอย่าง และสัมภาษณ์ตัวแทนชาวบ้าน จากแหล่งที่ชาวบ้านนำผักมาขาย ได้แก่ กาดนัดผักปลอดสาร ตำบลช่อแล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ พบข้อมูลผักพื้นบ้านทั้งหมด 31 ชนิด จำแนกได้ 19 วงศ์ และพบว่าส่วนรากเป็นส่วนที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์มากที่สุด รองลงมาคือใบ ดอก ลำต้น ผล น้ำมันหอมระเหย เหง้า เมล็ด ใบอ่อน เปลือกลำต้น ยอด หัว ก้าน ผิว เนื้อ ซัง ฝอย แกน เถา เกสร ยาง น้ำ กระพี้ ฝัก ตามลำดับ การรับประทานส่วนใหญ่นำมาปรุงสุก ด้วยการ แกง ต้ม นึ่ง ผัด คั่ว ยำ กินสด เช่น แกงแค แกงชะอม แกงมะรุม แกงผักปลัง แกงผักกูด ต้มบวบหอม ต้มจืดตำลึง ฟักทองนึ่ง ห่อนึ่งแค ผัดผักบุ้ง คั่วผักกูด คั่วผักโขม ยำบุก คาวตองสด ยอดมะกอกสดกับลาบหมู ผักแว่นสดกับน้ำพริก ขิง ข่า คะไคร้ ใส่ในน้ำพริกแกง ผักชีไทย ผักชีฝรั่ง ใส่ในแกงเกือบทุกอย่าง เป็นต้น ผักพื้นบ้านที่นำมาใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่ปลูกเองในแหล่งที่อยู่อาศัยมากที่สุด เก็บจากรอบหมู่บ้าน ทุ่งนา ริมคลอง และป่าใกล้เคียง ตามลำดับ ส่วนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อรวบรวมข้อมูลผักพื้นบ้าน ในพื้นที่ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำการรวบรวมข้อมูลผักพื้นบ้านในพื้นที่ ทำให้ได้ข้อมูลผักพื้นบ้าน ทั้งหมดจำนวน 31 ชนิด และได้นำระบบฐานข้อมูลไปเผยแพร่ให้เกิดประโยชน์กับนักเรียน ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีเพาะปลูกขยายพันธุ์ผักพื้นบ้านโดยเน้นการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน บริหารและจัดการให้เกิดการทำงานเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายอย่างเป็นระบบ เครื่องมือที่ใช้พัฒนาระบบฐานข้อมูลดังนี้ โปรแกรมภาษา PHP ในการเขียนโปรแกรม ใช้โปรแกรม MySQL ในการจัดการฐานข้อมูล และใช้โปรแกรม Dreamweaver ในการจัดทำเว็บไซต์ โดยระบบฐานข้อมูลการใช้ประโยชน์ผักพื้นบ้านในพื้นที่ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ มีการจัดเก็บข้อมูลผักพื้นบ้านโดยมีรายละเอียด ดังนี้ ชื่อภาษาไทย ชื่อภาษาอังกฤษ ชื่อวิทยาศาสตร์ วงศ์ ชื่ออื่น ลักษณะ การใช้เป็นอาหาร ข้อมูลโภชนาการ คุณประโยชน์ และ วิธีปลูก เพื่อเป็นสารสนเทศความรู้ให้กับบุคคลอื่น ๆ ต่อไป ผู้วิจัยมีความคาดหวังว่าฐานข้อมูลที่ทำขึ้น สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ และใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ศึกษา และบริเวณใกล้เคียงได้ ซึ่งจะไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์แก่ท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเอื้อประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อการวางแผนพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและมั่นคงต่อไปโครงการวิจัยสนองพระราชดำริโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดา สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ได้รับทุนสนับสนุนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    0

    full texts

    1,393

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇