UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
Not a member yet
    8763 research outputs found

    การศึกษาพฤติกรรมผู้บูริโภคที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันโควิด-19 ของนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    No full text
    จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันโควิด-19 ของนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ครั้งนี้มี 3 วัตถุประสงค์ คือ วัตถุประสงค์ที่ 1. เพื่อทราบถึงลักษณะตัวอย่างทางด้านประชากรศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และพฤติกรรมผู้บริโภค ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันโควิด-19 ของนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วัตถุประสงค์ที่ 2. เพื่อทราบถึงปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันโควิด-19 ของนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วัตถุประสงค์ที่ 3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประชากรศาสตร์ พฤติกรรมการซื้อประกันโควิด-19 ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันโควิด-19 โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภค ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ และทฤษฎีเกี่ยวกับส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) มีวิธีการเก็บรวมรวบข้อมูลเป็นข้อมูลปฐมภูมิ โดยการจัดทำแบบสอบถาม 251 ชุด กลุ่มตัวอย่างประชากร คือ นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling ) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (ความถี่ ร้อยละและค่าเฉลี่ย) ไคสแควร์ (Chi-Squaret Test) ก าหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่เลือกซื้อประกันโควิด-19 พบว่าลักษณะทั่วไป เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง อายุ 20 – 30 ปี มีสถานภาพโสด ประกอบอาชีพ พนักงานเอกชน มีรายได้ 10,001 – 20,000 บาท/เดือน ข้อมูลพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่เลือกซื้อประกันโควิด-19 พบว่า บริษัท/สถาบันการเงินที่เลือกทำประกันโควิด-19 คือ บริษัท ทิพย์ประกันภัย ส่วนใหญ่มีทั้งประกันสุขภาพหรือประกันอุบัติเหตุ แหล่งข้อมูลที่มีผลต่อแนวโน้มการตัดสินใจซื้อประกันโควิด-19 คือ สื่อออนไลน์ เช่น Facebook Line Instargram สาเหตุที่เลือกทำประกันโควิด-19 เพราะ เห็นถึงความสำคัญของประกันโควิด-19 มีค่าเบี้ยประกันที่เลือกทำอยู่ที่ 150 – 350 บาท และรูปแบประกันโควิด-19 ที่เลือกมีความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล มีความคุ้มครองการชดเชยรายได้ มีความคุ้มครองการเสียชีวิต ผลการศึกษาปัจจัยส่วนผสมทางการตลาดของกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่เลือกซื้อประกันโควิด-19 พบว่า ด้านผลิตภัณฑ์ ให้ความสำคัญกับปัจจัยย่อยคือ ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของบริษัทประกันและธนาคาร ด้านราคา ให้ความสำคัญกับปัจจัยย่อยคือ อัตราค่าเบี้ยประกันที่เหมาะสมกับวงเงินเอาประกัน และความคุ้มครองที่หลากหลาย ด้านสถานที่จัดจำหน่าย ให้ความสำคัญกับปัจจัยย่อย คือ การเสนอขายทางโทรศัพท์ทางไปรษณีย์ หรือทางอีเมล์เป็นต้น ด้านการส่งเสริมการตลาด ให้ความสำคัญกับปัจจัยย่อย คือ การทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ ด้านบุคลากร ให้ความสำคัญกับปัจจัยย่อย คือ ความน่าเชื่อถือและบุคลิกภาพของตัวแทน/นายหน้าขายประกัน ด้านกระบวนการให้บริหาร ให้ความสำคัญกับปัจจัยย่อย คือ การพิจารณาอนุมัติและการส่งมอบกรมธรรม์ที่รวดเร็ว ผลการวิเคราะห์และทดสอบหาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางประชากรศาสตร์ กับการตัดสินใจเลือกซื้อประกันโควิด-19 พบว่า เพศ อายุ สถานภาพ อาชีพ รายได้มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกซื้อประกันโควิด-19 ผลการวิเคราะห์และทดสอบหาความสัมพันธ์ระหว่าง พฤติกรรมกับการตัดสินใจเลือกซื้อประกันโควิด-19 พบว่า บริษัท/สถาบันการเงินที่ขายประกันโควิด-19 ค่าเบี้ยประกันที่เลือกซื้อ รูปแบบประกันโควิด-19 ที่มีความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล รูปแบบประกันโควิด-19 ที่มีความคุ้มครองการชดเชยรายได้ รูปแบบประกันโควิด-19 ที่มีความคุ้มครองการเสียชีวิต มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกซื้อประกันโควิด-19 พฤติกรรมกับการตัดสินใจเลือกซื้อประกันโควิด-1

    The Personal brand management of journalists in Thailand

    No full text
    การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบลูกผสม ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องและกระบวนการจัดการตราสินค้าบุคคลของคนข่าวในประเทศไทย และ 2) เพื่อสร้างรูปแบบการจัดการตราสินค้าบุคคลของคนข่าวในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ คนข่าวและแหล่งข่าวจำนวน 11 คน ใช้เครื่องมือการวิจัยแบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบสอบถามออนไลน์สำรวจความคิดเห็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับและการจัดการตราสินค้าบุคคลของคนข่าวในประเทศไทยกับกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม คือผู้รับสาร จำนวน 586 คน คนข่าว จำนวน 417 คน และนักวิชาการ จำนวน 261 คน รวม 1,264 คน ให้ตอบคำถามสำหรับ 33 ตัวแปร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบ (Factor analysis) ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องและกระบวนการจัดการตราสินค้าบุคคลของคนข่าวในประเทศไทยมีทั้งหมด 5 กลุ่มองค์ประกอบปัจจัย คือ 1) ความเป็นมืออาชีพในการรายงานข่าวที่เชื่อถือได้ 2) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร 3) ความรับผิดชอบต่อสังคม 4) การมีหลักธรรมาภิบาล และ 5) การมีศักยภาพในการรายงานข่าว กระบวนการจัดการตราสินค้าบุคคลของคนข่าวในประเทศไทย มี 6 ขั้นตอน คือ 1) การสำรวจตนเอง 2) การวิเคราะห์กลุ่มผู้รับสารเป้าหมาย 3) การสร้าง 4) การสื่อสาร 5) การประเมินผล และ 6) การบำรุงรักษาตราสินค้าบุคคล รูปแบบการจัดการตราสินค้าบุคคลของคนข่าวในประเทศไทย หรือ รูปแบบ “STaBEM Key of Journalist Personal Brand Model รูปแบบกระบวนการสร้างตราสินค้าบุคคลของคนข่าว” ประกอบด้วย 1) Passion Personality สร้างเสน่ห์บุคลิกภาพ 2) People Fandom ข้อมูลเติบสานจากเครือข่าย 3) Practical Integrity ธรรมาภิบาล 4) Professional Leadership มืออาชีพระดับผู้นำ และ 5) Potential & Experience พัฒนาศักยภาพและประสบการณ์ ส่วนกระบวนการจัดการตราสินค้าบุคคลของคนข่าวในประเทศไทย มี 6 ขั้นตอน คือ 1) การสำรวจตนเอง 2) การวิเคราะห์กลุ่มผู้รับสารเป้าหมาย 3) การสร้าง 4) การสื่อสาร 5) การประเมินผล และ 6) การบำรุงรักษาตราสินค้าบุคคลThis research aimed 1) to study the analyzed factors and the process of personal brand management of journalists in Thailand and 2) to create a personal brand management model for journalists in Thailand. Research tools were the in-depth interviews of 11 journalists and contributors and the online questionnaire with 33 variables. Eleven journalists and data source were interviewed. A total of 1,264 survey respondents were divided into three groups including 586 recipients, 417 journalists, and 261 academicians. Data were analyzed by using content analysis and factor analysis. It was found that the factors and process for the personal brand management of journalists in Thailand consisted of 1) the professionalism in rich and reliable news reporting, 2) the ability to use communication technology, 3) the social responsibility, 4) good governance, and 5) having news reporting potential. There were 6 steps to the individual brand management process of journalists in Thailand including 1) self-reflection, 2) target-audience analysis, 3) creation, 4) communication, 5) evaluation, and 6) individual brand maintenance. The Process model create personal branding of journalist in Thailand or the "STaBEM Key of Journalist Personal Brand Model" format consisted of 1) Passion Personality, 2) People Fandom, 3) Practical Integrity, 4) Professional Leadership, and 5) Potential & Experience. There were 6 steps to the individual brand management process of journalists in Thailand including 1) self-reflection, 2) target-audience analysis, 3) creation, 4) communication, 5) evaluation, and 6) individual brand maintenance

    แนวทางการเพิ่มสัดส่วนการใช้บริการธนาคารทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร ธนาคารออมสิน สำนักพหลโยธิน

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2563.การศึกษาค้นคว้าอิสระ แนวทางการเพิ่มสัดส่วนการใช้บริการธนาคารทางอิเล็กทรอนิกส์ สําหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร ธนาคารออมสิน สํานักพหลโยธิน เกิดจากการที่ธนาคารออมสิน สํานักพหลโยธินสูญเสียรายได้จากการที่ลูกค้าองค์กรสมัครใช้บริการธนาคารทางอิเล็กทรอนิกส์ ในจํานวนที่ลดลง เมื่อเทียบกับจํานวนการเปิดบัญชีลูกค้าองค์กรที่เพิ่มมากขึ้น วัตถุประสงค์เพื่อหาสาเหตุสัดส่วนการใช้บริการธนาคารทางอิเล็กทรอนิกส์สําหรับ กลุ่มลูกค้าองค์กร ธนาคารออมสิน สํานักพหลโยธิน มีแนวโน้มลดลง และเพื่อหาแนวทาง การเพิ่มสัดส่วนการใช้บริการธนาคารทางอิเล็กทรอนิกส์สําหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร ธนาคารออมสิน สํานักพหลโยธิน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ กลุ่มลูกค้าองค์กรที่เคยเปิดบัญชี กับธนาคารออมสิน สํานักพหลโยธินในปี 2560 ถึงปี 2563 จํานวน 125 หน่วยงาน ใช้เครื่องมือ สํารวจแบบเจาะจงเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้านการใช้บริการ ธนาคารทางอิเล็กทรอนิกส์สําหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร ใช้การวิเคราะห์เชิงพรรณนา แจกแจงความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) ในการวิเคราะห์แบบสอบถาม และกลุ่มลูกค้าองค์กร ที่เคยเปิดบัญชีกับธนาคารออมสิน สํานักพหลโยธิน จํานวน 15 หน่วยงาน พนักงานธนาคารออมสิน สํานักพหลโยธิน จํานวน 3 คน ผู้บริหารธนาคารออมสิน สํานักพหลโยธิน 2 คน รวมทั้งหมด 20 คน ใช้เครื่องมือการสัมภาษณ์โดยการสุ่มแบบอิสระ ผลการศึกษา พบว่า สาเหตุที่ทําให้กลุ่มลูกค้าองค์กรส่วนใหญ่ไม่สนใจสมัครใช้บริการธนาคารทางอิเล็กทรอนิกส์ มาจากการคิดค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีอยู่ในอัตราที่สูง มีขั้นตอนการใช้งานบริการธนาคารทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อน อีกทั้งยังมีช่องทางการให้บริการ ที่ไม่หลากหลาย ส่งผลให้กลุ่มลูกค้าองค์กรที่สมัครใช้บริการธนาคารทางอิเล็กทรอนิกส์มีจํานวนน้อย จึงมีการสร้างทางเลือกสําหรับแก้ไขปัญหา 3 แนวทาง ได้แก่ 1. การประชาสัมพันธ์นอกสถานที่ต่างๆ 2. การจัดทําป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามสถานที่ต่างๆ 3. การโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางสื่อต่างๆ ซึ่งแนวทางที่เลือกใช้ในการแก้ปัญหา คือ แนวทางที่ 1. การประชาสัมพันธ์นอกสถานที่ต่างๆ เนื่องจากการจัดพนักงานออกประชาสัมพันธ์นอกสถานที่ เป็นการเพิ่มช่องทางการให้บริการแก่กลุ่ม ลูกค้าองค์กร และสามารถจัดรายการส่งเสริมการขายยกเว้นอัตราค่าธรรมเนียมแรกเข้าและ ค่าธรรมเนียมรายปีของบริการธนาคารทางอิเล็กทรอนิกส์หากมีการสมัครใช้บริการ และแนะนํา ขั้นตอนการใช้บริการธนาคารทางอิเล็กทรอนิกส์โดยพนักงานที่มีความชํานาญ เพื่อเป็นการกระตุ้น ยอดการสมัครใช้บริการธนาคารทางอิเล็กทรอนิกส์The independent study on guidelines for increasing the proportion of electronic banking services for customers of the Government Savings Bank Phaholyothin Office was carried out because the Government Savings Bank Phaholyothin Office lost revenue from corporate customers applying for electronic banking when compared to the increasing number of corporate account openings. The objectives were to figure out why the proportion of electronic banking services for corporate customers of the Government Savings Bank Phaholyothin Office tended to decrease and to find ways to increase the proportion of electronic banking services for corporate customers of the Government Savings Bank Phaholyothin Office. The samples in this study were composed of corporate customers who previously opened an account with the Government Savings Bank Phaholyothin Office during 2017-2020, totaling 125 departments. A specific survey tool was used to collect data with a questionnaire on the marketing mix of electronic banking services for corporate customers. In a questionnaire analysis, descriptive analysis, frequency distribution, and percentage were used. Corporate customers who previously opened an account with the Government Savings Bank Phaholyothin Office consisted of 15 departments, 3 employees of Government Savings Bank Phaholyothin Office, 2 executives of the Government Savings Bank Phaholyothin Office, totaling 20 people, interviewed by using free random sampling. The results of the study demonstrated the reasons why most corporate customers were not interested in applying for electronic banking services as follows. There is a fee for opening an account, and the annual fee is costly. There is also a complicated process for using electronic banking services, and service channels are not various. As a result, corporate customers who applied for electronic banking services resulted in a small number. Therefore, 3 alternative solutions were created: 1. public relations outside the organization in various places, 2. the preparation of billboards for public relations in various places, and 3. the advertisement through various media platforms. Solution 1. public relations outside the organization in various places was chosen since sending employees to publicize off-site can increase service channels for corporate customers and can promote to exempt the fee to open an account and annual fee of electronic banking services if there is an application, and expert employees can advise on the process of using electronic banking services to boost the number of electronic banking application

    การศึกษาปัจจัยสู่ความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจขายปลีกเครื่องสำอางทางอินเทอร์เน็ต

    No full text
    การศึกษาปัจจัยสู่ความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจขายปลีกเครื่องสำอางทางอินเทอร์เน็ต มีวัตถุประสงค์ในการวิจัยเพื่อศึกษาปัจจัยสู่ความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจขายปลีกเครื่องสำอางทางอินเทอร์เน็ต โดยพิจารณาปัจจัยสู่ความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ตในปี พ.ศ. 2563 โดยมีตัวแปรต้นได้แก่ ปัจจัยความสำเร็จของผู้ประกอบการ โดยแบ่งเป็น 6 ด้าน ได้แก่ ด้านปัจจัยการผลิต ด้านอุปสงค์ของตลาด ด้านอุตสาหกรรมสนับสนุน ด้านบริบทของการแข่งขัน ด้านกิจกรรมของภาครัฐ และด้านเหตุสุดวิสัย และตัวแปรตามได้แก่ความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต มีประชากรเป็นผู้ประกอบการธุรกิจขายปลีกเครื่องสำอางทางอินเทอร์เน็ต ในประเทศไทย ซึ่งจดทะเบียนแล้ว และยังประกอบกิจการในปี พ.ศ. 2563 จำนวน 4,526 ราย และกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ประกอบการธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ซึ่งจดทะเบียนแล้ว และยังประกอบกิจการในปี พ.ศ. 2563 จำนวน 370 ราย โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม หลังจากนั้นจึงนำมาวิเคราะห์ผ่านค่าร้อยละ การแจกแจงความถี่ รวมถึงส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงการคำนวนการถดถอยเชิงพหุ เพื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยสู่ความส าเร็จของผู้ประกอบการ และความสำเร็จของผู้ประกอบการ นอกจากนั้นยังใช้การพิจารณา ANOVA t-test F-test เพื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างด้านประชากรศาสตร์ และความสำเร็จของผู้ประกอบการ ด้านผลการศึกษาพบว่าปัจจัยสู่ความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจขายปลีกเครื่องสำอางทางอินเทอร์เน็ต ประกอบด้วยปัจจัยด้านอุปสงค์ของตลาด (ท่านพูดคุย และปรึกษากับผู้ที่เชี่ยวชาญทางการตลาด เพื่อหาความต้องการในตลาดอย่างสม่ำเสมอ) ปัจจัยด้านอุตสาหกรรมสนับสนุน (ท่านมีการลดความเสี่ยงจากการร่วมมือผ่านอุตสาหกรรมสนับสนุนที่หลากหลาย และเหมาะสม) ปัจจัยด้านบริบทของการแข่งขัน (ท่านมักวิเคราะห์เปรียบเทียบธุรกิจของคู่แข่งขัน และธุรกิจของท่านเองอยู่เสมอ) ปัจจัยด้านกิจกรรมของภาครัฐ (ท่านนิยมใช้ “กลยุทธ์ที่เหมาะสมกับกิจกรรมของภาครัฐ” เป็นอีกกลยุทธ์หลักในการดำเนินกลยุทธ์ของธุรกิจ) และปัจจัยด้านเหตุสุดวิสัย (ท่านทบทวน และแก้ไขแผนรับมือกับเหตุสุดวิสัยที่อาจเกิดขึ้นได้กับธุรกิจให้เหมาะสมกับปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอ และท่านนิยมศึกษาแนวทางการแก้ไข เหตุสุดวิสัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับธุรกิจกับผู้เชี่ยวชาญ) สอดคล้องกับแนวคิด Diamond Model ของ Michael E. Porter (อ้างถึงใน สำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, 2558) ซึ่งระบุไว้ว่า Diamond Model เป็นการพิจารณาและประเมินสภาวการณ์ปัจจุบันของปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจที่สำคัญ 4 ด้าน ที่จะมีผลกระทบต่อความสามารถในการเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ของบริษัท ได้แก่ เงื่อนไขด้านปัจจัยการผลิต (Input Factor Conditions) เงื่อนไขด้านอุปสงค์ (Demand Conditions) บริบทด้านการแข่งขันและกลยุทธ์ของธุรกิจ (Strategy and Rivalry Context) และ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนกัน (Related and Supporting Industries

    Development of marketing communication strategy for branding in the dental tourism industry in Thailand

    No full text
    Thailand’s strategy is to integrate tourism and health industries in order to add value to general tourism. While other countries such as India, Singapore, and Malaysia also have the same policy to position themselves as a medical hub in Asia, Thailand has no branding and unique marketing communication to distinguish itself from competitors. This study was carried out to develop a branding of Thailand’s dental tourism to differentiate its dental services from other countries. This thesis has three objectives including all aspects of the communication model which are the sender, message, channel, receiver, and effect. A mixed-method approach was used to understand (1) dental tourism businesses’ branding situation, and (2) the marketing communication situation. Then, (3) a marketing communication strategy known as “CRAFTS” for Thailand’s dental tourism branding was proposed to seven experts. The findings can be useful to facilitate the effectiveness of the “CRAFTS” branding and marketing communication strategy formulation for Thailand’s dental tourism. The branding can be used to help improve the quality of tourism services to meet the needs and increase the satisfaction of foreign tourists and distinguish Thailand from its competitors. Declaration of Conflicting Interests and Funding I declare no potential conflicts of interest with respect to the research, authorship, and/or publication of this thesis. I gratefully acknowledge the funding received towards my doctoral degree from Royal Golden Jubilee Ph.D. (RGJPHD) Thailand

    การศึกษาแรงจูงใจและส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจซื้อประกันภัยทิพยโควิด-19 ของลูกค้าธนาคารออมสิน สาขาศรีย่าน

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2563.การศึกษาแรงจูงใจและส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจซื้อประกันภัยทิพยโควิด-19 ของลูกค้าธนาคารออมสิน สาขาศรีย่าน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาส่วนประสมทางการตลาดที่ มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันภัยทิพยโควิด-19 ของลูกค้าธนาคารออมสิน สาขาศรีย่าน 2)เพื่อศึกษา แรงจูงใจที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันภัยทิพยโควิด-19 ของลูกค้าธนาคารออมสิน สาขาศรีย่าน เพื่อเสนอแนวทางการเพิ่มยอดการขายประกันภัยทิพยโควิด-19 ของธนาคารออมสิน สาขาศรีย่าน กลุ่มตัวอย่างคือ กลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการธนาคารออมสิน สาขาศรีย่าน จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1. ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็นของแรงจูงใจในการเลือกซื้อประกันภัยทิพยโควิด-19 ของธนาคารออมสิน สาขาศรีย่าน ภาพรวมของแรงจูงใจของปัจจัยภายใน อยู่ในระดับมากที่สุด และแรงจูงใจของปัจจัยภายนอกอยู่ในระดับมากและนำแต่ละส่วนมา พิจารณาถึงความต้องการในการสร้างแรงจูงใจให้กับลูกค้า ได้แก่ 1) ควรให้พนักงานเสนอขายและเข้าถึง ลูกค้าให้มากที่สุด เพราะลูกค้าส่วนใหญ่คิดว่าประกันภัยทิพยโควิด-19 มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบันมากที่สุด 2) ควรจัดการฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ความสามารถและเข้าใจในผลิตภัณฑ์ ให้มากที่สุด เพื่อความมั่นใจในการสื่อสารและเสนอขายผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าให้มากสุด เนื่องจากลูกค้า ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่ามีความเชื่อมั่นและไว้วางใจในธนาคารออมสินอยู่แล้วแต่ต้องเพิ่มการเข้าถึงทักษะ การเสนอขายผลิตภัณฑ์กับลูกค้าให้ได้มากที่สุด และข้อมูลแสดงความคิดเห็นให้ความสำคัญต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการเลือกซื้อประกันภัยทิพยโควิด-19 ของธนาคารออมสิน สาขาศรีย่าน อยู่ในระดับมากที่สุด และนำแต่ละด้านมาพิจารณาถึงส่วนประสมทางการตลาดที่ลูกค้าให้ความสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านผลิตภัณฑ์ ควรให้ความสำคัญในด้านผลการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด 2) ด้านราคา ต้องแจ้งหรือการระบุในเรื่องของราคาค่าเบี้ยประกันภัยให้ชัดเจนเพื่อให้ลูกค้าสามารถมองเห็นและ ตัดสินใจในด้านของราคาได้ 3) กระบวนการ ต้องปรับปรุงและให้ความสำคัญในขั้นตอนและกระบวนการ ซื้อและการชำระเงินให้ลูกค้าได้รับความสะดวกและพึงพอใจในการใช้บริการ 4) ด้านส่งเสริมการตลาด ลูกค้าให้ความสำคัญในเรื่องของสื่อโฆษณา ธนาคารต้องจัดการเพิ่มช่องทางสื่อโฆษณาให้มากขึ้น เพื่อการเข้าถึงและทราบข้อมูลของผลิตภัณฑ์ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น 5) ด้านพนักงาน ลูกค้าให้ความสำคัญในเรื่องของความเสมอภาคในการให้บริการ พนักงานต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมากเพราะเป็นเรื่องของความรู้สึกของลูกค้าอย่างมาก ไม่เลือกปฏิบัติกับลูกค้า ให้ความเท่าเทียมกับลูกค้าทุกท่าน 6) ด้านการสร้างและการนำเสนอภาพลักษณ์ทางกายภาพ ให้ความสำคัญกับจำนวนปีที่ให้บริการที่ยาวนานและ ความคุ้นเคยระหว่างธนาคารและลูกค้า 7) ด้านสถานที่ ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญในเรื่องของสถานที่จอดรถที่เหมาะสมและเพียงพอต่อลูกค้าที่มาใช้บริการธนาคารออมสิน ควรจัดหาสถานที่จอดรถเพื่อรองรับลูกค้าที่มาใช้บริการธนาคารออมสิน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้มาใช้บริกา

    แรงจูงใจและส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการสินเชื่อจํานําทะเบียนรถ ธนาคารออมสิน สายงานกิจการสาขา 1

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2563.การศึกษาเรื่อง แรงจูงใจและส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการสินเชื่อ จำนำทะเบียนรถ ธนาคารออมสิน สายงานกิจการสาขา 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ธนาคารออมสิน 2) เพื่อศึกษาส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ธนาคารออมสิน ได้ทำการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่ใช้บริการธุรกรรมทางเงินธนาคารออมสินจากสาขาในสังกัดสายงานกิจการสาขา 1 ที่มีความสนใจใช้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถามในการเก็บข้อมูล และนำมาวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือทางสถิติ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 31 – 40 ปี มีระดับการศึกษาสูงสุดอยู่ในระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพพนักงานบริษัท มีสถานภาพโสด และมีรายได้อยู่ในช่วง 10,000 – 20,000 บาท ด้านของพฤติกรรมการใช้บริการพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีความสนใจใช้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถของธนาคารออมสิน มีเหตุผลที่สำคัญที่สุด คือ ไม่ต้องใช้บุคคลค้ำประกัน ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสินเชื่อจำนำทะเบียนรถของธนาคารออมสิน ผ่านช่องทาง Social media โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการใช้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยที่มีความต้องการวงเงินกู้ระหว่าง 50,001 – 100,000 บาท ด้านแรงจูงใจในการเลือกใช้บริการส่งเชื่อจำนำทะเบียนรถ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่สนใช้บริการมีแรงจูงใจจากการใช้สินเชื่อจำนำทะเบียนรถง่าย เพราะไม่ต้องใช้บุคคลค้ำประกัน ซึ่งเป็นแรงจูงใจภายในอยู่ในระดับสำคัญมาก และแรงจูงใจภายนอก คือ ขั้นตอนการใช้บริการที่สะดวกรวดเร็วและไม่ยุ่งยาก ในด้านของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการเลือกใช้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ธนาคารออมสิน ที่ได้ทำการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด อยู่ในระดับสำคัญมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ที่ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ปัจจัยด้านราคา มีระดับความสำคัญอยู่ในระดับสำคัญมากที่สุด โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญปัจจัยด้านราคา ในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย สินเชื่อที่ต่ำกว่าคู่แข่ง ในการใช้พิจารณาการใช้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ธนาคารออมสิน ปัจจัยด้านอื่นที่ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญรองลงมาโดยเรียงลำดับจากสำคัญมากไปหาน้อยได้ดังนี้ ปัจจัยด้านพนักงาน ปัจจัยด้านกระบวนการให้บริการ ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ปัจจัยด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาด และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ตามลำดั

    ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมของประชากรในเขตกรุงเทพมหานคร ปี 2563

    No full text
    วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดมิเนียม และเพื่อค้นหาและศึกษาความสำคัญของปัจจัยต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กับแนวโน้มพฤติกรรมการเลือกซื้อคอนโดมิเนียมของประชากรในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ (Google Form) กลุ่มตัวอย่างเพศชายและเพศหญิงที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร อายุ18 ปี ขึ้นไป ที่เคยซื้อ หรือต้องการซื้อ หรือมีความสนใจจะซื้อคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพมหานคร ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 77% อายุช่วง 20-30 ปี คิดเป็น 95% สถานภาพโสด มีระดับการศึกษาสูงสุดในระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัทเอกชน มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท จากการทดสอบข้อมูลด้านประชากรศาสตร์เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้ อาชีพ ที่มีความแตกต่างกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจการเลือกซื้อคอนโดมิเนียม และกลุ่มลูกค้าเองให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดเกือบทุกตัว ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย การส่งเสริมทางการตลาด บุคคลากร ลักษณะทางกายภาพ กระบวนการ ซึ่งจากการทดสอบความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่กับความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมของประชากรในเขตกรุงเทพมหานครพบว่ามีเพียง 3 ปัจจัยเท่านั้น คือ ปัจจัยด้านราคา ปัจจัยด้านการส่งเสริมทางการตลาด และปัจจัยด้านบุคลากรที่ พื้นที่ลูกค้าให้ความสนใจเป็นแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นแหล่งที่เดินทางสะดวกและเป็นแหล่งพาณิชยกรรม อาทิเช่น แบริ่ง รัชดา พระราม 9 สายไหม และลุมพิน

    วิเคราะห์ความคุ้มค่าในการลงทุน : ธุรกิจแฟรนไชส์กาแฟชาวดอย บริเวณพื้นที่ทำงานร่วมกัน ฝั่งกังสดาล มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    No full text
    การศึกษาความคุ้มค่าในการลงทุนของธุรกิจร้านแฟรนไชส์กาแฟชาวดอย บริเวณพื้นที่ทำงานร่วมกัน ฝั่งกังสดาล มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา คือ (1) ความเป็นไปได้ด้านการตลาด (2) ด้านเทคนิค (3) ด้านการจัดการ และ (4) ด้านการเงินในการลงทุน โดยใช้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ประกอบการธุรกิจร้านแฟรนไชส์กาแฟชาวดอย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับวิธีการศึกษาใช้วิธีการศึกษาแบบพรรณาในการศึกษาความเป็นไปได้ด้านการตลาด ด้านเทคนิค และด้านการจัดการ ใช้วิธีการศึกษาเชิงปริมาณในการศึกษาด้านการเงิน ด้วยวิธีวิเคราะห์การลงทุนและผลตอบแทนของโครงการ ผลการวิเคราะห์ พบว่ามีความเป็นไปได้ทางด้านการตลาด เนื่องจากผู้ใช้บริการส่วนมาก เป็นข้าราชการ พนักงานออฟฟิศ และผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว นักเรียนนักศึกษา โดยราคาเครื่องดื่มร้อนเริ่มต้นที่ 35 บาท เครื่องดื่มเย็นเริ่มต้นที่ 50 บาท สำหรับด้านเทคนิค มีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,140,000 บาท ทำเลที่ตั้งของร้านเหมาะสม ลูกค้าสามารถเดินทางมาใช้บริการได้สะดวกสบาย ด้านการจัดการ พบว่า เจ้าของร้านดำเนินการจัดการเองและมีพนักงานจำนวน 2 คน สำหรับด้านวิเคราะห์ทางการเงิน พบว่าโครงการใช้เงินลงทุนเริ่มต้น 1,140,000 บาท, อายุโครงการ 10 ปี, อัตราคิดลดของโครงการ = 7.57% , DPB = 3 ปี 7 เดือน , NPV = 3,103,431.85 บาท, Benefit-Cost Ratio = 1.3085 และ IRR = 38.49 % โดย ยอดขายและค่าใช้จ่ายในการจัดการมีความอ่อนไหวต่อธุรกิจนี้มากที่สุด จึงควรเพิ่มช่องทางการให้บริการแบบ Food Deliver

    Essays on Minimum Wages and Labor Income Distribution in Thai Labor Market

    No full text
    A Dissertation Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Doctor of Philosophy in Economics International College, the University of the Thai Chamber of Commerce (2020).This dissertation provides two analyses aiming to examine the recent changes in the Thai labor market. The first analysis investigates the distributional change of the real hourly labor income in the Thai labor market from 1985 to 2017. The results show that overall labor income increased over the past three decades. The gender earnings gap was substantially reduced; however, the disparity between regions still exists. The results also indicate an increase in labor income of workers with primary school and higher education during the past three decades. This study found that an increase in labor income of primary school workers is associated with an increase in minimum wage while an increase in labor income of higher education workers is associated with an increase in labor demand. A future study should investigate the causal relationship between changes in labor income and its determinants for different workers to draw a more comprehensive conclusion. The second analysis evaluates the effects of minimum wages on various types of changes in labor market outcomes, including employment, dis-employment, labor force participation, weekly working hours, real hourly wages, real hourly total labor income, and various other types of income. The key contribution of this study is to use the individual-level panel data, i.e., the Matched-Outgoing Rotation Group (Matched-ORG) generated from the Thai Labor Force Survey. The results indicate that minimum wages harm employment, but the effects are relatively small, where the elasticities are in the range of - 0.0029 to -0.0474. However, the results show substantial and significant dis-employment effects for foreign workers, where the coefficients are in the range of 3.454 to 3.636. To reconcile two seemingly contradictory results, the study also estimates the effect of minimum wages on labor force participation and finds that an increase in labor force participation of Thai workers helps mitigate the disemployment for overall workers. The results also suggest that firms adjust working hours and reduce various types of other income to mitigate minimum wage shock. The study concludes that the competitive equilibrium theory can reasonably explain the effects of minimum wages on employment as well as the overall changes in the Thai labor market from 2002 to 2013

    0

    full texts

    8,763

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇