UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
Not a member yet
    8763 research outputs found

    ภาพลักษณ์องค์กรและทัศนคติด้านส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการเลือกใช้เครื่องรับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) ของธนาคารออมสิน

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาภาพลักษณ์องค์กรและทัศนคติด้านส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการเลือกใช้ เครื่องรับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) ของธนาคารออมสิน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาพลักษณ์องค์กรและศึกษาทัศนคติด้านปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่มีผลต่อการใช้บริการ EDC ของธนาคารออมสิน โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือ กลุ่มร้านค้าสมาชิกที่ใช้บริการ EDC ของธนาคารออมสิน จำนวน 105 ร้านค้า และกลุ่มร้านค้าที่ใช้บริการ EDC ของธนาคารอื่น จำนวน 8 ร้านค้า เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็น แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 105 คน เลือกใช้เครื่องรับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) ของธนาคารออมสิน ที่มีผลต่อด้านปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการด้าน ผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านช่องทางการจำหน่าย ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านบุคคล ด้านกระบวนการให้บริการ และด้านองค์ประกอบทางกายภาพ มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ 0.79 อยู่ในระดับมาก ดังนั้น สามารถนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการตลาดด้านส่วนประสมทางการตลาดบริการให้กับธนาคารออมสินได้A study of corporate image and market contribution attitudes affecting the choice of using Electronic Data Capture (EDC) of Government Savings Bank aimed to study the organizational image and to study the attitude of the marketing mix service factors that affect to use EDC services of Government Savings Bank. There are 105 member stores using Government Savings Bank's EDC service and a group of 8 stores using other bank EDC services. The tools were used in this study consist of the questionnaires, interviews, and statistics used to analyze data, including the percentage, average, and standard deviation. The results showed that 105 respondents who chose to use electronic card accepting machine (EDC) of the marketing mix service factors that affect. affects the service marketing mix. Product, price, distribution channel marketing promotion, personnel, service process and physical components. The standard deviation of 0.79 was at a high level. Therefore, the information can be used in the marketing planning of the marketing mix of services for the Government Savings Bank

    ความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบของลูกค้าธนาคารออมสิน สาขาบิ๊กซี ตาก

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การจัดการ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาถึงความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ ของลูกค้าธนาคารออมสิน สาขาบิ๊กซี ตาก โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มลูกค้าปัจจุบันที่มีสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ โดยใช้แบบสอบถามจำนวน 100 คน และการสัมภาษณ์เชิงลึกทั้งกลุ่มลูกค้าปัจจุบันจำนวน 10 คน และกลุ่มลูกค้าที่ไม่เคยขอกู้สินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ เป็นสินเชื่อของนโยบายรัฐฯ ทำให้มีกลุ่มลูกค้าสนใจประสงค์กู้สินเชื่อเป็นจำนวนมาก เนื่องจากธนาคารออมสิน สาขาบิ๊กซี ตาก จัดตั้งในห้างสรรพสินค้าทำให้มีการจำกัดการเข้าใช้บริการ และพนักงานที่ให้บริการต่อวันไม่เพียงพอในการรับลูกค้าการขอคำปรึกษาด้านสินเชื่อนโยบายรัฐฯ จึงเกิดข้อเรื่องเรียนเรื่องการบริการที่ล่าช้า แนวทางการแก้ปัญหา คือ การบริหารงานสาขา ให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมล้อมภายในสาขาให้มีความพร้อมในการบริการและพัฒนาศักยภาพให้พนักงานผู้ให้บริการมีความรู้ความชำนาญด้านผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อให้คำปรึกษาลูกค้าได้อย่างถูกต้อ

    ผลกระทบต่อความพึงพอใจ และผลสัมฤทธิ์ในการเรียนการสอนออนไลน์ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    No full text
    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความพึงพอใจ และผลสัมฤทธิ์ในการเรียนการสอนออนไลน์ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยเก็บข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data) เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Qualitative Research) ในรูปแบบของการ วิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) และเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ (Online Questionnaire) ประชากร คือ บัณฑิตวิทยาลัยหอการค้าไทย กลุ่มตัวอย่างคือ บัณฑิตวิทยาลัยหอการค้าไทย ระดับปริญญาโท และปริญญาเอกทั้งหมด 317 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องมือทางเศรษฐมิติสมการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Model) ด้วยวิธีการประมาณค่าสัมประสิทธิ์ของตัวแปรอิสระที่มีตัวแปรตาม ด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Squares: OLS) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ Independent-samples T-Test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 99 ผลการทดสอบสมมติฐานที่เกี่ยวกับค่าเฉลี่ยของความพึงพอใจในการเรียนการสอนออนไลน์ ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ พบว่า ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน ได้แก่ เพศ คณะ/สาขาที่ศึกษา การทำงานระหว่างที่กาลังศึกษาอยู่ ตำแหน่งงานและจำนวนสมาชิกในครอบครัว ที่ระดับ นัยสำคัญทางสถิติ 0.01 แต่ระดับการศึกษาและรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ที่ไม่มีระดับนัยสำคัญทางสถิติ ที่มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม คือ อายุ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ด้านประสบการณ์การใช้โปรแกรมสาหรับการเรียนออนไลน์ อย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติ ด้านระบบสารสนเทศและการสื่อสาร อย่างมีระดับนัยสำคัญทุกตัวแปร ด้านสภาพแวดล้อม อย่างมีระดับนัยสำคัญทุกตัวแปร ด้านประสิทธิภาพการเรียนออนไลน์ โดยที่ความพึงพอใจในภาพรวมสำหรับการเรียนการสอนรูปแบบอออนไลน์ เพียงตัวแปรเดียวเท่านั้นที่ไม่มีระดับนัยสำคัญทางสถิติ ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนการสอนออนไลน์ ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ พบว่า ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน ได้แก่ เพศ คณะ/สาขาที่ศึกษา การทำงานระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่ ตำแหน่งงานและจำนวนสมาชิกในครอบครัว ที่มีระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 ระดับการศึกษาและรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ที่มีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.10 แต่ตัวแปรอายุ มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม อย่างไม่มีระดับนัยสำคัญทางสถิติ ด้านประสบการณ์การใช้โปรแกรมสำหรับการเรียนรูปแบบออนไลน์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ปัจจัยสภาพการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ด้านคุณภาพของระบบ Software ที่ใช้ในห้องเรียนออนไลน์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกตัวแปร ด้านระบบสารสนเทศและการสื่อสาร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกตัวแปร ด้านสภาพแวดล้อม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และด้านประสิทธิภาพการเรียนออนไลน์ ได้ทำการแก้ปัญหาตัวแปรอิสระที่มีความสัมพันธ์เชิงเส้นกันมาก ซึ่งได้ทำการแก้ปัญหาโดยการตัวแปรอิสระ 3 ตัวแปร ออกไปเพื่อลดความรุนแรงของตัวแป

    การลดความสูญเสียจากการคิดค่ารักษาทางกายภาพบําบัดคลาดเคลื่อน กรณีศึกษาศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุและปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความ คลาดเคลื่อนในการคิดค่ารักษาทางกายภาพบำบัดและหาแนวทางแก้ไขเพื่อลดความคลาดเคลื่อนในเชิงระบบของศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผลมาจากข้อร้องเรียนในเรื่อง ความคลาดเคลื่อนในการคิดค่ารักษาทางกายภาพบำบัดจากผู้ป่วย ส่งผลให้เกิดการสูญเสียรายได้หรือ มีผลกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของโรงพยาบาล การศึกษานี้ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูล จากพนักงานศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยใช้แบบสอบถาม จำนวน 37 คน และการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 10 คน และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ โดยใช้สถิติแบบร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. ด้านปัจจัยการทำงานของบุคลากรโดยรวม มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก แบ่งออกเป็น 4 ปัจจัยคือ ความรู้ความเข้าใจในการทำงานอยู่ในระดับมากที่สุด ความสัมพันธ์กับบุคคลในที่ทำงานอยู่ในระดับมาก สภาพแวดล้อมในการทำงานอยู่ในระดับมาก ขวัญและกำลังใจในการทำงานอยู่ในระดับมาก 2. ด้านวิธีปฏิบัติงาน โดยรวมระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 3. ด้านวัสดุและอุปกรณ์โดยรวมระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 4. ด้านคอมพิวเตอร์และโปรแกรมโดยรวมระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และจากการสัมภาษณ์เชิงลึกพนักงานส่วนใหญ่ เห็นว่าความคลาดเคลื่อนจากการคิดค่ารักษาทางกายภาพบำบัดจะพบในขั้นตอนการบันทึกค่ารักษา ลงในระบบคอมพิวเตอร์ โดยการแก้ไขควรเน้นการทวนสอบการทำงานเพื่อลดข้อผิดพลาด และเมื่อเกิดความคลาดเคลื่อน ควรกล่าวคำขอโทษต่อผู้รับบริการ โดยแจ้งหัวหน้ารวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อร่วมกันพิจารณาหาสาเหตุและแนวทางการแก้ไข ซึ่งผู้ทำการศึกษาได้เสนอแนวทางแก้ไข 3 ทางเลือก คือ 1. การใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศ ในการคิดค่ารักษา 2. การปรับปรุงกระบวนการและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการคิดค่ารักษาตามหลัก 4M และ 3. การสร้างแรงจูงใจและบทลงโทษในการทำงาน โดยใช้แบบประเมินกลยุทธ์ของ Richard Rumelt เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับองค์กรนี้ คือ แนวทางที่ 2 การปรับปรุงกระบวนการและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการคิดค่ารักษาทางกายภาพบำบัดตามหลัก 4M ในด้านปัจจัยการทำงานของบุคลากร, วิธีปฏิบัติงาน, วัสดุและอุปกรณ์ และคอมพิวเตอร์และโปรแกรม เนื่องจากต้นทุนในการจัดการตามแนวทางนี้ค่อนข้างต่ำ สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เวลามาก และพนักงานในหน่วยงานสามารถปรับตัวต่อแนวทางนี้ได้ง่า

    การศึกษาสาเหตุและแนวทางแก้ไขปัญหาสาขาขาดทุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาแม่ขรี

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การค้นคว้าอิสระครั้งนี้ มีสาเหตุมาจากปัญหาผลประกอบการขาดทุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาแม่ขรี ในปีบัญชี 2563 และมีแนวโน้มการขาดทุนเพิ่มมากขึ้นทุกเดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 ถึงเดือนมิถุนายน 2564 วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้คือเพื่อหาสาเหตุของปัญหาซึ่งส่งผลให้ผลประกอบการของสาขาขาดทุน และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการขาดทุนเพื่อทำให้ ธ.ก.ส.สาขาแม่ขรี กลับมามีผลประกอบการที่มีกำไร วิธีการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ จากกลุ่มตัวอย่าง 360 ราย เก็บข้อมูลจากระบบรายงานข้อมูลเพื่อการบริหารสาขา (BMIS) ย้อนหลัง 3 ปี และเดือนมิถุนายน 2564 ได้แก่ เงินให้สินเชื่อ เงินรับฝาก รายได้ ค่าใช้จ่าย และอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ และข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการอภิปรายกลุ่มย่อยร่วมกับการใช้เครื่องมือผังก้างปลา และการวิเคราะห์ SWOT Analysis และนำมาจับคู่เพื่อสร้างกลยุทธ์ในองค์กรโดยใช้ TOWS Matrix ผลการศึกษาจากการเก็บข้อมูลจากระบบรายงานข้อมูลเพื่อการบริหารสาขา (BMIS) ข้อมูลจากการอภิปรายกลุ่ม และข้อมูลจากแบบสอบถาม พบว่าสาเหตุที่ทำให้ผลประกอบการของ ธ.ก.ส. สาขาแม่ขรี ขาดทุน คือค่าใช้จ่ายในการกันสำรองหนี้สูญที่เพิ่มมากขึ้นจากหนี้ในกลุ่ม NPL ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก รายได้ของสาขาจากรายได้ดอกเบี้ยซึ่งเป็นรายได้หลักลดลง ปัญหาจากโรคระบาดจากไวรัสโคโรนาที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนสูงจึงทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ การติดตามหนี้ของพนักงานที่ไม่ทั่วถึงเนื่องจากปริมาณลูกค้าเงินกู้จำนวนมาก มีการประชาสัมพันธ์เชิงรุกของสาขามีไม่เพียงพอ ทำให้ไม่มีลูกค้ากลุ่มใหม่เข้ามาใช้บริการกับธนาคาร แนวทางในการแก้ไขปัญหาเลือกใช้วิธีการให้สินเชื่ออย่างมีคุณภาพและวิธีการการบริหารจัดการหนี้ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ กล่าวคือให้มีการกำหนดมาตรฐานและหลักเกณฑ์ในการจ่ายสินเชื่อให้เป็นไปตามวิธีปฏิบัติของธนาคารอย่างเคร่งครัด และซักซ้อมพนักงานให้ถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดปัญหาหนี้ค้างชำระในอนาคต รวมถึงการควบคุมหนี้ที่มีสถานะหนี้ปกติไม่ให้กลายเป็นหนี้ค้างชำระ โดยกำหนดเกณฑ์การรับชำระหนี้ถึงกำหนดในแต่ละไตรมาสให้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 98 และให้มีหนี้ค้างชำระได้ไม่เกินร้อยละ 2 เท่านั้นในแต่ละไตรมาส และติดตามหนี้ค้างชำระไม่เกิน 1 เดือน ให้ได้รับการชำระและกลับมามีสถานะหนี้ปกติโดยเร็วตามแผนการปฏิบัติงานที่กำหนด เพราะหากเกิดหนี้ค้างชำระเกิน 1 เดือน จะทำให้เกณฑ์การสำรองหนี้ของสัญญาที่ค้างชำระนั้นเปลี่ยนไปจาก 1% เป็นสำรองหนี้ 100% ทันที ซี่งส่งผลให้เกิดการขาดทุนเพิ่มมากขึ้น แต่หากสาขาสามารถบริหารจัดการหนี้ให้เป็นปกติได้ตามกำหนดจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการสำรองหนี้ลดลง ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรวมลดลง ซึ่งทำให้ผลประกอบการของสาขามีแนวโน้มที่ดีขึ้นคือลดการขาดทุน เพิ่มโอกาสในการมีกำไรมากขึ้

    ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานคร ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19

    No full text
    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานคร ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้การวิจัยในรูปแบบของการสำรวจ (Survey Research) ที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือแบบสอบถาม โดยประชากรที่ทำการวิจัยครังนี้ คือ คนที่มีความสนใจที่จะซื้อบ้านจัดสรรช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด 19 ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Linear Regression) ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุอยู่ในช่วง 30 – 39 ปี ส่วนใหญ่มีสถานภาพโสดและสมรส การศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี อาชีพส่วนใหญ่ของกลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ และ พนักงานบริษัทเอกชน ระดับรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ระดับ 10,000 – 20,000 บาท ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์ที่ตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรมากที่สุด คือ เพื่ออยู่อาศัยเอง และครอบครัว แหล่งข้อมูลของโครงการบ้านจัดสรรก่อนการตัดสินใจซื้อกลุ่มตัวอย่างทราบข้อมูลจาก แผ่นพับ/ใบปลิวมากที่สุด ส่วนใหญ่กลุ่มตัวอย่างเลือกซื้อบ้านจัดสรรที่ระดับราคา 3,000,000 – 5,000,000 บาท บุคคลที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรมากที่สุดของกลุ่มตัวอย่างคือ ตนเอง ช่องทางในการชมบ้านตัวอย่างในภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ชมบ้านตัวอย่างผ่านการดูผ่านรูปถ่ายในเพจของโครงการ/อินเทอร์เน็ต ในภาวะวิกฤต Covid-19 ส่วนใหญ่กลุ่มตัวอย่างไม่พบปัญหาในการตัดสินใจซื้อบ้านจัดสรร เขตพื้นที่ที่กลุ่มตัวอย่างเลือกซื้อบ้านจัดสรรในกรุงเทพมหานคร ส่วนมากคือเขตพื้นที่บางแค ในส่วนของเหตุผลในการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรในภาวะการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกซื้อเพราะการออกแบบของบ้าน ผลการทดสอบสมมติฐานด้านปัจจัยทางประชากรศาสตร์พบว่า ปัจจัยด้านรายได้เฉลี่ยต่อเดือนส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานครในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 อย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05 ในส่วนของด้านส่วนประสมทางการตลาดพบว่า ปัจจัยด้านบุคคล และปัจจัยด้านองค์ประกอบทางกายภาพส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานครในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 อย่างมีนัยสำคัญที่ 0.0

    แนวทางการแก้ไขประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานฝ่ายขายของบริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด สาขาโฮจิมินห์

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.จากปัญหาพนักงานขายบริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด สาขาโฮจิมินห์ มีประสิทธิภาพการทำงานที่แตกต่างกัน ทางผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาถึงแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานขาย โดยการศึกษาค้นคว้าวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานขายผลิตภัณฑ์ทิฟฟี่ ของบริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด สาขาโฮจิมินห์ และเพื่อหาแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานขาย โดยปัญหา มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้าน ความมุ่งมั่นในการทำงานของพนักงาน ความผูกพันต่อองค์กร และ การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า และนำข้อมูลที่ได้จากการวิจัยมาวิเคราะห์เสนอแนะแนวทางการ แก้ไขและพัฒนาปรับปรุงการทำงานของพนักงานบริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด สาขา โฮจิมินห์ การศึกษาค้นคว้าวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณโดยดำเนินการศึกษาเก็บ ข้อมูลเชิงคุณภาพจากกลุ่มตัวอย่างโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก สัมภาษณ์ด้วยคำถามแบบปลายเปิด กับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่ม พนักงานขาย หัวหน้าพนักงานขาย ผู้จัดการเขต ของบริษัท และ ตัวแทนลูกค้าร้านยาบริษัท และเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างโดยการใช้แบบสอบถาม กับกลุ่มลูกค้าร้านยา จากนั้นผู้วิจัยได้นำข้อมูลเชิงคุณภาพและปริมาณที่ได้มาประมวลผลวิเคราะห์ ร่วมกับทฤษฎีที่เกี่ยวข้องที่ได้ศึกษาค้นคว้า เพื่อสรุปข้อมูลในรูปแบบของเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า ปัญหาหลักเรื่องพนักงานขายมีประสิทธิภาพการทำงานที่แตกต่างกันนั้นมาจากสามสาเหตุหลัก คือการที่พนักงานมีความแตกต่างกันในด้าน ความมุ่งมั่นในการทำงานของพนักงาน ความผูกพันต่อองค์กร และ การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า ผู้วิจัยได้ใช้ทฤษฎี Business Process Reengineering ของ Hammer and Champy มาใช้เป็นแนวทางเลือก โดยผู้วิจัยเสนอให้เลือกใช้ แนวทางที่ 3 เป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงานขายบริษัท ไทยนครพัฒนา โดยมีการปรับนโยบายการทำงานขององค์กรเพื่อสร้างเสริมประสิทธิภาพของพนักงาน ปรับปรุงระบบการทำงาน และปลูกฝังค่านิยม ทัศนคติที่ดีในการทำงาน เนื่องจากบริษัทต้องการพัฒนาพนักงานขาย ให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาแนวคิด ทัศนคติ ทักษะ วิธีการทำงานของพนักงานขายให้เป็นไปตามนโยบายบริษัท ย่อมเป็นการพัฒนาพนักงานขายให้มีประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น และทางบริษัทมีการปรับปรุงโครงสร้างการทำงานขององค์กรในส่วนการสนับสนุนพนักงานขายเพื่อให้พนักงานขายสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบริษัทได้ ซึ่งมีส่วนช่วยให้ พนักงานขายทุกคนมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อองค์กรให้เกิดความยั่งยื

    การศึกษาแรงจูงใจและการยอมรับเทคโนโลยีของคนไข้ที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้โทรเวชกรรมของโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาแรงจูงใจและการยอมรับเทคโนโลยีของคนไข้ที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้โทรเวชกรรมของโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง การศึกษาหัวข้อนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจของคนไข้ที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้โทรเวชกรรมของโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสัน หลัง (2) เพื่อศึกษาปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้โทรเวชกรรมของโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง (3) เพื่อศึกษาทัศนคติของคนไข้เกี่ยวกับส่วนประสมทางการตลาด ที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้โทรเวชกรรมของโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง (4) เพื่อเสนอแนะแนวทางการตลาดให้กับโรงพยาบาลเฉพาะทางนำไปสู่การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยใช้การศึกษาวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ทำการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์ผู้บริหาร โรงพยาบาลและผู้บริหารระดับหัวหน้า คนไข้ที่เคยใช้โทรเวชกรรม จำนวนและคนไข้ที่ไม่เคยใช้โทรเวชกรรม และวิจัยเชิงปริมาณ โดยทำแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างคนไข้ที่เคยใช้โทรเวชกรรม ผลการศึกษา พบว่า ทัศนคติที่คนไข้ตัดสินใจในการบริการโทรเวชกรรมของโรงพยาบาล ได้แก่ แรงจูงใจด้านเหตุผล การยอมรับเทคโนโลยีด้านประโยชน์และการใช้งานง่าย ด้านส่วนประสมการตลาดด้านผลิตภัณฑ์ ช่องทางบริการ กระบวนการบริการ หลักฐานกายภาพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และผลจากการสัมภาษณ์ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่ทราบว่ามีบริการการใช้โทรเวชกรรม ในการดูแลและให้คำปรึกษาได้ และเครื่องมีประโยชน์คือ ไม่ต้องรอแพทย์ สะดวก ประหยัดเวลา ใช้งานง่าย ตรงตามความต้องการ ใช้ได้ทุกที่ที่มีสัญญาณโทรศัพท์ มีการแสดงผลที่ชัดเจนทันสมัย ดังนั้นแนวทาง นำเสนอด้านการตลาด คือ ด้านผลิตภัณฑ์บริการโทรเวชกรรม สามารถติดตามผลรักษาได้แสดงผลตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและให้บริการได้หลายรูปแบบ ด้านช่องทางการให้บริการ สามารถใช้บริการได้ทุกระบบได้ทุกที่ที่มีสัญญาณโทรศัพท์ ด้านกระบวนการให้บริการสามารถรับคำปรึกษาในทุก ขั้นตอนผ่านโทรเวชกรรมมีความรวดเร็ว และด้านหลักฐานกายภาพมีหน้าจอแสดงผลที่ชัดเจน ทันสมั

    แนวทางการเพิ่มจํานวนลูกค้าธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่ใช้บริการโมบายแอปพลิเคชัน GHB ALL

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาสาเหตุที่ทําให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ มีส่วนแบ่งการตลาดของผู้ใช้บริการโมบายแอปพลิเคชัน GHB ALL ในอัตราที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับจํานวนผู้ใช้บริการโมบายแอปพลิเคชันทางการเงินทั้งหมดในประเทศไทย และนําเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อเพิ่มผู้ใช้บริการโมบายแอปพลิเคชัน GHB ALL โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ กลุ่มลูกค้าธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่ใช้บริการโมบายแอปพลิเคชัน GHB ALL ในจังหวัดขอนแก่น ใช้วิธีการศึกษาแบบผสม ด้วยการเก็บแบบสอบถาม จํานวน 400 ราย และการสัมภาษณ์เชิงลึก จํานวน 8 ราย โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ผลการศึกษา พบสาเหตุของปัญหา คือ ด้านผลิตภัณฑ์โมบายแอปพลิเคชัน GHB ALL มีรูปแบบการทําธุรกรรมที่ไม่หลากหลายและครอบคลุมเพียงพอ การใช้งานยังมีความซับซ้อน เมื่อเข้าสู่แอปพลิเคชันแล้วต้องใช้ความพยายามที่จะเข้าใจสัญลักษณ์ต่าง ๆ จึงจะใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว รูปแบบภายในของแอปพลิเคชัน GHB ALL ดูไม่ทันสมัย ประกอบกับคนเจนวายส่วนใหญ่มีความภักดีต่อตราสินค้าค่อนข้างสูง ไม่สามารถเปลี่ยนมาใช้แอปพลิเคชันของธนาคารอื่นได้ทันทีหากไม่มีเหตุจําเป็นให้ต้องเปลี่ยนแปลง เมื่อวิเคราะห์แล้วพบแนวทางในการแก้ไขป้ญหา คือ การปรับปรุงผลิตภัณฑ์และพัฒนาแอปพลิเคชัน GHB ALL เพิ่มฟังก์ชันการใช้งานที่ลูกค้า ธอส. คาดหวัง ให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ ส่งผลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการโมบายแอปพลิเคชัน GHB ALL สามารถขยายลูกค้าเป้าหมายไปยังกลุ่มอื่น ๆ ได้ นอกเหนือจากลูกค้าสินเชื่อบ้านของธนาคาร และตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ให้ธนาคารเติบโตได้อย่างมั่นคงในยุคดิจิทั

    การศึกษาและกําหนดส่วนประสมทางการตลาดเพื่อพัฒนาเกษตรกรลูกค้าผู้กู้รายเก่า ให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) กรณีศึกษา ธ.ก.ส. สาขาดอนไชย อําเภอปง จังหวัดพะเยา.

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาและกำหนดส่วนประสมทางการตลาดเพื่อพัฒนาเกษตรกรลูกค้าผู้กู้รายเก่าให้เป็น Smart Farmer กรณีศึกษา ธ.ก.ส. สาขาดอนไชย อำเภอปง จังหวัดพะเยา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาสาเหตุของเกษตรกรลูกค้าเงินกู้รายเก่าของ ธ.ก.ส. สาขาดอนไชย ที่ไม่พัฒนาตนเองเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง 2. เพื่อกำหนดส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการพัฒนาเกษตรกรลูกค้าเงินกู้รายเก่า ของ ธ.ก.ส. สาขาดอนไชย ให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง กลุ่มเป้าหมายเฉพาะเกษตรกรลูกค้าผู้กู้รายบุคคล ซึ่งเป็นผู้กู้รายเก่าของ ธ.ก.ส. สาขาดอนไชย ที่ยังไม่พัฒนาตนเองให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง โดยลูกค้าที่เป็นเกษตรกรผู้กู้รายบุคคลนั้น จะแบ่งตามพื้นที่ทั้งหมด 6 เขต มีพนักงานพัฒนาธุรกิจ ให้บริการจำนวน 4 คน โดยการเก็บรวบรวมแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างเกษตรกรผู้กู้รายคน จำนวน 200 ราย ในพื้นที่ 3 ตำบล ประกอบด้วย ต.งิม ต.ออย และ ต.ผาช้างน้อย ศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลช่วง สิงหาคม 2564 – ตุลาคม 2564 และสัมภาษณ์ ผู้นำชุมชน และ ผู้ประกอบการรับซื้อ รวบรวมผลผลิตในพื้นที่รวมไปถึงผู้ประกอบการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร จำนวน 20 ราย โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่สามารถพัฒนาไปเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง มีสาเหตุจากลูกค้ายังคงยึดรูปแบบการผลิตแบบดั้งเดิมไม่มีความรู้ทางตลาดเพียงพอ ไม่มีผู้แนะนำให้ความรู้ซึ่งทำให้ไม่มีการวางแผนในการผลิตที่ดี รวมไปถึงการเข้าถึงทุนในการผลิตค่อนข้างน้อย แรงจูงใจที่สำคัญที่สุดคือ แรงจูงใจด้านเศรษฐกิจ โดยมุ่งไปที่รายจ่ายรวมในครัวเรือน ส่วนแรงจูงใจที่ส่งผลน้อยที่สุดคือ ด้านบุคคล และเมื่อมองในภาพรวมของปัจจัยแรงจูงใจทุกข้อ พบว่าลูกค้ามีแรงจูงใจด้านสังคมจากการเป็นที่รู้จักหรือมีชื่อเสียงน้อยที่สุด ธนาคารควรใช้แรงจูงใจโดยการเพิ่มทุนให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเข้าไปให้ความรู้ อบรม อย่างต่อเนื่องทั้งด้านการผลิต และการตลาดแก่ลูกค้าร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อพฤติกรรมในการพัฒนาตนเองไปเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง ที่มีความความสำคัญที่สุดสำหรับลูกค้าคือ ส่วนประสมทางการตลาดด้านราคาของผลผลิตประกอบกับด้านการส่งเสริมการตลาด ซึ่งหากมีการส่งเสริมทางการตลาดที่เหมาะสม และทั่วถึง จะสามารถผลักดันให้ เกษตรกรลูกค้าผู้กู้รายเก่ากลายเป็นเกษตรกรปราดเปรื่องได้ง่ายขึ้น ส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลน้อยที่สุดคือ การเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ หรือเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และจากผลการสัมภาษณ์ พบว่าหากลูกค้า สามารถพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นเกษตรกรปราดเปรื่องได้ย่อมส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพ ตามความต้องการของผู้รับซื้อยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ลูกค้ามีอำนาจในการต่อรองราคาผลผลิตมากขึ้น อาจมีช่องทางจัดจำหน่ายที่หลากหลายขึ้น ธนาคารควรเพิ่มการส่งเสริมการตลาด ด้านการประชาสัมพันธ์ทางช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรปกติทั้งในพื้นที่ และนอกพื้นที่ รวมถึงผู้ประกอบการอื่นๆ นอกพื้นที่ได้รับรู้ด้วย ก็จะเป็นช่องทางที่ทำให้ลูกค้าอยากจะพัฒนาตนเองมากยิ่งขึ้น แนวทางการสำหรับการพัฒนาเกษตรกรลูกค้าผู้กู้รายเก่าให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง 1. มุ่งเน้นพัฒนาเกษตรกรลูกค้าผู้กู้ที่มีความรู้และความเข้าใจในการเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง ก่อนให้บุคคลเหล่านี้เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพ จนกระทั่งสามารถถ่ายทอด หรือเป็นต้นแบบแก่บุคคลอื่นในชุมชนและควรมีการประชาสัมพันธ์แบบเจาะลึกอย่างต่อเนื่อง 2. วางแผนพัฒนาร่วมกับหน่วยงานอื่น ธนาคารควรวางแผนร่วมกับหน่วยงานอื่นในการพัฒนาเกษตรกร ลูกค้าผู้กู้รายเก่าร่วมกับเกษตรกรกรรายอื่น ๆ ในชุมชน เพื่อร่วมกันหาวิธีการที่บูรณาการ รวดเร็ว ได้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด และใช้ได้จริงกับสภาพพื้นที่ทำกินของเกษตรกร 3. พัฒนาความรู้ความสามารถของพนักงาน ธ.ก.ส. ให้เชี่ยวชาญ และเป็นปัจจุบันที่สุด เพื่อที่จะสามารถให้คำปรึกษาและแนะนำลูกค้าได้ตลอดเวลา นอกจากความรู้ด้านสินเชื่อและการเงินแล้ว ควรพัฒนาความรู้ด้านการเกษตร เช่น เทคโนโลยีทางการเกษตร เป็นต้น และ พนักงานควรต้องได้ทดลองและปฏิบัติจริงด้ว

    0

    full texts

    8,763

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇