Rajamangala University of Technology
Rajamangala University of Technology Thanyaburi: Intellectual Repository @ RMUTT / มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีNot a member yet
277 research outputs found
Sort by
The construction of model junk and package design togenerate extra in come for the communty in Pathum Thani province
งานวิจัยเรื่องการศึกษาและการอนุรักษ์เรือสำเภาจำลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลรูปแบบ ลวดลาย กระบวนการจำลอง กระบวนการผลิตเรือสำเภาไทย และเพื่อเป็นการอนุรักษ์เรือสำเภาไทย ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาข้อมูลโดยใช้วิธีงานวิจัยเชิงคุณภาพ
จากการศึกษาพบว่าเรือสำเภาที่สร้างโดยช่างไทยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้
1. เรือสำเภาไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา มีลักษณะเป็นเรือท้องแบน เสาเรือจำนวน 3 เสา มี
ใบเรือจำนวน 2 ใบ โดยใบเรือ 2 ใบนี้ใช้ไม้ไผ่สานเป็นตาเฉลวประกบทั้งสองด้าน ภายในใบเรือบุด้วยใบไม้ เช่นใบไผ่ ใบลาน เพื่อให้มีน้ำหนักเบา นอกจากนี้ยังมีใบเรือเล็ก 2 ใบ อยู่ที่ปลายเสาหัวเรือ และตอนบนของเสากระโดงเรือ หัวเรือมีการเขียนลายราหู ท้ายเรือมีการเขียนลวดลายนกวายุภักษ์ หรือลายนกอินทรี
2. เรือสำเภาไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีลักษณะเป็นเรือท้องแบน เสาเรือ
จำนวน 3 เสา มีใบเรือใหญ่ 3 ใบ มีใบเรือเล็ก 2 ใบอยู่ที่ปลายเสาหัวเรือ และตอนบนของเสากระโดงเรือใช้เพื่อช่วยในการเลี้ยว มีการเขียนลวดลายด้วยสีฉูดฉาดเช่นสีแดง สีเขียว ไว้ที่หัวเรือและท้ายเรือ โดยหัวเรือมีการเขียนลวดลายราหู ท้ายเรือมีลาย 3 ลายที่ใช้ในการเขียนคือ ลายนกวายุภักษ์ ลายนกฟินิกส์ และลายมังกร
3. เรือสำเภาเซี่ยมโล้ มีลักษณะเป็นเรือท้องกลม มีรูปร่างอ้วนป้อมท้องเรือมีความจุมาก
เสาเรือจำนวน 3 เสา มีใบเรือผ้าจำนวน 3 ใบ นอกจากนี้ยังมีใบเรือเล็ก 2 ใบ อยู่ที่ปลายเสาหัวเรือและตอนบนของเสากระโดงเรือใช้เพื่อช่วยในการเลี้ยว หัวเรือมีการเขียนลวดลายราหูด้วยสีแดงหรือสีเขียว ท้ายเรือมีการเขียนลวดลายมังกรThe research of about “The study and The Conservation of the imitation
Junk” were to study the data-base information, patterns. Format, process of imitation and the Thai junk construction process, to conserve the Thai junks. Researcher studied documentary concerned, together with the field-data. The period of study was on November 1, 2003-march 8, 2004. The findings showed that junk constructed by Thai handicrafts could be divided into 3 typed :
Thai junks in Ayuthaya Period : the junk had flatted-base, three poles, and two
sails. The two sails were bamboo-crafted with leaves stretched. There were another two small sail on the pole-tip. The topmost of the poles were painted “Ra-Hoo”. The last past of the junk was painted birds called Wayupak of eagle.
1. Early Rattanakosin-Thai Period junk : the junk had flatted-base, three poles,
three big sails, and another two small sails on the poles’ topmost for green were examples. The junk’s front was painted “Ra-Hoo”. The paintings on the junk’s end were divided into three types : Wayupak, Phoenix, and Dragon.
2. “Siem Loh” Junk : the junk had rounded-base. The junk fat for the use of
containing. There were three poles and three clothes sails. There were another two small sails on the topmost of the poles for turning support. The junk’s front was painted red or green “Ra-Hoo”. The last part of the junk was painted Dragon
Design and Fabrication the Dual Fuel System for Motorcycle
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ออกแบบและสร้างระบบจ่ายเชื้อเพลิงสองระบบสำหรับรถจักรยานยนต์ โดยการนำเชื้อเพลิงไฮโดรเจนมาใช้ร่วมกับน้ำมันเชื้อปกติในรถจักรยานยนต์ จากแนวคิดที่ว่าปัจจุบันการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นพลังงานหลักค่อนข้างจะอยู่ในภาวะวิกฤต เนื่องจากปัญหาปริมาณความต้องการใช้และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทยมีการใช้รถจักรยานยนต์กันอย่าวแพร่หลายเพราะมีความสะดวกและมีราคาที่ไม่สูงมากนัก ดังนั้น หากสามารถลดอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงของรถจักรยานยนต์ลงได้ก็จะทำให้ประหยัดการใช้พลังงานทั้งของผู้ใช้และของชาติโดยภาพรวมลงได้ด้วย
น้ำเป็นแหล่งวัตถุดิบที่มีอยู่ทั่วไป หาได้ง่าย ราคาถูก การดึง H ออกจาก H[subscript2]O โดยวิธีการแยกสารด้วยไฟฟ้า ในเบื้องต้น จะใช้ร่วมกับน้ำมันเบนซิน เพื่อเป็นการลดปริมาณน้ำมันเบนซินลงในการจ่ายเข้าไปในห้องเผาไหม้โดยการดูดผ่านทางทอร่วมไอดี และคาร์บูเรเดอร์ ก่อนจะเข้าไปในห้องเผาไหม้แล้วทำการจุดระเบิดตามปกติ
ในการทดลองการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนร่วมกับน้ำมันเบนซิน จะต้องทำการปรับแต่งส่วนผสมของน้ำมันกับอากาศที่คาร์บูเรเตอร์ใหม่ จากผลการทดลองที่รอบเดินเบาจะสามารถประหยัดน้ำมันเบนซินได้ประมาณ 40 % และไอเสียที่ได้ออกมานั้นเป็นไอเสียที่มีคาร์บอนต่ำ ไม่เป็นมลภาวะต่ออากาศและสิ่งแวดล้อมอีกด้ว
Gasifier – Boiler System from Biomass for 100 kg/hr Steam Generating
ในการวิจัยครั้งนี้ จะเป็นการสร้างชุดระบบหม้อไอน้ำ-แก๊สซิไฟเออร์ที่ใช้ชีวมวล เพื่อจำลองการผลิตไอน้ำใช้ในภาคอุตสาหกรรม ชีวมวลที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง เช่น เศษไม้ เศษวัสดุปาล์ม ยางพารา และวัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตร อื่นๆ ซึ่งจัดหาได้ง่ายและมีราคาถูก ชีวมวลเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงแก๊สดดยเตาแก๊สซิไฟเออร์ชนิดไหลขึ้น เมื่อนำเชื้อเพลิงแก๊สที่ได้ป้อนเข้าสู่หม้อไอน้ำเผาให้เกิดเป็นพลังงานความร้อน เตาแก๊สซิไฟเออร์สำหรับใช้กับเตาเผาและหม้อไอน้ำเป็นแบบ Updraft Gasifier ลักษณะของเตาเป็นถังทรงกระบอกตั้งมีผนังชั้นเดียว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 70 cm ความสูง 160 cm ดดยขนาดของชีวมวลที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงที่มีขนาดประมาณ 3-5 cm ใส่ชีวมวลในเตา 75 kg โดยกำหนดให้มีอัตราการไหลของอากาศเข้าไปในเตา 96.5 m[superscript3]/hr มีความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงชีวมวล 35 kg/hr นำแก๊สที่ได้ไปเผาไหม้เพื่อต้มน้ำในหม้อไอน้ำขนาด 100 kg/hr ให้กลายเป็นไอน้ำทั้งหมด ใช้ความร้อนในการเผาไหม้เท่ากับ 332,000 kj/hr (92.2 kWth) เตาแก๊สซิไฟเออร์ผลิตแก๊สได้พลังงานความร้อนเท่ากับ 441,000 kj/hr นำแก๊สชีวมวลที่ผลิตได้ ไปวิเคราะห์หาองค์ประกอบได้ co 20.5 %, CO[subscript2] 12.4 %, CH[subscript4] 0.6 % และ H[subscript2] 8.4% สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในหม้อไอน้ำได้ ซึ่งวัดอุณหภูมิที่ Combustion Zone ได้ 889 ℃ อุณหภูมิช่วง Reduction Zone ได้ 432℃ และประสิทธิภาพเตาอยู่ที่ 75.28 % ผลการวิจัยพบว่า ระบบมีประสิทธิภาพสูงและสามารถทดแทนการใช้น้ำมันโซล่า น้ำมันเตา ซึ่งมีราคาแพงกว่าหลายเท่าตัว เป็นการประหยัดและลดมลภาวะที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมได้ จัดเป็นพลังงานทางเลือกหนึ่งที่มีศักยภาพและมีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาอุตสาหกรร
Quality of Academic Work of Lecturer in Rajamangala University of Technology Thanyaburi
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของอาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีที่มีต่อตัวบ่งชี้คุณภาพงานวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ศึกษาตัวบ่งชี้คุณภาพงานวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และพัฒนาตัวบ่งชี้คุณภาพงานวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
ขั้นตอนการดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาตัวบ่งชี้คุณภาพงานวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และ 2) พัฒนาตัวบ่งชี้คุณภาพงานวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาตัวบ่งชี้คุณภาพงานวิชาการ คือ อาจารย์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จำนวน 248 คน ในปี การศึกษา 2551 และกลุ่มตัวอย่างที.ใช้ในการพัฒนาตัวบ่งชี้คุณภาพงานวิชาการ คือผู้บริหารคณะต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จำนวน 8 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาตัวบ่งชี้คุณภาพงานวิชาการ คือแบบสอบถามความคิดเห็นจำนวน 66 ข้อ และเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาตัวบ่งชี้คุณภาพงานวิชาการ คือประเด็นคำถามปลายเปิดที่มุ่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของตัวบ่งชี้คุณภาพงานวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งตัว
บ่งชี้คุณภาพงานวิชาการ ใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis:EFA) ด้วยวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก (Principal Component Analysis) และหมุนแกนองค์ประกอบแบบฉาก (Orthogonal Rotation) ด้วยวิธี วาริแมกซ์ (Varimax Rotation)
ผลการวิจัยพบว่า
1. อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีมีความคิดเห็นต่อตัวบ่งชี้
คุณภาพงานวิชาการของอาจารย์ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.30 เมื่อพิจารณาเป็น
รายด้านโดยเรียงอันดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยพบว่า อันดับแรก คือด้านการสอน มีค่าเฉลี่ย 3.44
อันดับ 2 ด้านการบริการวิชาการ มีค่าเฉลี่ย 3.26 และอันดับสุดท้ายคือ ด้านการวิจัยและพัฒนาองค์
ความรู้ มีค่าเฉลี่ย 3.22 โดยทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับปานกลาง
2. องค์ประกอบของคุณภาพงานวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช
มงคลธัญบุรี ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ 61 ตัวบ่งชี้คือ 1) ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้
ประกอบด้วย 27 ตัวบ่งชี้ 2) ด้านการพัฒนาองค์ความรู้เชิงวิชาการ ประกอบด้วย 15 ตัวบ่งชี้ 3)
ด้านการให้บริการu3648 เพื่อสนับสนุนการสอน ประกอบด้วย 7 ตัวบ่งชี้ 4) ด้านกิจกรรมส่งเสริมการ
สอน ประกอบด้วย 7 ตัวบ่งชี้ และ 5) ด้านการสอน ประกอบด้วย 5 ตัวบ่งชี้ โดยองค์ประกอบทั้ง
5 สามารถอธิบายคุณภาพงานวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้ ร้อย
ละ 75.543The purposes of this research were to study the opinion of lecturer in Rajamangala
University of Technology Thanyaburi towards the quality of academic work Indicators, to study
the quality of academic work indicators and to develop quality of academic work indicators. The
research methodology was divided into two stages. Firstly, to study quality of academic work
indicators. Secondly, to develop quality of academic work indicators. The sampling group of first
stage was 248 lecturers of Rajamangala University of Technology Thanyaburi in academic year
2008. The sampling group of secondly stage was 8 faculty administrators.
The research instrument was used to study the quality of academic work indicators was
questionnaire with 66 items. The research instrument was used to develop the quality of academic
work indicators were open-end questionaire that intend to verify the suitability and the possibility
of the quality of academic work indicators by the experts. The data analysis for finding quality of
academic work indicators was used the exploratory factor analysis (EFA) with the principal
component analysis and the orthogonal rotation by varimax.
The results revealed that :
1. The opinion of lecturer in Rajamangala University of Technology Thanyaburi
towarded the quality of academic work indicators at the moderate level ( X =3.30). When
considering by aspect and ordering by mean, the instruction aspect was the first ( X =3.44) , the
academic service aspect was the second ( X =3.26) , and the research and knowledge
development aspect was the third ( X =3.22). All of the three aspects were at the moderate level.
2. The factors of quality of academic work of lecturer in Rajamangala University of
Technology Thanyaburi was composed of 5 factors and 61 indicators,ie., research for knowledge
development was composed of 27 indicators, development of academic knowledge was composed
of 15 indicators, services to support the teaching was composed of 7 indicators, activities to
support the teaching was composed of 7 indicators, and the teaching was composed of 5
indicators. The 5 factors could describe the variances of the academic work quality of lecturer in
Rajamangala University of Technology Thanyaburi at 75.54 %
Development of Online Normalized T Score Calculating Software for Grade Assessment
งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์นี้เป็นการสร้างโปรแกรม “TScoreCal” สำหรับใช้ในการคำนวณคะแนนทีปกติและกำหนดระดับคะแนนของนักศึกษา โปรแกรมสามารถทำงานผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือทำงานในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล สามารถรองรับจำนวนนักศึกษาได้ 2000 คน
ผู้ใช้งานเพียงแค่นำคะแนนดิบป้อนเข้าไปในโปรแกรม โปรแกรมจะตรวจสอบข้อมูล จัดเรียงลำดับคะแนน คำนวณคะแนนทีปกติ และกำหนดระดับคะแนนในช่วงต่างๆ ตามที่ผู้ใช้งานต้องการThis project presents the utility program “TScoreCal” which calculates normalized T score and grade level. This program can runs via internet or in any desktop PC computer and still works efficiently at 2,000 data.
Users only input data by typing (or copying and pasting) into text area box. This program will verifies, sorts data, calculates normalized T Score and sets grade level in any specific range
The Roles of Executives in Team Building for Organization Development : Case of Government Savings Bank
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ 1) บทบาทของผู้บริหารที่ปฏิบัติอยู่จริง ( Role Behaviors ) 2) ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกับผู้บริหารด้วยกันในด้านการสร้างทีมงาน และ 3) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์บทบาทของผู้บริหารในการสร้างทีมงาน และคณะผู้วิจัยได้ศึกษาจากกรณีศึกษาธนาคราออมสิน เนื่องจากเป็นรัฐวิสาหกิจในรูปของสถาบันการเงินที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูง มีความสามารถในการตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี กลุ่มตัวอย่างที่ทำการศึกษาวิจัยครั้งนี้คือผู้บริหารในธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ และผู้บริหารในเขตกรุงเทพมหานครและผู้บริหารในเขตปริมณฑล รวมทั้งสิ้น 382 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม ( Questionnaire) มีเนื้อหาครอบคลุมเกี่ยวกับ ข้อมูลทั่วไปของผู้บริหารธนาคารออมสิน วิธีการบริหารงาน บทบาทของผู้บริหารในการสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพ คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที่ ( independent t-test ) และ ANOVA
จากการวิเคราะห์ข้อมูลด้านบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่าเพศหญิงมีสัดส่วนมากกว่าเพศชายโดยเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 67.0 เพศชายคิเป็นร้อยละ 33.0 ผู้บริหารส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 41 – 50 ปี คิดเป็นร้อยละ 51.0 รองลงมามีอายุอยู่ระหว่าง 31 – 40 ปี คิดเป็นร้อยละ 30.9 ระดับการศึกษาจบปริญญาโท คิดเป็นร้อยละ 52.63 รองลงมาระดับการศึกษาจบปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 46.9 ตำแหน่งงานส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารในสำนักงานใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 93.7 มีอายุงานตั้งแต่รับตำแหน่งในระดับผู้บริหารระหว่าง 1 – 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 37.7 รองลงมามีอายุงานตั้งแต่รับตำแหน่งในระดับผู้บริหารระหว่าง 6 – 10 ปี คิดเป็นร้อยละ 18.6
จากการวิเคราะห์ข้อมูลด้านบทบาทหน้าที่ กลุ่มตัวอย่างมีระดับการทำงานเป็นทีมของผู้บริหารโดยรวมในระดับมาก ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.98 ( SD = 0.421 ) มีบทบาทให้ความสัมคัญในด้านยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างและให้พนักงานมีอิสระในการเสนอความคิดเห็น มากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.28 ( SD = 0.559 ) และมีค่าเฉลี่ย 4.25 ( SD = 0.588 ) ตามลำดับ
จากการทดสอบสมมุติฐานพบว่าระดับการทำงานเป็นทีมของผู้บริหารทั้งเพศชายและหญิงที่มีช่วงอายุ ระดับการศึกษา ช่วงอายุงาน ของผู้บริหารที่แตกต่างกัน ไม่มีผลต่อระดับการทำงานเป็นทีมของผู้บริหาร
ในด้านการทำงานเป็นทีมของผู้บริหารที่ประจำสำนักงานต่างกัน ส่งผลต่อระดับการทำงานเป็นทีมของผู้บริหารที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญThe purposes of this research were to study and analyze 1) practical role behaviors of executives 2) interpersonal relationship of executives in team building 3) executive roles in team building. Research staff have carried out the case study of Government Savings Bank according to its status of high potentiality and competition state enterprise of financial institute. This Government Savings Bank is well capable in response to the current change. The sample groups studied in this research are comprised of 382 executives of Government Saving Bank : in the Head Office, in Bangkok, and in suburbs. A questionnaire was constructed to collect the data which are : personal data of the sampling executives, management styles and role behaviors in effective team building. The data were analyzed by SPSS program, and statistic analysis used are frequency distribution, percentage, mean, standard deviation, independent t-test and ANOVA.
The personal data analysis shows that the ratio of female is at the percentage of 67.0 higher than male which is at the percentage of 33.0. Most executives are at the age of 41 – 50 and at the percentage of 51.0, the rest are at the age of 31 – 40, and at the percentage of 30.9. The education level graduation of Master degree is at the percentage of 52.63. Next is the Bachelor degree at the percentage of 46.9. Most job position are executives in the Head Office at the percentage of 93.7 Having been worked at this position for a period of 1 – 5 years is at the percentage of 37.7. The rest have worked as executives for a period of 6 – 10 years, at the percentage of 18.6.
Executives roles and duties analysis reveal that sample groups : have worked in team at a high level of the 2.98 averagely ( SD = 0.421 ), have realization in listening to different opinions and allowing workers to express ideas freely at the highest level of 4.28 (SD = 0.559 ) and 4.25 averagely (SD = 0.588 ) respectively.
The assumption test found out that team working level among male and female executives, age ranges, education levels, work period which are different have no effect on team working of these executives.
For the team working building of the executives who based at different offices have effect on the levels of team working significantly different
The Online Database Development on Craft Products In Pathum Thani Province for Academic Service
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจังหวัดปทุมธานีบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และศึกษาความคิดเห็นของผู้ใช้ที่มีต่อฐานข้อมูลออนไลน์ โดยใช้โปรแกรมมายเอสคิวแอล (MySQL) และพีเอชพีในการจัดการและพัฒนาฐานข้อมูล กลุ่มตัวอย่างได้แก่ อาจารย์จำนวน 14 คน และนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จำนวน 190 คน จาก 3 สาขาวิชา ได้แก่สาขาวิชาเครื่องปั้นดินเผา สาขาวิชาเครื่องหนัง และสาขาวิชาหัตถกรรม เครื่องมือที่ใช้คือแบบประเมินประสิทธิภาพฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจังหวัดปทุมธานี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมสามารถนำมาพัฒนาเพื่อจัดเก็บข้อมูลผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจังหวัดปทุมธานีได้เป็นอย่างดี ผู้ประเมินผลมีความคิดเห็นต่อฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์หัตถกรรมด้านการออกแบบหน้าจอฐานข้อมุล ด้านเนื้อหา และด้านการสืบค้นโดยรวมว่ามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากThe purposes of this study were to develop the online database on Pathum thani craft products and to study the opinion of the online developed database. Tools utilized to develop database are: MySQL foe database management and PHP version5.0.4 for database development. The sample of the study consisted of 14 instructors and 190 students of The Faculty of Fine and Applied Arts, Rajamangala University of Technology Thanyaburi, which included instructors and students from 3 programs; Ceramic, Leather work and Craft. The data collecting instruments was a evaluation questionnaire designed to ask about the opinion upon the online developed database. The statistics used for the analysis were frequency, percentage, means and standard deviation. The major findings of this study revealed that the sampling instructors and students were satisfied in using the developed database. The opinion of evaluators appeared in the page design, content and database searching at a high level
Design and manufacture a microwave-vacuum dryer
งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษา ออกแบบสร้างและทดสอบเครื่องทำแห้งมะม่วงกวนด้วยระบบไมโครเวฟสูญญากาศ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเทคนิคการทำแห้งที่มีประสิทธิภาพตัวเครื่องทำแห้งระบบไมโครเวฟสูญญากาศ ใช้กำลังไฟฟ้าขนาด 700 w และระดับความดัน สูญญากาศ 400 mbar ทำการทดลองทำแห้งมะม่วงกวน เปรียบเทียบกับเครื่องทำแห้งแบบลมร้อนและเครื่องอบไมโครเวฟ ที่อุณหภูมิลมร้อน 70, 80 และ 90 องศาเซลเซียส ระดับพลังงานไมโครเวฟ 10, 20 และ 30 % ระบบสูญญากาศไมโครเวฟจังหวะเปิด –ปิด 5-2, 7-2, 10-2, 5-1, 7-1 และ 10-1 วินาทีต่อนาทีตามลำดับ จากผลการทดลองพบว่ามะม่วงกวนมีความชื้นเริ่มต้นเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 74.3-75.5%wb เมื่อผ่านการทำแห้งดวยลมร้อน ไมโครเวฟสูญญากาศ จะใช้ระยะเวลาทำแห้งอยู่ระหว่าง 105-150 นาที 14-60 นาที และ 240-420 นาที ตามลำดับ มะม่วงกวนมีความชื้นสุดท้ายเฉลี่ยอยู่ในช่วง 10.6-11.8, 705-12.1 และ 12.9-16.7%wb ตามลำดับ มีอัตราการทำแห้งเฉลี่ยอยู่ในช่วง 25.2-36.7, 64.5-298.8 และ8.8-14.6%wb/h ตามลำดับมีการเปลี่ยนแปลงค่าสี (∆E*) เฉลี่ยอยู่ในช่วง 39.3-42.5, 34.8-37.5 และ 32.4-39.1 ตามลำดับ และมีการใช้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 1.47-1.54, 0.12-0.17 และ2.95-3.72 kW-h ตามลำดับ เมื่อพิจารณรจากคุณลักษณะปรากฎของผลิตภัณฑ์ พบว่าวิธีการทำแห้งด้วยลมร้อน และไมโครเวฟสูญญากาศ มีความเหมาะสมต่อการทำแห้งมะม่วงกวนมากกว่าการใช้ไมโครเวฟเพียงอย่างเดีย
Development of online normalized T score calculating software for grade assessment
งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์นี้เป็นการสร้างโปรแกรม “T Score Cal” สำหรับใช้ในการคำนวณคะแนนทีปกติและกำหนดระดับคะแนนของนักศึกษา โปรแกรมสามารถทำงานผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรือทำงานในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล สามารถรองรับจำนวนนักศึกษาได้ 2000 คน
ผู้ใช้งานเพียงแค่นำคะแนนดิบป้อนเข้าในโปรแกรม โปรแกรมจะตวจสอบข้อมูล จัดเรียงลำดับคะแนน คำนวณคะแนนทีปกติ และกำหนดระดับคะแนนในช่วงต่างๆ ตามที่ผ฿ใช้งานต้องการThis project presents the utility program “TScoreCal” which calculates normalized T score and grade level. This program can runs via internet or in any desktop PC computer and still works efficiently at 2,000 data.
Users only input data by typing (or copying and pasting) into text area box. This program will verifies, sorts data, calculates normalized T Score and sets grade level in any specific range.This project presents the utility program “TScoreCal” which calculates normalized T score and grade level. This program can runs via internet or in any desktop PC computer and still works efficiently at 2,000 data.
Users only input data by typing (or copying and pasting) into text area box. This program will verifies, sorts data, calculates normalized T Score and sets grade level in any specific range
ออกแบบและพัฒนาเครื่องทดสอบการสั่นสะเทือนสำหรับการทดสอบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
การวิจัยครั้งนี้ ได้กำหนดวัตถุประสงค์การวิจัยคือ ศึกษาและออกแบบชุดทดสอบการสั่นสะเทือน แบบ Electro dynamic สำหรับทดสอบผลิตภัณฑ์ขนาดเล็ก ทางด้านอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม โดยมีวิธีการดำเนินการวิจัย เริ่มจากการศึกษาทฤษฎีของแรงที่เกิดจากแม่เหล็กไฟฟ้า แรงทางกลที่เกิดจากการสั่นสะเทือน ตัวแปรที่มีความสำคัญในการออกแบบ จากนั้นจึงได้ทำการออกแบบ โดยได้ตั้งเป้าหมายในการวิจัย คือสามารถใช้ในการทดสอบกับผลิตภัณฑ์เป็นมวลวัสดุตัวอย่าง ซึ่งกำหนดน้ำหนักผลิตภัณฑ์ไม่เกิน 1 กิโลกรัม โดยใช้สัญญาณ sine ทดสอบที่ความถี่ 5-100 Hz และความเร่งในการทดสอบ ใช้ช่วงระหว่าง0.1-1.0 G
จากผลการศึกษาวิจัยและทำการทดลองแสดงให้เห็นว่า เครื่องทดสอบการสั่นสะเทือนที่สร้างขึ้นมานี้ บรรลุผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือใช้ในการทดสอบกับผลิตภัณฑ์ ซึ่งกำหนดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม หรือ 10 นิวตัน โดยใช้สัญญาณ sine ทดสอบความถี่ 5-100Hz และควบคุมความเร่งที่ 0.1 – 1.0 G เครื่องทดสอบการสั่นสะเทือนที่สร้างขึ้นสามารถทำงานได้จริง และนอกจากนี้ยังนำไปใช้ในการทดสอบกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คือ กล่องดำระบบ GPRS ของบริษัท DTC เอนเตอร์ไพร์ จำกัด โดยทดสอบในขณะเปิดระบบส่งสัญญาณ GPS ผลการทดสอบคือกล่องดำ สามารถทนทานต่อการสั่นได้ ดังนั้นจึงสามารถบอกได้ว่าชุดทดสอบการสั่นสะเทือนที่ออกแบบและสร้างขึ้นนี้ สามารถนำไปใช้ในการทดสอบการสั่นสะเทือนของสินค้า บรรจุภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ต้องการทดสอบได้
คำสำคัญ : ทดสอบการสั่นสะเทือน, การทดสอบผลิตภัณฑ์The objective of this research was to study and design of Electro-dynamic Vibration Tester used to test small products of electrical and electronic equipment made by industrial factory. The research methodology started from studying theory of force from electromagnetic fields, mechanical force from vibration, and some important factors for design. The design was made to achieve the research objective as follows : Electro-dynamic Vibration Tester was able to test an example product not exceed 1 kg by sine wave, frequency 5-100 Hz , and acceleration 0.1-1 G.
The experiment showed that Electro-dynamic Vibration Tester could achieve the research objective : it was able to test an example product not exceed 1 kg by sine wave , frequency 5-100 Hz , and acceleration 0.1-1 G. Therefore, this equipment could work as a tester. Furthermore, this equipment was used to test the electronic equipments, black box (GPRS) from DTC ENTERPRISE CO., Ltd. The test was done while the GPS system was open to send the signal. The results appeared that the black box could resist the vibration. Therefore, it could be summarized that Electro-dynamics Vibration Tester that was design and constructed in this research could be used to test the vibration of goods, packaging, and other products which required test
KEYWORDS: Vibration Tester, products test