Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
Not a member yet
    351 research outputs found

    การศึกษาสาเหตุและแนวทางการป้องกันการกลับเป็นซ้ำของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านปิเหล็งที่ประสบเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

    Full text link
    การวิจัยนี้เพื่อศึกษาสาเหตุและหาแนวทางการป้องกันการกลับเป็นซ้ำของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านปิเหล็งที่ประสบเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านปิเหล็ง 5 ราย ญาติ/ผู้ดูแล 5 ราย ผู้นำชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 12 ราย โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและการบันทึกภาคสนาม ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือด้านความตรงเชิงเนื้อหา จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ตรวจสอบข้อมูลด้วยวิธีการตรวจสอบสามเส้า ผลการวิจัย พบว่า สาเหตุการกลับเป็นซ้ำ 1) ผู้ป่วยขาดความรู้เกี่ยวกับโรค ยาจิตเวช และสถานบริการด้านสุขภาพจิต 2) ขาดความตระหนักในการรับประทานยา 3) การใช้สารเสพติด 4) ความเครียดของผู้ป่วย 5) ญาติหวาดกลัว เบื่อหน่าย ท้อแท้ ในการดูแล 6) สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ แนวทางการป้องกันการกลับเป็นซ้ำ คือ 1) ให้ความรู้ที่ครอบคลุม ได้แก่ สาเหตุ อาการ วิธีการรักษา ยาและผลข้างเคียง การสังเกตอาการกำเริบ สถานพยาบาลที่รักษา และควรให้ข้อมูลเป็นรายกรณี 2) สร้างความตระหนักในการรักษาอย่างต่อเนื่อง 3) ลด ละ เลิกสารเสพติด 4) จัดการอารมณ์ให้เป็น 5) ชุมชนร่วมดูแลอย่างกัลยาณมิตร 6) ไม่สร้างตราบาปให้กัน ดังนั้นในการพัฒนางาน จิตเวชชุมชน เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่ประสบเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรให้ผู้ป่วย ครอบครัว และชุมชนร่วมค้นหาสาเหตุและมีส่วนร่วมในการป้องกันการกลับเป็นซ้ำที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน คำสำคัญ : สาเหตุและการป้องกันกลับเป็นซ้ำ ผู้ป่วยจิตเภท โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านปิเหล็ง เหตุการณ์ความไม่ สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต

    ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านการบริหารงานวิชาการกับคุณภาพการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1

    Full text link
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา 2) คุณภาพการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านการบริหารงานวิชาการกับคุณภาพงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูวิชาการ และครูผู้สอนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ที่ปฏิบัติงานในปีการศึกษา 2556 จำนวน 249 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า ได้ค่าสัมประสิทธิ์ของครอนบาค (Cronbach) เท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าสถิติพื้นฐาน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า        สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน  ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 โดยภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าปัจจัยด้านผู้บริหาร ด้านครูผู้สอน ด้านอาคารสถานที่ ด้านงบประมาณ และด้านชุมชน ทุกด้านมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 2) คุณภาพการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 โดยภาพรวมมีคุณภาพในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านการวัดผลประเมินผล ด้านการนิเทศติดตามผล ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านหลักสูตร และด้านการวิจัยการเรียนรู้ มีคุณภาพการบริหารอยู่ในระดับมาก 3) ปัจจัยการบริหารงานวิชาการทุกปัจจัยมีความสัมพันธ์กับคุณภาพการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คำสำคัญ : ความสัมพันธ์ คุณภาพการบริหารงานวิชาการ ปัจจัยการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษ

    ความคาดหวังของผู้ปกครองต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดเทศบาลตำบลพรหมคีรี อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช

    Full text link
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความคาดหวังของผู้ปกครองต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความคาดหวังของผู้ปกครองต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดเทศบาลตำบลพรหมคีรี อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช จำแนกตาม อายุ อาชีพ และระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปกครองของนักเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดเทศบาลตำบลพรหมคีรี อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ปีการศึกษา 2556 จำนวนทั้งสิ้น 73 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามความคาดหวังของผู้ปกครองต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก มีค่าความเชื่อมั่น = .95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า F-test (One – Way ANOVA) ทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มเป็นรายคู่โดยใช้วิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe’ Test)  ผลการวิจัย พบว่า 1) ความคาดหวังของผู้ปกครองต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดเทศบาลตำบลพรหมคีรี อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยรวม มีระดับความคาดหวังอยู่ในระดับมาก 2) ผู้ปกครองเด็กเล็กที่มีอายุ อาชีพ ต่างกัน มีความคาดหวังต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดเทศบาลตำบลพรหมคีรี อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผู้ปกครองเด็กเล็กที่มีระดับการศึกษา ต่างกัน มีความคาดหวังต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดเทศบาลตำบลพรหมคีรี อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยรวมไม่แตกต่างกัน  คำสำคัญ : การจัดประสบการณ์การเรียนรู้  ความคาดหวัง  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็

    การประเมินการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส

    Full text link
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต สำหรับใช้เป็นแนวทางการตัดสินใจและปรับปรุงการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารและหัวหน้ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จำนวน 12 คน ครูผู้สอนจำนวน 139 คน นักเรียนจำนวน 625 คน และผู้ปกครอง จำนวน 625 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอนเครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ จำนวน 1 ฉบับ และแบบสอบถาม จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ แบบสอบถามสำหรับนักเรียนมีความเชื่อมั่น 0.94, สำหรับผู้ปกครองมีความเชื่อมั่น 0.80 และสำหรับครูมีความเชื่อมั่น 0.80 ตามลำดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย 1) ด้านบริบท พบว่า โรงเรียนมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ผ่านเกณฑ์ความเหมาะสมในระดับมากที่สุด 2) ด้านปัจจัยนำเข้า พบว่า โครงสร้างของกิจกรรมมีการจัดกิจกรรม สาระสำคัญของกิจกรรม คุณสมบัติของครูผู้สอน สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ ผ่านเกณฑ์ความเหมาะสมในระดับมาก 3).ด้านกระบวนการ พบว่า การดำเนินการจัดกิจกรรม การวัดและประเมินผล ผ่านเกณฑ์ความเหมาะสมในระดับมาก 4) ด้านผลผลิต พบว่า ทั้ง 5 สมรรถนะสำคัญของนักเรียน ได้แก่ สมรรถนะที่ 1 ความสามารถในการสื่อสาร สมรรถนะที่ 2 ความสามารถในการคิด สมรรถนะที่ 3 ความสามารถในการแก้ปัญหา สมรรถนะที่ 4 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และสมรรถนะที่ 5 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ผ่านเกณฑ์ความเหมาะสมในระดับมากที่สุด คำสำคัญ : การประเมินการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนระดับมัธยมศึกษ

    การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3

    Full text link
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารของสถานศึกษา และ 2) เปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 152 คน และครู จำนวน 313 คน รวมทั้งสิ้น 465 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารของสถานศึกษาฯ ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของ    ครอนบาค เท่ากับ 0.72 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่า t-test ผลการศึกษา พบว่า 1) สภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสถานศึกษาโดยภาพรวม อยู่ในระดับมากและเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมากที่สุด คือ ด้านการบริหารงานบุคคล อยู่ในระดับมาก รองลงมา คือ ด้านการบริหารงบประมาณและด้านการบริหารงานวิชาการ อยู่ในระดับมาก น้อยที่สุด คือ ด้านการบริหารทั่วไป อยู่ในระดับมาก 2) ปัญหาในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสถานศึกษา พบว่า ปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมากที่สุด คือ ด้านการบริหารทั่วไป อยู่ในระดับน้อย  รองลงมา  คือ  ด้านการบริหารงานบุคคลและด้านการบริหารงานวิชาการ อยู่ในระดับน้อย น้อยที่สุดคือ ด้านการบริหารงบประมาณ อยู่ในระดับน้อย 3) ผลการเปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 จำแนกตามสถานภาพของบุคลากรโดยภาพรวมพบว่าไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการบริหารงบประมาณและด้านการบริหารบุคคลมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05คำสำคัญ : การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การบริหารของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษ

    บทบรรณาธิการ

    No full text

    การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่น เรื่อง พืชภูมิปัญญา ที่ใช้กระบวนการสืบค้นทางวิทยาศาสตร์ในการเรียนรู้สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 3 อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส

    Full text link
    การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่น และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพืชภูมิปัญญา 2) พัฒนาหน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่น เรื่อง พืชภูมิปัญญา ที่ใช้กระบวนการสืบค้นทางวิทยาศาสตร์ในการเรียนรู้ ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของการใช้หน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่น ในด้านความรู้ความเข้าใจ เรื่อง พืชภูมิปัญญา มีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้ คือ ขั้นที่ 1 ศึกษารวบรวมข้อมูลพื้นฐานจากาอกสาร ตำรา และการสัมภาษณ์ เพื่อกำหนดเป็นกรอบเนื้อหาหน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่น ขั้นที่ 2 พัฒนาและหาประสิทธิภาพของหน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่น โดยนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในขั้นที่ 1 มาพัฒนาเป็นหน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่น หาคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ และหาประสิทธิภาพโดยนำไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนบ้านบูเก๊ะตาโมง มิตรภาพที่ 148 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 87 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบสุ่มกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม และขั้นที่ 3 ศึกษาประสิทธิผลการใช้หน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่น โดยนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนบ้านเจาะเกาะ ปีการศึกษา 2557 จำนวน 71 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบสุ่มกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม ใช้แบบแผนการทดลองแบบหนึ่งกลุ่มทดสอบก่อน-หลัง สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และการทดสอบทีชนิดไม่อิสระ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 3 แผน และแบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 3 ชุด ผลการศึกษา พบว่า ประเด็นที่สามารถนำมากำหนดเป็นกรอบเนื้อหาหน่วยการเรียนรู้ คือ การปลูกและการขยายพันธุ์ คุณค่าทางอาหาร และการอนุรักษ์ ผลการประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า องค์ประกอบของหน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่นกับเนื้อหามีความสอดคล้องกัน และหน่วยการเรียนรู้มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้ ผลการหาประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.02/83.27 เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ผลการหาประสิทธิผล พบว่า ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ เรื่อง พืชภูมิปัญญา หลังใช้หน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่น สูงกว่าก่อนใช้หน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05คำสำคัญ : กระบวนการสืบค้นทางวิทยาศาสตร์ พืชภูมิปัญญา หน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่

    ข้อเสนอเชิงนโยบายการบริหารและการจัดการการศึกษาตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1

    Full text link
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เสนอนโยบายการบริหารและการจัดการการศึกษาตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 2) ตรวจสอบนโยบายการบริหารและการจัดการการศึกษาตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญจากการเลือกแบบเจาะจง จำนวนทั้งสิ้น 17 คน และแบบสอบถามข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 จำนวน 334 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา โดย ใช้สถิติ การหาค่าฐานนิยม ค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการเสนอนโยบายการบริหารและการจัดการการศึกษาตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 ประกอบด้วย 4 ด้านได้แก่ 1) การปฏิรูปการเรียนการสอน 2) การปฏิรูปหลักสูตร 3) การปฏิรูปวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา และ 4) การปฏิรูประบบบริหารและการจัดการ 2. ผลการตรวจสอบนโยบายการบริหารและการจัดการการศึกษาตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 พบว่า โดยภาพรวมความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างเป็นไปได้ในระดับปานกลาง คำสำคัญ : ข้อเสนอเชิงนโยบาย การปฏิรูปการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต

    อิสรภาพของผู้พิพากษาในระบบกฎหมายอิสลามและกฎหมายไทย

    Full text link
    อิสรภาพของผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาคดีเป็นสิ่งที่ผูกโยงอยู่กับการประสาทความยุติธรรมและการประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน การคุ้มครองความเป็นอิสระของผู้พิพากษาจึงควรต้องบัญญัติไว้ในกฎหมายทุกระบบโดยเฉพาะกฎหมายสูงสุดแห่งรัฐ บทความนี้จึงมุ่งศึกษาเชิงเปรียบเทียบระหว่างความเป็นอิสระของผู้พิพากษาในระบบกฎหมายอิสลามและความเป็นอิสระของผู้พิพากษาในระบบกฎหมายไทย ความเป็นมา ความหมาย อำนาจหน้าที่ของผู้พิพากษา และปัจจัยที่ส่งเสริมให้ผู้พิพากษามีอิสรภาพในการพิจารณาพิพากษาคดีในระบบกฎหมายทั้งสอง พบว่าในระบบกฎหมายอิสลามมีการบัญญัติไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานอันเป็นธรรมนูญสูงสุดแห่งรัฐอิสลาม ในระบบกฎหมายไทยภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีโบราณราชนิติประเพณีที่สืบต่อกันมาว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์ยุติธรรม และภายใต้ระบอบประชาธิปไตยมีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ และมีวิวัฒนาการที่แสดงถึงการคุ้มครองความเป็นอิสระของผู้พิพากษามากขึ้นเป็นลำดับ นับเป็นผลดีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของดะโต๊ะยุติธรรมซึ่งเป็นผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมมีความเป็นอิสระในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีครอบครัวและมรดกมุสลิมตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอิสลามภายใต้โครงสร้างของระบบกฎหมายไทย  คำสำคัญ : อิสรภาพ ผู้พิพากษา กฎหมายอิสลาม กฎหมายไท

    รูปแบบการส่งเสริมเพื่อการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรชาวสวนยางในจังหวัดชายแดนภาคใต้

    No full text
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) รูปแบบ ศักยภาพ และความพึงพอใจในระบบการผลิตเพื่อการพึ่งพาตนเอง 2) ปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบการผลิตเพื่อการพึ่งพาตนเอง 3) รูปแบบการส่งเสริมเพื่อการพึ่งพาตนเอง 4) ปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมเพื่อการพึ่งพาตนเอง 5) แนวทางการพัฒนายุทธศาสตร์ และโครงการในการสนับสนุนการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้วิธีวิจัย Mix Method ประชากรที่ศึกษา ได้แก่ 1) เกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ สัมภาษณ์และบันทึกการสังเกต จำนวน 132 ราย 2) ผู้แทนที่เกี่ยวข้องกับการทำสวนยาง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 27 ราย 3) ผู้แทนที่เกี่ยวข้องกับการทำสวนยางผู้ให้ประเด็นในการจัดเวทีประชุมและสัมมนากลุ่ม จำนวน 30 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ F-test ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบระบบการผลิตเพื่อการพึ่งพาตนเอง เป็นการทำฟาร์มสวนยางพาราร่วมกับการเกษตรอื่นๆ ใน 3 รูปแบบ ได้แก่ ทำฟาร์มสวนยางพาราร่วมกับการเกษตรแบบผสมผสาน ร่วมกับการปลูกพืช และร่วมกับการเลี้ยงสัตว์ ในภาพรวมมีศักยภาพ และความพึงพอใจต่อระบบการผลิตเพื่อการพึ่งพาตนเองในมิติต่างๆ ในระดับปานกลาง 2) ปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบการผลิตเพื่อการพึ่งพาตนเอง โดยพิจารณาในมิติด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ จิตใจ และสังคม พบว่ามีการปฏิบัติอย่างมีความเหมาะสม 3) รูปแบบระบบการส่งเสริมเพื่อการพึ่งพาตนเอง นอกจากใช้รูปแบบส่งเสริมการเกษตรโดยทั่วๆ ไปแล้ว ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ควรดำเนินการส่งเสริมหรือเพิ่มกิจกรรม ได้แก่ ส่งเสริมการเรียนรู้จากแปลงตัวอย่างในท้องถิ่น การรวบรวมผู้รู้ในภูมิสังคม การให้ความรู้และจัดเวทีสนทนาให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ส่งเสริมให้ครบวงจรและเชื่อมโยงเครือข่าย ส่งเสริมการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นสำหรับเยาวชน การให้เกษตรกรมีส่วนร่วมเรียนรู้ การให้ความสำคัญของระบบสวนยางกับการพึ่งพาตนเองทางจิตใจ ความมั่นคงทางอาหาร ความสำคัญต่อสุขภาพ และระบบนิเวศ ด้วยวิธีการส่งเสริมในระดับกลุ่มบุคคล มวลชน และบุคคล 4) ปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมเพื่อการพึ่งพาตนเอง ในด้านการสื่อสารพบว่า ผู้ทำหน้าที่ส่งเสริม ข้อมูลข่าวสาร สื่อหรือช่องทางการสื่อสาร และผู้รับการส่งเสริม อยู่ในระดับปานกลาง และการได้รับข่าวสารในระดับมากจากสื่อกลุ่ม ได้แก่ การฝึกอบรม การสาธิต และการประชุมกลุ่ม จากสื่อมวลชน ได้แก่ นิทรรศการ วิทยุโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง และจากสื่อบุคคล ได้แก่ เจ้าพนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง เพื่อนบ้าน และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมของกรมส่งเสริมการเกษตร 5) แนวทางในการสนับสนุนโดยพัฒนายุทธศาสตร์ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรชาวสวนยาง การส่งเสริมพัฒนาการจำหน่ายผลผลิต การส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนา การส่งเสริมการทำสวนยางร่วมกับกิจกรรมเกษตรอื่นๆ และการพัฒนาคุณภาพชีวิต คำสำคัญ : การส่งเสริมการเกษตร  การพึ่งพาตนเอง เกษตรชาวสวนยาง จังหวัดชายแดนภาคใต

    41

    full texts

    351

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Princess of Naradhiwas University: E-Journals / วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇