Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
    5319 research outputs found

    การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความบทร้อยกรองภาษาไทย ของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการตั้งคำถามแบบ 5W1H

    Full text link
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านจับใจความบทร้อยกรองภาษาไทยของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังการใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการตั้งคำถามแบบ 5W1H กับเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสาธิตแห่งหนี่ง ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 4 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบทดสอบความสามารถด้านการอ่านจับใจความบทร้อยกรองภาษาไทย รูปแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาภาษาไทย เรื่อง นิราศภูเขาทอง โดยการใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการตั้งคำถามแบบ 5W1H จำนวน 5 แผน และ 3) ใบงานประกอบกิจกรรมการเรียนรู้    วิชาภาษาไทย เรื่อง นิราศภูเขาทอง จำนวน 5 ชิ้นงาน การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิตและร้อยละ สำหรับข้อมูลเชิงปริมาณ และการวิเคราะห์เนื้อหา สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัย พบว่า ความสามารถด้านการอ่านจับใจความบทร้อยกรองภาษาไทยของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังการใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการตั้งคำถามแบบ 5W1H สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็

    การบริหารหลักสูตรสถานศึกษาในระดับการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดลำปาง

    Full text link
    การค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา ในระดับการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดลำปาง 2) เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา ในระดับการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดลำปาง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ใช้การเลือกแบบกลุ่มเฉพาะเจาะจง ได้แก่ ครูผู้สอน 70 คน ของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดลำปาง โดยใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา ฯ จำนวน 5 ด้าน สถิติที่ใช้ได้แก่ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยประชากร และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่าสภาพปัญหาการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา ฯ ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (μ = 4.12) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการเตรียมความพร้อม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (μ = 4.38) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการพัฒนาบุคลากร มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (μ = 3.62) โดยผู้ศึกษาเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา ฯ ได้แก่ 1) การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่บุคลากรผ่านการอบรมและประชาสัมพันธ์ 2) สำรวจจำนวนและความต้องการพิเศษของเด็กก่อนวางแผนหลักสูตร 3) พัฒนาความรู้ความสามารถของครูในการนำหลักสูตรไปใช้ออกแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 4) สนับสนุนการจัดทำวิจัยในชั้นเรียน 5) เลือกใช้สื่อการสอนที่เหมาะสม 6) การจัดทำเอกสารประกอบหลักสูตร 7) พัฒนาความรู้ด้านการวัดผลโดยเน้นการประเมินพัฒนาการเด็กแบบอิงสภาพจริง มีการทบทวนเกณฑ์ประเมินอย่างสม่ำเสมอ รวมถึง 8) มีการจัดระบบติดตามนิเทศอย่างต่อเนื่องแบบกัลยาณมิตร และ 9) ส่งเสริมการสรุปผลและวางแผนพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในรอบถัดไปอย่างเป็นรูปธรร

    การประเมินโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการสื่อสารผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตร สาขาวิชาการศึกษาพิเศษ ตามเกณฑ์มาตรฐานการอุดมศึกษา โดยรูปแบบการประเมินของเคิร์กแพทริค

    Full text link
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินด้านปฏิกิริยาและประเมินด้านพฤติกรรมหลังการเข้าร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการสื่อสารผลลัพธ์การเรียนรู้ ระดับหลักสูตร สาขาวิชาการศึกษาพิเศษ ตามเกณฑ์มาตรฐานการอุดมศึกษา โดยรูปแบบการประเมินของเคิร์กแพทริค ประชากรเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการศึกษาพิเศษ จำนวน  25 คน โดยศึกษาจากประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบประเมินด้านปฏิกิริยา และแบบประเมินด้านพฤติกรรม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 และ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) การประเมินด้านปฏิกิริยาหลังการเข้าร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการสื่อสารผลลัพธ์การเรียนรู้ ระดับหลักสูตร สาขาวิชาการศึกษาพิเศษ ตามเกณฑ์มาตรฐานการอุดมศึกษา  นักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาพิเศษ มีความพึงพอใจต่อแผนการดำเนินงานตามโครงการ กิจกรรมความเหมาะสมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วิทยากรมีความรู้ความเข้าใจและความพร้อมในการดำเนินโครงการ และสถานที่ใช้ในการจัดกิจกรรมของโครงการ อยู่ในระดับมากที่สุด และ 2) การประเมินด้านพฤติกรรมหลังการเข้าร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการสื่อสารผลลัพธ์การเรียนรู้ ระดับหลักสูตร สาขาวิชาการศึกษาพิเศษ ตามเกณฑ์มาตรฐานการอุดมศึกษา นักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาพิเศษมีความรู้และความเข้าใจการสร้างแรงบันดาลใจ การแสดงออกถึงบุคลิกภาพของความเป็นครูการศึกษาพิเศษ และ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีมร่วมกับนักสหวิชาชีพ และผู้ปกครอง สัมพันธ์ชุมชน ด้วยกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) อยู่ในระดับมากที่สุ

    MES-Driven Digitalization in Automotive Stamping Industry: A Case Study of Tandem Press Line

    Full text link
    The rapid evolution of smart manufacturing technologies has made Manufacturing Execution Systems (MES) central to improving efficiency, traceability, and quality in discrete manufacturing. This work investigates the end-to-end implementation of an MES solution in a newly established automotive stamping facility featuring a Tandem Press line. The objective is to explore how MES can be embedded from the initial design phase to achieve operational excellence in a green field manufacturing environment. A structured case study methodology was adopted, encompassing tandem press line layout design, MES system selection, infrastructure planning, digital workflow mapping, operator training, and real-time data integration with press automation systems. Performance metrics such as Overall Equipment Effectiveness (OEE), traceability, changeover time, and quality rate were defined during commissioning and monitored for seven months post-deployment. The MES implementation led to early stabilization of production parameters, with an OEE ramp-up from 47.17% in Month 1 (Sep. 2024) to 72.36% by Month 7 (Mar. 2025). Real-time visibility enabled a 37.50% reduction in changeover time and defect rate reduced from by 8.22% to 1.93%. Full digital traceability was achieved across material, machine, and operator layers from the first batch onward. The findings offer a replicable digital blueprint for MES integration in green field projects across the automotive stamping sector and other high-volume manufacturing domains. MES, when integrated from inception, transforms plant commissioning from a sequential execution into a data-driven optimization loop, accelerating productivity, standardization, and digital maturity from Day One

    การพัฒนาโปรแกรมการฝึกการคิดออกแบบเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหา อย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายโดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรวม และการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล

    Full text link
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาโปรแกรมการฝึกการคิดออกแบบเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายโดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรวมและการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล (UDL) และ (2) ศึกษาพัฒนาการของนักเรียนหลังได้รับโปรแกรมดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายแห่งหนึ่งในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 35 คน โดยใช้การวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดี่ยวหลายเส้นฐานข้ามบุคคล (Multiple-Baseline Single-Subject Design Across Individuals) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) โปรแกรมการฝึกการคิดออกแบบ จำนวน 11 คาบ ที่พัฒนาตามกระบวนการ Design thinking เป็นแกนกลางร่วมกับแนวคิดการเรียนรวม (Inclusive education) โดยออกแบบกิจกรรมให้สามารถรองรับผู้เรียนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ผ่านการจัดระดับความช่วยเหลือตามระบบการสนับสนุนแบบหลายระดับ (MTSS) และแนวคิดการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล (Universal design for learning หรือ UDL) เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย และ (2) แบบวัดทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ที่ ผลการวิจัยพบว่า หลังการใช้โปรแกรม นักเรียนทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มปกติ (Tier 1) กลุ่มเสี่ยง (Tier 2) และกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ (Tier 3) มีพัฒนาการด้านทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือซึ่งมีการพัฒนาสูงขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนว่าโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนในห้องเรียนรวมได้อย่างมีประสิทธิภา

    การศึกษาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในการฝึกทักษะการดูแลตนเอง ช่วงมีประจำเดือนโดยใช้เทคนิคการฝึกทักษะเชิงพฤติกรรมสำหรับผู้ดูแลเด็กที่มีภาวะออทิสติก

    Full text link
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในการฝึกทักษะการดูแลตนเองช่วงมีประจำเดือนโดยใช้เทคนิคการฝึกทักษะเชิงพฤติกรรมสำหรับผู้ดูแลเด็กที่มีภาวะ   ออทิสติก กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ 9 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย 1) แบบสอบถามรายการทักษะการดูแลตนเองในช่วงมีประจำเดือนของเด็กที่มีภาวะออทิสติก 2) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในการฝึกทักษะการดูแลตนเอง ในช่วงมีประจำเดือนโดยใช้เทคนิคการฝึกทักษะเชิงพฤติกรรมสำหรับผู้ดูแลเด็กที่มีภาวะออทิสติก 3) แบบประเมินประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในการฝึกทักษะการดูแลตนเองช่วงมีประจำเดือนโดยใช้เทคนิคการฝึกทักษะเชิงพฤติกรรมสำหรับผู้ดูแลเด็กที่มีภาวะออทิสติกและทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย (Mean) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีประสิทธิภาพในระดับสูง โดยด้านเนื้อหาอยู่ในระดับมีประสิทธิภาพมาก ค่าเฉลี่ย 4.28 และด้านการออกแบบกับการใช้งานอยู่ในระดับมีประสิทธิภาพมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.54 ทั้งยังได้รับการประเมินเชิงคุณภาพว่าสอดคล้องกับบริบทของเด็กออทิสติก เหมาะสมต่อการส่งเสริมทักษะการดูแลตนเองและลดความวิตกกังวลของผู้ดูแลได้อย่างมีประสิทธิผล สะท้อนให้เห็นว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เหมาะสมต่อการนำไปใช้ฝึกทักษะการดูแลตนเองช่วงมีประจำเดือนของเด็กที่มีภาวะออทิสติก และสามารถช่วยเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภา

    การพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติก ระดับปฐมวัย โดยใช้เทคนิคการฝึกการสื่อสารให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบท

    Full text link
    การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกในระดับปฐมวัย โดยใช้แนวคิดการฝึกการสื่อสารให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบท กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย คือ เด็กชาย อายุ 5 ปี จำนวน 1 คน มีพัฒนาการด้านทักษะทางสังคมและทักษะการสื่อสารล่าช้า ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นภาวะออทิสติก และมีพัฒนาการด้านการสื่อสารอยู่ในระดับอายุ 2 ปี 11 เดือน เด็กมีข้อจำกัดในการเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่นมีความยากลำบากในการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อน ไม่สามารถสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ และมักแสดงพฤติกรรมที่เป็นปัญหา คือ การผลักเพื่อน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการสนับสนุนพฤติกรรมเชิงบวก จำนวน 4 แผน และแบบประเมินทักษะทางสังคม โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการผ่านการสังเกตพฤติกรรมของเด็กระหว่างการจัดกิจกรรมสอนทักษะทางสังคมและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ร้อยละ ความถี่ การแจกแจงความถี่ ผลการวิจัยพบว่า การฝึกการสื่อสารให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทสามารถพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกในระดับปฐมวัยได้สูงขึ้

    Computational Analysis of FDA-Approved Drugs for Potential Repurposing in Alzheimer's Disease: Targeting mTOR and NGFR Pathways

    Full text link
    Alzheimer's disease (AD) remains a significant unmet medical challenge. This study investigates the repurposing of FDA-approved drugs for AD using computational methods. From 4,046 screened drugs, 341 candidates were retained based on pharmacokinetic criteria, including blood–brain barrier permeability and gastrointestinal absorption. Molecular docking identified nandrolone phenylpropionate, atovaquone, and cholecalciferol as top candidates for mTOR, and nandrolone phenylpropionate, ethynodiol diacetate, and drospirenone for p75 neurotrophin receptor (p75NTR). Molecular dynamics simulations assessed the stability of these protein-ligand complexes, revealing that atovaquone and ethynodiol diacetate exhibited the highest stability with mTOR and p75NTR, respectively. Despite the promising binding properties of steroid-based drugs, their systemic side effects necessitate further structural modifications. This study demonstrates the feasibility of drug repurposing for AD and underscores the importance of computational approaches in accelerating the discovery of new therapeutic options

    กายวิภาคศาสตร์ใบและลำต้นของพืชเบียนวงศ์กาฝาก (Loranthaceae) ในจังหวัดอุบลราชธานี

    Full text link
    Leaf and Stem Anatomy of Parasitic Plants within the Loranthaceae Family at Ubon Ratchathani Province   Wirot Kesonbua, Puttisan Suriyon and Preyanuch Lakhunthod   รับบทความ: 7 ตุลาคม 2567; แก้ไขบทความ: 20 มกราคม 2568; ยอมรับตีพิมพ์: 25 มกราคม 2568; ตีพิมพ์ออนไลน์: 4 มิถุนายน 2568   บทคัดย่อ จากการศึกษาลักษณะกายวิภาคศาสตร์ใบและลำต้นของพืชเบียนวงศ์กาฝากบริเวณพื้นที่ป่า เต็งรังในจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 4 ชนิด ได้แก่ Dendrophthoe pentandra (L.) Miq.  Helixanthera parasitica Lour. Macrosolen cochinchinensis (Lour.) Tiegh. และ Scurrula atropurpurea (Blume) Danser โดยวิธีการลอกผิวใบและตัดตามขวางด้วยใบมีดโกนและกรรมวิธีพาราฟิน พบลักษณะทั่วไปของพืชที่ศึกษาคือ เซลล์ในเนื้อเยื่อชั้นผิวใบทั้งสองด้านมีรูปร่างหลายเหลี่ยมหรือรูปร่างไม่แน่นอน ผนังเซลล์เรียบหรือเว้า ปากใบเป็นแบบพาราไซติก พบในเนื้อเยื่อชั้นผิวใบทั้งสองด้าน อยู่ระดับเดียวกับเนื้อเยื่อชั้นผิว บางชนิดมีสารสะสมเป็นเซลล์เม็ดน้ำมันและบางชนิดมีไทรโคมเป็นปุ่มเล็ก ชั้นมีโซฟิลล์ประกอบด้วยเซลล์ที่มีรูปแบบเดียว หรือสองแบบที่มีใบสองหน้าเหมือนกันและใบสองหน้าต่างกัน มัดท่อลำเลียงบริเวณเส้นกลางใบมี 3–6 มัด เนื้อเยื่อชั้นผิวของก้านใบไม่มีไทรโคมหรือมีไทร-โคมแบบหลายเซลล์ ชั้นคอร์เทกซ์เป็นเนื้อเยื่อพาเรงคิมาที่เซลล์มีผนังบาง พบโครงสร้างสารหลั่งกระจายอยู่ทั่วไป มัดท่อลำเลียงบริเวณก้านใบมีจำนวนมัดเดียวหรือหลายมัด พบสารสะสมเป็นแบบผลึกรูปปริซึมกระจายรอบ ชั้นเพริเดิร์มของลำต้นมีเลนติเซลกระจายทั่วไป บางชนิดมีสารสะสมติดสีแดงเข้มในชั้นเฟลโลเดิร์ม โฟลเอ็มมีเซลล์เส้นใยผนังหนาล้อมรอบ วงปีไม่ชัดเจน เซลล์เวสเซลมีรูปร่างกลมหรือรี มีรูปแบบเป็นแบบเดี่ยว แบบแฝด และแบบกลุ่ม การเรียงตัวของเวสเซลเป็นแบบกระจาย พาเรงคิมาในแนวรัศมีมี 1–8 แถว พบสารสะสมแบบผลึกรูปปริซึมในเซลล์บริเวณไส้ไม้ โครงสร้างที่สามารถนำไปใช้สร้างรูปวิธานสำหรับการระบุชนิด ได้แก่ ไทรโคม ชั้นมีโซฟิลล์ และจำนวนมัดท่อลำเลียงของก้านใบ กายวิภาคศาสตร์ของพืชวงศ์กาฝากแสดงลักษณะของพืชทนแล้ง พืชน้ำ และพืชที่ชื้นปานกลาง เป็นการปรับตัวของพืชเบียนที่เกาะอาศัยอยู่บนพืชให้อาศัยเพื่อสามารถดำรงชีวิตในแหล่งที่อยู่อาศัยย่อยที่มีสภาพแวดล้อมเฉพาะภายในระบบนิเวศของป่าเต็งรัง คำสำคัญ:  กายวิภาคศาสตร์พืช  พืชเบียน  วงศ์กาฝาก  การปรับตัว   Abstract Anatomical studies of the leaves and stems of four species of parasitic plants in the family Loranthaceae found in the deciduous forest of Ubon Ratchathani province, namely Dendrophthoe pentandra (L.) Miq., Helixanthera parasitica Lour., Macrosolen cochinchinensis (Lour.) Tiegh., and Scurrula atropurpurea (Blume) Danser, were conducted using epidermal peeling, transverse sections prepared through freehand sectioning and the paraffin process. The general characteristics of the plants studied include polygonal or irregularly shaped cells in both surface tissues. The cell walls are smooth or curved. The stomata are paracytic and found on both surfaces, with typical stomata. Some species have substances that accumulate as oil droplets, and some have papillae trichomes.  The mesophyll layer consists of cells with a single pattern or two types, with unifacial or bifacial leaf. There are 3–6 vascular bundles in the leaf midrib. The epidermis of the petioles is either glabrous or covered with multicellular trichomes. The cortical layer comprises thin–walled parenchyma cells, and secretory structures are scattered throughout. There are 1 to several vascular bundles in the leaf petiole. Accumulated substances were observed in the form of prism–shaped crystals distributed around the vascular bundles. The stem periderm contains lenticels scattered throughout. In some species, dark red accumulated substances are presence in the phelloderm layer. The phloem is surrounded by thick-walled fibers. The annual rings are indistinct. The vessel cells are round or oval in shape, and there is solitary, paired, and clustered vessels. The vessel arrangement in wood is diffuse–porous wood. The radial parenchyma has 1 to 8 rows. Prismatic crystal deposits are found in the cells of the pith. Structures that can be used to construct a key for species identification include trichomes, mesophyll, and the number of vascular bundles in the petioles. The anatomy of the family exhibits characteristics of drought–tolerant plants, aquatic plants, and moderately moist plants. It represents an adaptation of parasitic plants that live on host plants, enabling them to survive in microhabitats with specific environmental conditions within deciduous forest ecosystem. Keywords: Plant anatomy, Parasitic plants, Loranthaceae, Adaptatio

    การส่งเสริมความสามารถในการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ เรื่อง วัสดุในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน

    Full text link
    Promoting Grade 4 Students’ Scientific Explanation Ability on Materials in Daily Life Using Context–Based Learning   Jirawat Kumprom,  Duangsmorn Kitkosol and Pattawan Narjaikaew   รับบทความ: 28 ตุลาคม 2568; แก้ไขบทความ: 19 มกราคม 2568; ยอมรับตีพิมพ์: 25 มกราคม 2568; ตีพิมพ์ออนไลน์: 22 มิถุนายน 2568   บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ เรื่อง วัสดุในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน ตัวอย่างของงานวิจัยนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลางแห่งหนึ่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนครเขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2567 จำนวน 21 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม การวิจัยครั้งนี้มีแบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานเรื่องวัสดุในชีวิตประจำวัน จำนวน 4 แผน และแบบทดสอบความสามรถในการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ จำนวน 5 สถานการณ์ โดยแต่ละสถานการณ์ประกอบด้วย 3 คำถามย่อย คือ ข้อกล่าวอ้าง  หลักฐาน และการให้เหตุผล วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้ความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานมีความสามารถในการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์หลังเรียน (ค่าเฉลี่ย = 21.76 คิดเป็นร้อยละ 72.54) สูงกว่าก่อนเรียน (ค่าเฉลี่ย = 6.29 คิดเป็นร้อยละ 20.92) และมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทั้ง 3 องค์ประกอบของความสามารถในการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับที่สูงขึ้น คำสำคัญ:  การจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน  การอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์  วัสดุในชีวิตประจำวัน  สมบัติของวัสดุ   Abstract This research aimed to study and compare students’ scientific explanation ability on properties of material in daily life before and after learning through context–based learning. The sample consisted of 21 grade 4 students who studied in the first semester of academic year 2024 in a medium–sized primary school under Sakon Nakhon Primary Educational Area Office 3, using cluster random sampling technique. The one–group pretest–posttest design was employed in this study. The research instruments consisted of 4 lesson plans based on materials in daily life and 5 testing situation, which each of these situations was followed by three types of questions: a claim, evidence, and reasoning. The collected data were statistically and analyzed for mean, standard deviation, percentage and frequency. T–test for dependent samples was used in hypothesis testing. The research results found that the students had scientific explanation ability after learning higher than those before learning. The average scores of the pretest and posttest were 6.29 (20.92 percent) and 21.76 (72.54 percent), respectively. In addition, students had higher scientific explanation ability in all three components after learning. Keywords: Context–based learning, Scientific explanation, Materials in daily life, Properties of materia

    3,633

    full texts

    5,319

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇