Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
Not a member yet
    351 research outputs found

    สถานการณ์และการพัฒนาสื่อโภชนศึกษาในโรงพยาบาลสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีและไม่มีภาวะโรคซีด ในเขตภาคใต้ของประเทศไทย : การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพงาน

    No full text
    งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพงาน (Quality Improvement Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์สื่อโภชนศึกษา และค้นหารูปแบบ เนื้อหาสำคัญในการส่งเสริมโภชนาการ เพื่อใช้ในการพัฒนาสื่อโภชนศึกษาสำหรับหญิงตั้งครรภ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นหญิงที่มารับบริการฝากครรภ์จำนวน 26 คน และพยาบาลในคลีนิคฝากครรภ์โรงพยาบาลชุมชน จำนวน 15 คน วิธีการศึกษาประกอบด้วยการสำรวจ (Rapid survey) การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) และ          การสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัยพบว่า มีสื่อที่เกี่ยวกับโภชนศึกษาน้อยและไม่เหมาะสมกับความต้องการ การบริโภคอาหารของหญิงตั้งครรภ์ พบว่า ยังไม่ได้ตามปริมาณที่กำหนดไว้ในคำแนะนำและยังมีความเชื่อที่ไม่ถูกต้องในการบริโภคอาหาร รูปแบบสื่อโภชนศึกษาที่เหมาะสมที่สุดคือ ภาพพลิก ที่ประกอบด้วยภาพที่มีสีสัน สื่อสารเข้าใจได้ง่าย ประกอบด้วยเนื้อหาคือ โรคซีดในหญิงตั้งครรภ์ สาเหตุ และผลกระทบที่มีต่อมารดาและทารก อาหารหลัก 5 หมู่ สารอาหารที่จำเป็นและความสำคัญ รวมถึงโทษจากการขาดสารอาหาร ปริมาณอาหารและสารอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวัน หน่วยวัดตวงอาหารและชนิดอาหารทดแทนที่เหมาะสม ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการสอน 10-15 นาที การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาขั้นต้นเพื่อพัฒนาสื่อโภชนศึกษา ควรมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในรูปแบบเชิงทดลอง เพื่อประเมินประสิทธิภาพของสื่อการสอนต่อไปคำสำคัญ:  โภชนศึกษา การบริโภคอาหาร หญิงตั้งครรภ

    ความครอบคลุมและคุณภาพการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสงขลา จังหวัดสงขลา

    No full text
    การศึกษานี้เป็นการประเมินความครอบคลุมและคุณภาพการให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานของโรงพยาบาลสงขลา จังหวัดสงขลา เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง (retrospective study) กลุ่มตัวอย่างศึกษา คือผู้ป่วยโรคเบาหวานในแผนกผู้ป่วยนอกจำนวน 376 คน ที่เข้ารับบริการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ถึง 30 กันยายน 2554 เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลตามเกณฑ์ดัชนีชี้วัดคุณภาพการดูแลผู้ป่วยหวาน จำนวน 14 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า การให้บริการการตรวจสุขภาพผู้ป่วยเบาหวาน มีความครอบคลุมอยู่ในอัตราต่ำ โดยเฉพาะการตรวจทางห้องปฏิบัติการเช่น การตรวจหาค่าระดับไขมันในเลือด (LDL), ค่าระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1C), การตรวจจอประสาทตา(retinal examination) และภาวะการมีไมโครอัลบูมินในปัสสาวะ (Microalbuminuria) และมีผลการประเมินคุณภาพการบริการที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานจำนวน 13 ตัวชี้วัด จากตัวชี้วัดทั้งหมดของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตัวชี้วัดที่มีคุณภาพการบริการที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานระดับมากถึงมากที่สุด มี 2 ตัวชี้วัด คือ ผู้ป่วยเบาหวานได้รับการตรวจภาวะมีไมโครอัลบูมินในปัสสาวะ (Microalbuminuria) ประจำปี (ร้อยละ 13.6) และอัตราผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะผิดปกติของไต (Nephropathy) (ร้อยละ 37.7) ส่วนตัวชี้วัดที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการบริการคือ การได้รับยา ARB หรือ ACEI ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะมีไมโครอัลบูมินในปัสสาวะ (Microalbuminuria) (ร้อยละ 66.7) คำสำคัญ : เบาหวาน  คุณภาพการดูแลผู้ป่วยเบาหวา

    การออกแบบวงจรตรวจสอบสถานะการเปิดปิดของโหลดทางไฟฟ้า

    No full text
     บทความนี้นำเสนอแนวทางการออกแบบวงจรตรวจสอบสถานะการเปิดปิดของโหลดทางไฟฟ้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทราบสถานะปัจจุบันของโหลดทางไฟฟ้าที่ถูกสั่งงานจากวงจรควบคุม ว่าอยู่ในสถานะใด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในด้านการสั่งงานควบคุมโหลดทางไฟฟ้าและการวิเคราะห์หาสาเหตุอันเนื่องมาจากโหลดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การออกแบบใช้หลักการตรวจจับกระแสที่ไหลผ่านโหลด แล้วนำไปขยายระดับสัญญาณให้สูงขึ้นเพื่อให้สามารถนำไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือวัด หรือเชื่อมต่อกับวงจรดิจิตอลเพื่อตรวจสอบสถานะการเปิดปิดของโหลดได้อย่างมีประสิทธิภาพคำสำคัญ: โหลดทางไฟฟ้า วงจรตรวจสอบสถานะ การควบคุมโหล

    กิจกรรมจิตตปัญญาศึกษา : กลยุทธ์การพัฒนาบุคลิกภาพนักศึกษาพยาบาล

    No full text
    จิตตปัญญาศึกษา ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตน มุ่งเน้นการศึกษา โลกภายในตนเอง ด้วยเหตุนี้ จิตตปัญญาศึกษาจึงทำให้บุคคลเข้าใจด้านในของตนเอง รู้ตัว เข้าถึงความจริง เป็นแนวทางที่จะทำให้เห็นความเชื่อมโยงของการเรียนรู้ที่ชัดเจน เชื่อมโยงทั้งความคิด จิตใจ และนำไปสู่การปฏิบัติ ที่มีประสิทธิภาพ จากนามธรรมมาสู่รูปธรรม กิจกรรมการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ทำให้ผู้เรียนมีความสุข ใฝ่รู้อย่างต่อเนื่องและการสอนต้องตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของผู้เรียน ผู้สอนจึงต้องให้ความสำคัญต่อผู้เรียนและเลือกวิธีการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน กลยุทธ์การพัฒนาบุคลิกภาพ เน้นการเรียนรู้ด้วยตนเองสู่เป้าหมายเพื่อพัฒนาตนเอง โดยการฝึกปฏิบัติตามกระบวนการหลักๆ 3 ประการ คือกำหนดเป้าหมาย ระบุวิธีการไปสู่เป้าหมายและเลือกใช้เครื่องมือ โดยเริ่มจากการกำหนดบุคลิกภาพซึ่งพิจารณาจากองค์ประกอบ คือ พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และสถานการณ์ การพัฒนาบุคลิกภาพประยุกต์ใช้กิจกรรมจิตตปัญญาศึกษาโดยการจัดให้มีสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์ซึ่งประกอบด้วย กิจกรรมการสร้างเป้าหมาย กิจกรรมกงล้อ 4 ทิศ กิจกรรมประยุกต์ใช้ทฤษฎีบุคลิกภาพ กิจกรรมเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ กิจกรรมผ่อนพักตระหนักรู้ กิจกรรมการสวดมนต์/ภาวนา ผู้สอนได้ใช้เทคนิคการให้คำสัญญาระหว่างนักศึกษาพยาบาลกับผู้สอนและระหว่างนักศึกษาพยาบาลเป็นพันธะผูกพันว่าเราจะใช้กิจกรรมเพื่อพัฒนาตนเอง และผลการเรียนรู้จากกิจกรรมจิตตปัญญาศึกษาประเมินตาม หลักการพิจารณาอย่างใคร่ครวญ หลักความรักความเมตตา หลักการเชื่อมโยงสัมพันธ์ หลักความมุ่งมั่น หลักการเผชิญหน้า หลักความต่อเนื่อง หลักชุมชนแห่งการเรียนรู้ และผลของการเรียนรู้ภายในตน ทำให้นักศึกษาพยาบาลเข้าใจถึงข้อจำกัดและศักยภาพของตนต่อการเรียนรู้และพัฒนาจากพฤติกรรมเป้าหมาย สามารถบันทึกความรู้สึกต่อความก้าวหน้าในการพัฒนาตนเอง เกิดการปรับเปลี่ยนความคิดเพื่อปฏิบัติสิ่งใหม่ๆ ต่อตนเอง ผลลัพธ์ที่ส่งผลโดยตรงต่อตนเองทำให้เข้าใจได้ลึกซึ้ง ยอมรับและเกิดการปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมกับตนเองทำให้ทุกกิจกรรมเกิดความรู้สึกที่ดีๆ ต่อตนเอง มีความรัก ความเมตตาต่อตนเอง และผู้อื่น คำสำคัญ : จิตตปัญญาศึกษา กลยุทธ์การพัฒนาบุคลิกภาพ กิจกรรมจิตตปัญญาศึกษา ผลการเรียนรู้จากกิจกรรมจิตตปัญญาศึกษ

    การศึกษากับการใช้ทรัพยากรสารสนเทศประเภทสิ่งตีพิมพ์

    No full text
    สารสนเทศมีความหมายรวมถึง ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ข้อเท็จจริง ความคิดและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ได้มีการจดบันทึก รวบรวม จัดพิมพ์ สื่อสารที่ผ่านการกลั่นกรอง ประมวล เรียบเรียง ออกมาเป็นภาษาพูด ภาษาเขียน และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ถ่ายทอดไว้ในรูปแบบต่าง ๆ ทรัพยากรสารสนเทศ ประเภทสิ่งตีพิมพ์ ในลักษณะหนังสือ วารสารหรือนิตยสาร หนังสือพิมพ์ วิทยานิพนธ์ รายงาน จุลสาร กฤตภาค สิ่งพิมพ์รัฐบาล มีจุดมุ่งหมายเพื่ออำนวยประโยชน์และความสะดวกรวดเร็ว ให้กับผู้ใช้ในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ เพื่อประกอบการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาบุคลิกภาพ พัฒนาอาชีพ รู้จักตัดสินใจ และแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแต่ละประเภทจะมีลักษณะการบันทึก การจัดเก็บ และการนำเสนอข้อมูลที่แตกต่างตามวัตถุประสงค์ คำสำคัญ :  การใช้ทรัพยากร  สารสนเทศ  ประเภทสิ่งตีพิมพ

    การประมาณค่าพารามิเตอร์ทางพันธุกรรมและคุณค่าการผสมพันธุ์สำหรับลักษณะทางเศรษฐกิจในหนอนนก (Tenebrio moliter L.)

    No full text
    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประมาณค่าพารามิเตอร์ทางพันธุกรรมสำหรับลักษณะทางเศรษฐกิจในหนอนนก คือ จำนวนลูกมีชีวิตเมื่ออายุ 4 สัปดาห์ (TA) น้ำหนักเฉลี่ยต่อตัวเมื่ออายุ 4 สัปดาห์ (BW4) น้ำหนักเฉลี่ยต่อตัวเมื่ออายุ 5 สัปดาห์ (BW5) น้ำหนักเฉลี่ยต่อตัวเมื่ออายุ 6 สัปดาห์ (BW6) และน้ำหนักเฉลี่ยต่อตัวเมื่ออายุ 7 สัปดาห์ (BW7) ของประชากรหนอนนกด้วยวิธีการ restricted maximum likelihood (REML) และเพื่อทำนายคุณค่าการผสมพันธุ์ (estimated breeding value, EBV) ของลักษณะ TA, BW4, BW5, BW6 และ BW7 ของหนอนนกด้วยวิธีการ best linear unbiased prediction (BLUP) โดยใช้ animal model ผลการศึกษาพบว่าค่าอัตราพันธุกรรมของ TA, BW4, BW5, BW6 และ BW7 มีค่าเท่ากับ 0.352 + 0.033, 0.372 + 0.036, 0.327 + 0.039, 0.361 + 0.036 และ 0.371 + 0.036 ตามลำดับ ส่วนค่าสหสัมพันธ์ทางพันธุกรรมในระหว่างทุกลักษณะมีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมน้อยมาก มีค่าอยู่ระหว่าง 0.028 ถึง 0.031 ค่า EBV ของ TA, BW4, BW5, BW6 และ BW7 มีค่าอยู่ในช่วง -54.53 ถึง 99.12 ตัว, -9.07 ถึง 10.94 มิลลิกรัม, -12.44 ถึง 11.38 มิลลิกรัม, -21.51 ถึง 31.62 มิลลิกรัม และ -15.98 ถึง 21.10 มิลลิกรัม ตามลำดับ ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการปรับปรุงพันธุกรรมเพื่อพัฒนาลักษณะทางเศรษฐกิจในการผลิตหนอนนกคำสำคัญ :  หนอนนก, ค่าพารามิเตอร์ทางพันธุกรรม, คุณค่าการผสมพันธุ

    โครงการวิจัยประเมินผลแผนปฏิบัติงานการพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ พ.ศ. 2555 : พื้นที่จังหวัดนราธิวาส

    No full text
    การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค จุดแข็งจุดอ่อน และข้อเสนอแนะ การดำเนินงานของแผนปฏิบัติการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2555 กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือ เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ ผู้นำประชาชนและประชาชน ในจังหวัดนราธิวาส จำนวน 733 คน ซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ที่เป็นผู้จัดทำแผนงานจำนวน 8 คน กลุ่มผู้นำประชาชนในพื้นที่ ได้แก่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชนและผู้นำกลุ่ม/ องค์กรในชุมชน จำนวน 20 คนกลุ่มประชาชน ได้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ/ กิจกรรมโดยตรงและผู้ไม่เข้าร่วมโครงการ ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส 566 คน โดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็น และแบบสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า แผนปฏิบัติการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ประจำปีงบประมาณ 2555 ประกอบด้วย 9 ประเด็นยุทธศาสตร์ โดยรวม ด้านเจ้าหน้าที่เห็นด้วย อยู่ในระดับ มาก (x=3.52, S.D.= 0.65) ส่วนประชาชน เห็นด้วย อยู่ในระดับ ปานกลาง (x=3.10, S.D.= 0.94) ส่วนความคิดเห็นรายด้าน พบว่า 1) ยุทธศาสตร์ที่ 1 ภาครัฐยังไม่ให้ความสำคัญต่อภาคประชาชนมากนักในการเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ 2) ยุทธศาสตร์ที่ 2 ประชาชนมีความคิดเห็นว่าชุมชนในพื้นที่บางชุมชนที่มีความเข้มแข็ง 3) ยุทธศาสตร์ที่ 3 ประชาชนมีพื้นที่ในการแสวงหาทางออกยังไม่เพียงพอมากเท่าที่ควร หน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ควรที่เปิดใจในการสร้างพื้นที่ให้กับประชาชนในพื้นที่ 4) ยุทธศาสตร์ที่ 4 หน่วยงานรัฐและ    เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษา ศิลปะ วัฒนธรรมในพื้นที่เป็นอย่างมาก ซึ่งเห็นได้จากการก่อตั้งมหาวิทยาลัยในพื้นที่ 5) ยุทธศาสตร์ที่ 5 ประชาชนบางพื้นที่ยังถูกลิดรอนสิทธิด้วยกฎอัยการศึก แต่ประชาชนในพื้นที่บางส่วนเข้าใจในสิ่งที่หน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติ 6) ยุทธศาสตร์ที่ 6 ประชาชนในพื้นที่ มองว่าเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่ย่ำแย่ 7) ยุทธศาสตร์ที่ 7การพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตยังไม่ดีเท่าที่ควร ประชาชนในพื้นที่ยังมีคุณภาพชีวิตที่ค่อนข้างต่ำ 8 ) ยุทธศาสตร์ที่ 8 การสื่อสารของหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่ยังไม่เข้าถึงประชากรเท่าที่ควรและไม่ทั่วถึง 9) ยุทธศาสตร์ที่ 9 ประชาชนในพื้นที่บางส่วนมองว่ายังไม่มีความพร้อมเท่าที่ควร ประชาชนในพื้นที่ ยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประชาคมอาเซียน การสื่อสารเป็นอุปสรรคในการร่วมมือประชาคมอาเซียนคำสำคัญ : แผนปฏิบัติการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เครือข่าย ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต

    ผลของ KWL Plus ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการรับรู้ความสามารถในการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนสองภาษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

    No full text
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างการสอนด้วย KWL Plus กับการสอนแบบปกติที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการรับรู้ความสามารถในการเรียนของนักเรียนสองภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 ของโรงเรียนบ้านแหร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลา  เขต 3 จำนวน 48 คน จากการสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 24  คน ใช้เวลาในการสอนเป็นเวลา 3 สัปดาห์ แล้วทดสอบด้วยค่าเฉลี่ย  (x) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณ (One Way ANOVA) พบว่า กลุ่มนักเรียนสองภาษาที่เรียนด้วย KWL Plus จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนสองภาษาที่เรียนด้วยการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ที่น่าสนใจ คือ การรับรู้ความสามารถในการเรียนของนักเรียนสองภาษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วย KWL Plus สูงกว่านักเรียนสองภาษาที่เรียนด้วยการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05คำสำคัญ: การสอนด้วย KWL Plus   วิชาภาษาไทย  การรับรู้ความสามารถในการเรียน  นักเรียนสองภาษ

    การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบบูรณาการโดยการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

    No full text
    การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบบูรณาการโดยการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์เพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และประเมินผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือระยะที่ 1 การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน โดยการศึกษา วิเคราะห์และสังเคราะห์จากเอกสารที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 2 การตรวจสอบคุณภาพรูปแบบการเรียนการสอนโดยการทดลองสอนเบื้องต้น 2 ครั้งๆ ละ 1 ห้องเรียน กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดพรหมโลก และโรงเรียนบ้านคลองแคว จังหวัดนครศรีธรรมราช ระยะที่ 3 การประเมินผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 44 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบทดสอบการคิดวิเคราะห์และแบบทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น มี 4 องค์ประกอบ คือ (1) หลักการ ประกอบด้วย การเรียนรู้แบบองค์รวม การส่งเสริมการคิดหรือกระตุ้นให้ใช้ความคิด การเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำ การทำงานกลุ่ม และการนำเสนอผลงาน (2) วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (3) กระบวนการของรูปแบบการเรียนการสอนประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือ การพัฒนาขอบเขตเนื้อหา และสร้างหน่วยบูรณาการ กับ การปฏิบัติการสอนซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ ขั้นจุดประกายความสนใจ  ขั้นสำรวจตรวจสอบ  ขั้นขยายความคิด  ขั้นนำสู่การปฏิบัติ และขั้นสรุปและประเมิน (4) การวัดและประเมินผล ประกอบด้วยการวัดและประเมินผลระหว่างการจัดการเรียนรู้ และ การวัดและประเมินผลหลังการจัดการเรียนรู้ 2) ผลการประเมินผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยการคิดวิเคราะห์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01คำสำคัญ: รูปแบบการเรียนการสอนแบบบูรณาการ คอนสตรัคติวิสต์ การคิดวิเคราะห์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ประถมศึกษ

    ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีที่มารับบริการในคลินิกวัยทองของโรงพยาบาลในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

    No full text
     มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่พบเป็นอันดับสองของการเจ็บป่วยมะเร็งในสตรีไทยและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี แม้ว่าการตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำจะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งเต้านมในระยะรุนแรงได้ แต่พบว่าพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรียังอยู่ในระดับต่ำ การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงบรรยาย เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองในสตรีที่มารับบริการในคลินิก วัยทอง ของโรงพยาบาลศูนย์ยะลา โรงพยาบาลปัตตานี และโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ จำนวน 300 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามการรับรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมและการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง และพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง นำผลมาวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบขั้นตอน จากผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมและการตรวจเต้านมด้วยตนเองโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ พฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีวัยทองโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองคือ การรับรู้ประโยชน์ของการตรวจเต้านมด้วยตนเอง และสื่อวิทยุ/โทรทัศน์ โดยสามารถทำนายพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของกลุ่มตัวอย่างได้ร้อยละ 20.4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คณะผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่า บุคลากรทีมสุขภาพที่ให้บริการในคลินิกวัยทองของโรงพยาบาลในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรมีความตระหนักและเอาใจใส่เกี่ยวกับการให้ความรู้ในการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีวัยทอง โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านประโยชน์ของการตรวจเต้านมด้วยตนเอง และช่องทางในการกระตุ้นให้มีการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอทางวิทยุ/โทรทัศน์ อันเป็นสื่อที่ชัดเจนและเข้าถึงประชาชนได้ง่าย ทำให้สตรีวัยทองสามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ในระยะแรกเริ่ม ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งเต้านม ในระยะลุกลามหรือรุนแรงได้คำสำคัญ : การตรวจเต้านมด้วยตนเอง สตรีวัยทอ

    41

    full texts

    351

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇