Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
Not a member yet
351 research outputs found
Sort by
การพัฒนาตัวบ่งชี้อัตลักษณ์ของนักศึกษา วิทยาลัยพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข
การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธ ีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบย่อย ตัวบ่งชี้ ตรวจสอบความเที่ยงตรงตามสภาพจริงและกลวิธีการพัฒนาอัตลักษณ์ของนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการวิจัย 4 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 กำหนดองค์ประกอบและตัวบ่งชี้โดยศึกษาเอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึก ขั้นตอนที่ 2 วิเคราะห์องค์ประกอบย่อยและตัวบ่งชี้ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ อาจารย์ที่ปฏิบัติการสอนในวิทยาลัยพยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก จำนวน 539 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจด้วยวิธีวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก ใช้วิธีหมุนแกนองค์ประกอบแบบออโธโกนอลด้วยวิธีแวริแมกซ์ ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบความเที่ยงตรงตามสภาพจริง กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ในวิทยาลัยพยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก จำนวน 35 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่มอย่างง่าย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบค่าที (t-test) ขั้นตอนที่ 4 ศึกษากลวิธีการพัฒนาอัตลักษณ์ ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้บริหารวิทยาลัยพยาบาล จำนวน 9 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและใช้สถิติทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. องค์ประกอบย่อยและตัวบ่งชี้อัตลักษณ์ของนักศึกษา วิทยาลัยพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ 1) องค์ประกอบหลักด้านจิตบริการของนักศึกษาพยาบาล มี 4 องค์ประกอบย่อย 28 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ ด้านคุณภาพการบริการแบบองค์รวม ด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ ด้านคุณลักษณะเชิงวิชาชีพ และด้านการดูแลอย่างเอื้ออาทร 2) องค์ประกอบหลักด้านการคิดเชิงวิเคราะห์ของนักศึกษาพยาบาล มี 2 องค์ประกอบย่อย 16 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ ด้านคุณลักษณะนักคิดเชิงวิเคราะห์ และด้านทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ 3) องค์ประกอบหลักด้านการมีส่วนร่วมของผู้รับบริการ มี 3 องค์ประกอบย่อย 31 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ ด้านส่งเสริมการดูแลตนเองและการเสริมสร้างพลังอำนาจ ด้านการยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล และด้านการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย และทุกตัวบ่งชี้มีความเที่ยงตรงตามสภาพจริง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และ 2. กลวิธีการพัฒนาอัตลักษณ์ของนักศึกษาพยาบาล ได้แก่ กำหนดนโยบายภายใต้การมีส่วนร่วม จัดทำแผนปฏิบัติ (Road Map) พัฒนาสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ พัฒนาอาจารย์และครูพี่เลี้ยง จัดการเรียนการสอนที่หลากหลาย เป็นแบบอย่างที่ดี จัดบรรยากาศองค์กรให้เป็นกัลยาณมิตร ส่งเสริมการสะท้อนคิด จัดกิจกรรมครอบครัวเสมือน สนับสนุนให้นักศึกษาทำกิจกรรมด้วยกระบวนการ PDCA และประเมินผลอย่างเป็นระบบคำสำคัญ : อัตลักษณ์ การพัฒนาตัวบ่งชี้ นักศึกษาพยาบา
การศึกษาสมบัติทางเคมีของข้าวเกรียบปลาสดทอดที่เติมสมุนไพรผสมข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และพริกขี้หนู
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารสชาติข้าวเกรียบโดยใช้สมุนไพรผสม 4 ชนิด คือ ข่า: ตะไคร้:ใบมะกรูด: พริกขี้หนู ในอัตราส่วน 1:2:2:1 ตามลำดับ และศึกษาสมบัติทางเคมีของข้าวเกรียบปลาสดที่ปรับปรุง พร้อมทั้งสำรวจการยอมรับทางประสาทสัมผัสของผู้บริโภคจากการสุ่มประชาชนทั่วไปในจังหวัดนราธิวาสที่ไม่ผ่านการฝึกฝน จำนวน 200 คน ด้วยวิธีการให้คะแนนความชอบแบบสเกลความชอบ 5 คะแนน เมื่อมีการเติมสมุนไพรที่ความเข้มข้น 3 ระดับ คือร้อยละ 1, 2, และ 3โดยน้ำหนัก พบว่าผู้บริโภคให้คะแนนการยอมรับโดยรวมแก่ข้าวเกรียบที่ผสมสมุนไพรร้อยละ 2โดยน้ำหนัก มากที่สุด คือ ระดับ 3.64 และข้าวเกรียบที่ความเข้มข้นนี้พบค่าองค์ประกอบทางเคมี คือ ปริมาณโปรตีน, ไขมัน, เยื่อใย, ความชื้น, และเถ้า อยู่ร้อยละ 8.15 ± 0.01, 25.69 ± 0.06, 6.87 ± 0.03, 1.081 ± 0.03, และ 2.97 ± 0.06 ตามลำดับ คำสำคัญ : สมบัติทางเคมี ข้าวเกรียบ ปลา สมุนไพรผส
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพรตะไคร้โดยประยุกต์ใช้เทคนิคการกระจายหน้าที่เชิงคุณภาพและการออกแบบการทดลอง
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพรตะไคร้ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า โดยการประยุกต์ใช้เทคนิคการกระจายหน้าที่เชิงคุณภาพและการออกแบบการทดลอง ซึ่งจากการสำรวจพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้า ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ในกลุ่มวัยทำงานที่มีช่วงอายุ 25-49 ปี ที่มีต่อผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพรในท้องถิ่น พบว่าร้อยละ 42 รับประทานผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพรนานๆ ครั้ง นอกจากชาตะไคร้แล้ว ชาใบเตยเป็นที่นิยมมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 47 รองลงมาเป็นชาขิง คิดเป็นร้อยละ 39 ทำการพัฒนาชาสมุนไพรตะไคร้โดยสร้างบ้านคุณภาพเพื่อหาข้อกำหนดทางเทคนิค ความสัมพันธ์ระหว่างข้อกำหนดทางเทคนิค และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยความต้องการของลูกค้ากับข้อกำหนดทางเทคนิค ให้คะแนนค่าความสัมพันธ์และจัดลำดับ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามข้อกำหนดทางเทคนิคตามลำดับความสำคัญ จากนั้นทำการหาสูตรส่วนประกอบที่เหมาะสมด้วยวิธีการทดลองแบบผสม ประกอบด้วยส่วนผสมของ ตะไคร้:ใบเตยหอม:ขิง พบว่ากลุ่มลูกค้าให้การยอมรับ สูตรที่อัตราส่วนร้อยละ 60.6:39.4:0 และหาสภาวะที่เหมาะสมด้านอุณหภูมิและเวลาที่ใช้ในการอบด้วยวิธีการทดลองแบบแฟคทอเรียลที่ทําการสุ่มโดยสมบูรณ์ พบว่ากลุ่มลูกค้าให้การยอมรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้อุณหภูมิและเวลาในการอบที่ 60 องศาเซลเซียสและ 15 นาที และวิเคราะห์ผลหลังการพัฒนาโดยใช้วิธีทดสอบทางประสาทสัมผัส พบว่าคะแนนโดยเฉลี่ยของชาสมุนไพรตะไคร้ ด้านกลิ่น สี รสชาติ และการยอมรับโดยรวม คือ 7.15, 6.92, 7.80 และ 7.56 ตามลำดับ การยอมรับหลังการพัฒนาร้อยละ 84.0 เพิ่มขึ้นร้อยละ 61.5 การตัดสินใจซื้อร้อยละ 76.0 เพิ่มขึ้นร้อยละ 58.3 คำสำคัญ : การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ชาสมุนไพรตะไคร้ การกระจายหน้าที่ การออกแบบการทดลอ
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตในผู้หญิงที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง
การวิจัยนี้เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตในผู้หญิงที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง ได้แก่ อายุ การทำหน้าที่ทางเพศ ภาวะซึมเศร้า และความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส โดยใช้กรอบแนวคิดคุณภาพชีวิตของ Zhan (1992) กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยหญิงไตวายจำนวน 100 รายที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง และรับการรักษาที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว สาขาพร้อมมิตรและสาขาธนบุรี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวกจากผู้ป่วยหญิงอายุ 18 ปีขึ้นไป มีสามีหรือคู่นอนและอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ รับการล้างไตทางช่องท้องอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน ค่าความเพียงพอของการล้างไตอยู่ในเกณฑ์ปกติ รู้สึกตัวดี ไม่มีความผิดปกติด้านการรับรู้ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา และสถิติถดถอยเชิงพหุ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างอายุ 25-81 ปี (M=55.74, S.D.=11.08) ค่าเฉลี่ยตัวแปรการทำหน้าที่ทางเพศโดยอยู่ในระดับต่ำ (M=9.79, S.D.=8.10) ภาวะซึมเศร้าอยู่ในระดับปกติ (M=15.62, SD=6.65) ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสอยู่ในระดับปานกลาง (M=96.57, S.D.=17.51) และคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M=81.83, S.D.=11.43) วิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุ พบว่าตัวแปรอิสระทั้งหมดร่วมกันอธิบายความผันแปรคุณภาพชีวิตของกลุ่มตัวอย่างได้ร้อยละ 26.0 (R2 =.260, F(4,95)=8.326) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=.000) โดยพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ภาวะซึมเศร้า ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส และการทำหน้าที่ทางเพศ (b=-.295, b=.275 และ b=.203, p<.05 ตามลำดับ)คำสำคัญ : การล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง คุณภาพชีวิต การทำหน้าที่ทางเพ
ผลของการหมักหญ้าซิกแนลเลื้อยร่วมกับกระถินต่อคุณภาพของพืชหมัก
การศึกษาเพื่อประเมินคุณภาพของหญ้าซิกแนลเลื้อยหมักร่วมกับกระถินที่ระดับ 0, 5, 10, 15 และ 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 21 วันโดยใช้แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) พบว่า ลักษณะทางกายภาพของทุกทรีทเมนต์ มีสีน้ำตาลเหลือง มีกลิ่นหอมคล้ายผลไม้ดอง และลักษณะทางกายภาพโดยรวมดีมากไม่แตกต่างกัน ส่วนองค์ประกอบทางเคมีของพืชหมักพบว่าค่าวัตถุแห้งมีค่าแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) การหมักร่วมกับกระถินทำให้ระดับโปรตีนของพืชหมักมีค่าสูงขึ้น (P<0.05) โดยมีค่าเท่ากับ 5.70, 9.26, 10.38, 13.73 และ 13.85 เปอร์เซ็นต์ ที่ระดับ 0, 5, 10, 15 และ 20 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ แต่การเสริมกระถินในระดับที่สูงขึ้นส่งผลให้ระดับปริมาณผนังเซลล์มีค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ระดับความเป็นกรด-ด่าง ในทรีทเมนต์ควบคุม และทรีทเมนต์ที่เสริมกระถิน 20 เปอร์เซ็นต์มีค่าสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ (P<0.05) โดยมีค่าเท่ากับ 4.54, 3.81,3.92, 4.04 และ 4.28 ที่ระดับการเสริมกระถิน 0, 5, 10, 15 และ 20 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ คำสำคัญ : กระถิน ลักษณะทางกายภาพ หญ้าซิกแนลเลื้อยหมัก องค์ประกอบทางเคม
การเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุ
การเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุ เป็นการวางแผนการดำเนินการหรือการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อเป็นการเตรียมตัวในการดำเนินชีวิตภายหลังเกษียณอายุทำงาน จึงต้องมีการเตรียมตัวด้านต่างๆ 6 ด้าน ได้แก่ 1) การเตรียมตัวด้านจิตใจ 2) การเตรียมตัวด้านร่างกาย 3) การเตรียมตัวด้านทรัพย์สินเงินทอง 4) การเตรียมตัวด้านกิจกรรมการใช้เวลาว่าง 5) การเตรียมตัวด้านสัมพันธภาพในครอบครัว 6) การเตรียมตัวด้านที่อยู่อาศัย ผู้ที่มีการเตรียมตัวที่ดีจะสามารถใช้ชีวิตภายหลังเกษียณอายุได้อย่างมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีคำสำคัญ : การเตรียมความพร้อม เกษียณอาย
ผลการใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ KWLH ต่อความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาพยาบาลในวิชากายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดก่อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ ของนักศึกษาพยาบาล โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ KWLH ในวิชากายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา และความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาล ที่เรียนโดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ KWLH กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยพยาบาล บรมราชชนนี พระพุทธบาท ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2555 ที่ศึกษารายวิชากายวิภาคศาสตร์สรีรวิทยา โดยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 30 คน จาก 106 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWLH วิชากายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา 2) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 และ 3) แบบวัดความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWLH วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยโดยการทดสอบค่าที (paired t-test) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWLH ในระดับมากที่สุด (x= 4.78, S.D.=0.42)คำสำคัญ : เทคนิค KWLH การคิดวิเคราะห์ นักศึกษาพยาบา
การพัฒนาเทคนิค ELISA เพื่อวัดปริมาณฮีโมไซยานินในฮีโมลิมฟ์ของกุ้งแชบ๊วย
ฮีโมไซยานินเป็นโปรตีนที่มีคอปเปอร์เป็นองค์ประกอบ พบมากในฮีโมลิมฟ์ของมอลลัส และ อาร์โธรพอด ฮีโมไซยานินถูกพบเป็นสารตั้งต้นของสายเปปไทด์ที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา และถูกเปลี่ยนไปเป็นเอนไซม์ฟีนอลออกซิเดสโดยการกระตุ้นด้วยโซเดียมโดเดซิลซัลเฟต (Sodium dodecyl sulphate, SDS) เนื่องจากเอนไซม์ฟีนอลออกซิเดสมีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของครัสเตเชียน ดังนั้นฮีโมไซยานินน่าจะมีบทบาทเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันด้วย ในงานวิจัยนี้ได้ทำบริสุทธิ์ฮีโมไซยานินจากฮีโมลิมฟ์ของกุ้งแชบ๊วยด้วยวิธีอัลตราเซนตริฟิวจ์และโพลีอะคริลาไมด์เจลอิเล็กโทรฟอรีซิส (PAGE) แบบเตรียม ฮีโมไซยานินบริสุทธ์ปรากฏโปรตีน 1 แถบ ใน PAGE แบบไม่แปลงสภาพ และมีหน่วยย่อย 2 ขนาดคือ 75 และ 79.4 kDa ใน SDS-PAGE แอนติบอดีที่ได้สังเคราะห์ต่อฮีโมไซยานินบริสุทธิ์ในกระต่าย พบว่ามีความจำเพาะสูงต่อฮีโมไซยานินในฮีโมลิมฟ์และถูกใช้ในการพัฒนาเทคนิค ELISA ให้มีความไวสูง โดยสามารถวัดฮีโมไซยานินที่มีปริมาณต่ำถึง 10 นาโนกรัมได้ จากการวิเคราะห์โดยวิธี ELISA พบปริมาณฮีโมไซยานินคิดเป็น 85.67% ของโปรตีนทั้งหมดในฮีโมลิมฟ์ของกุ้งแชบ๊วยปกติ และเมื่อฉีดกุ้งด้วยแบคทีเรียก่อโรค พบว่าฮีโมไซยานินในฮีโมลิมฟ์มีปริมาณเพิ่มขึ้นจนมีค่าสูงสุดที่ 12 ชั่วโมง หลังการฉีด บ่งชี้ว่าฮีโมไซยานินถูกกระตุ้นให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นและอาจเกี่ยวข้องในระบบภูมิคุ้มกันของกุ้งเพื่อตอบสนองต่อแบคทีเรียก่อโรค คำสำคัญ: ฮีโมไซยานิน ฟีนอลออกซิเดส กุ้งแชบ๊วย ระบบภูมิคุ้มกันของกุ้
การพัฒนาวิธีการฮิวริสติกส์เพื่อใช้ในการค้นหาทำเลสถานที่ตั้งที่มีข้อจำกัดด้านขนาดควบคู่กับการประเมินซัพพลายเออร์
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจะนำเสนอวิธีการพัฒนาฮิวริสติกส์ไปใช้ในการค้นหาคำตอบที่เป็นปัญหาการเลือกทำเลสถานที่ตั้งที่มีหลายชั้นควบคู่การประเมินผลซัพพลายเออร์Kทั้งนี้ในการแก้ปัญหาจะใช้วิธีการหาค่าที่ดีที่สุดแบบพาร์ทิเคิลสวอมออฟทิไมเซชั่น (Particle Swarm Optimization:PSO) สภาพโดยทั่วไปของปัญหาการเลือกทำเลสถานที่ตั้งนั้น จะพิจารณาในส่วนของการบริการตอบสนองลูกค้าทางด้านปริมาณเท่านั้นKซึ่งงานวิจัยนี้ได้ขยายปัญหาให้ครอบคลุมถึงการเลือกประเมินซัพพลายเออร์โดยใช้วิธีการกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์แบบฟัซซี (Fuzzy AHP) เข้ามาประยุกต์คู่กับปัญหาการเลือกทำเลสถานที่ตั้งด้วย ซึ่งการประเมินซัพพลายเออร์จะพิจารณาจากความสามารถในการจัดส่งที่ผ่านมา คุณภาพของวัตถุดิบตลอดจนราคาของวัตถุดิบ ปัญหาในงานวิจัยได้นำเสนอออกเป็น 2 ขั้นตอนคือ 1.ขั้นตอนการประเมินซัพพลายเออร์ และ 2. ขั้นตอนการเลือกทำเลสถานที่ตั้งโดยใช้วิธีการหาค่าที่ดีที่สุดแบบพาร์ทิเคิลสวอมออฟทิไมเซชั่น (Particle Swarm Optimization:PSO) จากการทดลองพบว่าคำตอบที่ได้จากการแก้ปัญหาด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปลิงโก(Lingo) ใช้ระยะเวลาในการค้นหาคำตอบเฉลี่ยมากกว่า 24 ชั่วโมงและเป็นคำตอบที่ไม่น่าเชื่อถือ แต่ในขณะที่วิธีการหาค่าที่ดีที่สุดแบบพาร์ทิเคิลสวอมออฟทิไมเซชั่น(PSO)สามารถค้นหาคำตอบได้ในเวลาเฉลี่ยอยู่ที่ 7.17 วินาที คำสำคัญ : วิธีการหาค่าที่ดีที่สุดแบบพาร์ทิเคิลสวอมออฟทิไมเซชั่น, ปัญหาการเลือกทำเลสถานที่ตั้
ระเบียบวิธีการลดความซับซ้อนของกระบวนการโดยใช้แบบจำลองระบบงานและเมตริกซ์ความสัมพันธ์
การปรับปรุงสมรรถนะของกระบวนการยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับการบริหารเชิงปฎิบัติการ เพื่อให้เกิดข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งขันหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดความล่าช้า และนำไปสู่การสูญเสียประสิทธิภาพของกระบวนการ คือ ความซับซ้อนของระบบงานซึ่งเป็นผลมาจากการมีรูปแบบการไหลของงานที่เกิดการวนซ้ำในกระบวนการ ดังนั้นเพื่อให้สามารถบริหารกระบวนการได้อย่างมีประสิทธิผลแบบจำลองระบบงาน (Integration Definition for Function Modeling : IDEF) และเมตริกซ์ความสัมพันธ์ (Dependency Structure Matrix : DSM) ได้ถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์การไหลของงาน กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละกิจกรรม และปรับปรุงลำดับการดำเนินงานของกระบวนการใหม่ด้วยขั้นตอนวิธีการจัดลำดับงาน (Sequencing Algorithm) เพื่อกำจัดหรือลดจำนวนงานที่มีลักษณะวนซ้ำกระบวนการ ผลจากการประยุกต์ใช้กับกรณีศึกษาลำดับของงานในกระบวนการได้รับการจัดเรียงใหม่เป็นแบบเชิงลำดับและสามารถนำไปสู่การลดเวลาในกระบวนการดำเนินงาน คำสำคัญ : แบบจำลองระบบงาน เมตริกซ์ความสัมพันธ์ ความซับซ้อนของกระบวนการ ขั้นตอนวิธีจัดลำดับงา