UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
Not a member yet
8763 research outputs found
Sort by
การศึกษาสาเหตุและแนวทางแก้ไขปัญหาสาขาขาดทุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาแม่ขรี.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การค้นคว้าอิสระครั้งนี้ มีสาเหตุมาจากปัญหาผลประกอบการขาดทุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาแม่ขรี ในปีบัญชี 2563 และมีแนวโน้มการขาดทุนเพิ่มมากขึ้นทุกเดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 ถึงเดือนมิถุนายน 2564 วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้คือเพื่อหาสาเหตุของปัญหาซึ่งส่งผลให้ผลประกอบการของสาขาขาดทุน และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการขาดทุนเพื่อทำให้ ธ.ก.ส.สาขาแม่ขรี กลับมามีผลประกอบการที่มีกำไร วิธีการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ จากกลุ่มตัวอย่าง 360 ราย เก็บข้อมูลจากระบบรายงานข้อมูลเพื่อการบริหารสาขา (BMIS) ย้อนหลัง 3 ปี และเดือนมิถุนายน 2564 ได้แก่ เงินให้สินเชื่อ เงินรับฝาก รายได้ ค่าใช้จ่าย และอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ และข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการอภิปรายกลุ่มย่อยร่วมกับการใช้เครื่องมือผังก้างปลา และการวิเคราะห์ SWOT Analysis และนำมาจับคู่เพื่อสร้างกลยุทธ์ในองค์กรโดยใช้ TOWS Matrix ผลการศึกษาจากการเก็บข้อมูลจากระบบรายงานข้อมูลเพื่อการบริหารสาขา (BMIS) ข้อมูลจากการอภิปรายกลุ่ม และข้อมูลจากแบบสอบถาม พบว่าสาเหตุที่ทำให้ผลประกอบการของ ธ.ก.ส. สาขาแม่ขรี ขาดทุน คือค่าใช้จ่ายในการกันสำรองหนี้สูญที่เพิ่มมากขึ้นจากหนี้ในกลุ่ม NPL ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก รายได้ของสาขาจากรายได้ดอกเบี้ยซึ่งเป็นรายได้หลักลดลง ปัญหาจากโรคระบาดจากไวรัสโคโรนาที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนสูงจึงทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ การติดตามหนี้ของพนักงานที่ไม่ทั่วถึงเนื่องจากปริมาณลูกค้าเงินกู้จำนวนมาก มีการประชาสัมพันธ์เชิงรุกของสาขามีไม่เพียงพอ ทำให้ไม่มีลูกค้ากลุ่มใหม่เข้ามาใช้บริการกับธนาคาร แนวทางในการแก้ไขปัญหาเลือกใช้วิธีการให้สินเชื่ออย่างมีคุณภาพและวิธีการการบริหารจัดการหนี้ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ กล่าวคือให้มีการกำหนดมาตรฐานและหลักเกณฑ์ในการจ่ายสินเชื่อให้เป็นไปตามวิธีปฏิบัติของธนาคารอย่างเคร่งครัด และซักซ้อมพนักงานให้ถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดปัญหาหนี้ค้างชำระในอนาคต รวมถึงการควบคุมหนี้ที่มีสถานะหนี้ปกติไม่ให้กลายเป็นหนี้ค้างชำระ โดยกำหนดเกณฑ์การรับชำระหนี้ถึงกำหนดในแต่ละไตรมาสให้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 98 และให้มีหนี้ค้างชำระได้ไม่เกินร้อยละ 2 เท่านั้นในแต่ละไตรมาส และติดตามหนี้ค้างชำระไม่เกิน 1 เดือน ให้ได้รับการชำระและกลับมามีสถานะหนี้ปกติโดยเร็วตามแผนการปฏิบัติงานที่กำหนด เพราะหากเกิดหนี้ค้างชำระเกิน 1 เดือน จะทำให้เกณฑ์การสำรองหนี้ของสัญญาที่ค้างชำระนั้นเปลี่ยนไปจาก 1% เป็นสำรองหนี้ 100% ทันที ซี่งส่งผลให้เกิดการขาดทุนเพิ่มมากขึ้น แต่หากสาขาสามารถบริหารจัดการหนี้ให้เป็นปกติได้ตามกำหนดจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการสำรองหนี้ลดลง ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรวมลดลง ซึ่งทำให้ผลประกอบการของสาขามีแนวโน้มที่ดีขึ้นคือลดการขาดทุน เพิ่มโอกาสในการมีกำไรมากขึ้
แนวทางการเพิ่มยอดลูกค้าสินเชื่อสวัสดิการสําหรับข้าราชการบํานาญและลูกจ้างประจํา กรณีศึกษาธนาคารออมสิน สาขาชัยสมรภูมิ.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาสาเหตุของปัญหายอดลูกค้าสินเชื่อสวัสดิการสำหรับข้าราชการบำนาญและลูกจ้างประจำ โดยใช้หนังสือรับรองสิทธิบำเหน็จตกทอด เป็นหลักประกัน ของธนาคารออมสิน สาขาชัยสมรภูมิ ที่มีจำนวนน้อย ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด 2) หาแนวทาง แก้ไขปัญหาที่ยอดลูกค้าสินเชื่อสวัสดิการสำหรับข้าราชการบำนาญและลูกจ้างประจำ โดยใช้หนังสือรับรองสิทธิบำเหน็จตกทอดเป็นหลักประกัน ของธนาคารออมสิน สาขาชัยสมรภูมิ มีจำนวนน้อย ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยเครื่องมือแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง ข้าราชการและลูกจ้างประจำของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำนวน 185 ราย และทำการสัมภาษณ์ เชิงลึกแบบเจาะจงกลุ่มผู้จัดการสาขา ผู้ช่วยผู้จัดการสาขา พนักงานและลูกจ้าง ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานสินเชื่อ และกลุ่มข้าราชการและลูกจ้างประจำโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าที่เกษียณอายุราชการในปี 2564 รวมจำนวน 20 ราย หาสาเหตุจากทฤษฎีส่วนประสมทางการตลาดบริการ 7P's พฤติกรรมและกระบวนการตัดสินใจขอสินเชื่อของผู้ใช้บริการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน หาแนวทางแก้ไขด้วย SWOT Analysis เขียน แผนผังก้างปลา และหาแนวทางเลือกด้วยตาราง TOWS Matrix ผลการศึกษาพบว่า 1) สาเหตุของปัญหายอดลูกค้าสินเชื่อสวัสดิการสำหรับข้าราชการบำนาญ และลูกจ้างประจำ โดยใช้หนังสือรับรองสิทธิบำเหน็จตกทอดเป็นหลักประกัน ของธนาคารออมสิน สาขาชัยสมรภูมิ มีจำนวนน้อย ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด มาจากปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการ 7P's ได้แก่ ด้านช่องทางการบริการ มีสาเหตุรองคือ สถานที่จอดรถของธนาคารออมสิน สาขาชัยสมรภูมิ มีไม่เพียงพอ และไม่มีช่องทางหรือป้ายให้คำแนะนำโปรโมชั่นสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อภายในสาขาให้ลูกค้าที่มาใช้บริการทราบ ด้านการส่งเสริมการตลาด มีสาเหตุรองคือ สาขาชัยสมรภูมิ ไม่ออกบูธให้บริการสินเชื่อนอกสถานที่ และการประชาสัมพันธ์ตามหน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่มีข้อตกลงหน่วยงาน (MOU) ด้านราคา มีสาเหตุรองคือ อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสวัสดิการสำหรับข้าราชการบำนาญสูงกว่าธนาคารอื่น และการกำหนดวงเงินกู้ขั้นต่ำที่จะขอกู้เพิ่มเติมได้จากวงเงินกู้ครั้งแรกหลังผ่อนชำระมาแล้วสาขากำหนดไว้สูง และด้านบุคลากร มีสาเหตุรองคือ จำนวนพนักงาน ให้บริการสินเชื่อมีไม่เพียงพอ และความรู้ความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์สินเชื่อของพนักงาน 2) ได้แนวทางเลือกเพื่อแก้ไขสาเหตุของปัญหามี 4 แนวทาง คือ แนวทางด้านการส่งเสริมการตลาด แนวทางด้านบุคลากร แนวทางด้านช่องทางการบริการ และแนวทางด้านราคา ผู้ศึกษานำผลที่ได้ ข้อดีและข้อเสียของแต่ละแนวทาง รวมถึงงบประมาณและระยะเวลาที่ต้องใช้ดำเนินการ จัดทำเป็นหนังสือเสนอผู้อำนวยการเขต ผู้จัดการสาขา และคณะกรรมการสินเชื่อสาขา เพื่อตัดสินใจเลือกแนวทางที่เหมาะสมและดีที่สุด ผลที่ได้ คือ แนวทางด้านการส่งเสริมการตลาด ด้วย เหตุผลที่ใช้ระยะเวลาสั้น งบประมาณน้อย สามารถดำเนินการได้ทันที ด้วยแผนการออกบูธให้บริการ สินเชื่อกับหน่วยงานราชการที่มีบันทึกข้อตกลงสินเชื่อ MOU กับสาขาชัยสมรภูมิ และเน้นการประชาสัมพันธ์ข้อมูลสินเชื่อและสิทธิพิเศษให้ลูกค้าทราบผ่านเทคโนโลยีรูปแบบดิจิทัล ด้วยการสมัคร ใช้บริการโมบายแบงค์กิ้ง แอปพลิเคชัน MYMO ของธนาคารออมสินและช่องทางออนไลน์อื่น
การศึกษาแนวทางการเพิ่มยอดการรับฝากสลากออมทรัพย์เกษตรยั่งยืนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาวัฒนานคร.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาแนวทางการเพิ่มยอดการรับฝากสลากออมทรัพย์เกษตรยั่งยืนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาวัฒนานคร ผู้ศึกษาจึงได้ทำการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจฝากสลากออมทรัพย์เกษตรยั่งยืน และแนวทางในการเพิ่มการรับฝากสลากออมทรัพย์เกษตรยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณเป็นการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามกลุ่มลูกค้าที่เคยฝากสลากกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาวัฒนานคร จำนวน 380 คน สัมภาษณ์ลูกค้าที่ไม่เคยฝากสลาก จำนวน 20 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกพนักงานสาขาวัฒนานคร จำนวน 8 คน โดยใช้ทฤษฎีและเครื่องมือได้แก่ แรงจูงใจ ปัจจัยส่วนประสมการตลาด การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ผังก้างปลา และการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ มาใช้เป็นแนวทางในการเก็บข้อมูล นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์โดยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ เพื่อหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลที่ได้จากการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับฝากสลากออมทรัพย์เกษตรยั่งยืนได้แก่ ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ยังไม่เป็นที่รู้จักของลูกค้า แรงจูงใจของจำนวนรางวัลไม่ดึงดูดใจ การประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง พนักงานขาดทักษะนำเสนอ ขั้นตอนการรับฝากมีความซับซ้อน และลูกค้าไม่สะดวกทำธุรกรรมฝากต่อเนื่องทุกเดือน แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ได้จากการวิเคราะห์ SWOT และผังก้างปลา นำมากำหนดกลยุทธ์โดยใช้เครื่องมือ TOWS Matrix ได้จำนวน 4 กลยุทธ์ โดยกลยุทธ์ที่นำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาคือ การจัดทำการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ เพื่อสร้างการรับรู้ที่มีต่อผลิตภัณฑ์สลากออมทรัพย์เกษตรยั่งยืนอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมการออมผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาด และนำเสนอผลการศึกษาต่อธนาคารเพื่อปรับปรุงรูปแบบของผลิตภัณฑ์ให้มีจำนวนรางวัลมากขึ้น เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการฝากเงินและออมอย่างต่อเนื่องต่อไ
การวิเคราะห์การจัดทำและบริหารงบประมาณการลงทุนด้านการก่อสร้างอาคาร กรณีศึกษาสำนักงานในส่วนงานภูมิภาคของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการจัดทําและการบริหารงบประมาณการลงทุนก่อสร้างสาขา ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตั้งแต่กระบวนการเสนอขอสร้างสาขา กระบวนการพิจารณาอนุมัติการก่อสร้างและกระบวนการจัดสร้างสาขา ตามกรอบงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการจัดทํางบประมาณและการบริหารงบประมาณการลงทุนก่อสร้างสาขาของ ธ.ก.ส. เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการวางแผนจัดทํางบประมาณและการบริหารงบประมาณการลงทุนก่อสร้างสาขาของ ธ.ก.ส. โดยทําการเก็บข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก ในส่วนงานสํานักงานใหญ่ และส่วนงานภูมิภาค รวมทั้งหมด 44 คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร จํานวน 22 คน และพนักงาน จํานวน 22 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เครื่องมือแผนผังก้างปลา เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา ผลการศึกษาพบว่า บุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ให้มุมมองการเกิดปัญหา ดังนี้ 1. ด้านนโยบาย พบว่า มีการปรับเปลี่ยนนโยบาย โดยการกระจายอํานาจให้สาขาดําเนินการแทนส่วนกลาง และชะลอการก่อสร้างสาขาที่เป็นสาขาตําบล 2. ด้านงบประมาณ พบว่า ขาดการจัดลําดับความสําคัญก่อนหลัง ของแผนงานให้สอดคล้องกับศักยภาพของบุคลากร และการประมาณการงบประมาณไว้สูงเกินไป 3. ด้านกระบวนการ พบว่า มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 กรอบระยะเวลาไม่เพียงพอ การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ผู้รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนกับธนาคารมีน้อยราย และราคากลางต่ำเกินไป 4. ด้านบุคลากร พบว่า บุคลากรของส่วนกลางไม่เพียงพอ การโยกย้ายสับเปลี่ยนพนักงาน และพนักงานขาดประสบการณ์และไม่มีความรู้ ทางผู้ศึกษาได้เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา 3 แนวทาง ดังนี้ 1. นโยบายการปรับลดจํานวนสาขาหรือปรับขนาดสาขาให้เล็กลง และลงทุนด้านเทคโนโลยีมากขึ้น 2. นโยบายให้ส่วนกลางดําเนินการโดยตรง หากพนักงานไม่เพียงพอให้จ้างบริษัทภายนอกและควบคุมโดยส่วนกลาง 3. นโยบายการกระจายอํานาจให้ส่วนภูมิภาคดําเนินการเอง ทางผู้ศึกษาขอเสนอแนวทางเลือกที่ 1 นโยบายการปรับลดจํานวนสาขา คือ การลงทุนด้านเทคโนโลยี ทําให้ธนาคารมีการปรับตัวโดยการนําเทคโนโลยีมาช่วยอํานวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการทางการเงินแก่ลูกค้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาประสิทธิภาพของบุคลากรให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทางการเงิน แนวทางนี้จะช่วยลดปัญหาในด้านบุคลากรผู้ปฏิบัติงานในส่วนงานภูมิภาค ที่มีการโยกย้ายสับเปลี่ยนตําแหน่งภายในองค์กร พนักงานขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดําเนินงานก่อสร้างสาขา และสามารถบริหารงบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรได
แนวทางการแก้ปัญหาการซื้อประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อที่ลดลงของธนาคารอาคารสงเคราะห์ในจังหวัดเชียงราย.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed methods) ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของการตัดสินใจซื้อหรือขายประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินกู้ (MRTA) ประสบการณ์ในการซื้อและขายประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ การศึกษาระดับความคิดเห็นที่มีต่อการให้กู้เพื่อชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อและเพื่อหาแนวทางในการเพิ่มรายได้ค่านายหน้าของธนาคาร ตลอดจนค้นหาวิธีแก้ไขปัญหาการซื้อประกันเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อที่ลดลงของธนาคารอาคารสงเคราะห์ในจังหวัดเชียงราย ทำการสำรวจเฉพาะในจังหวัดเชียงราย ใช้แบบสอบถามจำนวน 100 ชุด และการสัมภาษณ์เชิงลึกพนักงานสินเชื่อ จำนวน 12 คน ผลการศึกษาพบว่า อายุ สถานภาพ อาชีพ ระดับรายได้ และทัศนคติต่อการประกันมีผลต่อพฤติกรรมการซื้อประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อที่แตกต่างกัน รวมถึงช่องทางการขายและการติดต่อสื่อสารระหว่างพนักงานและลูกค้าในเรื่องการประกันมีข้อจำกัด ส่วนสาเหตุที่ไม่ซื้อประกันแบบคุ้มครองวงเงินสินเชื่อคือทัศนคติของกลุ่มลูกค้าที่มีต่อการประกันแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มที่อยากทำประกันแต่รายได้น้อยทำให้วงเงินกู้สำหรับชำระค่าเบี้ยประกันที่แยกสัญญาตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยและมีการพิจารณาการกู้ตามเกณฑ์รายได้ทำให้ขาดโอกาสในการทำประกัน 2 กลุ่มที่ไม่อยากทำประกัน อาจมีอคติส่วนตัวกับการทำประกันชีวิตจะรีบปฏิเสธการทำประกันทันทีที่พนักงานให้คำแนะนำเนื่องจากเป็นประกันภาคสมัครใจ และส่วนใหญ่มีประกันชีวิตอยู่แล้วไม่อยากเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย 3. กลุ่มที่ลังเลใจมักไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจทำด้วยตนเอง โดยส่วนใหญ่มีรายได้น้อย ไม่ต้องการมีภาระในการผ่อนค่าเบี้ยประกันเพิ่มจากสัญญาการกู้หลัก ผู้วิจัยเลือกกลยุทธ์การเพิ่มช่องทางการขาย เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายประกัน เนื่องจากช่องทางการขายมีความสำคัญ การจำกัดช่องทางการขาย หรือการสื่อสารก็จะส่งผลให้การนำเสนอข้อมูล ไม่ครบถ้วน ช่องทางการสื่อสารที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่าย สะดวกและน่าเชื่อถือ จึงเป็นการดีที่ทางธนาคารจะเพิ่มช่องทางการขาย เพื่อช่วยให้พนักงานมีทางเลือกในการสื่อสารกับลูกค้าแม้จะอยู่ห่างไกล เช่น กรณีลูกค้ายื่นกู้ผ่านต่างสาข
การศึกษาแนวทางการจัดการทางการเงินส่วนบุคคล กรณีศึกษา : ข้าราชการของศูนย์การนักศึกษาวิชาทหาร.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการจัดการทางการเงินส่วนบุคคลของข้าราชการ ศูนย์การนักศึกษาวิชาทหาร (2) เพื่อศึกษาสาเหตุด้านการจัดการทางการเงินส่วนบุคคลของข้าราชการ ศูนย์การนักศึกษาวิชาทหาร (3) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการทางการเงินส่วนบุคคล โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ข้าราชการศูนย์การนักศึกษาวิชาทหาร จำนวน 320 คน โดยใช้ แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้การทดสอบไคสแควร์ (Chi-Square) ที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 30 ปีหรือน้อยกว่า สถานภาพ สมรส ชั้นยศ (ส.ต. – ส.อ.) ซึ่งมีระดับการศึกษาปริญญาตรี มีจำนวนคนที่อยู่ในความดูแล 1 – 2 คน รายได้รวมต่อเดือน 10,001 - 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายรวมต่อเดือน 10,001 – 20,000 บาท และมีหนี้สิน มีพฤติกรรมการจัดการทางการเงินส่วนบุคคลในด้านการบริหารรายได้ โดยส่วนใหญ่ไม่มี การหารายได้เสริม มีพฤติกรรมการออมเพื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉิน ในรูปแบบการออม (นิยมออมเงินกับสหกรณ์ออมทรัพย์ ส่วนการลงทุนในหุ้นสามัญ กองทุนรวม และพันธบัตรรัฐบาลได้รับความนิยมน้อย) ในแต่ละเดือนมีการกำหนดการออมไม่แน่นอน เป็นไปตามจำนวนเงินที่เหลือ มีพฤติกรรมด้านการลงทุน นิยมการฝากเงินออมทรัพย์ ส่วนการซื้อขายหลักทรัพย์ ได้แก่ หุ้น และ กองทุนรวม ได้รับความนิยมน้อย และมีพฤติกรรมด้านการวางแผนทางการเงินเพื่อการเกษียณอายุ โดยนิยมในรูปแบบหุ้นสหกรณ์ พบว่าพฤติกรรมการวางแผนการเงินของบุคคลที่ไม่มีการวางแผน คือ ด้านรายได้ ด้านค่าใช้จ่าย ด้านการออมและการลงทุน มีผลต่อสาเหตุของปัญหาด้านการจัดการทางเงินส่วนบุคคล ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลมีความสัมพันธ์กับการจัดการทางการเงิน ด้านการบริหารรายได้ ด้านการบริหารรายจ่ายด้านการออม ด้านการลงทุน และด้านการวางแผนเพื่อการเกษียณอายุ สาเหตุสำคัญในการตัดสินใจออมเงิน การบริหารรายได้ การจดบันทึกรายรับ - รายจ่าย และวางแผนการใช้จ่าย การควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ลักษณะการออมหรือการลงทุน อย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับ 0.05 และปัจจัยด้านความรู้และความเข้าใจ วัตถุประสงค์ รูปแบบของการจัดการทางการเงินส่วนบุคคล มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการจัดการทางการเงินส่วนบุคคล ด้านการ บริหารรายได้ ด้านการออม ด้านการลงทุน ด้านการวางแผนเพื่อเกษียณอายุ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05The objectives of this study were (1) to study personal financial management behavior, of the civil servants of the Military Student Center, (2) to study the causes and find ways to prevent and solve problems of Personal financial management of civil servants at the Military Student Center, (3) to propose guidelines for personal financial management. The population used in the study was 320 civil servants of the Military Education Center. The questionnaire was used as a data collection tool. The statistics used in the analysis were frequency, percentage, mean and standard deviation. The hypothesis was tested using the Chi-Square test at the statistical significance level of 0.05. The results of the study found that Most of the respondents were male, aged between 30 years or less, marital status, rank of Pfc. - Sgt., with a bachelor's degree, There are a number of people in care of 1 - 2 people. total monthly income at 10,001 - 20,000 baht, total expenses per month 10,001 - 20,000 baht and have debts. They have personal financial management behavior in income management. Most of them do not earn extra income. They have a habit of saving for emergency spending. (It is popular for saving with cooperatives, Investing in common stocks, mutual funds, and government bonds is less popular.) Each month there is a unfixed savings schedule. (have investment behavior savings deposits are popular. Trading in securities (stocks, mutual funds) is less popular. and have behavior in financial planning for retirement popular in the form of cooperative stocks.) It was found that the financial planning behavior of the person who didn’t have a plan was the income aspect, the expense aspect. Savings and Investment Affects the cause of personal money management problems. The hypothesis testing results showed that Personal factors are related with financial management in income management, expense management for savings, investments, and retirement planning. The main reason for the decision for saving, management of income record. and planning expenses. Control unnecessary expenses. Saving or investment characteristics are significantly at 0.05. Knowledge and understanding factors, objectives, patterns of personal financial management were related to personal financial management behaviors. (They save the remaining amount. Saving deposit is popular. Trading in saverities (stock, mutual funds) is less popular. They have behavier in financial planning for retirement in the form of cooperative fund.
แนวทางแก้ปัญหายอดจําหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าทั่วไปผ่านช่องทาง Branch Outlet ที่ต่ำกว่าเป้าหมายของ ธ.ก.ส. สาขาเดอะฟิล สุขุมวิท 54.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระในครั้งนี้ เป็นการศึกษาแนวทางแก้ปัญหายอดจําหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าทั่วไปผ่านช่องทาง Branch Outlet ที่ต่ำกว่าเป้าหมายของธ.ก.ส. สาขาเดอะฟิล สุขุมวิท 54 โดยศึกษาความต้องการสินค้าเกษตรและสินค้าทั่วไปของลูกค้าธ.ก.ส.สาขาเดอะฟิล สุขุมวิท 54 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อให้ทราบสินค้าเกษตรและสินค้าทั่วไปที่ลูกค้าของสาขาต้องการ 2) เพื่อสามารถจำหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าทั่วไปได้มากขึ้นเป็นไปตามเป้าหมาย 3) เพื่อหาข้อมูลยืนยันสาเหตุของปัญหา 4) เพื่อพัฒนาศักยภาพของสาขาในการแก้ไขปัญหา โดยสุ่มลูกค้าธ.ก.ส.สาขาเดอะฟิล สุขุมวิท 54 จำนวน 400 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและศึกษาข้อมูลทุติยภูมิ ผลการศึกษาพบว่าลูกค้ามีร้านที่ซื้อเป็นประจำ มักซื้อสินค้าเดิมเป็นประจำ ซื้อเฉพาะยี่ห้อสินค้าที่ชื่นชอบ ไม่ทราบว่าที่สาขามีสินค้าเกษตรและสินค้าทั่วไปใดบ้างจำหน่าย ไม่ชื่นชอบสินค้าที่เคยซื้อเนื่องจากราคาสินค้าแพง คุณภาพไม่ดี ไม่มีสินค้าที่ต้องการและการจัดโปรโมชั่นที่สาขามีน้อย เลือกแนวทางแก้ปัญหา คือ ลองนำสินค้าเกษตรและสินค้าทั่วไปอื่นมาวางจำหน่าย ลดสินค้าเกษตรและสินค้าทั่วไปที่ลูกค้าไม่สนใจและลดสินค้าที่ลูกค้าให้ความเห็นว่ามีราคาสินค้าแพง คุณภาพไม่ดีลง ติดป้ายประชาสัมพันธ์ พูดแนะนำ เชิญชวนให้ลูกค้าเกิดการรับรู้และซื้อสินค้าไปทดลอง อีกทั้งสาขาควรวางจำหน่ายข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าวหอมมะลิและข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาต่อไ
กลยุทธ์ธุรกิจเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในธุรกิจของ บริษัท บีจีคอนเทนเนอร์ กล๊าส จํากัด (มหาชน)
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้างานวิจัยฉบับนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับ กลยุทธ์ธุรกิจและกลยุทธ์การตลาด เพื่อได้เปรียบทางการแข่งขันในธุรกิจของบริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นการ วิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์ทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลปฐมภูมิ โดยมีผู้ให้ข้อมูลทั้งหมด 9 คนซึ่งเป็น ตัวแทนของพนักงานบริษัทฯทั้งหมด นอกจากนี้ผู้วิจัยยังได้มาซึ่งข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) โดยการเก็บรวบรวมข้อมูล จากบทความ สิ่งตีพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ รวมไปถึงแหล่งข้อมูล สาธารณะที่มาจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆเช่น รายงาน 56-1 รายงานประจำปี แบบแสดงรายการ ข้อมูลประจำปี รวมถึงข้อมูลเว็บไซต์ภายในบริษัท หนังสือพิมพ์ และวารสาร บริษัทฯ เป็นต้น เมื่อนำ ข้อมูลปฐมภูมิกับข้อมูลทุติยภูมิมารวบรวมพบว่า ความเสี่ยงหลักในการดำเนินธุรกิจสามารถแบ่งเป็น 2 ส่วนได้ดังนี้ 1. ความเสี่ยงภายใน ได้แก่ ความเสี่ยงจากการพึ่งพากลุ่มลูกค้ารายใหญ่จำนวนน้อยราย ความเสี่ยงจากการลงทุนในธุรกิจใหม่ ความเสี่ยงจากการที่ไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบในราคาและปริมาณที่เหมาะสม ความเสี่ยงจากการบริหารทรัพยากรบุคคลที่ไม่สามารถรองรับการเติบโตของธุรกิจ และความเสี่ยงที่ไม่สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2. ความเสี่ยงภายนอก ได้แก่ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในการใช้บรรจุภัณฑ์ทางเลือกอื่นๆ ความเสี่ยงจากสภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ หรือเหตุการณ์อื่นใดที่นอกเหนือความควบคุม และอาจทำให้ธุรกิจของบริษัทฯ หยุดชะงักลงและความเสี่ยงจากการที่เข้าไปลงทุนในกิจการใหม่ ทั้งนี้ผู้วิจัยได้วางแนวทางในการแก้ไขปัญหา ดังนี้ 1. การสต็อกเศษแก้วไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน และเข้าไปเป็นเจ้าของบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบเศษแก้ว โดยการถือหุ้น 100% 2. การสร้างความแตกต่าง (Differentiation) การคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ 3. การมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ (Cost Leadership) 4. การเจาะจงในตลาด (Focus) มุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมยา เครื่องสำอางและความงาม โดยให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีรูปแบบซับซ้อนและเจาะจงกับกลุ่มผู้บริโภคโดยเฉพาะ 5. การจัดทำแผนพัฒนาบุคลากรของบริษัท 6. การจัดทำแผนพัฒนาผู้ขายวัตถุดิบที่สำคัญ 7. ลงทุนในระบบการผลิตต่างๆ เพื่อให้ครอบคลุมระบบการผลิต มุ่งสู่การผลิตแบบ Machine Intensive 8. ทำการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องในโครงการที่จะไปลงทุนโดยละเอียด โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 9. การลงทุนเพิ่มในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน Total Packaging Solution ทั้งนี้การดำเนินกลยุทธ์ต่างๆ ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของปัจจัยทั้งภายในและภายนอกองค์กร และจะต้องมีการประเมินความเป็นไปได้ในการลงทุนอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน โดยพิจารณาถึงผลตอบรับที่ได้และการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาวเป็นสำคั
แนวทางการสื่อสารทางการตลาดสินเชื่อสวัสดิการข้าราชการบํานาญและลูกจ้างประจํา กรณีศึกษาธนาคารออมสินเขตเชียงใหม่ 3.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสาเหตุที่สินเชื่อสวัสดิการสำหรับข้าราชการบำนาญและลูกจ้างประจำ โดยใช้บำเหน็จตกทอดเป็นหลักประกันของธนาคารออมสิน ไม่เป็นตามเป้าหมายที่กำหนด และ 2. เพื่อเสนอแนวทางกิจกรรมการสื่อสารทางการตลาดที่เหมาะสมกับสินเชื่อสวัสดิการข้าราชการบำนาญและลูกจ้างประจำ กรณีศึกษาธนาคารออมสิน เขตเชียงใหม่ 3 เป็นการวิจัยแบบผสม Mixed method ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปริมาณ มีกลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการบำนาญและลูกจ้างประจำ จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสหสัมพันธ์ และการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการ สัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าหน้าที่ธนาคารออมสิน จังหวัดเชียงใหม่ ผลการวิจัย พบว่า สาเหตุที่สินเชื่อสวัสดิการสำหรับข้าราชการบำนาญและลูกจ้างประจำไม่เป็นตามเป้าหมายที่กำหนด คือ 1. ไม่มีสื่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และการทำการตลาดทางตรง ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 2. การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายไม่ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้า 3. ปัญหาด้านการสื่อสารของพนักงาน ส่วนแนวทางการแก้ปัญหา คือ ธนาคารออมสินควรให้ความสำคัญด้านโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์อย่างต่อเนื่อง ปรับปรุงและเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมกิจกรรมการตลาด และเพิ่มจำนวนพนักงานให้เพียงพอต่อการบริการ รวมไปถึงการจัดอบรมพัฒนาขีดความสามารถของพนักงานด้านทักษะการขายและบริการ เพื่อให้สามารถให้บริการให้เป็นมาตรฐานเดียวกั
แนวทางการแก้ไขปัญหาสินเชื่อการค้าต่างประเทศ กรณีจํานวนเงินอนุมัติและทําสัญญาไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ธนาคารกําหนดของกลุ่มลูกค้าธุรกิจและภาครัฐ ธนาคารออมสิน.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสาเหตุที่ทำให้จำนวนเงินอนุมัติและทำสัญญาของ สินเชื่อการค้าต่างประเทศไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ธนาคารกำหนด สำหรับเป็นแนวทางการเพิ่มปริมาณยอดสินเชื่อการค้าต่างประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งนำปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (Marketing Mix : 7P’s) มาศึกษาและวิเคราะห์ผ่านทางข้อมูลปฐมภมิ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้บริหารภายในหน่วยงาน จำนวน 8 ท่าน และ แบบสอบถามจากกลุ่มลูกค้า จำนวน 54 นิติบุคคล และนำมาเชื่อมโยงเข้ากับข้อมูลทุติยภูมิ โดยการวิเคราะห์ร่วมกับปัจจัยภายนอก โดยเปรียบเทียบเป้าหมายระหว่างผลดำเนินงานจริงกับผลการดำเนินงานที่ธนาคารกำหนด ปี 2561 – 2563 ผลการศึกษา พบว่าจำนวนเงินอนุมัติและทำสัญญาของสินเชื่อการค้าต่างประเทศไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด เนื่องจากการที่พนักงานสินเชื่อขาดความรู้ ทักษะ และ ประสบการณ์ ในการอำนวยสินเชื่อ ไม่เข้าใจในธุรกิจของลูกค้า ทำให้มีการกำหนดวงเงินและเงื่อนไขสินเชื่อที่ ไม่ตรงกับความต้องการ และไม่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจของลูกค้า ส่งผลให้ลูกค้าปฏิเสธการใช้สินเชื่อกับธนาคาร จึงนำมาสู่การแก้ไขปัญหา โดยเสนอแนวทางในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญของธนาคาร ด้วยการพัฒนาศักยภาพพนักงานด้วยการจัดอบรม Workshop จะทำให้พนักงานเข้าใจในลักษณะงานที่ต้องปฏิบัติผ่านการปฏิบัติงาน และได้รับคำแนะนำจากคนที่มีประสบการณ์ เพื่อให้พนักงาน สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องและลดข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน และสามารถกำหนดวงเงินและเงื่อนไขให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ทำให้ลูกค้าสนใจที่จะใช้บริการสินเชื่อการค้าต่างเทศของธนาคารออมสิ