UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
Not a member yet
    8763 research outputs found

    ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกสับปะรดกระป๋อง

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2565.การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกสับปะรดกระป๋อง โดยครอบคลุมถึงผลกระทบในด้านปัจจัยด้านปริมาณส่งออกสับปะรดกระป๋อง อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา ดัชนีราคาส่งออก ราคาผลผลิตสับปะรด ต้นทุนราคาปุ๋ย และต้นทุนราคาน้้ามัน ตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2555 - ไตรมาสที่ 4 ปี พ.ศ. 2564 โดยใช้สมการถดถอยเชิงพหู (Multiple Regression Analysis) ในการวิเคราะห์ ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยด้านปริมาณส่งออกสับปะรดกระป๋อง อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราและราคาผลผลิตสับปะรด ส่งผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกสับปะรดกระป๋อง เนื่องจากมีค่า Sig. น้อยกว่า 0.05 สามารถอธิบายได้ว่าปัจจัยด้านปริมาณส่งออกสับปะรดกระป๋อง อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา และราคาผลผลิตสับปะรด มีผลต่อมูลค่าการส่งออกสับปะรดกระป๋อง อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ .05 กล่าวคือ หากปริมาณส่งออกสับปะรดกระป๋อง อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา และราคาผลผลิตสับปะรดมีการปรับตัวสูงขึ้น หรือ ลดลง จะส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสับปะรดกระป๋องปรับตัวตามไปด้วยซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว

    ปัจจัยกำหนดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหราชอาณาจักร

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2565.การศึกษาค้นคว้าอิสระ มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบว่า ปัจจัยใดที่มีผลต่อการไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เช่น ปัจจัยใดที่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องชี้ภาวะตลาดที่น่าสนใจจากมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ การวิเคราะห์ความถดถอยบนชุดข้อมูลที่มีข้อมูลแบบรายเดือน โดยมีการสังเกต 112 ครั้ง โดยระดับของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเป็นตัวแปรที่ขึ้นอยู่กับและปัจจัยต่าง ๆ เป็นตัวแปรอิสระ ตัวแปรที่ใช้ในการถดถอยจะถูกเลือกขึ้นอยู่กับผลการวิจัยก่อนหน้านี้เกี่ยวกับผลกระทบต่อเงินลงทุนโดยตรง แต่ใช้กับประเทศที่พัฒนาแล้ว ตัวแปรเหล่านี้เป็นตัวแปรเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญที่แตกต่างกัน เช่น อัตราเงินเฟ้อ ระดับเงินตรา อัตราดอกเบี้ย และการว่างงาน ผลจากการถดถอยของปริมาณธุรกรรมที่ล่าช้ำและระดับการว่างงานเป็นตัวแปรสำคัญในระดับ 1% และ 5% ตามลำดับ ผลจากการวิเคราะห์ความถดถอยแสดงว่ามีตัวแปรสำคัญสามตัว ได้ แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และ ระดับการว่างงานเนื่องจากอัตราการว่างงานที่ลดลงเป็นปัจจัยของประเทศที่กำลังเจริญเติบโต จึงเป็นไปได้ว่าตัวแปรดังกล่าวมีผลกระทบต่อปริมาณการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ตัวแปรที่ไม่พบการสนับสนุน เช่น อัตราเงินเฟ้อ ระดับสกุลเงิน ราคาบ้าน และจำนวนนักท่องเที่ย

    ปัจจัยที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีราคาหลักทรัพย์ของหมวดธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2565.การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีราคาหลักทรัพย์ของหมวดธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และทิศทางความสัมพันธ์ของปัจจัยที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีราคาหลักทรัพย์ของหมวดธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยใช้วิธีการวิเคราะห์แบบจำลองการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ (Multiple Linear Regression) ด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Squares)ซึ่งใช้ข้อมูลอนุกรมเวลาแบบทุติยภูมิ (Secondary Time Series Data) โดยรวบรวมข้อมูลย้อนหลังเป็นรายวัน ในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2565 เป็นจำนวน 636 วัน (เฉพาะวันที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการซื้อขายหลักทรัพย์) ผลการศึกษาพบว่า ดัชนีราคาหลักทรัพย์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับดัชนีราคาหลักทรัพย์ของหมวดธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการทั้ง 6 หมวด ได้แก่ หมวดธุรกิจพาณิชย์ (COMM) หมวดธุรกิจการแพทย์ (HELTH) หมวดธุรกิจสื่อและสิ่งพิมพ์ (MEDIA) หมวดธุรกิจบริการเฉพาะกิจ (PROF) หมวดธุรกิจการท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM) และหมวดธุรกิจขนส ่งและโลจิสติกส์ (TRANS) ในขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ภายในประเทศ (INF) มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับดัชนีราคาหลักทรัพย์ของหมวดธุรกิจการแพทย์ (HELTH) และมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับดัชนีราคาหลักทรัพย์ของหมวดธุรกิจการท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM) อีกทั้ง ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJIA) มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับดัชนีราคาหลักทรัพย์ของหมวดธุรกิจการท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM) ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว

    การศึกษาการเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุราชการของบุคลากรภาครัฐ กรณีศึกษา กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน (ส่วนกลาง)

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2565.การศึกษาเรื่อง “การศึกษาการเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุราชการของบุคลากรภาครัฐ กรณีศึกษา กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน (ส่วนกลาง)” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการเตรียมความพร้อมและเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายการเตรียมความพร้อมในการเกษียณอายุราชการ ของบุคลากรภาครัฐ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน (ส่วนกลาง) โดยกลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ บุคลากรภาครัฐ สังกัดกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน (ส่วนกลาง) จำนวนประชากรทั้งหมด 906 คน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 300 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ได้แก่ การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของประชากรตัวแปร 2 กลุ่ม ด้วยค่าสถิติ t-test และกรณีที่ตัวแปรอิสระมากกว่า 2 กลุ่ม โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ANOVA (F-test) หากพบความเเตกต่างจะทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ Fisher’s LSD procedure ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติได้ผลการศึกษา ดังนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ เพศหญิง มีสถานภาพโสดและไม่มีบุตรมีระดับการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ส่วนใหญ่มีอายุราชการเหลือ จำนวน 21-30 ปี และมีหลักประกันรายได้เมื่อเกษียณอายุราชการมาจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) รองลงมาสะสมเงินในสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงแรงงานและกองทุนประกันสังคม ผลการศึกษาพฤติกรรมการเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุราชการทั้ง 4 ด้าน พบว่า มีพฤติกรรมการเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุราชการในภาพรวมอยู่ในระดับ “มาก” ทั้งหมด และผลการทดสอบสมมติฐานการเปรียบเทียบระดับการเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุราชการ พบว่า บุคลากรภาครัฐ ที่มีเพศแตกต่างกัน มีระดับการเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุราชการโดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.0

    การศึกษาการตัดสินใจเลือกซื้อรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่าของกลุ่มคนวัยทำงาน ในเขตกรุงเทพมหานคร

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2565.การศึกษาค้นคว้าอิสระในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตัดสินใจเลือกซื้อรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่าของกลุ่มคนวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานครกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้บริโภคที่ใช้รถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่าของกลุ่มคนวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 ตัวอย่าง โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน คือ Independent Samples t-test, One-way ANOVA, Least Significant Difference และ Spearman rank correlation coefficient ผลการศึกษา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 31-40 ปี สถานภาพสมรส ระดับการศึกษาปริญญาตรี ประกอบอาชีพ พนักงานบริษัท รายได้เฉลี่ยต่อเดือน มากกว่า 25,000 บาท เลือกซื้อรถจักรยานยนต์ประเภทกลุ่มรถ Automatic โดยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกระบวนการขั้นตอนการตัดสินใจลือกซื้อรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่าของกลุ่มคนวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานครโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่าปัจจัยส่วนบุคคลโดยส่วนมาก ไม่มีผลต่อกระบวนการตัดสินใจเลือกซื้อรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่าของกลุ่มคนวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 5 ด้าน ประกอบด้วย ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านลักษณะทางกายภาพและด้านกระบวนการมีความสัมพันธ์ต่อกระบวนการตัดสินใจเลือกซื้อรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่าของกลุ่มคนวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.0

    The Effects of utilitarian value, hedonic value, and social value on user’s trust and engagement in audio-based social platforms

    No full text
    Dissertation (D.B.A. (Business Administration)) -- University of the Thai Chamber of Commerce, 2022.The new normal or a new way of life, as a result of the COVID-19 outbreak, gave rise to a new form of social media: audio-based social platforms (ABSPs), known as Clubhouse, Twitter space, and Facebook live audio room. These platforms, on which audio-based communication is featured, became popular in a short span of time. The objectives of this research are to understand audio-based social platform users’ behavior in Thailand. In addition, this research utilizes the quantitative research approach to investigate the effects of utilitarian value, hedonic value, and social value on user’s trust, which in turn influencing user engagement in audio-based social platforms. The study, in which Functional attitude theory (FAT), Uses and gratifications theory (UGT), Social influence Theory (SIT), Commitment-trust theory are referred to, is conducted on Utilitarian value (UV), Hedonic value (HV), Social value (SV) and trust – that affect user engagement (E). Also, this research aims to study the perception of values and provide insights into the theories relevant to the perceived values that affect user engagement, and that will benefit social platform developers and users of audio-based social platforms in Thailand. The data was collected through questionnaires from a sample of 388 participants who were male, female and LGBTQI+ with aged 25-34 (95% confidence interval) from various occupations, have used audio-based social platforms. This research study employed the Structural equation modeling (SEM) to analyze the relationships between the variables and test the hypotheses. The findings of this research indicated that the perceived Hedonic value and Social value positively affected ABSP’s user engagement, while the Utilitarian value positively influenced User's Trust in Speakers and the Hedonic value positively affected User’s Trust in Platforms. Moreover, User's Trust in Speakers had a positive effects on User Engagement and User's Trust in Platforms. The results from hypothesis testing showed that User's Trust in Speakers was an intervening variable of the correlation between Utilitarian value and User engagement

    การนำหลักเศรษฐศาสตร์มาคิดคำนวณค่าเสียหายในคดีละเมิดทางแพ่ง

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2565.การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี การนำหลักเศรษฐศาสตร์มาคิดค่าเสียหายในคดีละเมิดทางแพ่ง เพื่อศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีนำหลักนิติเศรษฐศาสตร์มาคิดคำนวณค่าเสียหายในคดีละเมิดทางแพ่งและเพื่อศึกษากำหนดแนวทางในการนำหลักเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์ใช้การคิดคำนวณค่าเสียหายในคดีละเมิดทางแพ่ง เพื่อเป็นใช้เป็นหลักเกณฑ์ในศาลยุติธรรมในประเทศไทยผลการศึกษาพบว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทยยังบัญญัติไม่ครอบคลุมถึงค่าเสียหายทางจิตใจ เหมือนกฎหมายแพ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษโดยหลักเกณฑ์ในการคิดค่าเสียหายในคดีละเมิดทางแพ่ง คำพิพากษาศาลฎีกาไทยไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์และแผนตารางในการคำนวณที่แน่นอน เพราะเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในตามความเป็นจริงประกอบกับกฎหมายไทยเป็นระบบกล่าวหา เป็นหน้าที่นำสืบพยานหลักฐานของโจทก์ โดยในคดีละเมิดศาลไทยได้พิจารณาถึงหลักเกณฑ์ระดับความเสียหาย แต่ในขณะเดียวกันในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ พิจารณาโดยลูกขุน เกณฑ์ในการกำหนดค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนลักษณะเชิงลงโทษ โดยกำหนดเกณฑ์ค่าเสียหายล่วงหน้าและค่าเสียหายตามความเป็นจริงการนำหลักเศรษฐศาสตร์มาคิดคำนวณค่าเสียหายมีข้อจำกัดทั้งที่เป็นค่าเสียหายที่เป็นตัวเงินและค่าเสียหายที่ไม่เป็นตัวเงิน มีข้อจำกัดเกี่ยวกับกฎหมายและการขาดหลักหรือวิธีการคำนวณที่เหมาะสม ส่งผลให้วิธีการคำนวณค่าเสียหายที่ศาลใช้ไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายได้รับการชดเชยอย่างครบถ้วนและเป็นธรรมและไม่สามารถจูงใจให้เกิดการใช้ความระมัดระวังในระดับที่เหมาะสมได้ งานวิจัยฉบับนี้ มีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยลักษณะละเมิด โดยกำหนดค่าเสียหายที่ไม่เป็นตัวเงิน ให้ครอบคลุมถึงความเสียหายทางจิตใจ 2) ให้กำหนดตารางคำนวณค่าเสียหายที่ไม่เป็นตัวเงินไว้ท้ายตารางประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อสร้างหลักเกณฑ์การคิดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าเป็นค่าเสียหายเชิงลงโทษ 3) แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยลักษณะละเมิด กำหนดให้อำนาจศาลแก้ไขคำพิพากษาในส่วนค่าเสียหายเกินสองปีให้ศาลมีอำนาจไต่สวนและแก้ไขเพิ่มเติมค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายได้การขยายระยะเวลาในการสงวนสิทธิแก้ไขคำพิพากษาของศาลออกไป เป็นเวลามากกว่าสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 444 วรรคสอง โดยระยะเวลาในการสงวนสิทธิที่เหมาะสมควรเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเพียงพอ จนกระทั่งอาการของโรคที่มีระยะฟักตัวนานปรากฏขึ้น 4) การคำนวณค่าเสียหายที่เหมาะสม อาจมีความซับซ้อนมากขึ้น ผู้พิพากษาและทนายของคู่ความอาจไม่สามารถคำนวณได้อย่างเหมาะสม เห็นควร สนับสนุนให้ศาลร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการร่วมกันกำหนดค่าเสียหาย ควรให้มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชาต่างๆ มาทำหน้าที่เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะในกรณีที่การคำนวณค่าเสียหายมีความซับซ้อนมาก 5) การกำหนดค่าเสียหายที่เป็นตัวเงิน เห็นควรสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในหลัก/ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวกับการกำหนดค่าเสียหาย เช่น ทฤษฎีว่าด้วยค่าเสียหายที่เหมาะสมและการใช้ค่าเสียโอกาสและมูลค่าส่วนตัวในการกำหนดค่าเสียหาย ทั้งนี้ เพื่อให้นักกฎหมายมีมุมมองที่แตกต่างออกไปและสามารถนำหลักเศรษฐศาสตร์ไปปรับประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการกำหนดค่าเสียหายที่เหมาะสมได้ 6) การกำหนดค่าเสียหายในอนาคต เนื่องจากในบางครั้งศาลอาจจะยังไม่มีวิธีการที่เหมาะสมเพียงพอในการคำนวณค่าเสียหายในอนาคต หรือแม้บางครั้ง อาจมีการใช้วิธีการที่เหมาะสม แต่วิธีการเหล่านั้น ไม่ใช่วิธีที่เป็นบรรทัดฐานในการกำหนดค่าเสียหายในอนาคตเห็นควร พัฒนาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการกำหนดค่าเสียหายในอนาคต โดยการจัดทำคู่มือในการคำนวณค่าเสียหายซึ่งระบุสูตรคำนวณ วิธีการ และขั้นตอนในการคำนวณ หากมีการนำตารางช่วยคำนวณมาใช้ในการกำหนดค่าเสียหายจริง เปิดช่องให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายที่แตกต่างจากมูลค่าที่คำนวณจากตารางได

    Antecedent factors and effects of employee engagement on job performance; organizational and personal perspectives of textile industry in Thailand

    No full text
    Dissertation (D.B.A.) -- University of the Thai Chamber of Commerce, 2022.Employee engagement in corporate social responsibility and job performance is a widely researched topic in the field of organizational behavior. This research aims to investigate the relationship between employee engagement and job performance in the textile industry to gain more comprehension of how to enhance the job performance of an employee through employee engagement in CSR and employee engagement in operations. The main objective of this study is to explore how employee engagement influences task performance and contextual performance from individual and organizational perspectives in textile industry sectors. Moreover, this research studied the mediation relationship between employee engagement and job performance. This current research was conducted in Thailand with a sample of 812 respondents. These findings suggest the importance of enhancing job performance with employee engagement from both individual and organizational perspectives. The findings contribute to the existing research by providing organizational citizenship behavior from individual and organizational perspectives as the key mediators in enhancing job performance. The results indicate that contextual performance will behigher when employees engage more in CSR and have more organizational citizenship behaviors toward individual as a mediation relationship. The findings demonstrate that task and contextual performance will be higher when employees engage more in operations and have more organizational citizenship toward the organization as a mediation relationship. In addition, this research enhances knowledge of existing research that proposes a mediating effect of employee engagement and job performance in the textile industr

    Communication of Thai identity through graphic design on skincare packaging of Thai entrepreneurs for the global market

    No full text
    ดุษฎีนิพนธ์ (นศ.ด. (นิเทศศาสตร์การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2565

    0

    full texts

    8,763

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇