Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
Not a member yet
351 research outputs found
Sort by
หลักและวิธีการในการพิชิตใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
มนุษย์ทุกคน คงเห็นพ้องต้องกันว่า การตลาดในยุคปัจจุบันนับตั้งแต่โลกได้ก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา การแข่งขันเพื่อแย่งชิงลูกค้า การแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาด หรือผู้นำทางการตลาด ต่างมีความเข้มข้นและรุนแรงมากขึ้น เหตุผลสำคัญ ประการหนึ่งคือ ผู้ประกอบการธุรกิจในยุคปัจจุบัน สามารถผลิตสินค้าและบริการที่มีประสิทธิภาพได้เพิ่มขึ้น เพราะใช้เทคโนโลยีทางด้านการผลิตที่ทันสมัย และมีสมรรถภาพสูงกว่าในอดีต ประกอบกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทำให้สินค้าและบริการที่ผลิตออกมามีจำนวนมากเกินกว่าความต้องการของตลาดในปัจจุบันเกือบทุกอุตสาหกรรม ดังนั้น หากต้องการเอาชนะใจหรือพิชิตใจลูกค้าให้ได้ผลสัมฤทธิ์ที่ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องมีกลเม็ดหรือกลยุทธ์ที่แตกต่างจากคู่แข่งขัน รวมทั้งคิดค้นรูปแบบใหม่ ๆ ในการนำเสนอสินค้าออกสู่ตลาด เพื่อให้ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างยั่งยืน ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจส่วนใหญ่มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นก็คือ การชนะใจลูกค้าและชนะคู่แข่งขัน คำสำคัญ : หลักและวิธีการ การพิชิตใจลูกค้า กลุ่มเป้าหมา
การพัฒนารูปแบบหลักสูตรรายวิชาการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบหลักสูตรรายวิชาการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) ทดลองใช้รูปแบบหลักสูตรรายวิชาการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และ 3) ประเมินคุณภาพรูปแบบหลักสูตรรายวิชาการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย การดำเนินงานวิจัยมีดังนี้ ขั้นที่ 1 การพัฒนารูปแบบหลักสูตรรายวิชาการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ โดยการสังเคราะห์รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของนักพัฒนาหลักสูตรชาวไทยและชาวต่างประเทศ ขั้นที่ 2 การทดลองใช้รูปแบบหลักสูตร กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา จังหวัดสงขลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 31 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา และ 4) แบบวัดความสามารถในการนำเที่ยว ประกอบด้วย ด้านกระบวนการจัดการนำเที่ยวและด้านความสามารถในการนำชมสถานที่ท่องเที่ยว ขั้นที่ 3 การประเมินคุณภาพรูปแบบหลักสูตร กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จังหวัดสงขลา จำนวน 10 คน คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 3 คน และผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา จำนวน 4 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินความเหมาะสมของหลักสูตร โดยนำผลการทดลองใช้หลักสูตรกับนักเรียน และจากการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำหลักสูตรไปใช้ในสถานการณ์จริง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า 1) รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรรายวิชาการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ประกอบด้วย 7 ขั้น คือ (1) การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน (2) การออกแบบหลักสูตร (3) การสร้างเอกสารประกอบหลักสูตร (4) การศึกษานำร่อง (5) การทดลองใช้หลักสูตร (6) การประเมินหลักสูตร และ (7) การปรับปรุงและแก้ไขหลักสูตร โดยองค์ประกอบของรูปแบบหลักสูตรรายวิชาการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ประกอบด้วย จุดมุ่งหมาย เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล 2) ผลการทดลองใช้รูปแบบหลักสูตรรายวิชา การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ พบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนทุกคนมีคะแนนการสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนอยู่ในระดับร้อยละ 60 ขึ้นไป (2) ความสามารถในการแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) ความสามารถในการนำเที่ยว ประกอบด้วย ด้านกระบวนการจัดการนำเที่ยวอยู่ในระดับดี และระดับดีมาก ด้านความสามารถในการนำชมสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ในระดับดี และดีมาก 3) ผลการประเมินคุณภาพรูปแบบหลักสูตร พบว่า หลักสูตรรายวิชาการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์มีความเหมาะสม และความเป็นไปได้ใน การนำไปใช้ในสถานการณ์จริง มีคุณภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดคำสำคัญ : รูปแบบหลักสูตร รายวิชาการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ มัธยมศึกษาตอนปลา
ความสัมพันธ์ระหว่าง กลุ่มอาการ การจัดการตนเอง ค่านิยมด้านสุขภาพ ความเข้มแข็งในการมองโลก และคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่ได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง กลุ่มอาการ การจัดการตนเอง ค่านิยมด้านสุขภาพ ความเข้มแข็งในการมองโลก กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่ได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้แนวคิดคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของ Wilson & Cleary (1995) กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่ได้รับการขยายหลอดเลือดที่เข้ารับการตรวจรักษาในแผนกผู้ป่วยนอกคลินิกโรคหัวใจและหลอดเลือดโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โรงพยาบาลตำรวจ และคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล จำนวน 126 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินกลุ่มอาการ แบบประเมินการจัดการตนเอง แบบประเมินค่านิยมด้านสุขภาพ แบบประเมินความเข้มแข็งในการมองโลก และแบบประเมินคุณภาพชีวิต SF-36 ฉบับภาษาไทย ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และหาค่าความเที่ยงจากแบบประเมินได้เท่ากับ .89, .81, .72, .83 และ .93 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า 1) คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่ได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจในเขตกรุงเทพมหานครอยู่ในระดับดี (X=562.87, SD = 152.27) 2) กลุ่มอาการ และการจัดการตนเอง มีความสัมพันธ์ทางลบกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่ได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจในเขตกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r= -.65, r= -.31) 3) ค่านิยมด้านสุขภาพ และความเข้มแข็งในการมองโลกมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่ได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจในเขตกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r=.25, และ .47) ตามลำดับคำสำคัญ : การจัดการตนเอง ความเข้มแข็งในการมองโลก คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่ได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใ
สภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ และปัญหาการปลูกอ้อยของเกษตรกรในอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี
การวิจัย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา สภาพทั่วไปทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกร พันธุ์อ้อย และการปลูกอ้อยของเกษตรกร และปัญหาข้อเสนอแนะในการปลูกอ้อยของเกษตรกรในอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ประชากรในการวิจัย คือ เกษตรกรชาวไร่อ้อยอำเภออู่ทอง จำนวน 3,572 คน สุ่มกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 360 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสัมภาษณ์ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า (1) เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 50.9 ปี จบการศึกษา ม.3 หรือ ป.6 มีประสบการณ์ในการปลูกอ้อยเฉลี่ย 21.9 ปี ส่วนใหญ่เป็นลูกค้า ธกส. มีอาชีพหลักทำไร่อ้อย อาชีพรองทำนา ส่วนใหญ่ไม่มีตำแหน่งทางปกครอง มีเครื่องจักรกลในการปลูกอ้อย มีพื้นที่ทำการเกษตรเฉลี่ย 236.39 ไร่ ใช้แรงงานเฉลี่ย 24.28 คน ส่วนใหญ่ใช้ทุนตัวเอง และกู้เงิน ธกส. (2) การปลูกอ้อยของเกษตรกรในอำเภออู่ทอง ส่วนใหญ่ ไถดะ ชักร่องเดี่ยว ระยะห่างระหว่างร่อง 1.5 เมตร การให้ปุ๋ยใช้แรงงานคน และใช้ปุ๋ยเคมีทั้งรองพื้นและแต่งหน้า การปลูกอ้อยใช้แรงงานคน ปลูกอ้อยโดยวางลำเดี่ยว การให้น้ำส่วนใหญ่ยังคงอาศัยน้ำฝน การกำจัดวัชพืช และการเก็บเกี่ยวใช้แรงงานคน ในการตัดและขึ้นรถบรรทุกหลังการเก็บเกี่ยวใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชด้วยแรงงานคน ศัตรูอ้อยที่พบส่วนใหญ่เป็นหนอนกอ (3) นิยมปลูกโดยใช้พันธุ์ LK 92-11 (4) ภัยธรรมชาติ ส่วนใหญ่เกิดจากฝนแล้ง ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาผลผลิตมากที่สุด คือ นโยบายของรัฐ ด้านต้นทุนการผลิตคือ น้ำมัน การบริหารจัดการไร่ยังขาดทักษะความชำนาญในการปลูกอ้อย มีปัญหาเงินทุนไม่เพียงพอ และเกษตรกรต้องการให้รัฐบาลประกาศราคาอ้อยขั้นต้นก่อนตัดล่วงหน้า 6-7 เดือน คำสำคัญ : ปัญหาการปลูกอ้อย อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุร
วิเคราะห์ผลการสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตและความพึงพอใจของนักศึกษา มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ปีการศึกษา 2553-2555
การวิเคราะห์ผลการสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตและการสำรวจความพึงพอใจของนักศึกษา มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ปีการศึกษา 2553-2555 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ วิธีการศึกษาเป็นการทบทวนงานวิจัยและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ผลการสำรวจ พบว่า ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตต่อบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี ในปีการศึกษา 2553 - 2555 ในภาพรวมอยู่ในระดับดี (x= 4.13) ในรายด้าน พึงพอใจด้านคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (x= 4.48) รองลงมาคือด้านความรู้ความสามารถพื้นฐานที่ส่งผลต่อการทำงาน (x= 3.99) และด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ (x= 3.94) ตามลำดับ ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีภาคปกติและภาคพิเศษหรือภาคนอกเวลาราชการ ปีการศึกษา 2553 - 2555 พบว่า มีความพึงพอใจ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x= 3.80) ในรายด้าน พึงพอใจด้านการจัดการเรียนการสอนสูงสุด (x= 3.89) รองลงมาคือ ด้านการให้บริการ (x= 3.72) ผลการสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตและนักศึกษาดังกล่าว สามารถนำไปเป็นข้อมูลในการพัฒนาคุณภาพของการผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บัณฑิตต่อไปคำสำคัญ : ความพึงพอใจ ผู้ใช้บัณฑิต มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร
ปัญหาและความต้องการบริการให้การปรึกษาของนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและความต้องการด้านบริการคำปรึกษาของนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาลหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตและนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (ต่อเนื่อง 2 ปี) จำนวน 403 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย คือ แบบสอบถามสภาพปัญหาและความต้องการบริการให้การปรึกษา ของนักศึกษา ด้านวิชาการ ด้านส่วนตัว ด้านสังคม ด้านจริยธรรม หาความเที่ยงของเครื่องมือโดยวิธีครอนบาคแอลฟา ได้ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ เท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต มีปัญหาการเรียนภาคทฤษฏีเป็นลำดับแรก รองลงมาคือ ปัญหาในการสอบรายวิชา และปัญหาการเงิน ส่วนนักศึกษาหลักสูตร พยาบาลศาสตรบัณฑิต (ต่อเนื่อง 2 ปี) มีปัญหาการเรียนภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติมากเป็นลำดับแรกเท่ากันรองลงมาคือ ปัญหาการเงิน และปัญหาในการสอบรายวิชานอกจากนี้ พบว่า นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต มีความต้องการบริการให้การปรึกษา ด้านวิชาการ ด้านส่วนตัว ด้านสังคม และด้านจริยธรรม อยู่ในระดับมาก ส่วนนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (ต่อเนื่อง 2 ปี) มีความต้องการบริการให้การปรึกษา ด้านวิชาการ ด้านส่วนตัวและด้านจริยธรรม อยู่ในระดับมาก และด้านสังคมอยู่ในระดับปานกลาง การศึกษาครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ในการจัดบริการให้การปรึกษาให้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของนักศึกษาอย่างแท้จริง เพื่อพัฒนาให้นักศึกษาเป็นบัณฑิตที่พึงประสงค์ของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ต่อไปคำสำคัญ: ความต้องการ บริการให้การปรึกษา นักศึกษาพยาบา
การฉีดยากลุ่มเฮพารินที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำเข้าชั้นใต้ผิวหนัง : ประสบการณ์ทางการพยาบาล
ยากลุ่มเฮพารินที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำ (low molecular weight heparin; LMWH) มีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือภาวะเลือดออก โดยเฉพาะการเกิดจ้ำเลือด/ก้อนเลือดในตำแหน่งที่ฉีดยา นำมาซึ่งความเจ็บปวดไม่สุขสบายของผู้ป่วย บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณสมบัติ อาการข้างเคียง วิธีบริหารยา และบทบาทของพยาบาลในการบริหารยากลุ่ม LMWH ให้มีประสิทธิภาพ โดยมีเนื้อหาครอบคลุมทั้งคุณสมบัติ อาการข้างเคียง วิธีบริหารยา และบทบาทของพยาบาล รวมทั้งนำเสนอผลการปฏิบัติการพยาบาลตามกรณีศึกษาคำสำคัญ : ฉีดยาชั้นใต้ผิวหนัง ยากลุ่มเฮพารินที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่
ความต้องการฝึกอบรมวิชาชีพด้านการเกษตรของประชาชน ตำบลตันหยงลิมอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลทั่วไปของประชาชนและความต้องการเข้ารับการฝึกอบรมวิชาชีพด้านการเกษตร 2) ศึกษาหลักสูตรฝึกอบรมวิชาชีพด้านการเกษตรที่ต้องการเข้ารับการฝึกอบรมและปัจจัยสนับสนุนเพื่อการพัฒนาอาชีพ และ 3) หาแนวทางพัฒนาคุณภาพประชาชน เสริมสร้างความรู้ทักษะวิชาชีพ และเพิ่มรายได้ครอบครัว รวมถึงการยกระดับชุมชนให้พัฒนาอย่างมั่นคงยั่งยืน และอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข โดยใช้แบบสอบถามหลักสูตรฝึกอบรมวิชาชีพด้านการเกษตร มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.86 และกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลตันหยงลิมอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส พ.ศ. 2554 จำนวน 331 คน ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชายมีอายุเฉลี่ย 38.4 ปี สถานภาพสมรส และสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา เป็นเกษตรกร โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 2,500-5,000 บาท และเป็นสมาชิกในครอบครัวที่มีจำนวน 3-5 คน และมีสมาชิกในวัยทำงาน (18-60 ปี) จำนวน 3-4 คน มีความต้องการรับการฝึกอบรมวิชาชีพด้านการเกษตร โดยมีความสนใจหลักสูตรการทำนามากที่สุด รองลงมาคือการเลี้ยงไก่พื้นเมือง การปลูกผักเพื่อการค้ากับการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การเลี้ยงแพะกับการเลี้ยงโคเนื้อ การทำขนม (เบเกอรี่) และการติดตายางพารา ซึ่งในภาพรวมมีความต้องการปัจจัยสนับสนุนเพื่อการพัฒนาอาชีพระดับปานกลาง โดยต้องการพื้นที่ทำกิน/แหล่งงานและทุนสนับสนุนเริ่มต้นในระดับมาก และมีความต้องการวัสดุอุปกรณ์พื้นฐานกับเครื่องจักรกลในระดับปานกลาง นอกจากนี้ยังเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ต้องการพื้นที่ประมาณ 2-3 ไร่ ต่อครัวเรือนเพื่อทำกินและเลี้ยงสัตว์ ช่วยเหลือด้านการตลาด และมีการจัดอบรมอาชีพ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย พบว่า ควรมีการศึกษารูปแบบหลักสูตรที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการต่อการเรียนรู้ของชุมชนอย่างแท้จริง และประชาชนในพื้นที่ควรมีบทบาทมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ และกำหนดทิศทางการพัฒนาอาชีพ การใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การมองหาพื้นที่ใหม่ โดยการจัดกลุ่มคน ระดมทุน และดำเนินกิจกรรมหลายๆ ด้านให้มีประสิทธิภาพ สร้างรายได้ต่อครอบครัวที่เพียงพอกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมทั้งเร่งเสริมสร้างความสงบสุขในพื้นที่ เพื่อให้กลไกการผลิตและการตลาดเกิดขึ้นอย่างเต็มที่ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน และมีการพัฒนาอย่างมั่นคงยั่งยืนสืบไปคำสำคัญ : ความต้องการ ฝึกอบรมวิชาชีพ ด้านการเกษต
ความต้องการส่งเสริมอาชีพของเกษตรกรตำบลบางขุนทอง อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับ ข้อมูลพื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจ สภาพการประกอบอาชีพ ความต้องการส่งเสริมอาชีพและปัญหาและข้อเสนอแนะการส่งเสริมอาชีพของเกษตรกรในตำบลบางขุนทอง อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษา คือ เกษตรกรในตำบลบางขุนทอง จำนวน 287 ครัวเรือน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ด้วยตนเอง ผลการวิจัยพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 41-50 ปี ได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษาตอนปลาย ปีที่ 4-6 นับถือศาสนาพุทธ เป็นสมาชิกกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ มีรายได้ภาคการเกษตรเฉลี่ย 73,700.41 บาทต่อปี มีรายได้นอกภาคการเกษตรเฉลี่ย 67,311 บาทต่อปี มีรายได้รวมเฉลี่ย 141,011.40 บาทต่อปี มีรายจ่ายในครัวเรือนเฉลี่ย 120,668.06 บาทต่อปี มีหนี้สินเฉลี่ย 22,418.12 บาทต่อปี แหล่งเงินทุนที่ใช้ในการประกอบอาชีพ กู้ยืมจากกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ การประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรม ได้แก่ การปลูกพืช เกษตรกรส่วนใหญ่มีการปลูกข้าวเพื่อการบริโภค พันธุ์ที่นิยมปลูก คือพันธุ์ข้าวหอมกระดังงา ด้านปศุสัตว์พบว่า เกษตรกรมีการเลี้ยงโคเพื่อจำหน่าย พันธุ์ที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงคือพันธุ์พื้นเมือง ด้านประมงพบว่า เกษตรกรมีการเลี้ยงและหาปลาช่อนจากแหล่งธรรมชาติเพื่อการบริโภคในครัวเรือน การประกอบอาชีพนอกภาคเกษตรกรรม ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพแรงงานหรือรับจ้าง ความต้องการส่งเสริมอาชีพของเกษตรกรโดยภาพรวมต้องการให้มีการส่งเสริมการทำการเกษตรอยู่ในระดับมาก ได้แก่ การปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์และการทำประมง ส่วนการได้รับความรู้ข้อมูลของเกษตรกรจากวิธีการส่งเสริมต่างๆในปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง และเกษตรกรมีความต้องการที่จะได้รับข้อมูลความรู้จากวิธีการส่งเสริมต่างๆอยู่ในระดับมาก สำหรับปัญหาในการประกอบอาชีพของเกษตรกร โดยภาพรวมแล้วมีปัญหาในระดับปานกลาง ส่วนข้อเสนอแนะของเกษตรกรเกี่ยวกับความต้องการส่งเสริมอาชีพในด้านองค์ความรู้ ต้องการความรู้ด้านการเกษตรและต้องการไปดูงานนอกสถานที่ และควรมีวิทยากรมาฝึกอบรมให้ความรู้กับเกษตรกรที่ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องเกี่ยวกับการส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกรในชุมชน ด้านเงินทุนและเครื่องมือขอสนับสนุนรถไถนาขนาดใหญ่ไว้ใช้ประจำหมู่บ้านและควรมีการส่งเสริมด้านเงินทุน ส่วนด้านการตลาด ต้องการให้หาตลาดรองรับผลผลิตทางการเกษตรเพื่อจะได้ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางอีกต่อไปคำสำคัญ : ความต้องการ ส่งเสริมอาชีพ เกษตรกร จังหวัดนราธิวา
ผลของการเสริมกวาวเครือขาวในอาหารร่วมกับ PMSG และ HCG ต่ออัตราการเป็นสัด และอัตราการผสมติดในแพะสาวพันธุ์พื้นเมืองไทย
แพะสาวพันธุ์พื้นเมืองไทย อายุ 4-6 เดือนน้ำหนักเฉลี่ย 10-12 กิโลกรัม จำนวน 24 ตัว แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 8 ตัว กลุ่มที่ 1 กลุ่มควบคุม กลุ่มที่ 2 และ 3 ให้กวาวเครือขาว 15 และ 30 กรัม/ตัว/วัน นาน 15 วัน ร่วมกับการฉีดฮอร์โมน Pregnant Mare Serum Gonadotropin (PMSG) ขนาด 400 IU และ Human Chorionic Gonadotropin (HCG) 200 IU ในโปรแกรมการเหนี่ยวนำการเป็นสัด ผลการทดลองพบว่า แพะกลุ่มที่ 2 และ 3 มีอัตราการเป็นสัดเท่ากับ 75 และ 75% ตามลำดับ สูงกว่ากลุ่มควบคุม (25%) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) และพบการเป็นสัดของแพะกลุ่มที่ 3 ในวันที่ 1 ส่วนกลุ่มที่ 2 และ 3 พบในวันที่ 2 และ 5 ตามลำดับ หลังสิ้นสุดการเหนี่ยวนำการเป็นสัดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ระยะเวลาการเป็นสัดของแพะ กลุ่มที่ 3 นานกว่ากลุ่มที่ 2 และกลุ่มควบคุม (78±34.00, 38±4.00 และ36±12.00 ชั่วโมง ตามลำดับ) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) อัตราการผสมติดของแพะกลุ่มที่ 3 สูงกว่ากลุ่มควบคุมและกลุ่มที่ 3 (83.33, 50.00 และ 33.00 % ตามลำดับ) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) อัตราการกลับสัดหลังผสมของแพะกลุ่มที่ 2 ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมและกลุ่มที่ 3 (16.66, 50.00 และ 66.00% ตามลำดับ) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ (P<0.05) อัตราการคลอดลูกแฝดของแพะกลุ่มที่ 2 และ 3 ไม่แตกต่างกัน (P>0.05) แต่สูงกว่ากลุ่มควบคุม (P<0.05) (80.00, 50.00 และ 0.00% ตามลำดับ) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) จากการทดลอง พบว่าแพะที่ได้รับกวาวเครือขาว 15 กรัม/ตัว/วัน มีอัตราการเป็นสัด วันที่พบการเป็นสัดหลังจากสิ้นสุดโปรแกรมการเหนี่ยวนำ ระยะเวลาของการเป็นสัด อัตราการผสมติด และอัตราการคลอดลูกแฝด มีแนวโน้มดีที่สุดคำสำคัญ : กวาวเครือขาว อัตราการเป็นสัด อัตราการผสมติด แพะพันธุ์พื้นเมืองไท